หมื่นวิถี... หนึ่งกระบี่ พิฆาตสวรรค์ ! - ตอนที่ 25
บทที่ 25
หากเซียวเหยียนแสดงพรสวรรค์ด้านวิถียุทธ์ที่น่าทึ่งออกมา เขาก็คงจะกังวลและแอบส่งคนไปคอยคุ้มกัน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้อัจฉริยะในอนาคตของตระกูลเซียวต้องมาตายตั้งแต่ยังเด็ก แต่เขาเป็นเพียงคนธรรมดาที่ไม่มีพรสวรรค์ ไม่มีภัยคุกคามใดๆ ถึงกระนั้นก็ยังเกือบจะถูกทำร้าย และทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะสถานการณ์การรบที่ยืดเยื้อน่าตายนี้
หลายวันต่อมา สนามรบชายแดนวิหคอุดร ค่ายทหารตระกูลเซียวได้ออกจู่โจมดุจสายฟ้า กวาดล้างรังอสูรรังหนึ่งในชั่วข้ามคืน ข่าวแพร่สะพัดไป ทำให้เหล่าอสูรทั้งหมดสัมผัสได้ถึงความโกรธของตระกูลเซียว
วันเวลาค่อยๆ กลับคืนสู่ความสงบ
ครึ่งปีผ่านไป เซียวเหยียนอายุเจ็ดขวบแล้ว ข่าวการถูกลอบสังหารเป็นเรื่องเมื่อครึ่งปีก่อน ตอนนี้ในจวนก็ไม่มีใครพูดถึงอีก และยอดฝีมือที่ขุนศึกอาญายุทธ์ส่งกลับมาจากกองทัพ ตลอดครึ่งปีนี้ก็คอยติดตามอยู่ข้างกายเซียวเหยียนตลอดเวลา เขาคือชายวัยกลางคนร่างสูงตรง ไม่ค่อยยิ้มแย้ม แต่ระมัดระวังรอบคอบ นามว่า เซียวอัน
ได้ยินมาว่าเมื่อหลายปีก่อนเซียวอันเป็นเด็กทารกที่ถูกทอดทิ้งและถูกตระกูลเซียวเก็บมาเลี้ยง มีคนบอกว่าชะตาของเด็กคนนี้น่าเศร้า แต่การที่มาตกอยู่ที่หน้าประตูจวนขุนพลเทวะได้ก็นับว่ามีวาสนาดี จึงให้ใช้แซ่เซียว และตั้งชื่อให้พยางค์เดียวว่า “อัน” ซึ่งหมายถึงความสงบสุขปลอดภัย ในอดีตที่เรือนขุนเขาสายน้ำแห่งนี้ เซียวอันเติบโตมาพร้อมกับขุนศึกอาญายุทธ์ อายุของเขาแก่กว่าขุนศึกอาญายุทธ์เจ็ดแปดปี ปกติจะดูแลประดุจพี่ชาย แต่ในกองทัพ ทั้งสองกลับเป็นผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา พร้อมกันนั้น เซียวอันก็เป็นแขนซ้ายขาขวาและเป็นหนึ่งในคนที่ขุนศึกอาญายุทธ์ไว้ใจที่สุด
“ท่านลุงอัน ท่านแพ้อีกแล้วนะขอรับ” ในศาลา หมากกระดานหนึ่งจบลง เซียวเหยียนกล่าวอย่างยิ้มร่า
บนใบหน้าที่เคร่งขรึมของเซียวอันอดไม่ได้ที่จะปรากฏร่องรอยของความจนใจ “ข้ากับพ่อของเจ้าถือเป็นคนรุ่นเดียวกัน เจ้าควรจะเรียกข้าว่าอา”
“แต่ถ้าเรียกท่านอาอัน มันฟังดูเหมือนคำว่ายอมแพ้ในภาษาหนึ่ฝที่ข้ารู้จักเลยนะขอรับ” เซียวเหยียนทำปากยื่น “ข้าเล่นหมากอยากจะชนะอย่างเดียว ไม่ชอบยอมแพ้”
เซียวอันอดที่จะพูดไม่ออกไม่ได้ ก็เพราะการเล่นคำไร้สาระนี่เอง ทำให้ตนเองต้องกลายเป็นคนรุ่นแก่ไปเลย
“เจ้าจะเรียกข้าว่าอาเซียวก็ได้”
“แต่ที่นี่คือตระกูลเซียว คนแซ่เซียวเยอะแยะไปหมด หากเรียกอาเซียว ข้าเกรงว่าท่านจะสับสนนะขอรับ” เซียวเหยียนกล่าว
เซียวอันจนใจอีกครั้ง
“ถ้าจะให้ข้าพูดนะ ท่านลุงอันไม่ควรจะชื่อว่าอันเลย ในเมื่อบอกว่าท่านมีวาสนาดี… ท่านควรจะชื่อว่าเซียวมี” เซียวเหยียนกล่าวอย่างจริงจัง “ท่านดูสิ ชื่อเซียวมีนี่ไพเราะเพียงใด ท่านมี ท่านมี อะไรก็เป็นของท่าน สอดคล้องกับความสมบูรณ์พูนสุขนะ!”
