หมื่นวิถี... หนึ่งกระบี่ พิฆาตสวรรค์ ! - ตอนที่ 270 คมกระบี่ของเซียวเหยียนยังคงสั่นสะท้าน
- Home
- หมื่นวิถี... หนึ่งกระบี่ พิฆาตสวรรค์ !
- ตอนที่ 270 คมกระบี่ของเซียวเหยียนยังคงสั่นสะท้าน
บทที่ 270
คมกระบี่ของเซียวเหยียนยังคงสั่นสะท้าน ทว่าเบื้องหน้า ณ สุดขอบสายตา เงาของราชันย์อสูรทั้งสามได้เลือนหายไปในความเวิ้งว้าง ห่างไกลออกไปกว่าร้อยลี้แล้ว การไล่ล่าได้สิ้นสุดลงชั่วคราว
สายตาของเขารีบตวัดกลับมายังร่างของเฝิงชิงหลี อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มของนางชุ่มโชกไปด้วยโลหิตสด แผ่นหลังบริเวณสะบักปรากฏรอยเล็บลึกฉีกขาดเป็นทางยาว ลมหายใจของนางอ่อนแรงระรวย ใบหน้าขาวซีดราวกับกระดาษ แม้นางกำลังพยายามสะกดกลั้นอาการบาดเจ็บและห้ามเลือดด้วยตนเอง แต่สภาพนั้นก็ยังน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
“เจ้า…เป็นอะไรไป?” น้ำเสียงของเฝิงชิงหลีสั่นเทาด้วยความตกใจ เมื่อเห็นสภาพของเซียวเหยียนที่ก้าวเข้ามา ร่างกายของเขาแผ่กลิ่นอายดุจเทพมารสงคราม “นี่มัน…วิชาลับอันใดกัน?”
นางเอ่ยถามไปเช่นนั้น แต่ในใจกลับรู้ดีว่าไม่เคยมีวิชาลับใดที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงอันน่าสะพรึงกลัวได้ถึงเพียงนี้ พลังกดดันมหาศาลที่แผ่ออกจากร่างของเซียวเหยียนนั้นหนักหน่วงเสียจนนางรู้สึกราวกับว่าผืนฟ้าทั้งใบพร้อมจะถล่มทลายลงมาได้ทุกเมื่อที่เขาขยับตัว
เมื่อเห็นว่าเฝิงชิงหลียังไม่ถึงแก่ชีวิต เจตนาฆ่าอันเดือดพล่านในใจของเซียวเหยียนจึงค่อยๆ สงบลง คำพูดของนางเรียกสติของเขากลับคืนมา เขารีบตั้งมั่นเพื่อเก็บงำพลัง ปิดกั้นปราณเซียนสายนั้นไม่ให้ยืมพลังจากฟ้าดินอีกต่อไป
ทว่า…พูดง่ายแต่ทำยากเหลือแสน
มันคือเสียงกรีดร้องจากภายใน ร่างกายของเขาที่เริ่มปริแตกอยู่ก่อนแล้ว บัดนี้ราวกับเขื่อนที่พังทลาย รูขุมขนทุกอณูถูกฉีกกระชากออกจนหมดสิ้น ร่างกายของเขากลายเป็นประตูระบายน้ำที่ถูกกระชากเปิดออก และไม่สามารถปิดลงได้อีก! พลังแห่งฟ้าดินที่เคยเป็นมิตร บัดนี้กลับกลายเป็นมหาสมุทรบ้าคลั่งที่หมายจะกลืนกินเขาให้สิ้นซาก
โครม!
เซียวเหยียนทรุดกายลงกับพื้นหิมะ เขากัดฟันกรอดจนกรามสั่นสะท้าน นัยน์ตาทั้งสองข้างแดงก่ำดุจโลหิต เขารู้ดี…หากควบคุมมันไว้ไม่ได้ สิ่งที่รออยู่เบื้องหน้าก็คือความตาย คือการสลายกลายเป็นธุลี เป็นเพียงสายลมไร้ตัวตนในเอกภพนี้!
ข้าไม่อยากตาย!
แต่ความเจ็บปวดราวกับร่างจะถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ก็ถาโถมมาจากทุกส่วน พลังฟ้าดินอันไร้สิ้นสุดกำลังบดขยี้กระดูก บดขยี้เนื้อหนัง บดขยี้อวัยวะภายในจนแหลกเหลว เพื่อหลอมรวมเขากลับคืนสู่ธรรมชาติ!
