หมื่นวิถี... หนึ่งกระบี่ พิฆาตสวรรค์ ! - ตอนที่ 112
บทที่ 112
เมื่อเห็นฮูหยินห้าเบี่ยงประเด็นมาที่ตนเอง เซียวเหยียนก็เพียงยิ้มๆ ไม่ได้ใส่ใจ “เหอเอ๋อร์อีกครึ่งปีกว่า ก็น่าจะกลับมาแล้วขอรับ”
ฮูหยินคนอื่นๆ ก็ไม่ปล่อยให้เจ้าหนูเซียวเฟยหยางต้องอับอายต่อไป ต่างก็ถือโอกาสเบี่ยงประเด็นไปยังหัวข้อใหม่
“เด็กคนนั้น เหอเอ๋อร์ ก็เป็นกายยุทธ์ระดับเก้ากระมัง?”
“ฉลาดหลักแหลมยิ่งนักนะ ปีนั้น…”
บทสนทนาที่สลับกันไปมาก็ช่วยกลบเกลื่อนการกระทบกระทั่งเล็กๆ น้อยๆ เมื่อครู่ไปได้
เซียวเหยียนยังคงมีท่าทีสงบนิ่ง พูดคุยหัวเราะกับเหล่าฮูหยินพลางเล่าเรื่องราวในอดีต ส่วนอีกด้านหนึ่ง เซียวเฟยหยางกลับแก้มร้อนผ่าวด้วยความอับอาย เขาลอบมองบิดาเป็นครั้งคราว เมื่อเห็นว่าท่านพ่อคลายความโกรธลงแล้ว และหันไปพูดคุยกับเซียวเหยียนด้วยรอยยิ้มพึงพอใจอีกครั้ง ในใจเขาก็ทั้งโล่งอก ทั้งรู้สึกผิดหวังอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ในตอนนี้ เขารู้สึกว่าฝ่ามือที่วางอย่างอึดอัดอยู่ใต้โต๊ะถูกลูบเบาๆ เมื่อก้มหน้าลงมองก็พบว่าเป็นน้องสาวที่อยู่ข้างๆ
เซียวเสวี่ยฉีเผยรอยยิ้มให้พี่ชาย จากนั้นก็คีบกับข้าวให้เขา การกระทำนี้ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นในใจ…
ถังโหรวซินมองเซียวเหยียนที่มีท่าทีสงบนิ่ง แล้วก็มองลูกชายของตนเอง ในใจก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ นอกจากเรื่องฝึกยุทธ์แล้ว ลูกชายของตนเองในทุกๆ ด้านก็ด้อยกว่าเซียวเหยียนอยู่บ้างจริงๆ ความฉลาดรู้ความของเซียวเหยียนนั้นเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วในจวน ข้อบกพร่องเพียงอย่างเดียวก็คือเสียเวลาในการฝึกยุทธ์ช่วงต้นไป
“ชิงหลวนได้ขึ้นทำเนียบฟ้า กลับมาที่จวนครั้งนี้มีแผนการอะไรในอนาคตบ้าง?” งานเลี้ยงดำเนินไปได้ครึ่งทาง ฟางซือหยูดูเหมือนจะเอ่ยถามขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจ
เซียวชิงหลวนเหลือบมองเด็กหนุ่มที่อายุน้อยกว่าตนเองสองปีแต่กลับพูดคุยหัวเราะอย่างสบายๆ ที่อยู่ตรงข้าม นางยื่นตะเกียบออกไป โดยไม่รู้ตัวก็ตั้งใจจะคีบตับมังกรจานนั้น แต่ระหว่างทางก็อาศัยความสามารถในการควบคุมข้อมือที่ฝึกฝนมาหลายปีเปลี่ยนทิศทางอย่างคล่องแคล่ว ไปคีบกับข้าวข้างๆ แทน
