หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 891 ใครให้เข้ามาได้ตามอำเภอใจ?
อาสะใภ้ชุนเหมยเหรอ?
หมายความว่าอย่างไร…เธอไปมีหลานตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
หวงชุนเหมยงุนงงเต็มทีและตั้งท่าจะถาม สีหน้าเธอเปลี่ยนไปพลางก้าวถอยทันที สายตาจ้องโจวอี้ด้วยท่าทีตกใจและพูดไม่ออก
เธอมั่นใจว่าตัวเองได้ยินไม่ผิด
อีกฝ่ายเรียกเธอว่าอาสะใภ้
อาสะใภ้!
ผ่านมากี่ปีมาแล้ว
กี่ปีแล้วที่เธอไม่ได้ยินคำเรียกแบบนี้
ตั้งแต่ที่ครอบครัวของสามี…
“อาสะใภ้ชุนเหมยครับ ไม่ต้องตกใจกลัวไปนะครับ ที่ผมเรียกแบบนี้ไม่ได้ผิดปกติเลย ผมแซ่โจว ยังจำโจวอี้ตอนเด็กได้อยู่ใช่ไหมครับ?” โจวอี้บอกเสียงนุ่มนวล
เสี่ยวอี้เหรอ?
โจวอี้งั้นเหรอ?
ลูกหลานจากครอบครัวของเสี่ยนเฟิงอย่างนั้นเหรอ?
หวงชุนเหมยมองหน้าเขาอย่างไม่อยากจะเชื่อ ร่างสั่นระริกจากห้วงอารมณ์ในใจ
เธอจำได้…จะลืมได้อย่างไร
เด็กคนนั้นอายุมากกว่าลูกสาวเธอเพียงครึ่งปี เธอมีน้ำนมไม่มาก บ่อยครั้งจึงต้องให้แบ่งนมจากแม่ของเสี่ยวอี้มาให้ลูกสาวกิน
ฮ่า ๆๆ… เขาคือเสี่ยวอี้อย่างนั้นเหรอ?
โจวอี้มองสีหน้าเหลือเชื่อของหวงชุนเหมยแล้วพูดอย่างขมขื่น “อาสะใภ้ชุนเหมย ผมคือโจวอี้จริง ๆ ครับ เป็นทายาทตระกูลโจวที่ถูกกวาดล้างจากโลกผู้ฝึกยุทธ์ไปเมื่อยี่สิบปีก่อน”
“นาย นายคือโจวอี้จริง ๆ เหรอ? ยัง… มีชีวิตอยู่เหรอ?” หลังจากที่เธอถามจบ ก็ดูเหมือนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงรีบพูดว่า “เอาแขนให้ฉันดูหน่อย”
โจวอี้พับแขนเสื้อเผยให้เห็นรอยสักรูปดาว
“ใช่เลย! เป็นสัญลักษณ์ตระกูลโจวจริง ๆ ด้วย นายคือโจวอี้จริง ๆ ด้วย!” เธอเอ่ยเสียงสั่น ดวงตาแดงก่ำขึ้นมา
ตอนนั้นเธออยู่ที่บ้านของแม่กับลูกสาว คิดว่าตระกูลโจวถูกกองกำลังปริศนาจู่โจมอย่างหนักและถูกกวาดล้างไปเกือบจนสิ้นสกุล และตระกูลหวงที่เกี่ยวดองกับตระกูลโจวเองก็ถูกโจมตีเช่นกัน
เธอไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์หายนะของตระกูลโจว แต่เห็นตระกูลหวงถูกโจมตีจนหลายคนล้มตาย จึงกลัวว่าตระกูลหวงจะถูกตามไล่ล่า หลายปีที่ผ่านมา สมาชิกทั้งครอบครัวราวยี่สิบถึงสามสิบคนได้อพยพจากบ้านมาอยู่ที่เมืองเยี่ยเฉิงแห่งนี้
เธอกับลูกสาวเป็นต้นเหตุที่ทำให้ตระกูลหวงถูกลากไปเกี่ยวข้องกับตระกูลโจว ทำให้ที่ผ่านมามีความเป็นอยู่ยากลำบากไม่น้อย
เนื่องจากครอบครัวนึกแค้นใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น ถึงแม้เธอจะเป็นลูกสาวตระกูลหวง แต่ก็มักไม่เป็นที่พอใจ แม้แต่ลูกสาวยังเคยถูกข่มเหงรังแก
“อาสะใภ้ชุนเหมย ผมเองครับ” โจวอี้ก้าวไปกอดเธอ “ผมยังไม่ตายครับ ตอนนั้นพ่อแม่พาผมหนีและเอาไปซ่อนไว้ก่อนจะล่อศัตรูไปอีกทาง ผมก็เลยรอดมาได้และมีคนเลี้ยงดู”
