หมื่นวิถี... หนึ่งกระบี่ พิฆาตสวรรค์ ! - ตอนที่ 201 เผ่าพันธุ์มนุษย์สามารถหลอมเกราะวิเศษ ศัสตราวุธเทวะได้
- Home
- หมื่นวิถี... หนึ่งกระบี่ พิฆาตสวรรค์ !
- ตอนที่ 201 เผ่าพันธุ์มนุษย์สามารถหลอมเกราะวิเศษ ศัสตราวุธเทวะได้
บทที่ 201
เผ่าพันธุ์มนุษย์สามารถหลอมเกราะวิเศษ ศัสตราวุธเทวะได้ บวกกับเคล็ดวิชาฝึกฝนอื่นๆ ผลตอบแทนในการยกระดับความแข็งแกร่งเร็วกว่าและใหญ่กว่า สายฝึกกายาจึงเสื่อมถอยไปนานแล้ว แต่อสูรปีศาจกลับไม่ใช่เช่นนั้น พวกมันเชี่ยวชาญร่างกายของตนเองมากกว่า ท้ายที่สุดแล้วพวกมันไม่มีโอสถรักษาอาการบาดเจ็บมากมายขนาดนั้น ระดับการหลอมอาวุธก็ด้อยกว่า บ่อยครั้งที่ต่อสู้ต้องอาศัยร่างกายเนื้อเข้าปะทะ
ภายใต้ขอบเขตเดียวกัน หากเกราะวิเศษศัสตราวุธเทวะของเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้อยกว่าเล็กน้อย ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอสูรปีศาจในขอบเขตเดียวกันโดยสิ้นเชิง
“ไม่รู้ว่ารังของสองมหาอสูรนี้อยู่ที่ไหน กลับไปค่อยไปค้นหาดูสักหน่อย พวกมันควรจะทิ้งอสูรเฝ้าภูเขาไว้”
เซียวเหยียนมองไปยังค่าย ผ่านจิตวิญญาณจ้องมอง ก็เห็นว่าการต่อสู้ทางนั้นใกล้จะจบลงแล้ว
ท้ายที่สุดแล้วจอมอสูรขอบเขตอมตะได้หนีไปแล้ว มหาอสูรที่เหลือไม่ใช่พวกไร้สมอง รู้จักสถานการณ์ดี ต่างก็เลือกที่จะถอยทัพ เพียงแค่ให้ปีศาจอสูรชั้นล่างกว่าขับเคลื่อนพวกมันไปขัดขวางเพื่อชะลอฝีเท้าการไล่ตามของศัตรู ไม่จำเป็นต้องวิ่งเร็วที่สุด แต่ต้องวิ่งให้เร็วกว่าพวกเดียวกัน!
ฝูงปีศาจอสูรที่เดิมทีมีไอพลังดุดัน ณ เวลานี้ก็ได้สลายตัวไป เหลือเพียงอสูรชั้นผู้น้อยที่วิ่งหนีอย่างตื่นตระหนก เซียวเหยียนพักอยู่ครู่หนึ่ง ก็ใช้สองมืออุ้มเขี้ยวหมูป่าที่หนาและหนักสองอันเดินกลับไปยังค่าย
รังของอสูรปีศาจเหล่านี้ เซียวเฟิ่งอู่ควรจะรู้ ถือโอกาสนี้ทำความเข้าใจการกระจายตัวและสถานการณ์ของอสูรปีศาจนอกด่านนี้กับนางเสียเลย
…
ในค่าย เซียวเฟิ่งอู่เฝ้าอยู่หน้าสุสาน รอบๆ ล้วนแต่เป็นปีศาจอสูรที่ถูกสังหาร
ส่วนเนินดินเล็กๆ นั้นนางไม่มีเวลามองแล้ว ภายใต้การเหยียบย่ำและบุกทะลวงของอสูรปีศาจ เนินดินเล็กๆ ก็ยิ่งเล็กลงไปอีก หลายปีมานี้ที่สู้รบสังหารกัน เมืองผาเมฆาแห่งนี้ก็ถูกทำลายลงไปทีละเล็กทีละน้อยเช่นนี้
เมื่อเห็นอสูรปีศาจทั้งหมดหนีไป เซียวเฟิ่งอู่ก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ จากนั้นก็พุ่งออกจากค่ายทันที จิตวิญญาณบินออกไปสำรวจยังแดนไกล
เมื่อมองไปคราหนึ่ง สายตาของนางก็พลันแข็งค้าง ก็เห็นว่าห่างออกไปหลายสิบลี้ ศีรษะของอสูรหมูตัวนั้นแตกออก หมอบอยู่บนพื้น สิ้นลมหายใจไปแล้ว และที่ไกลออกไปอีกหลายสิบลี้ จ้าวอสูรพยัคฆ์ชือที่เคยบุกรุกมารบกวนนางหลายครั้ง ก็ล้มลงในกองเลือด ศีรษะถูกทุบจนแตก ร่างกายแยกออก อวัยวะภายในและโลหิตได้ย้อมพื้นดินใกล้เคียงจนแดงฉาน
สองมหาอสูรขอบเขตอมตะกลับตายสิ้นแล้ว!