นางนำกับข้าวเข้าปาก พลางกินพลางกล่าว “ก็ไม่มีแผนการอะไร ก็แค่อยากจะประลองกับพี่ชายร่วมตระกูลเฉียนเฟิงสักหน่อย”
คำพูดนี้ทำให้ฮูหยินหลายคนชายตามองมาแวบหนึ่ง แต่ก็แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินอะไร และยังคงกินดื่มพูดคุยกันต่อไป
“เจ้าเด็กเฉียนเฟิงนั่นได้ยินมาว่าเพิ่งจะลงจากขุนเขาอนันต์ เมื่อเร็วๆ นี้ก็จะกลับจวนแล้ว ถึงตอนนั้นให้พวกเจ้าประลองกัน ตอนนั้นจวินหลินกับจ้านเฉิงพวกเขามักจะไล่กวดกันเต็มสวน...” ฟางซือหยูพูดด้วยรอยยิ้ม
เซียวจวินหลินหัวเราะอย่างขมขื่น “พี่สะใภ้สอง ล้วนแต่เป็นเรื่องน่าอายตอนหนุ่มๆ อย่าได้เอ่ยถึงเลย”
งานเลี้ยงค่อยๆ ดำเนินไปจนถึงช่วงท้าย ค่ำคืนก็ยิ่งมืดค่ำลง
อาหารเจ็ดแปดอย่างที่เซียวเหยียนให้จื่อเซวียนไปซื้อมาพร้อมกับอาหารอื่นๆ ที่ท่านย่าใหญ่เตรียมไว้ก็ทยอยขึ้นโต๊ะ และทั้งหมดก็ถูกกินจนเกลี้ยง เซียวชิงหลวนเองก็กินไปไม่น้อย โดยไม่รู้ว่าอาหารจานไหนเป็นที่เซียวเหยียนซื้อมา เพียงแค่รู้สึกว่าอร่อย
เซียวเหยียนย่อมไม่มีความสนใจที่จะเปิดโปง อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็มีเพียงครั้งนี้เท่านั้น ตั้งแต่ที่นางปฏิเสธตับมังกรก้อนนั้น เขาก็ไม่มีทางที่จะมอบของกินของดื่มอะไรให้อีกฝ่ายอีกแล้ว อย่างมากในอนาคตหากนางออกเรือน ก็แค่ใส่ซองไปตามมารยาท
เมื่อกินอิ่มดื่มพอ ทุกคนก็ทยอยออกจากเรือนวสันต์นิรันดร์ เซียวเหยียนกล่าวลากับเหล่าฮูหยิน แล้วพา ท่านลุงสวีกับชุนหลัน กลับไปยังเรือนขุนเขาสายน้ำ
ส่วนอีกด้านหนึ่ง เซียวจวินหลินก็พาภรรยาและลูกๆ กลับไปยังเรือนหิมะโปรยเช่นกัน
“ท่านเมื่อครู่ที่โต๊ะอาหาร จะพูดกับเฟยหยางแบบนั้นได้อย่างไร เขาคือลูกของท่านนะ! แล้วยังมีชิงหลวนอีก เพิ่งจะกลับมา ท่านก็พูดกับนางแบบนั้น ทำร้ายจิตใจเด็กมากแค่ไหน!” รอจนเด็กทั้งสามคนเข้าห้องไปแล้ว ถังโหรวซินก็ดึงสามีไว้แล้วกล่าวอย่างตำหนิ
เซียวจวินหลินถอนหายใจ “ก็เป็นความผิดของพวกเขาเอง เฟยหยางน่ะใจแคบเกินไป หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ในอนาคตยากที่จะประสบความสำเร็จได้ ส่วนชิงหลวน ระดับพลังก้าวหน้าไม่เลว แต่นิสัยทำไมถึงได้หุนหันพลันแล่นเช่นนี้”