“อ๊ากกกกกกกกก!!”
เสียงคำรามของเขาไม่เหมือนเสียงมนุษย์อีกต่อไป มันคือเสียงของสัตว์ป่าที่กำลังจะตาย เส้นเสียงฉีกขาด โหยหวนและเจ็บปวดราวกับร่ำไห้เป็นสายเลือด
“เซียวเหยียน!” เฝิงชิงหลีเห็นสภาพอันตรายสุดขีดของเขา บนใบหน้าที่อ่อนแรงพลันปรากฏความตึงเครียดอย่างถึงที่สุด “ข้าจะช่วยเจ้าได้อย่างไร!?”
แต่เซียวเหยียนไม่อาจตอบคำใดได้อีกแล้ว
เฝิงชิงหลีตัดสินใจลงมือ นางรวบรวมพลังที่เหลืออยู่ สร้างเป็นม่านน้ำสีครามอันอ่อนโยนเข้าโอบล้อมร่างของเขา หวังจะใช้พลังแห่งการเยียวยาเพื่อชะลอการพังทลายนั้น ทว่าทันทีที่สัมผัสกับร่างของเซียวเหยียน มันกลับเร่งปฏิกิริยาแห่งความตายให้เร็วขึ้น! ราวกับราดน้ำมันลงบนกองเพลิง ร่างกายของเขายิ่งปริแตกและสลายตัวเร็วขึ้นไปอีก!
ในตอนนั้นเอง ร่างโชกเลือดของท่านผู้เฒ่าโม่ก็ลากสังขารมาถึง เขาชะงักงันไปชั่วขณะเมื่อเห็นภาพนั้น ก่อนจะตระหนักได้ในทันที!
“เร็วเข้า!” เสียงแหบพร่าทว่าเด็ดขาดของท่านผู้เฒ่าโม่ดังขึ้นราวกับสายฟ้าฟาด “ตัดขาดฟ้าดินแห่งนี้!”
เฝิงชิงหลีมีปฏิกิริยาฉับไว นางรีบดึงพลังของตนกลับทันทีที่เห็นว่ามันไร้ผล ในชั่วพริบตาที่ดึงกลับนั้น นางสัมผัสได้ด้วยความตระหนกว่าพลังของนางส่วนหนึ่งได้ถูกร่างของเซียวเหยียนดูดกลืนเข้าไปอย่างป่าเถื่อน!
นางสูดลมหายใจลึก รวบรวมพลังทั้งหมดที่ควรจะใช้รักษาตัวเองขึ้นมาอีกครั้ง ประสานกับท่านผู้เฒ่าโม่ สร้างค่ายกลกรงขังขึ้นมาในบัดดล ปิดล้อมเซียวเหยียนไว้ภายใน เพื่อตัดขาดเขาออกจากโลกภายนอก
แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งสองต้องตกตะลึงยิ่งกว่า คือค่ายกลที่พวกเขาสร้างขึ้นด้วยพลังทั้งหมด แม้จะชะลอการสลายของเซียวเหยียนได้จริง แต่มันกลับสั่นคลอนอย่างรุนแรงและค่อยๆ สูญสลายไป… พลังของค่ายกลกำลังถูกเซียวเหยียนดูดกลืนเข้าไปเช่นกัน!
นี่มันพลังของพวกเขาเองนะ! เป็นไปได้อย่างไรที่จะถูกช่วงชิงไปเช่นนี้!? สภาวะนี้มันน่ากลัวเกินกว่าอสูรตนใด เว้นเสียแต่จะเป็นมหาอสูรที่อยู่เหนือขอบเขตจตุรภพ ซึ่งสามารถดูดกลืนพลังของพวกเขาได้ราวกับภูตผีดูดกินวิญญาณมนุษย์!
