หมื่นวิถี... หนึ่งกระบี่ พิฆาตสวรรค์ ! - ตอนที่ 231 หนทางสืบทอดวิญญาณของอสูรปีศาจ
บทที่ 231
จิ้งจอกขาวเสี่ยวอวี้เงยหน้าขึ้นเลียขอบฝ่ามือของเซียวเหยียน มองเซียวเหยียนอย่างน้อยใจ
เซียวเหยียนยิ้มๆ จิ้งจอกขาวเสี่ยวอี้ย่อมต้องไปอารามยุทธ์ไม่ได้ มิเช่นนั้นเพิ่งจะย่างเท้าเข้าไปก็คงจะถูกสังหารแล้ว
หนทางสืบทอดวิญญาณของอสูรปีศาจ คล้ายคลึงกับเผ่าพันธุ์มนุษย์
ที่มีการสืบทอด ก็จะสืบทอดวิญญาณจากบรรพบุรุษอสูรปีศาจ ประเภทที่ไม่มีการสืบทอด ก็ทำได้เพียงไปขอฝากตัวเป็นศิษย์ใต้สำนักมหาอสูรตนอื่น เพื่อรับการสืบทอด ดังนั้นอสูรปีศาจก็มีกองกำลังและแวดวงของอสูรปีศาจ
หากยังคงอาศัยอยู่ที่จวนขุนพลเทวะแห่งนั้น เซียวเหยียนก็พอจะช่วยเหลือจิ้งจอกขาวเสี่ยวอวี้ได้ โดยส่งมันไปยังภูเขาจิ้งจอกเขียว ที่นั่นมีเผ่าจิ้งจอกอาศัยอยู่ ภูเขาจิ้งจอกเขียวก็เป็นหนึ่งในกองกำลังที่ขึ้นอยู่กับตระกูลเซียว นักพรตเฒ่าแห่งภูเขาจิ้งจอกเขียวผู้ประเมินกระดูกผู้นั้น ก็คือจอมอสูรจิ้งจอกใหญ่ตนหนึ่ง
เพียงแต่ ภูเขาจิ้งจอกเขียวเมื่อพันปีก่อนเคยเกิดศึกใหญ่ขึ้น จ้าวจิ้งจอกข้างในพลีชีพ หลายปีมานี้ไม่สามารถให้กำเนิดจอมอสูรราชันย์ขอบเขตจตุรภพได้ ทำได้เพียงยอมสวามิภักดิ์ขึ้นอยู่กับราชวงศ์ประกาศิตสวรรค์
“อดทนอีกหน่อย รอข้ากลับมา หาโอกาสดูว่านอกชายแดนนี้ จะมีสุสานร้างของจอมอสูรราชันย์หรือไม่”
เซียวเหยียนลูบไล้จิ้งจอกขาวเสี่ยวอวี้ “หากไม่ได้จริงๆ ก็ให้เวลาข้าหน่อย ต่อไปจะฆ่าจอมอสูรราชันย์ให้เจ้าสักตน ให้เจ้าสืบทอดวิญญาณ”
ขอบเขตสืบทอดวิญญาณยังคงสำคัญอย่างยิ่ง เขาสามารถมีพลังต่อสู้ข้ามขอบเขตได้ ส่วนใหญ่คือการสืบทอดวิญญาณจากฟ้าดิน สามารถรวมวิญญาณได้ 360 ครั้ง ไกลเกินกว่าคนในขอบเขตเดียวกันสี่ถึงห้าเท่า ถึงกับสิบกว่าเท่า บวกกับการยกระดับของขอบเขตอื่นๆ ในภายหลัง รวมสะสม ถึงได้มีพลังเช่นนี้
จิ้งจอกขาวเสี่ยวอวี้เมื่อได้ยินคำพูดของเซียวเหยียน ก็พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง เผยรอยยิ้มจิ้งจอก
เซียวเหยียนยืมถุงเงินถุงหนึ่งจากเฝิงชิงหลี ก็พาหลิวรั่วซีออกเดินทาง จิ้งจอกขาวเสี่ยวอวี้อยู่ที่ค่าย มอบให้เฝิงชิงหลีช่วยดูแล
หลิวรั่วซีช่วยเซียวเหยียนถือกระบี่ ส่วนเซียวเหยียนก็ถือหลิวรั่วซี…
แต่ว่า “การถือ” เช่นนี้คือการใช้พลังควบคุมสิ่งของยกขึ้น ทั้งสองคนหนึ่งหน้าหนึ่งหลัง ทะยานออกจากค่าย
เงาร่างของท่านผู้เฒ่าโม่ติดตามอยู่ไกลๆ ย่ำไปในลมหนาวหิมะโปรย เงาร่างเงียบเชียบ
