หมื่นวิถี... หนึ่งกระบี่ พิฆาตสวรรค์ ! - ตอนที่ 188
บทที่ 188
“หนทางสุดหล้าฟ้าเขียว นับจากนี้ไปมีเพียงความสำราญ ความเศร้าโศกจะทำอะไรข้าได้…”
เด็กหนุ่มพลันร้องเพลงเสียงดัง เปล่งเสียงหัวเราะอย่างเป็นอิสระ
หน้าจวนขุนพลเทวะ
เฝิงเหวินเทียนกับเฝิงชิงหลีต่างก็จ้องมองเด็กหนุ่มที่จากไป เงียบไม่พูด
พวกเขาไม่คิดว่า พ่อลูกสองคนนั้นหลังจากต่อสู้กันแล้วจะทำให้ความสัมพันธ์กระอักกระอ่วนขนาดนี้ ถึงกับทำให้เด็กหนุ่มผู้มีพรสวรรค์โดดเด่นผู้นี้ จะหนีออกจากบ้าน และขีดเส้นแบ่งกับตระกูลเซียว
คนนับไม่ถ้วนในโลกนี้ แทบจะรอไม่ไหวที่จะก้าวเข้าสู่จวนขุนพลเทวะนั้น เพื่อไปเกี่ยวข้องกับตระกูลเซียว ส่วนเด็กหนุ่มผู้นั้น กลับทิ้งมันไปราวกับรองเท้าขาด
“ใครว่าสวรรค์ไม่ต้อนรับแขก ทั่วฟ้าหิมะกลับโปรยส่งคนผู้หนึ่ง”
เฝิงเหวินเทียนพึมพำกับตนเอง
หน้าประตูจวน เซียวจื่อเซวียนจ้องมองเงาร่างของเซียวเหยียนหายไป เขาพึมพำกับตนเอง:
“นับจากวันนี้ไป พี่เหยียนถือว่าสูญเสียบิดาไปแล้วใช่หรือไม่?”
คำพึมพำนี้พูดจบ เจิ้งชิงเหยาผู้เป็นมารดาข้างๆ ก็พลันจ้องเขาอย่างแรง แล้วก็มองไปยังสีหน้าที่ไร้อารมณ์ราวกับแผ่นเหล็กของเซียวจ้านเฉิง ขมวดคิ้ว
ส่วนเยว่ชิงเหอที่ยืนอยู่ข้างกายเซียวจื่อเซวียน ร่างอรชรพลันสั่นสะท้านราวกับถูกฟ้าผ่าเบิกตากว้างขึ้น
ในสมองของนางปรากฏภาพบางอย่างขึ้นมา หลายปีก่อน ตนเองเดินไปร้องไห้ไป ติดตามท่านอาจางผู้นั้นมาถึงจวนขุนพลเทวะที่รุ่งโรจน์แห่งนี้ ในสภาพแวดล้อมที่แปลกหน้านั้น คือเด็กน้อยที่แววตาราวกับดวงดาวคนนั้นที่บอกตนเองว่า พ่อของตนเองอยู่บนสวรรค์
ในวันนั้น นางจากความเจ็บปวดที่สูญเสียบิดา ก็ได้พบที่พึ่งพิงใหม่
และตอนนี้หลายปีผ่านไป วันนี้ เด็กหนุ่มที่เคยปลอบประโลมและอยู่เป็นเพื่อนของนาง กลับอยู่ในการจ้องมองของนาง ก็สูญเสียบิดาไปเช่นกัน
เพียงแต่ อีกฝ่ายก็จากไปเช่นนี้ และตนเองไม่เพียงแต่ไม่สามารถอยู่เป็นเพื่อนข้างกายเขาได้ ถึงกับแม้แต่คำปลอบโยน ก็ไม่เคยพูดออกไปสักคำ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ในใจนางก็พลันเกิดความเจ็บปวดรวดร้าวขึ้นมาเป็นระลอก ราวกับถูกหนามแหลมคมทิ่มแทง มีความรู้สึกเจ็บปวดใจ
เงาร่างของนางวิ่งไล่ตามออกไปอย่างรวดเร็ว แต่ระหว่างฟ้าดินลมหนาวหิมะโปรยก็แรงแล้ว ไหนเลยจะยังมีเงาร่างของคนผู้นั้น
…
…
ด่านประตูสวรรค์ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของชายแดนแคว้นเหมันต์