ท่ามกลางความตื่นตระหนกของทั้งสอง เซียวเหยียนยังคงกัดฟันต่อสู้ ค่ายกลที่อ่อนกำลังลงทุกขณะยังคงพอมีประโยชน์ มันช่วยตัดขาดพลังฟ้าดินส่วนใหญ่ ทำให้กระแสที่ไหลบ่าเข้าสู่ร่างของเขาไม่เชี่ยวกรากเช่นเดิม
เขาคำรามในลำคอ พยายามอย่างสุดชีวิตที่จะกดปราณเซียนเจ้าปัญหานั้นไว้ และเริ่มโคจรพลังมหาศาลที่ถูกดูดเข้ามาให้ไหลเวียนออกไปทางอื่น โชคดีที่เส้นชีพจรหลักในร่างที่เขาเคยเบิกทลายไว้มีจำนวนมากพอ บวกกับสองเส้นชีพจรหยินหยาง ทำให้เขาสามารถถ่ายเทพลังส่วนใหญ่ออกไปได้ การทำลายล้างในร่างกายจึงเริ่มลดความรุนแรงลง
ในห้วงมหรรณพแห่งความเจ็บปวดนี้ เซียวเหยียนพยายามไขว่คว้าหาความสงบนิ่ง เพื่อกระตุ้นคุณสมบัติ “ซ่อนประกายบำรุงตน” ซึ่งเป็นพลังฟื้นฟูตนเองอันน่าอัศจรรย์ แต่ภายใต้การฉีกขาดทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ ความสงบนั้นช่างเลือนรางและไกลเกินเอื้อม!
เขาหลับตาลงด้วยความทรมาน ร่างกายงอคู้เป็นกุ้งบนพื้นหิมะ สัมผัสได้ถึงสายลมที่พัดผ่าน เขาภาวนาให้มันช่วยพัดพาความเจ็บปวดนี้ไปได้บ้าง…แต่สายลมก็เป็นเพียงสายลม
หรือข้าจะต้องตายเยี่ยงนี้?
ภาพความทรงจำพลันสว่างวาบขึ้นในมโนสำนึก…ลานบ้านที่เต็มไปด้วยดวงดาวพร่างพราย…วันที่เดินออกจากจวนแม่ทัพเทวะ…ใบหน้าของผู้คนที่มาส่ง…จิ้งจอกขาวตัวน้อย…รอยยิ้มของหลิวรั่วซี…แผ่นหลังของท่านผู้เฒ่าโม่ที่ยืนขวางหน้าเขาพร้อมกับบาดแผลฉกรรจ์…ใบหน้าที่ซีดขาวของเฝิงชิงหลี…
หยาดโลหิตร้อนผ่าวไหลอาบใบหน้า ไม่ต่างจากหยาดเหงื่อ
เขาหวนนึกถึงความสงบในยามที่ทำความเข้าใจฟ้าดินบนยอดเขาหิมะในวันนั้น…ใช่แล้ว…ไม่ใช่แค่ต้านทานและถ่ายเท แต่ต้องชี้นำและส่งต่อ…ดุจเกล็ดหิมะที่ล่องลอยตามลม เมื่อลมพัดก็ปลิวไสว เมื่อลมสงบก็ร่วงหล่น
ลมหายใจของเขาเริ่มเปลี่ยนไป จากลึกซึ้งเป็นถี่กระชั้น แล้วจากถี่กระชั้นก็ค่อยๆ ช้าลง…ยาวนานขึ้น ร่างกายที่งอเกร็งค่อยๆ คลายออก จนในที่สุด เขาก็สามารถนั่งขัดสมาธิลงได้
ร่างที่เคยขยายใหญ่ถึงสี่ห้าเมตร ค่อยๆ หดตัวกลับสู่สภาพเดิม ทว่าผิวหนังที่ปริแตกกลับฉีกขาดรุ่งริ่ง โลหิตไหลอาบทั่วร่างจนดูไม่ต่างจากมนุษย์โลหิต ภาพอันน่าสยดสยองนี้ทำให้เฝิงชิงหลีได้แต่จ้องมองนิ่งงัน มือเรียวของนางกำแน่นขึ้นบนพื้นหิมะ ในดวงตาที่เคยใสดุจลำธาร บัดนี้กลับฉายแววโกรธแค้นและเจตนาฆ่าอันลึกล้ำ
ท่านผู้เฒ่าโม่ถอนหายใจยาวเมื่อเห็นว่าสถานการณ์ของเซียวเหยียนเริ่มทรงตัว ค่ายกลของพวกเขาได้สลายไปจนหมดสิ้นแล้ว พลังงานระหว่างฟ้าดินยังคงไหลบ่าเข้าหาเซียวเหยียน แต่บัดนี้มันไม่ได้เข้าสู่ร่างกายเขาโดยตรงอีกต่อไป พลังงานที่เคยกรูเกรี้ยวเข้าทำลาย บัดนี้กลับเชื่องราวกับถูกฝึกให้เชื่อง มันก่อตัวขึ้นเป็นพายุหมุนขนาดมหึมาโดยมีร่างของเขานั่งสงบนิ่งอยู่ ณ ใจกลาง
ในใจกลางแห่งความโกลาหลนั้น คือความสงบอันสมบูรณ์
บนใบหน้าที่เนื้อหนังฉีกขาดของเด็กหนุ่ม ความเจ็บปวดบิดเบี้ยวได้เลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยความสงบนิ่งอย่างประหลาด ท่านผู้เฒ่าโม่ไม่ได้รู้สึกโล่งใจ แต่กลับรู้สึกขอบตาร้อนผ่าว หยาดน้ำตาของคนชราหยดหนึ่งรินไหล…หากมิใช่เพราะต้องจากจวนที่สูงส่งนั้นมา เด็กหนุ่มคนนี้หรือจะต้องมาเผชิญชะตากรรมอันโหดร้ายเช่นนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย!