ท่ามกลางลมราตรี มีเพียงเงาร่างของเด็กหนุ่มผู้นั้นที่เหยียบย่ำรอยเลือดของอสูรปีศาจเดินทางกลับมา ในมือทั้งสองข้างของเขาต่างก็อุ้มเขี้ยวหมูป่าที่ยาวประมาณสองเมตรไว้ด้วยท่าทีสบายๆ
เซียวเฟิ่งอู่ตะลึงงันไป
คือเซียวหลงเฟยลงมือรึ?
เป็นไปได้อย่างไร
ถึงแม้เซียวหลงเฟยจะเป็นคนรุ่นเก่า แต่ท้ายที่สุดแล้วคือสายรอง แม้แต่เคล็ดวิชาชั้นยอดของหอฟังเสียงฝนก็ยังเลือกเรียนได้เพียงแขนงเดียว หากอยากจะเรียนแขนงที่สอง ก็ต้องสร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ให้แก่ตระกูล ตนเองต้องมีเกียรติยศชื่อเสียงอย่างมหาศาล
ในความรับรู้ของเซียวเฟิ่งอู่แล้ว ความแข็งแกร่งของเซียวหลงเฟยควรจะด้อยกว่านางอยู่หลายส่วน แม้นางเองก็ยังไม่อาจสังหารมหาอสูรสามอมตะสองตนได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้ ไม่ต้องพูดถึงเซียวหลงเฟยแล้ว
หรือว่า… จะเป็นฝีมือของเซียวเหยียนเอง?
เซียวเฟิ่งอู่นึกถึงตอนที่เซียวเหยียนใช้หมัดเดียวซัดมหาอสูรอินทรีทะยานฟ้ากระเด็นไปก่อนหน้านี้ สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เด็กคนนี้ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นเพียงขอบเขตเทวะมนุษย์มิใช่รึ?
ในใจของนางเต็มไปด้วยความสงสัย ยืนอยู่ที่หน้าประตูด่านอย่างเงียบๆ รอคอยการกลับมาของเด็กหนุ่มผู้นั้น
“อสูรปีศาจเหล่านี้ เจ้าสังหารเอง หรือว่าร่วมมือกับเซียวหลงเฟย?” เซียวเฟิ่งอู่เอ่ยถามทันที
“ข้าทำเอง” เซียวเหยียนกล่าว “ลำบากท่านแล้ว”
“นี่เป็นสถานที่ที่ข้าพิทักษ์อยู่แต่เดิม จะเรียกว่าลำบากได้อย่างไร” เซียวเฟิ่งอู่กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ จากนั้นก็มองสำรวจเซียวเหยียนสองสามที “เจ้าเป็นลูกของพี่เจ็ดข้าจริงๆ รึ?”
“ไม่ใช่”
“…”
เซียวเฟิ่งอู่กล่าว “ข้าหมายถึงนิสัยแบบนั้น…”
“แบบไหนก็ไม่ใช่ทั้งนั้น” เซียวเหยียนส่ายหน้า เหตุใดจึงข้ามหัวข้อนี้ไปไม่ได้เสียที
เขาอุ้มเขี้ยวหมูป่าสองอัน เดินเข้าไปในค่าย
จิตวิญญาณลอยขึ้นมาเหนือศีรษะเล็กน้อย กวาดตามอง ก็เห็นหลิวรั่วซีกับจิ้งจอกขาวเสี่ยวอวี้ยังคงอยู่หน้ากองไฟ ดูเหมือนจะไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ กระโจมที่อยู่ใกล้กองไฟ ก็ไม่ทันได้ถูกฝูงอสูรปีศาจฉีกทำลาย ยังคงอยู่ในสภาพดี
สิ่งที่ขาดหายไปเพียงอย่างเดียว คือเนื้อย่างที่ห่อด้วยใบไม้นั่น…
“…”
เซียวเหยียนถึงกับพูดไม่ออกในใจ
ในสมองของเขาแทบจะจินตนาการภาพออกว่า ท่านผู้เฒ่าโม่ฉวยโอกาสตอนชุลมุนหยิบเนื้อย่างไป นั่งแทะกินอยู่ในที่ลับอย่างสบายอารมณ์ ถือโอกาสตบอสูรปีศาจที่เข้าใกล้หลิวรั่วซีกระเด็นไป
ตนเองกับเซียวเฟิ่งอู่อยู่ที่นี่เหนื่อยสายตัวแทบขาด ท่านปู่กลับสบายใจเฉิบ