เซียวอันชักอยากจะเขกศีรษะเล็กๆ ของเขาแล้ว นิสัยช่างแตกต่างจากขุนศึกอาญายุทธ์ที่จริงจังเคร่งครัดโดยสิ้นเชิง ลูกชายของเขากลับกะล่อนปลิ้นปล้อนนัก
“อย่าพูดจาเหลวไหล หากพ่อของเจ้าอยู่ที่นี่ ต้องตีเจ้าให้ก้นลายแน่ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง” เซียวอันทำหน้าขรึมดุ
“ปัญหาก็คือเขาไม่ได้อยู่ที่นี่นี่ขอรับ” เซียวเหยียนกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
เซียวอันกำลังจะสั่งสอนเขาเพื่อไม่ให้เหลิงจนเกินไป แต่เมื่อได้ยินคำพูดที่ไม่ใส่ใจนี้ ในใจกลับสั่นสะท้านขึ้นมา ตอนที่ขุนศึกอาญายุทธ์ออกรบ เขาก็ติดตามอยู่ข้างกาย ย่อมรู้ดีว่าปีนี้เซียวเหยียนอายุเจ็ดขวบ และท่านโหวก็อยู่ที่ชายแดนวิหคอุดรมาเจ็ดปีแล้ว สถานการณ์ที่ชายแดนทำให้ซูหว่านเยว่ที่ตอนแรกตั้งใจจะไปช่วยรบเพียงชั่วคราว ก็ยากที่จะปลีกตัวกลับมาได้ เพราะไม่อาจทิ้งสามีไว้ในอันตรายได้
เด็กน้อยตรงหน้า…เจ็ดปีไม่มีพ่อแม่อยู่ข้างกาย ต้องเสียใจมากแน่ๆ
เซียวอันรู้สึกปวดใจอยู่บ้าง จึงใจอ่อนลง ถอนหายใจกล่าว “พ่อของเจ้าก็มีเรื่องที่ลำบากใจของเขา เจ้าอย่าไปโทษเขาเลย”
“ข้าไม่เคยโทษเขาสักครั้ง” เซียวเหยียนกล่าวอย่างจริงจัง
เซียวอันมองแววตาของเขา ในใจก็อบอุ่นขึ้นเล็กน้อย รู้สึกซาบซึ้งอยู่บ้าง กล่าวว่า “เจ้าช่างรู้ความนัก”
รู้ความรึ? เซียวเหยียนแยกปากยิ้ม
ในตอนนี้เอง ร่างที่ดูเติบโตขึ้นเล็กน้อยก็กลับมาถึงเรือนขุนเขาสายน้ำ เซียวเหยียนหันไปมอง ก็เห็นว่าเป็นเยว่ชิงเหอที่กลับมาจากลานประลองยุทธ์แล้ว ตอนนี้เด็กหญิงน้อยได้กลายเป็นเด็กสาวน้อย ใบหน้าที่ยังคงความอ่อนเยาว์อยู่ยากที่จะปิดบังความงดงามได้
“วันนี้ทำไมกลับมาเร็วนัก หรือว่าหิวแล้วรึ?” เซียวเหยียนยิ้มพลางกวักมือเรียก
เยว่ชิงเหอเห็นเซียวเหยียน ก็อุ้มกระบี่เดินเข้ามา ท่าทางดูเหมือนจะหงุดหงิดอยู่บ้าง เพียงแค่กล่าว “ข้าไม่หิว”
“เป็นอะไรไป มีใครทำให้เจ้าไม่พอใจรึ?” เซียวเหยียนหยอกล้อ
เยว่ชิงเหอกัดริมฝีปากเล็กน้อย ทำหน้าบึ้งหันหน้าหนีไป ไม่ได้พูดอะไร
เซียวเหยียนตอนแรกแค่ถามเล่นๆ เมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ก็เลิกคิ้วเล็กน้อย “บอกข้ามาสิ เกิดอะไรขึ้น?”
“ไม่มีอะไร” เยว่ชิงเหอลุกขึ้นอุ้มกระบี่วิ่งหนีไปยังที่ที่ตนเองฝึกกระบี่เป็นประจำ
เซียวเหยียนคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเรียกนางกำนัลที่คอยดูแลนางอยู่มาถาม “เหอเอ๋อร์เป็นอะไรไป?”
“เรียนคุณชายน้อย คุณหนูเหอเอ๋อร์นางประลองเพลงกระบี่กับคนอื่นที่ลานประลองยุทธ์ แล้วก็พ่ายแพ้มาเจ้าค่ะ” มีเซียวอันอยู่ข้างๆ นางกำนัลจึงยังคงมีท่าทีเคารพ แม้จะรู้ว่าคุณชายน้อยผู้นี้เป็นขยะแห่งวิถียุทธ์ก็ตาม
“ก็แค่เรื่องเล็กน้อยแค่นี้?” เซียวเหยียนวางใจลง “ก็แค่แพ้ครั้งเดียวมิใช่รึ นักสู้แพ้ชนะเป็นเรื่องธรรมดา เดี๋ยวค่อยไปเอาชนะกลับมาก็สิ้นเรื่องแล้ว หรือว่านางแพ้ไม่เป็นรึ?”
นางกำนัลลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก้มหน้ากล่าว “ไม่ใช่เจ้าค่ะคุณชายน้อย คือ…คนที่เอาชนะคุณหนูได้มันน่าชังนัก มันยังพูดจาดูถูกคุณชายน้อยต่อหน้าคุณหนูด้วย ดังนั้น… คุณหนูถึงได้โกรธขนาดนี้เจ้าค่ะ”
“หา?” เซียวเหยียนไม่คิดว่าในนี้จะมีเรื่องของตนเองอยู่ด้วย ถ้าอย่างนั้น…เจ้าตัวเล็กกำลังโกรธแทนตนเองรึ?
เซียวเหยียนเหลือบมองไปไกลๆ เด็กสาวน้อยคนนั้นกำลังฝึกกระบี่อยู่ที่นั่น แต่ดูเหมือนจะยังโกรธอยู่ แววตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อย แล้วกล่าวกับนางกำนัล “ข้ารู้แล้ว เจ้าลงไปก่อนเถิด”