หมื่นวิถี... หนึ่งกระบี่ พิฆาตสวรรค์ ! - ตอนที่ 28
บทที่ 28
เยว่ชิงเหอชนะแล้ว!
นางใช้กระบี่เพียงเล่มเดียวปัดกระบี่ของเซียวเฉินอี้จนลอยละลิ่ว พร้อมกันนั้นก็จ่อปลายกระบี่ไปที่ลำคอของอีกฝ่ายห่างเพียงครึ่งชุ่น
เด็กหนุ่มตกใจจนร่างกายแข็งทื่อ รอจนได้สติกลับมาก็รีบถอยหลังไปหลายก้าว มองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความหวาดกลัว ภาพนี้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของทุกคน พวกเขาต่างมองเยว่ชิงเหออย่างไม่อยากจะเชื่อ เซียวเฉินอี้ที่ฝึกฝนอยู่ที่นี่มานานถึงแปดปี กลับพ่ายแพ้ให้แก่เด็กหญิงที่ฝึกฝนมาเพียงหนึ่งปี…นี่คือความแตกต่างของพรสวรรค์อย่างนั้นหรือ?
เยว่ชิงเหอชักกระบี่กลับ บนใบหน้าเล็กๆ ปรากฏรอยยิ้มสดใสเมื่อตนเป็นฝ่ายชนะ ทันใดนั้น นางก็เงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่มตรงหน้า กล่าวอย่างจริงจัง “ข้าต้องการให้เจ้าขอโทษพี่เหยียน”
“ขอโทษ? ให้ข้าขอโทษเจ้าขยะนั่นน่ะรึ?” เซียวเฉินอี้ได้สติกลับมา ใบหน้าก็พลันแดงก่ำด้วยความอับอาย เขากัดฟันกรอดกล่าว “ข้ายอมรับว่าข้าแพ้เจ้า แต่ข้าไม่มีทางขอโทษเด็ดขาด!”
“เจ้า…” เยว่ชิงเหอขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี นางคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว “ถ้าเจ้าไม่ขอโทษ ข้าก็จะท้าเจ้าประลองอีกครั้ง”
“ไร้สาระ!” เซียวเฉินอี้โกรธจัด เขาหันหลังวิ่งลงจากเวทีประลองไปทันที เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของคนอื่นๆ ที่มองมา เขาก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงพุ่งตรงออกจากลานประลองยุทธ์ไป
ผู้อาวุโสจากกองทัพไม่ได้ขัดขวางการจากไปของเด็กหนุ่ม เมื่อได้รับความพ่ายแพ้ บางเรื่องก็ต้องไปทำความเข้าใจด้วยตนเอง แต่เด็กหญิงน้อยคนนี้ต่างหากที่ทำให้เขาประหลาดใจอยู่บ้าง เพลงกระบี่อันล้ำเลิศนั้น ใกล้เคียงกับระดับสมบูรณ์แบบอย่างยิ่งแล้ว
นี่คือเคล็ดวิชาชั้นสูงซึ่งมีความยากในการฝึกฝนค่อนข้างมาก กายยุทธ์ระดับเก้าช่วยเพียงแค่เพิ่มความเร็วในการฝึกยุทธ์ แต่ไม่ได้ช่วยเรื่องความเร็วในการฝึกเคล็ดวิชา แสดงให้เห็นว่าพรสวรรค์ด้านเพลงกระบี่ของเยว่ชิงเหอก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้พรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์ เป็นระดับที่หาได้ยากในโลก!