“แล้วพ่อแม่เธอล่ะ? พวกเขายังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า?” เธอถามขณะกระชับกอดตอบเขา
“พ่อแม่แยกกันไปเพื่อล่อศัตรูครับ แม่สู้จนตัวตาย ส่วนพ่อหลบหนีมาได้” โจวอี้จับแขนเธอไว้ขณะกล่าว “อาสะใภ้ครับ ปู่สามก็รอดชีวิตมาได้เหมือนกันครับ”
“เขา… ยังมีชีวิตอยู่เหรอ?” เธอผละออกจากเขาพลางเอ่ยถามด้วยความเหลือเชื่อ
“ครับ เขายังมีชีวิตอยู่ แต่ว่าปู่สามกับพ่อก็ลำบากมาหลายปี เพิ่งจะลงหลักปักฐานได้เมื่อไม่นานมานี้เอง” โจวอี้กล่าว “อาสะใภ้ครับ ผมจะบอกอะไรให้ฟัง แต่ว่าต้องเก็บเอาไว้เป็นความลับนะครับ เราเจอตัวฆาตกรที่โจมตีตระกูลโจวและฆ่าคนอื่น ๆ ในตอนนั้นแล้ว แต่ว่าพวกเขาแข็งแกร่งมาก เรื่องที่พวกเรายังมีชีวิตอยู่นั้นห้ามหลุดออกไปเด็ดขาดเลยนะครับ”
“ฉันรู้ดี” หวงชุนเหมยพยักหน้าขึงขัง น้ำตาเธอไหลรินอย่างไม่อาจอดกลั้น
“อาสะใภ้ครับ อีกไม่นานผมต้องออกเดินทางแล้วเพราะมีเหตุจำเป็น ตอนนี้ผมก็เลยอยากถามเรื่องหนึ่งครับ อายินดีจะมากับผมและให้ผมพาไปหาปู่สามกับพ่อไหมครับ? หรือว่าจะอยู่ที่เมืองเยี่ยเฉิงต่อ?” โจวอี้ถาม
“พวกเขาอยู่ที่ไหน?”
“ต่างประเทศครับ”
“ฉัน… ฉันจะอยู่ที่นี่! ถ้าไปต่างประเทศ แค่เรื่องภาษาก็คงใช้ชีวิตลำบากแล้ว” หวงชุนเหมยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะปาดน้ำตาและหัวเราะอย่างเศร้าสร้อย
“ถ้าอย่างนั้นก็อยู่ที่นี่เหมือนเดิมนะครับ ร้านนี้ผมยกให้อา ถ้ามีใครมาถามก็บอกไปว่าเป็นความช่วยเหลือของผู้หญิงที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองอย่างอู๋ซินเยว่ บอกว่าเธอยกให้อานะครับ” โจวอี้กล่าว
“ผู้หญิงที่ร่ำรวยที่สุดในเมือง อู๋ซินเยว่เหรอ?” เธออึ้งไป
“เธอเป็น… ผู้หญิงของผมครับ แล้วก็มีลูกชายกับผมด้วย เขายังอายุได้ไม่ถึงเดือนเลย เอาไว้ผมกลับมาแล้วจะพาไปเจอลูกชายนะครับ” โจวอี้ยกยิ้ม
“นาย…” อีกฝ่ายตกตะลึง
เธออยู่ที่เมืองเยี่ยเฉิงมามากกว่ายี่สิบปี รู้จักผู้หญิงที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองอย่างอู๋ซินเยว่อยู่แล้ว หวงเหวินเหวิน ลูกสาวของเธอเองก็ทำงานในบริษัทของอู๋ซินเยว่
“อาสะใภ้ครับ ผมขอไปเจอลูกพี่ลูกน้องได้ไหมครับ?” โจวอี้ถาม
“ได้สิ” เธอพยักหน้าและเอ่ยด้วยท่าทีขมขื่น “เธอรู้ตัวเองดี ถึงจะไม่ค่อยได้พูดแต่ว่าลับหลังก็พยายามฝึกฝนและคิดหาทางแก้แค้นให้พ่อและตระกูลโจว ถึงแม้เด็กคนนั้นจะตามฉันมาอยู่บ้านตายาย แต่ว่าตั้งแต่เล็กจนโตก็ลำบากมามาก”
พึ่งพาอาศัยผู้อื่นในการดำรงชีวิต ไม่สามารถเป็นอิสระได้
โจวอี้ลอบถอนหายใจ
“อาสะใภ้ครับ เดี๋ยวผมจะให้ทรัพยากรในการฝึกยุทธ์กับเธอเอาไว้ใช้เป็นการส่วนตัว แล้วจะให้เธอเอาไปให้อานะครับ ถ้าต่อไปมีปัญหาอะไรที่เมืองเยี่ยเฉิงก็ติดต่อไปหาอู๋ซินเยว่ได้เลยนะครับ เดี๋ยวผมจะทิ้งเบอร์โทรเอาไว้ให้”
“ได้สิ!”