เซียวหลงเฟยก็ยังคงเลือกที่จะติดตามอยู่ด้านหลังเซียวเหยียนลับๆ ทำหน้าที่องครักษ์ต่อไป ถึงแม้ว่าเขาตอนนี้จะรู้แล้วว่า พลังต่อสู้ของคุณชายน้อยผู้นี้ เมื่อเทียบกับตนเองแล้วไม่ด้อยเลยแม้แต่น้อย แต่คำสั่งทหารเป็นเช่นนี้
…
…
เมืองขุนเขาใหญ่ ตั้งอยู่ใจกลางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของแคว้นเหมันต์
ที่นี่สี่ทิศแปดทาง นอกเมืองไม่มีภูเขาไม่มีป่า เป็นที่ราบสุดลูกหูลูกตา คือแกนกลางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของแคว้นเหมันต์
กองคาราวานสินค้าที่มาที่นี่ทุกเดือน มีนับไม่ถ้วน
หิมะเหมันต์ปกคลุมทั่วปฐพี ฟ้าดินเป็นสีเดียวกัน กลับถูกล้อรถบดขยี้บนพื้นดินเป็นรอยน้ำตาสีดำทะมึนสายแล้วสายเล่า
บนถนนใหญ่นอกเมือง รถม้าทีละคันๆ ก็มาจากสี่ทิศแปดทาง ไม่ขาดสาย แล่นอยู่บนถนนหลวงที่กว้างขวาง เข้าสู่เมืองที่โอ่อ่าแห่งนั้น
“คุณหนู ข้างหน้าก็คือเมืองขุนเขาใหญ่แล้วเจ้าค่ะ”
ในรถม้าที่เรียบง่ายคันหนึ่ง สาวใช้ที่สวมชุดธรรมดา ข้างในสวมเกราะอ่อน กล่าวกับหญิงสาวข้างกาย
หญิงสาวเอวคาดกระบี่ สวมชุดสีขาว ราวกับทิวทัศน์หิมะภายนอก นางเลิกม่านรถขึ้นมองไป ก็เห็นกำแพงเมืองสูงร้อยจั้งนั้น ราวกับภูเขาสีดำทะมึนลูกหนึ่ง ตั้งตระหง่านอยู่ที่สุดขอบสายตา
“บารมีของเมืองขุนเขาใหญ่นี้ เมื่อเทียบกับเมืองมรกตก็ไม่ด้อยเลย”
หญิงสาวจ้องมองแวบหนึ่ง กล่าวเสียงเบา
นางก็คือเซียวชิงหลวนที่ติดตามบิดามาถึงแคว้นเหมันต์นั่นเอง
เพิ่งจะมาถึงในค่ายทหารไม่ทันไร ได้ยินว่านักพรตแห่งขุนเขาพันกลไกจัดงานชุมนุมปรมาจารย์ครั้งนี้ นางก็ปลอมตัวทันที พาองครักษ์หญิงในกองทัพสองคนที่บิดาเซียวจวินหลินจัดให้ รีบเดินทางมาทั้งคืน
“ที่นี่มีหนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่ของแคว้นเหมันต์ และยังเป็นที่ที่เศรษฐีอันดับสามของแคว้นเหมันต์อาศัยอยู่ ดังนั้นถึงได้มีความโอ่อ่าเช่นนี้” องครักษ์หญิงอธิบายให้นางฟัง
เซียวชิงหลวนพยักหน้าเล็กน้อย แต่ไม่ได้ใส่ใจ ตระกูลใหญ่ใดๆ เศรษฐีใดๆ ต่อหน้าจวนขุนพลเทวะที่รุ่งโรจน์สูงส่ง ล้วนต้องด้อยแสงไป
สายตาของนางกวาดมองไปรอบๆ ถนนหลวง มองดูที่ราบสีขาวราวหิมะ และภูเขาไกลที่ต้องมองไปจนสุดสายตาถึงจะเห็นได้ พึมพำกับตนเองเสียงเบา:
“สถานที่แห่งนี้หากต่อสู้กับอสูรปีศาจ กลับสามารถรวบรวมกองทัพใหญ่ได้ไม่น้อย และยังเป็นดินแดนใจกลาง เบาะแสของอสูรปีศาจยากที่จะซ่อนเร้น”