“เพียงแค่พ่ายแพ้เล็กน้อยเมื่อวาน ก็กระตุ้นศักยภาพออกมาได้แล้วรึ?” ผู้อาวุโสจากกองทัพอดที่จะแอบหัวเราะในใจไม่ได้
ในสนาม ศิษย์สายรองคนอื่นๆ มองร่างของเด็กหญิงน้อยด้วยสายตาที่ซับซ้อน พวกเขาไม่เพียงแต่ได้เห็นความพ่ายแพ้ในความหยิ่งทะนงของเซียวเฉินอี้ในศึกนี้ แต่ยังได้เห็นความแตกต่างระหว่างพวกเขาในฐานะศิษย์สายรองกับเหล่าคุณหนูคุณชายจากเรือนใหญ่เหล่านี้ด้วย
“เหอเอ๋อร์ เจ้าเก่งจริงๆ” ร่างเล็กๆ หลายร่างวิ่งเข้าไปหาเยว่ชิงเหอที่เดินลงจากเวทีประลอง เป็นพี่น้องสองคนจากเรือนที่ห้า และเซียวจื่อเซวียนจากเรือนที่หก
พวกเขาอายุเท่ากับเยว่ชิงเหอ ต่างกันเพียงไม่กี่เดือน คนที่อายุน้อยที่สุดคือเซียวเสวี่ยฉี น้องสาวของเซียวเฟยหยาง ปีนี้เพิ่งจะหกขวบและเพิ่งจะมาที่ลานประลองยุทธ์ได้ไม่นาน ส่วนพี่สาวของพวกเขาอย่างเซียวชิงหลวน ก็จากจวนไปนานแล้วเพื่อติดตามอาจารย์ชื่อดังไปบำเพ็ญตน
พี่เหยียนต่างหากที่เก่ง… เยว่ชิงเหอคิดในใจ
เด็กสามคนล้อมรอบเยว่ชิงเหอ พูดคุยกันเจี๊ยวจ๊าวถึงการประลองอันน่าตื่นเต้นเมื่อครู่ คนที่ดูสนุกสนานที่สุดคือเซียวเฟยหยาง น้องชายของเซียวชิงหลวน
“เหอเอ๋อร์ เจ้าอยากกินขนมนมกรอบหรือไม่?” เซียวเฟยหยางพลันหยิบกล่องไม้เล็กๆ ที่ตกแต่งอย่างสวยงามออกมาใบหนึ่ง เมื่อเปิดออกเบาๆ กลิ่นนมเข้มข้นก็ลอยออกมา ข้างในคือขนมนุ่มเหนียวสีขาวดุจหยก “ให้เจ้ากิน”
ปลายจมูกของเยว่ชิงเหอสูดดมกลิ่น หอมเหลือเกิน… แววตาของนางสุกใสเป็นประกาย กล่าวอย่างยินดี “ให้ข้าทั้งหมดเลยหรือเจ้าคะ?”
“ถ้าเจ้าชอบก็เอาไปทั้งหมดเลย” เซียวเฟยหยางยิ้มกว้างกล่าว
“ขอบคุณเจ้าค่ะ” เยว่ชิงเหอไม่ลืมที่จะขอบคุณและรับมาทั้งหมด
ตอนนี้ก็ถึงเวลาเลิกฝึกแล้ว นางจึงโบกมือลาเพื่อนๆ ถือกล่องขนมไว้ในมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างก็อุ้มกระบี่ไว้ในอ้อมแขนแล้วจากไป
เซียวเฟยหยางมองแผ่นหลังที่เดินจากไปของนางพลางหัวเราะเหอะๆ อย่างมีความสุข
ข้างๆ กัน เซียวเสวี่ยฉี น้องสาวของเขาเงยหน้าเล็กๆ ขึ้นมา กล่าวอย่างสงสัย “ท่านพี่ นี่ไม่ใช่ที่ท่านแม่เตรียมไว้ให้ท่านหรือ ข้ายังไม่ได้ชิมเลยนะเจ้าคะ”
“ถ้าเจ้าอยากกิน กลับไปค่อยให้ท่านแม่ทำให้เจ้าอีกก็ได้ เหอเอ๋อร์ยังไม่เคยกินเลยนะ” เซียวเฟยหยางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจพลางหัวเราะ
เซียวเสวี่ยฉีแค่นเสียงเบาๆ ทำหน้าบึ้งด้วยความอิจฉาแล้วหันหลังเดินจากไป
“ฉีฉี ของข้าให้เจ้ากิน” ข้างๆ เซียวจื่อเซวียนร่างเล็กอ้วนเตี้ยวิ่งตามมา กล่าวอย่างยิ้มแย้ม
“ข้าไม่ต้องการหรอก!” เด็กหญิงน้อยปัดมือออกอย่างโกรธเคือง
ในศาลา หมากของเซียวเหยียนเพิ่งจะเล่นไปได้ครึ่งกระดาน ก็ได้ยินว่าเยว่ชิงเหอกลับมาแล้ว