“นางเป็นห่วงน้องชายใจร้อน พี่น้องรักใคร่กัน จะไม่ดีอีกหรือ?” ถังโหรวซินกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์
“นั่นสินะ” เซียวจวินหลินยิ้ม “ท่านนี่นะ…” ถังโหรวซินพูดไม่ออก ผู้ชายตระกูลเซียวเป็นไปตามคาด ล้วนแต่เป็นคนหยาบกระด้าง
“แล้วข้าจะไปว่าเหยียนเอ๋อร์ได้อย่างไร” เซียวจวินหลินกล่าวอย่างจนใจ “ตอนนี้น้องเจ็ดกับเยว่เอ๋อร์รบอยู่ที่ชายแดนมานานหลายปี ความยากลำบากในนั้นเจ้ากับข้าก็เข้าใจ หรือจะให้ข้ามาสั่งสอนลูกชายของเขาที่นี่อีกรึ? อีกอย่างเหยียนเอ๋อร์ก็ไม่ได้ผิดอะไร เขาฉลาดเพียงใด เมื่อเผชิญหน้ากับผู้ใหญ่ก็พูดจาฉะฉาน ไม่ขลาดกลัว คำพูดก็ไม่เสียมารยาท ไม่ทำให้คนรังเกียจ น่าเสียดายที่ไม่สามารถฝึกยุทธ์ได้ มิเช่นนั้น ชิงหลวนของเราก็ยังอาจจะสู้ไม่ได้”
ถังโหรวซินเพิ่งจะสงบความโกรธลง เมื่อได้ยินคำชมและการเปรียบเทียบนี้ของเขาก็พลันลุกเป็นไฟขึ้นมาอีกครั้ง “ถ้าอย่างนั้นท่านก็ไปอยู่กับเหยียนเอ๋อร์ของท่านเถอะ!” พูดจบก็เดินสะบัดแขนเสื้อเข้าไปในห้อง
ในเรือนวารีวิจิตร ฟางซือหยูก็โกรธจนแค่นเสียงเย็นชา “เจ้าเด็กหญิงนั่น ในอนาคตเป็นลูกสาวที่ต้องแต่งออกไป กลับยังคิดจะมาประลองกับเฉียนเฟิงหวังจะช่วงชิงตำแหน่งมังกรแท้ ไม่ดูสารรูปตัวเองเสียเลย!”
นางรู้ดีว่าตำแหน่งมังกรแท้ของตระกูลเซียวพันปีมานี้ล้วนตกอยู่บนหัวของผู้ชายสายตรง แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยมีสตรีได้รับตำแหน่ง เพียงแต่หญิงสาวคนนั้นไม่ได้แต่งงานไปตลอดชีวิต และดูแลกิจการใหญ่ของบ้านมาโดยตลอด จนกลายเป็นแม่ทัพหญิงที่มีชื่อเสียงโด่งดัง หรือว่าเจ้าเด็กหญิงนั่นยังคิดจะเลียนแบบบรรพบุรุษ? หึ! เพียงแค่ขอบเขตวิญญาณสัญจร ไม่เจียมตัว…
วันรุ่งขึ้น
เซียวเหยียนขี่ม้ารออยู่ที่ทางเดินเล็กๆ ข้างจวน ไม่นานนักเสียงกีบม้าก็ดังมาจากข้างหลัง
“พี่เหยียน!” เซียวจื่อเซวียนขี่ม้ามาอยู่ข้างกายเซียวเหยียน ทั้งสองคนก็เคียงบ่าเคียงไหล่กันไปยังตำหนักจันทน์ “พี่เหยียน แม่ของข้าปากร้าย ท่านอย่าได้ใส่ใจเลยนะ…”
“พี่น้องกันไม่พูดเรื่องพวกนี้ ข้าไม่โกรธแม่เจ้าหรอก”
“ท่านย่าใหญ่กับคนอื่นๆ ล้วนแต่ชมเชยพี่สาวชิงหลวน กลับไม่รู้ว่าระดับพลังของพี่เหยียนสูงกว่านางไปนานแล้ว ว่าแต่พี่เหยียน ทำไมท่านเมื่อคืนไม่พูดเล่า?”