แต่ว่า เซียวเหยียนไม่มีความขุ่นเคืองแม้แต่ครึ่งส่วน ในใจมีเพียงความซาบซึ้ง
หากไม่ใช่เพราะเสียงกระซิบที่ท่านปู่ส่งกระแสจิตมาในตอนนั้น เขาคงไม่รู้ว่าจะก้าวข้ามธรณีประตูบานนั้นได้อย่างไร คือคำพูดของท่านปู่ ที่มอบความกล้าหาญให้แก่เขา
และก็คือท่านปู่ที่ตลอดทางคุ้มครองเขาจากเมืองมรกตมาถึงแคว้นเหมันต์ คุ้มครองมาถึงที่นี่
ตลอดเส้นทางนี้ ท่านปู่ได้สังหารอสูรปีศาจให้เขาไปไม่รู้เท่าไหร่แล้วอยู่ลับๆ
ต้องรู้ก่อนว่า อสูรปีศาจที่เคียดแค้นตระกูลเซียว ไม่รู้ว่าสะสมมานานกี่ร้อยกี่พันปีแล้ว นับจากวินาทีที่เขาก้าวออกจากจวนตระกูลเซียว ข่าวนี้ก็ได้แพร่สะพัดออกไป เรื่องราวที่สะเทือนขวัญเช่นนี้ อสูรปีศาจที่เคียดแค้นตระกูลเซียวเหล่านั้นย่อมต้องรู้ในทันที ตลอดเส้นทางนี้ แผ่นหลังของเขาอยู่ภายใต้การสอดส่องของอสูรปีศาจนับไม่ถ้วน
คือท่านผู้เฒ่าโม่ ที่ช่วยบดบังทั้งหมดนี้ให้เขา
ในวันที่หิมะโปรยปรายดุจขนห่านทั่วฟ้า กลับไม่มีเกล็ดหิมะแม้แต่เกล็ดเดียว ที่ตกลงบนร่างของเด็กหนุ่มผู้จากบ้านมา ล้วนแต่ถูกเงาร่างที่ผอมแห้งชราภาพนั้นบดบังไว้
บุญคุณนี้ เซียวเหยียนยากที่จะใช้คำพูดใดๆ ไปขอบคุณได้
ในขณะนั้น เซียวเฟิ่งอู่ก็กลับมาที่หน้ากองไฟเช่นกัน
ใบหน้าของนางค่อนข้างเหนื่อยล้า หลังจากปลดปล่อยพลังไม่ร่วงโรยแล้ว ในระยะสั้นไม่สามารถใช้ออกมาได้อีก เว้นแต่จะฝืนใช้โลหิตย้อนกลับ แต่แบบนั้นจะสร้างบาดแผลแฝงถาวรให้แก่ร่างกาย และยังจะกลายเป็นอุปสรรคในการก้าวเข้าสู่ระดับที่สูงขึ้น
ดูเหมือนจะเป็นความสามารถประเภทใช้พลังเกินตัว แต่ที่จริงแล้วผลของมันแข็งแกร่งอย่างยิ่ง ในยามคับขันไม่เพียงแต่จะสามารถรักษาชีวิตได้ ยังสามารถเพิ่มพลังต่อสู้ได้อย่างมหาศาล
เทียบเท่ากับมีสองชีวิต
อีกทั้งในสภาวะไม่ร่วงโรย พลังไม่เหือดแห้ง ไหลเวียนไม่ขาดสาย สามารถใช้ออกซึ่งเคล็ดวิชาชั้นเลิศที่สิ้นเปลืองพลังอย่างมหาศาลได้ตามอำเภอใจ ทุกกระบวนท่าล้วนแต่เป็นกระบวนท่าสังหารที่ร้ายแรง พลังต่อสู้สามารถเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลายเท่า!
“เจ้าจัดการได้อย่างไร เซียวหลงเฟยช่วยเจ้าถ่วงไว้ตัวหนึ่งรึ?”
เซียวเฟิ่งอู่นั่งลงก็เอ่ยถาม สำหรับที่เซียวเหยียนสามารถสังหารมหาอสูรอมตะสองตนได้ตามลำพัง ยังคงรู้สึกสงสัยและไม่เชื่อ
“ท่านคิดมากไปแล้ว” เซียวเหยียนกล่าวอย่างเรียบเฉย
หากไม่ถึงขั้นเป็นตายร้ายดี เซียวหลงเฟยย่อมไม่ลงมือ เขารู้ความคิดของชายผู้นั้นในเมืองดี พยายามจะใช้ความโหดร้ายและอันตรายของด่านประตูสวรรค์นี้ มาบีบบังคับให้เขากลับไป บีบบังคับให้เขาก้มหัว เปลี่ยนนิสัยและอารมณ์
เพียงแต่ เขาที่มีนิสัยไปแล้ว ยังคงเป็นเขารึ? เกิดมาก็เป็นเช่นนี้ ทั้งชาติก่อนและชาตินี้ หลายสิบปีล้วนเป็นเช่นนี้