เขาเหลือบมองแวบหนึ่ง เมื่อเห็นรอยยิ้มที่ปิดไม่มิดบนใบหน้าของเด็กหญิงน้อย ในใจก็พอจะเดาคำตอบได้ เขายังคงจ้องมองกระดานหมากและวางเม็ดหมากลงไป “มีเรื่องอะไรดีใจขนาดนี้เชียว บอกมาให้ข้าดีใจด้วยหน่อยสิ”
“ข้าชนะแล้ว!” เยว่ชิงเหอวิ่งเข้ามาในศาลา กล่าวอย่างร่าเริง แววตาเป็นประกายวิบวับจ้องมองเซียวเหยียน ราวกับรอคอยคำชม
เซียวเหยียนยิ้มพลางวางเม็ดหมากลงอีกเม็ด “สมแล้วที่เป็นเหอเอ๋อร์ของข้า เก่งจริงๆ”
เมื่อได้รับคำชม รอยยิ้มบนใบหน้าของเด็กหญิงน้อยก็ยิ่งเบิกบานขึ้น “พี่เหยียนท่านเล่นไปก่อนนะเจ้าคะ เดี๋ยวข้าจะให้ท่านกินของอร่อย”
“โอ้?” เซียวเหยียนสังเกตเห็นกล่องไม้ในมือของนาง แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรมาก เขาเล่นหมากต่อสู้กับเซียวอันต่อไป ในไม่ช้าก็จบกระดานนี้ ฝีมือหมากของเซียวอันถือเป็นระดับสมัครเล่นทั่วไป ยังไม่เข้าขั้นด้วยซ้ำ นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้เซียวเหยียนเล่นกับเขาทุกครั้งแล้วจะได้ค่าประสบการณ์เพียงหนึ่งถึงสองแต้มเท่านั้น ในใจจึงอดไม่ได้ที่จะแอบบ่นว่านักฆ่าคนนั้นรีบลงมือเร็วเกินไป…
“ของอร่อยอะไรหรือ?” เซียวเหยียนหันกลับมาอย่างไม่ใส่ใจ มองกล่องไม้ข้างๆ
เยว่ชิงเหอวางกระบี่ไว้บนเก้าอี้ชั่วคราว ถือกล่องอาหารมาที่โต๊ะแล้วเปิดฝาออก กลิ่นนมก็ลอยฟุ้งขึ้นมา “เป็นขนมนมกรอบที่คนอื่นให้ข้ามาค่ะ ดูน่ากินมาก พี่เหยียนลองชิมดูสิเจ้าคะ”
“ใครให้รึ?” เซียวเหยียนไม่ได้หยิบขึ้นมาทันที แต่ถามด้วยความระแวดระวัง
เยว่ชิงเหอชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วส่ายหน้า “ข้าลืมถามชื่อเขาแล้วเจ้าค่ะ แต่พี่เหยียนน่าจะรู้จัก ก็คือคนที่เรามักจะเจอกันบ่อยๆ ตอนไปคารวะฮูหยินใหญ่นั่นแหละเจ้าค่ะ”
“เด็กพวกนั้นน่ะรึ?” เซียวเหยียนประหลาดใจ
เซียวอันเหลือบตามองเขา เจ้าเด็กนี่ก็เป็นเด็กเหมือนกันไม่ใช่รึ แต่เขาก็คุ้นชินกับวิธีการพูดจาแก่แดดของเซียวเหยียนไปนานแล้ว
“อื้ม” เยว่ชิงเหอพยักหน้า
เซียวเหยียนวางใจลงเล็กน้อย “เจ้าเด็กคนนี้นี่นะ อย่างน้อยก็ฝึกฝนด้วยกันที่ลานประลองยุทธ์มาหนึ่งปีแล้ว ทำไมถึงจำชื่อคนอื่นไม่ได้”
เยว่ชิงเหอมองเขาอย่างน้อยใจ “พวกเขาก็ไม่ได้บอกข้านี่เจ้าคะ”
“ต้องบอกแน่ ถึงจะไม่ได้บอก คนรับใช้ข้างๆ ก็ต้องพูดถึง เป็นเจ้าเองที่ไม่ใส่ใจ” เซียวเหยียนกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์
“งั้นข้าจะลองถามใหม่คราวหน้าเจ้าค่ะ” เยว่ชิงเหอกล่าวอย่างหงุดหงิด
เซียวเหยียนกล่าว “เจ้าต้องเข้าสังคมบ้าง มิเช่นนั้นในอนาคตจะถูกคนอื่นรังแกได้ง่ายๆ”
“ไม่มีทางหรอกเจ้าค่ะ!” เยว่ชิงเหอเงยหน้าขึ้นทันที ใบหน้าเล็กๆ มีความภาคภูมิใจ “อาจารย์บอกว่าข้ามีพรสวรรค์ดีมาก ในอนาคตจะต้องเก่งกาจมาก ตอนนั้นข้าจะปกป้องพี่เหยียนเอง จะไม่ให้ใครมารังแกท่านอีก”