หวงชุนเหมยรีบพยักหน้าให้
ทั้งสองแลกช่องทางติดต่อกัน เขาอยู่คุยกับเธออีกไม่นานก็กลับไป
อีกไม่นานจะมีคนที่อู๋ซินเยว่ส่งมาช่วยดำเนินการเรื่องร้าน และโจวอี้เชื่อว่าหญิงสาวเจ้าของร้านคงไม่กล้าเล่นแง่
บริษัทหย่าเป่าโคลทติ้ง ณ เมืองเยี่ยเฉิง
ภายในห้องทำงานของผู้จัดการทั่วไป ฉินตี้อ่านรายงานการเงินในมือและเหลือบมองหน้าจอโทรศัพท์บนโต๊ะเป็นระยะ
สองชั่วโมงก่อนเธอได้รับสายจากนายใหญ่อย่างอู๋ซินเยว่ บอกว่าจะมีผู้ชายสกุลโจวมาหาที่บริษัท และให้ทำตามความต้องการของเขาทุกอย่าง
เธอไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร อีกทั้งยังไม่รู้ว่ามาที่บริษัทด้วยจุดประสงค์ใด
เธอรอเขามาได้สองชั่วโมงแล้ว ทว่าไม่เพียงแต่ไม่เจอเท่านั้น แต่ยังไม่มีโทรศัพท์สักสายติดต่อเข้ามา
ณ ชั้นหก บริเวณแผนกออกแบบของบริษัท
หวงเหวินเหวินขมวดคิ้วขณะจ้องแบบร่างตรงหน้า
แม้เธอจะทำงานที่นี่ไม่ถึงปีและยังถือเป็นน้องใหม่ แต่โชคดีที่ได้ทำงานกับผู้อำนวยการหลินเสี่ยวเสียน ไม่อย่างนั้นความสามารถในการออกแบบของเธอคงได้ถูกนักออกแบบคนอื่นในแผนกบดบัง
เพียงแต่หลายวันมานี้เธอมีบางเรื่องให้ต้องเครียด เนื่องจากเพิ่งได้รับมอบหมายให้ออกแบบเสื้อผ้าซีซั่นใหม่สองชุด แต่ช่วงนี้เธอกลับไม่มีแรงบันดาลใจแม้แต่น้อย ทำให้ผลงานที่ออกมาไม่เป็นที่พอใจเสียที
“เหวินเหวิน เราจะออกไปพักกันสักครึ่งชั่วโมง ไปชอปปิงกับกินหม้อไฟกันไหม?” หญิงสาวคนหนึ่งเดินมาชวนเธอ
“วันนี้ขอผ่านก็แล้วกัน! ฉันเครียดอยู่น่ะ!” หวงเหวินเหวินตอบพลางยิ้มแหย
“เรายังเหลือเวลาอีกเป็นอาทิตย์กว่าจะถึงกำหนด วันนี้ช่างมันก่อนเถอะ ไปกันนะ! ฉันไม่ได้กินหม้อไฟมานานแล้ว” หลี่หลินบอกพลางเขย่าแขนอีกฝ่าย
“ฉัน…”
“มีอะไรกัน?” จางหมิงที่เป็นหัวหน้าทีมออกแบบเดินเข้ามาพร้อมกาแฟในมือ เมื่อเห็นหลี่หลินและหวงเหวินเหวินก็ขึ้นเสียงถาม
หลี่หลินรีบกลับไปนั่งที่ของตัวเองราวกับกระต่ายขี้กลัว
จางหมิงเหลือบมองหลี่หลินและหันไปหาหวงเหวินหวิน เตรียมที่จะเดินไปนั่งที่ตัวเอง
ทันใดนั้น เขาก็ชะงักฝีเท้าและมองชายแปลกหน้าที่ก้าวเข้ามา เขานิ่วหน้าถามขึ้นว่า “คุณเป็นใคร? ใครให้เข้ามาได้ตามอำเภอใจ?”