เลือดที่เคยไหลไม่หยุดจากทั่วร่างของเซียวเหยียน เริ่มแห้งกรัง บาดแผลค่อยๆ ตกสะเก็ด คุณสมบัติซ่อนประกายบำรุงตนได้เริ่มทำงานแล้ว…ในขุมนรกแห่งความเจ็บปวด เขาได้ค้นพบความสงบในที่สุด
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดมิอาจทราบได้
เซียวเหยียนค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือสายตาอันห่วงใยของคนทั้งสอง เขาส่งยิ้มบางๆ ให้ “ข้า…ไม่เป็นไรแล้ว”
“จะตายอยู่รอมร่อ ยังจะปากแข็งอีก!” ท่านผู้เฒ่าโม่กัดฟัน คำรามออกมาเบาๆ อยากจะยกมือขึ้นเขกศีรษะเจ้าเด็กนี่สักที แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงถอนหายใจแล้วทรุดกายนั่งลงข้างๆ
เฝิงชิงหลีเพียงแค่มองเขาอย่างลึกซึ้ง ไม่ได้เอ่ยคำใด
เซียวเหยียนยกมือขึ้น สลายพายุพลังงานรอบกายให้จางหายไป ตอนนี้เขาสามารถควบคุมปราณเซียนที่คลุ้มคลั่งได้แล้ว พลังงานปั่นป่วนโดยรอบจึงค่อยๆ สงบลง
“ขอบคุณพวกท่านมาก” เซียวเหยียนเอ่ยกับทั้งสองคน สภาพของพวกเขาในตอนนี้ต่างก็บาดเจ็บสาหัสและทุลักทุเลไม่แพ้กัน
“อย่าพูดจาไร้สาระ!” ท่านผู้เฒ่าโม่แสยะยิ้ม “รอให้แผลหายดีเมื่อไหร่ พวกเราจะกลับไปทวงแค้น!” เขายื่นยาเม็ดล้ำค่าหลายเม็ดให้เซียวเหยียน
เซียวเหยียนเพียงส่ายหน้าเบาๆ ยาเหล่านี้ไร้ผลต่อร่างกายของเขาแล้ว เขาต้องพึ่งพาพลังฟื้นฟูของตนเองเท่านั้น
“ใช่แล้ว” เฝิงชิงหลีเอ่ยเสียงเรียบขณะกลืนยาของตนเองลงไป “บัญชีแค้นนี้…ต้องชำระ”
ทว่าความสงบสุขนั้นช่างเปราะบางและแสนสั้น
ทันใดนั้น! เสียงแหวกอากาศแหลมเล็กดังขึ้นจากสุดขอบฟ้า รอยยิ้มบนใบหน้าของทั้งสามพลันแข็งค้าง พวกเขาเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกันด้วยความตื่นตระหนก
ณ ที่แห่งนั้น…เงาร่างสามสายที่คุ้นเคยปรากฏขึ้นอีกครั้ง
ราชันย์อสูร…พวกมันย้อนกลับมา!
“ฮ่าฮ่าฮ่า! ดูท่าทางพวกเจ้าจะไม่สู้ดีกันเลยนะ!” จอมอสูรหมื่นขุนเขาหัวเราะลั่น เสียงของมันเต็มไปด้วยความสะใจและเจตนาฆ่าอันอำมหิต เมื่อเห็นสภาพของทั้งสามที่ราวกับเทียนใกล้ดับลม…โดยเฉพาะเซียวเหยียนที่ดูไม่ต่างจากศพที่ถูกถลกหนัง!