แคว้นเหมันต์มีพื้นที่กว้างใหญ่แต่ประชากรเบาบาง ฤดูหนาวหนาวเหน็บฤดูร้อนร้อนอบอ้าว ดินแดนรกร้างว่างเปล่าแห้งแล้ง แต่แร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ คนที่นี่ไม่ชอบทำการเกษตร ส่วนใหญ่ล้วนแต่ประกอบอาชีพเลี้ยงสัตว์และค้าขาย เสบียงอาหารส่วนใหญ่ล้วนแต่ซื้อหาขนส่งมาจากแคว้นอื่น
ณ เวลานี้ ดวงจันทร์สุกใสดวงดาวเบาบาง แสงจันทร์ที่เย็นเยียบสาดส่องลงบนผืนดิน
ในที่ว่างในป่าที่อุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งของชายแดนแคว้นเหมันต์ ก่อกองไฟขึ้นกองหนึ่ง สองคนหนึ่งจิ้งจอกนั่งล้อมวงอยู่ข้างกองไฟ บนกองไฟ กิ่งไม้เถาวัลย์สีเขียวหลายกิ่งเสียบอยู่ เสียบอุ้งเท้าเสือและตับเสือสองสามตัวย่างอยู่ในกองไฟ กลิ่นหอมฟุ้งกระจายออกมา ปริมาณอาหารนี้เห็นได้ชัดว่าเกินกว่าปริมาณของคนสองคนแล้ว
“ใกล้จะสุกแล้ว รออีกหน่อย”
เซียวเหยียนลูบหัวของจิ้งจอกขาวตัวน้อยที่เข่า กล่าวอย่างยิ้มแย้ม
ออกจากเมืองมรกตมาห้าวันแล้ว อาศัยเงินของหลิวรั่วซี ทั้งสองคนถึงได้เช่ารถม้ามาคันหนึ่ง สั่นไปสั่นมาถึงแคว้นเหมันต์ ที่สถานีม้าคืนรถม้าแล้ว ทางที่จะไปยังดินแดนชายแดนแห่งนี้ ก็ทำได้เพียงอาศัยพวกเขาทั้งสองคนเดินเท้าแล้ว
โชคดีที่ห้าวันผ่านไป บาดแผลของเซียวเหยียนก็หายดีแล้ว
ยามว่าง เขาก็ครุ่นคิดถึงเคล็ดวิชามากมายของตนเอง หลอมรวมมันเข้าด้วยกัน ได้สร้างเคล็ดวิชาที่เป็นของตนเองขึ้นมาแขนงหนึ่งแล้ว ก่อนหน้านี้เพิ่งจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตเทวะมนุษย์ พลังที่หลอมรวมชั่วคราวไม่สามารถแสดงพลังของขอบเขตปรมาจารย์ออกมาได้เลย ตอนนี้หลังจากที่ได้ลองผิดลองถูกมา หากให้เขาสู้กันอีกสักตั้ง เขามีความมั่นใจจะสามารถเอาชนะตนเองคนก่อนได้อย่างง่ายดาย
ส่วนจะสามารถเอาชนะคนผู้นั้นได้หรือไม่ เซียวเหยียนชั่วคราวก็ขี้เกียจจะไปคิดแล้ว
“ท่านผู้เฒ่าโม่ ใกล้จะดีแล้ว”
เซียวเหยียนเงยหน้าขึ้น เรียกเข้าไปในป่า
ก่อนหน้านี้ในจวนขุนพลเทวะ ก็คือท่านผู้เฒ่าโม่ที่ส่งกระแสจิตให้ตนเอง เขาถึงได้ตกลงที่จะมาที่ด่านประตูสวรรค์ มิเช่นนั้นถึงแม้เขาอยากจะตัดขาดความสัมพันธ์กับตระกูลเซียว ก็จะไม่เอาชีวิตของตนเองมาล้อเล่น มาที่นี่ตามลำพัง เท่ากับส่งตาย
ป่าเงียบสงัด ไม่มีเสียงตอบกลับ เซียวเหยียนก็คุ้นชินแล้ว ไม่ได้ใส่ใจ
ทันใดนั้น ในป่าที่ไม่ไกลออกไป ก็มีเสียงซ่าๆ ดังขึ้นมา
เซียวเหยียนเงยหน้าขึ้นมอง จิตวิญญาณออกจากร่างสำรวจ กลับเห็นเงาร่างที่คุ้นเคย แหวกพงหญ้า เดินมาทางนี้
ไม่นานนัก เงาร่างของเยว่ชิงเหอก็ไล่ตามแสงไฟ มาถึงหน้ากองไฟ
นางเมื่อเห็นเซียวเหยียน ใบหน้าก็พลันปรากฏความยินดี กล่าว “ดีเหลือเกิน ในที่สุดก็ไล่ตามท่านทันแล้ว!”
“เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร” เซียวเหยียนค่อนข้างประหลาดใจ ขมวดคิ้ว “ทางนี้อันตรายมากนะ”
“ข้าไม่เจออสูรปีศาจ” เยว่ชิงเหอกล่าว
นางมองเด็กหนุ่มหน้ากองไฟ อารมณ์ที่ควบคุมไว้หลายวัน ทันใดนั้นก็ค่อนข้างจะอดไม่ได้ ขอบตาแดงเล็กน้อย:
“ตอนนั้นท่านอยู่เป็นเพื่อนข้า ตอนนี้ ข้ามาอยู่เป็นเพื่อนท่าน”
เซียวเหยียนประหลาดใจมองนางแวบหนึ่ง กล่าว “เจ้าไม่ไล่ตามวิถีกระบี่แล้วรึ?”
เยว่ชิงเหอชะงักไป เงียบไปครู่หนึ่งถึงได้กล่าว “กระบี่ข้าจะไม่ยอมแพ้ แต่ข้าอยากจะอยู่เป็นเพื่อนท่าน มิเช่นนั้น ข้าไม่สบายใจ”
เซียวเหยียนก็พลันเข้าใจขึ้นมาทันที อีกฝ่ายรู้สึกผิดในใจ
เขายิ้มอย่างสบายๆ กล่าว “เจ้าหนูโง่ อย่าห่วงข้าเลย ข้าไม่เปราะบางอย่างที่เจ้าคิดหรอก ข้าไม่เหมือนเจ้าที่ขี้แยหรอกนะ”
เยว่ชิงเหอนึกถึงเรื่องน่าอายที่ตอนเด็กมักจะฝันร้ายตกใจตื่น ใบหน้างามก็แดงเล็กน้อย กล่าว:
“เรื่องในอดีตไม่พูดถึงแล้ว ตอนนั้นพ่อของข้าไม่อยู่ ท่านอยู่เป็นเพื่อนข้า ตอนนี้ข้าก็มาอยู่เป็นเพื่อนท่าน”
“เจ้าคิดจะใช้วิธีแบบนี้ตอบแทนบุญคุณรึ?” เซียวเหยียนยิ้ม
เยว่ชิงเหอกัดริมฝีปากเล็กน้อย ไม่ได้ปฏิเสธ
“ในเมื่อเลือกวิถีกระบี่แล้ว เจ้าก็อย่าได้สามใจสองใจอีก มิเช่นนั้นด้วยจิตใจเช่นเจ้า อย่าว่าแต่การไปให้ถึงยอดเขาเลย แม้แต่ตีนเขาก็ยังไปไม่ถึง”
เซียวเหยยียนกล่าว “ส่วนบุญคุณเล็กน้อยนั่น ข้าไม่ใส่ใจ ข้าอยู่เป็นเพื่อนเจ้า เจ้าก็อยู่เป็นเพื่อนข้าเหมือนกัน ถือว่าเจ๊ากันไป”
เยว่ชิงเหอชะงักไปเล็กน้อย สายตาค่อนข้างเหม่อลอยมองรอยยิ้มที่สบายๆ ของเด็กหนุ่ม นางลังเล “จริงๆ รึ?”
“จริงๆ” เซียวเหยียนยิ้มอย่างเปิดเผย
เปลวไฟของกองไฟตามลมหนาวในยามค้ำคืนกำลังกระโดด แสงสีเหลืองนวลส่องสว่างบนใบหน้าของเซียวเหยียน เขาที่ข้างกองไฟ ยิ้มให้หญิงสาวเล็กน้อย:
“เจ้ากลับไปเถอะ ข้ายังรอเจ้าไปให้ถึงยอดเขาววิถีกระบี่ ถึงตอนนั้นค่อยกลับมาเล่าให้ข้าฟังว่า ที่บนนั้น แท้จริงแล้วเจ้าเห็นอะไร “