หมื่นวิถี... หนึ่งกระบี่ พิฆาตสวรรค์ ! - ตอนที่ 23
บทที่ 23
เซียวเหยียนเงียบไป เขาใช้เวลาครู่หนึ่งย่อยคำพูดของอีกฝ่าย ก่อนจะค่อยๆ กล่าว “เจ้าเป็นมนุษย์ ทำไมถึงต้องทำงานให้อสูรด้วย?”
ชายหนุ่มร่างผอมชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ มองเซียวเหยียนอย่างเศร้าสร้อย ในแววตามีความอิจฉาและเกลียดชัง “ไม่ใช่ทุกคนที่จะโชคดีเหมือนเจ้า พูดไปเจ้าก็ไม่เข้าใจหรอก”
“อย่างนั้นรึ?” เซียวเหยียนมองเขาอย่างสงบ “ตั้งแต่เกิดพ่อแม่ก็จากไป ยังถูกญาติสนิทของตนเองวางแผนทำร้าย ตอนนี้ยังต้องมาถูกลอบสังหารเพราะสาเหตุจากพ่อแม่อีก เจ้าว่าข้าโชคดีรึ?”
ชายหนุ่มร่างผอมอ้าปากค้าง ตะลึงงัน อ้ำๆ อึ้งๆ แต่กลับพูดอะไรไม่ออก
เซียวเหยียนก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงแค่กล่าว “ข้าสัญญาไว้กับเจ้าแล้วว่าจะให้เจ้าตายอย่างสบายๆ”
“เหอะ เจ้าช่างเป็นคนดีเสียจริง” ชายหนุ่มร่างผอมได้สติกลับมา แสร้งหัวเราะอย่างเย้ยหยัน ไม่ว่าจะพูดอะไร สุดท้ายก็เลี่ยงความตายไม่พ้น ในแววตาของเขามีความหวาดกลัวอยู่บ้าง เขาไม่อยากตายและกลัวความตาย มิเช่นนั้นจะตกต่ำถึงขั้นต้องมาขายชีวิตให้อสูรได้อย่างไร?
เซียวเหยียนเหมือนจะฟังคำเย้ยหยันไม่ออก กล่าวว่า “ที่จริงข้าไม่อยากฆ่าเจ้า”
“โอ้?” แววตาของชายหนุ่มร่างผอมปรากฏรอยยิ้มเย็นชา เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อ
“เพราะฝีมือหมากของเจ้าไม่เลว” เซียวเหยียนกล่าวอย่างจริงจัง
ชายหนุ่มร่างผอมตะลึงงันไป ครู่ใหญ่เขาถึงได้สติกลับมา บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มขมขื่น “แต่น่าเสียดายที่ไม่เคยชนะเจ้าเลยสักครั้ง”
“ไว้ชาติหน้าแล้วกัน” ฝ่ามือของเซียวเหยียนเริ่มออกแรง “ชาติหน้าก็อย่าฝึกยุทธ์แล้ว ไปเล่นหมากล้อมอย่างซื่อสัตย์เถอะ อย่างน้อยก็มีชีวิตยืนยาวและสบายกว่านี้”
ชายหนุ่มร่างผอมอยากจะดิ้นรน แต่เมื่อเห็นแววตาที่เย็นชาและสงบนิ่งของเซียวเหยียน ในใจก็เหลือเพียงความสิ้นหวัง กล่าวอย่างขมขื่น “เจ้าช่างเป็นเด็กที่แปลกประหลาดจริงๆ”