เซียวเหยียนดึงเชือกม้าเบาๆ “พูดเรื่องพวกนี้มีความหมายอะไร จะให้ไปแข่งชิงดีชิงเด่นกับเด็กรึ ไร้สาระเกินไปแล้ว”
เซียวจื่อเซวียนชะงักไป ทันใดนั้นก็หัวเราะออกมา นี่แหละพี่เหยียนของข้า “หากปล่อยให้พี่สาวชิงหลวนรู้ว่าท่านบอกว่านางเป็นเด็ก คาดว่าคงจะต้องโกรธตายแน่”
“เจ้าก็เป็นเด็ก”
“พี่เหยียนท่านนี่…”
“ฮ่าๆ”
เซียวจื่อเซวียนรู้สึกจนใจอยู่บ้าง แต่ตั้งแต่เล็กจนโตก็อยู่ข้างกายเซียวเหยียนมานาน เขากลับไม่รู้สึกว่าคำพูดนี้แปลกแต่อย่างใด
ทันใดนั้น เซียวเหยียนก็ดึงเชือกม้า อาชาโลหิตแดงที่มีสัญชาตญาณไวก็หยุดนิ่งอยู่กับที่ ใต้ร่มไม้ทางเดินเล็กๆ ข้างหน้า มีเงาสีขาวราวหิมะร่างหนึ่งยืนอยู่…ไม่ใช่เซียวชิงหลวนหรอกหรือ?
“เมื่อวานงานเลี้ยงมีผู้ใหญ่อยู่ ข้าขี้เกียจจะเอาเรื่องกับเจ้า แต่เรื่องที่เจ้ารังแกน้องชายข้า จะไม่จบแค่นี้แน่” เซียวชิงหลวนที่รออยู่กล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา
“พี่สาวชิงหลวน นั่นมันเรื่องเมื่อกี่ปีมาแล้ว อีกอย่างคือเซียวเฟยหยางที่ไปยั่วโมโหพี่เหยียนก่อน” เซียวจื่อเซวียนรีบกล่าว
“เจ้าหุบปาก” เซียวชิงหลวนเหลือบมองเขาอย่างเย็นชา “เจ้าอายุกว่าน้องชายข้าไม่กี่เดือน ตอนนั้นรังแกน้องชายข้าอย่างไร วันนี้ข้าก็จะตีกลับแทนน้องชายข้า เจ้าทางที่ดีก็อย่าขัดขืน มิเช่นนั้นข้าลงมือก็อาจจะไม่มีการออมมือ”
เซียวเหยียนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “ข้าตีตูดเจ้าเด็กนั่น เจ้าก็เลยจะมาตีตูดข้ารึ?”
เซียวชิงหลวนชะงักไป สีหน้าเย็นชาเล็กน้อย “ไม่ตีตูดเจ้า ข้าจะตบปากเจ้า!” พูดจบก็พลันก้าวเท้าบินเข้ามาจะเหวี่ยงมือตบเซียวเหยียนบนหลังม้า
เมื่อเห็นฝ่ามือของนางพัดมาที่หน้า เซียวเหยียนก็เอนหลังเล็กน้อย จากนั้นก็ยกมือขึ้นจับ ดึงร่างของนางจนเสียสมดุลแล้วใช้พลังควบคุมสิ่งของกดนางไว้บนหลังม้า
“เจ้า!” รูม่านตาของเซียวชิงหลวนพลันหดเล็กลงอย่างแรง ในแววตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง
“ตบปากข้ารึ? หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่ที่เจ้าเป็นคนตระกูลเซียว เจ้าคงจะจบไม่สวยแน่” เซียวเหยียนแค่นเสียงเย็นชา จากนั้นก็ยกมือขึ้นตบลงบนก้นของนางอย่างแรงไปหลายที
“ล้างแค้นให้น้องชายเจ้าสินะ…แสดงว่าตอนนั้นข้าตีเบาเบาไปสิ!”