สาวใช้ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มเล็กน้อย สมแล้วที่เป็นธิดาของแม่ทัพ จุดที่ให้ความสนใจกับคุณหนูตระกูลใหญ่ทั่วไปก็แตกต่างกัน
“ครั้งนี้มาฟังธรรม สามารถวางรากฐานให้ข้าในอนาคตที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตเทวะมนุษย์ได้ สำหรับการทะลวงผ่านถึงขอบเขตสิบห้าลี้ก็มีประโยชน์ ในทำเนียบมังกรสวรรค์ก็มีความเป็นไปได้ที่จะก้าวหน้าไปอีกขั้น!” เซียวชิงหลวนแววตาสั่นไหว
ทำเนียบฟ้าดินแบ่งออกเป็นสองทำเนียบ ทำเนียบหงส์ปฐพีเกิน 18 ปีห้ามเข้าร่วม ทำเนียบมังกรสวรรค์เกิน 22 ปีห้ามเข้าร่วม ทำเนียบฟ้าดินส่วนใหญ่สร้างขึ้นมาเพื่อคนหนุ่มสาว อัจฉริยะตระกูลใหญ่เหล่านั้น ส่วนใหญ่ช่วงชิงคือทำเนียบหงส์ปฐพี ส่วนที่ติดอันดับทำเนียบมังกรสวรรค์นั้น ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นทายาทจวนขุนพลเทวะ หรือไม่ก็กองกำลังชั้นนำ อย่างเช่นศิษย์ตำหนักวิถีสวรรค์ ศิษย์ขุนเขาอนันต์ หรือศิษย์สายตรงของสำนักชั้นหนึ่งอื่นๆ เป็นต้น
การติดอันดับทำเนียบฟ้าดิน ก็หมายความว่าเป็นยอดฝีมือรุ่นเยาว์ที่โดดเด่นที่สุดในราชวงศ์ประกาศิตสวรรค์ในปัจจุบัน เงื่อนไขเดียวในการติดอันดับ ก็คือการตัดสินจากระดับบำเพ็ญที่สูงต่ำ และผลงานการรบที่แท้จริง!
ดังนั้น บุตรหลานตระกูลใหญ่มากมายเข้าสู่ยุทธภพ ผดุงคุณธรรม สังหารอสูรปราบมาร สร้างชื่อเสียง ก็คือหวังว่าจะได้รับการจับตามอง ถูกจัดเข้าไปในทำเนียบฟ้าดิน เมื่อใดที่ติดอันดับ ก็จะได้รับการเชื้อเชิญจากกองกำลังต่างๆ ได้รับความช่วยเหลือจากทรัพยากรมากมาย เส้นทางการฝึกฝนจะราบรื่นไร้ต้าน ไม่ต้องกังวลเรื่องเคล็ดวิชา ทรัพยากร หรืออาวุธเป็นต้นอีกต่อไป เพียงแค่ก้มหน้าฝึกฝนก็พอแล้ว
เซียวชิงหลวนตอนนี้อยู่อันดับนอก 30 ของทำเนียบมังกรสวรรค์ ข้างหน้านางจนถึงอันดับ 28 ล้วนแต่เป็นอัจฉริยะขอบเขตสิบห้าลี้ พวกเขามาจากกองกำลังต่างๆ หรือไม่ก็เป็นศิษย์สายตรงของยอดฝีมือชั้นนำอย่างปรมาจารย์กระบี่ หรือปรมาจารย์ดาบ
ในนี้คนไม่น้อย เซียวชิงหลวนก็รู้จักชื่อของพวกเขา บางคนยิ่งคุ้นเคยกันดี อย่างเช่นหนึ่งในสองขอบเขตวิญญาณสัญจรที่อยู่อันดับหน้าเธอ อันดับที่ 28 คือคู่หมั้นของเซียวเหยียน เยว่ชิงเหอ เป็นขอบเขตวิญญาณสัญจรเช่นเดียวกัน แต่ลำดับสูงกว่านางเล็กน้อย สาเหตุที่ติดอันดับ คือเมื่อสามเดือนก่อนนางลงจากกระท่อมกระบี่เข้าสู่โลกิยะ ได้ทำลายสมรภูมิแม่น้ำมรณะแห่งหนึ่ง และยังใช้กระบี่เดียวสังหารอสูรปีศาจขอบเขตวิญญาณสัญจรที่ข้ามเขตแดนมาสองตน ผลงานการรบโดดเด่น ถึงได้ถูกจัดอันดับไว้หน้าเธอ