สุดท้าย เซียวเหยียนก็ยังคงบีบคอเขาจนตาย ตอนที่ใกล้จะขาดใจตาย ชายหนุ่มร่างผอมก็ดิ้นรนต่อสู้อย่างรุนแรงอีกครั้ง แต่ก็ไม่มีผลอะไร
เมื่อจัดการกับนักฆ่าผู้นี้เสร็จ เซียวเหยียนถึงได้นึกขึ้นมาได้ว่า ตนเองยังไม่รู้ชื่อจริงของอีกฝ่ายเลย ส่วนชื่อคนรับใช้ที่อีกฝ่ายใช้แฝงตัวเข้ามา ก็เป็นชื่อที่ตระกูลเซียวตั้งให้…แต่ช่างมันเถอะ
เมื่อนักฆ่าตายไป เซียวเหยียนก็เรียกคนรับใช้เข้ามา ซึ่งทำให้คนรับใช้ตกใจแทบสิ้นสติ
คืนนั้น ทั้งจวนขุนพลเทวะก็สั่นสะเทือน ไฟในเรือนต่างๆ สว่างขึ้นทั้งหมด เหล่าฮูหยินที่หลับไปแล้วต่างก็รีบสวมเสื้อคลุมมาถึง เมื่อเห็นศพของนักฆ่าที่ฟุบอยู่หน้าโต๊ะหมาก ก็ล้วนแต่ตกตะลึงอย่างยิ่ง
จวนขุนพลเทวะเป็นสถานที่แบบไหนกัน ถึงกับถูกนักฆ่าลอบเข้ามาได้?
กลิ่นอายที่สง่างามเยือกเย็นบนร่างของไป๋เฟิงอู่ก็หายไปเช่นกัน นางโอบกอดเซียวเหยียนอย่างตึงเครียด ลูบคลำสำรวจขึ้นๆ ลงๆ “เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”
“ท่านย่าใหญ่ ข้าไม่เป็นอะไรขอรับ” เซียวเหยียนปลอบใจ
ไป๋เฟิงอู่รอจนตรวจดูแน่ใจว่าบนร่างของเซียวเหยียนไม่มีบาดแผลจริงๆ จึงค่อยวางใจลง จากนั้นก็สอบถามอย่างละเอียด และเซียวเหยียนก็นำคำพูดที่คิดเตรียมไว้แล้วออกมาเล่าว่า: นักฆ่าลอบโจมตี ในยามวิกฤตมีท่านปู่ผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นและสังหารเขา จากนั้นท่านปู่ก็หายตัวไป
เซียวเหยียนคิดในใจ ‘ในเมื่อจวนขุนพลเทวะปล่อยให้นักฆ่าคนหนึ่งลอบเข้ามาได้ ข้าจะแต่งเรื่องท่านปู่ขึ้นมาอีกคนหนึ่ง ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรใช่หรือไม่? อย่างไรเสียพวกท่านยังไม่รู้เรื่องนักฆ่าเลย งั้นการที่ไม่รู้เรื่องยอดฝีมือคนอื่น ก็เป็นเรื่องปกติใช่ไหม?’
เมื่อฟังคำพูดของเซียวเหยียนจบ ในใจของไป๋เฟิงอู่ก็สั่นสะท้านขึ้นมาทันที และเกิดการคาดเดาบางอย่างขึ้นมา ‘หรือว่าจะเป็นยอดฝีมือในกองทัพที่ขุนศึกอาญายุทธ์ส่งมาคอยคุ้มกันลับๆ? หรือว่า…จะเป็นผู้อาวุโสประจำตระกูลผู้นั้น?’
นางกดการคาดเดาในใจลง ไม่ได้สงสัยคำพูดของเซียวเหยียน ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าเซียวเหยียนจะโตเกินวัยเพียงใด เขาก็ยังเป็นเพียงเด็กน้อยที่อายุไม่ถึงเจ็ดขวบ และยังไม่ได้ก้าวสู่วิถียุทธ์ หากไม่มีผู้ที่แข็งแกร่งคอยคุ้มกันอยู่ลับๆ ย่อมต้องตายอย่างแน่นอน
จากนั้น ไป๋เฟิงอู่ก็ให้ชิวเยว่พาเซียวเหยียนและเยว่ชิงเหอไปพักผ่อนที่เรือนวสันต์นิรันดร์ก่อน เพื่อปลอบขวัญเด็กๆ
ส่วนนางก็นั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่ของเรือนขุนเขาสายน้ำ เรียกคนรับใช้ที่เคยเล่นหมากเป็นเพื่อนเซียวเหยียน และคนรับใช้คนแรกที่ได้ยินเสียงเรียกของเซียวเหยียนมาสอบสวนอย่างละเอียด พร้อมกันนั้น นางก็เรียกยอดฝีมือในจวนมาตรวจสอบศพของนักฆ่า
ไม่นานนัก ก็ได้เรื่องราวทั้งหมดจากปากของคนรับใช้ ตั้งแต่นักฆ่าผู้นั้นเข้าจวนมาเมื่อใด แสดงพรสวรรค์ด้านการเล่นหมากอย่างไร และเข้าตีสนิทกับคนในเรือนขุนเขาสายน้ำอย่างไร เห็นได้ชัดว่า อีกฝ่ายได้สืบข้อมูลของเซียวเหยียนมาแล้วและใช้การเล่นหมากเพื่อจงใจเข้าใกล้ ทุกอย่างล้วนมีเค้าลางที่ชัดเจน
ในช่วงครึ่งคืนหลัง ผลการตรวจสอบศพก็ออกมา นักฆ่าผู้นี้มีพลังยุทธ์ถึงขอบเขตโคจรฟ้า ประมาณขั้นสามถึงสี่ ซึ่งหากอยู่นอกจวนก็นับเป็นจอมยุทธ์พเนจรที่มีฝีมือไม่เลว สามารถสร้างชื่อเสียงเล็กๆ น้อยๆ ได้ แต่เมื่ออยู่ในจวนขุนพลเทวะที่มียอดฝีมือดั่งเมฆา ก็ถือเป็นตัวตนที่ธรรมดาอย่างยิ่ง แต่การจะสังหารเด็กหกขวบคนหนึ่ง ระดับพลังยุทธ์นี้ก็เกินพอแล้ว ถึงกับเป็นการใช้มีดฆ่าโคมาเชือดไก่เลยทีเดียว
นอกจากนี้ อีกฝ่ายยังได้กินยาเม็ดพิเศษบางอย่างเข้าไปเพื่อปิดบังการรับรู้ปราณของตนเอง นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่มีใครสังเกตเห็น
เมื่อได้ยินผลนี้ เหล่าฮูหยินจากเรือนต่างๆ ก็พากันหวาดกลัว หากวันนี้คนที่ถูกลอบสังหารไม่ใช่เซียวเหยยียน แต่เป็นลูกๆ ของพวกนาง พวกเขาย่อมต้องตายอย่างแน่นอน! การมีนักฆ่าขอบเขตโคจรฟ้าปรากฏตัวขึ้นข้างกายเด็กน้อย ช่างน่าสะพรึงกลัวเกินไปแล้ว
ฟางซือหยูเมื่อได้ยินผลการชันสูตรนี้ ความสงสัยที่ฟุ้งซ่านอยู่ในใจก็ค่อยๆ คลายลง ‘แม้โลหิตเทวะของเซียวเหยียนจะไม่ถูกทำลาย ก็ไม่มีทางที่จะฆ่านักฆ่าผู้นี้ได้ด้วยตนเอง ดูเหมือนว่า…สองสามีภรรยาคู่นั้นถึงแม้จะอยู่ที่ชายแดน แต่ก็เตรียมการไว้เพื่อบุตรชายของตนเองอย่างดี’
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ในใจนางก็แอบหวาดกลัว ‘เรื่องที่ข้าเคยวางยา ควรจะไม่มีใครสังเกตเห็น ท้ายที่สุดแล้วตอนนั้นก็ลงมือในเรือนวารีวิจิตร ซึ่งในเรือนของข้าก็มียอดฝีมืออยู่ด้วย’