“เจ้าปกป้องตัวเองให้ดีก็พอแล้ว ข้าไม่เคยถูกใครรังแก” เซียวเหยียนกล่าว ตนเองอยู่ในสวนทุกวันเล่นหมาก เดินเล่น สบายจะตายไป ถือว่าเกษียณอายุก่อนกำหนดแล้ว
“เจ้าเด็กนี่! เหอเอ๋อร์อุตส่าห์มีน้ำใจ เจ้าพูดจาท่าทีอะไรกัน” เซียวอันทนดูไม่ไหว ดุขึ้นมา
เซียวเหยียนมองเขาอย่างจนใจ คนคนนี้อายุก็ยังไม่มาก เพิ่งจะสี่สิบกว่า ทำไมถึงเหมือนคนแก่หัวโบราณอย่างนี้นะ
เขาขี้เกียจจะเถียง จึงกล่าวกับเซียวอัน “ท่านลุงอัน ท่านมาลองชิมก่อนสิขอรับ ลองพิษดูหน่อย ถึงเด็กพวกนั้นจะไม่ใช่คนเลว แต่ข้ากลัวว่าจะถูกคนอื่นใช้เป็นเครื่องมือ”
เซียวอันพยักหน้าเล็กน้อย แล้วมองเซียวเหยียนอีกแวบหนึ่ง เจ้าเด็กนี่มักจะทำให้คนรู้สึกขัดแย้งอยู่เสมอ บางครั้งก็รอบคอบอย่างยิ่ง บางครั้งก็ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี
เขาหยิบขนมนมกรอบขึ้นมากินแล้วหลับตาลง
ชั่วครู่ต่อมา เซียวเหยียนรอจนไม่มีอะไร จึงถาม “เป็นอย่างไรบ้างขอรับ? ไม่น่าจะมีอะไรใช่ไหม พูดอะไรสักคำสิขอรับท่านลุงอัน”
“รสชาติดี” เซียวอันลืมตากล่าว
เซียวเหยียนกลอกตามองเขา รีบกล่าวกับเยว่ชิงเหอ “รีบกินเถอะ อย่าให้เย็นเลย” พูดจบก็หยิบขึ้นมาชิ้นหนึ่งลองชิม รสชาติดีจริงๆ เขากล่าว “รสชาติคล้ายกับฝีมือของฮูหยินห้านะ คนที่ให้เจ้าคือเซียวเฟยหยาง หรือน้องสาวของเขาเซียวเสวี่ยฉี?”
“เป็นพี่ชายเจ้าค่ะ” เยว่ชิงเหอยังคงแยกแยะพี่ชายกับน้องสาวออกได้
“คราวหน้าให้เจ้าเด็กนั่นเอามาเยอะๆ หน่อยสิ แค่นี้จะพอกินได้อย่างไร” เซียวเหยียนกินอย่างรวดเร็ว แต่ก็เหลืออีกครึ่งหนึ่งไว้ให้เยว่ชิงเหอ
“อื้ม” เยว่ชิงเหอพยักหน้า จำไว้ในใจ
เซียวอันที่อยู่ข้างๆ แอบส่ายหน้า เจ้าเด็กนี่อายุยังน้อย ทำไมถึงมีนิสัยไร้ยางอายไปทั้งตัว ช่างแตกต่างจากรูปแบบที่เคร่งขรึมสง่างามของตระกูลเซียวเสียจริง
หลายวันต่อมา ในจวนขุนพลเทวะก็พลันต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ
ในจวนค่อนข้างจะฮือฮา เหล่าฮูหยินจากเรือนต่างๆ เมื่อได้รับข่าว ก็รีบไปเยี่ยมเยียน พวกนางทราบมาว่าแขกผู้มีเกียรติท่านนี้ คือท่านผู้นั้นจากกระท่อมกระบี่ หากสามารถสร้างความสัมพันธ์ได้บ้าง และให้ลูกๆ ของตนเองได้ฝากตัวเป็นศิษย์ ในอนาคตย่อมต้องมีอนาคตที่สดใสอย่างแน่นอน
ในบรรดาคนเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าภรรยาน้อยยิ่งกระตือรือร้นที่สุด ทรัพยากรในการฝึกฝนของลูกๆ ของพวกนางไม่สามารถเทียบกับสายตรงได้ ดังนั้นของล้ำค่าหลายอย่างจึงต้องอาศัยตนเองช่วงชิงมา
ไป๋เฟิงอู่รับแขกอยู่ที่เรือนวสันต์นิรันดร์ นางสัมผัสได้ถึงเงาร่างของเหล่าหญิงงามที่เดินผ่านไปมานอกเรือนอยู่บ่อยครั้ง และรู้ดีถึงความคิดของคนเหล่านี้ แต่นางก็ไม่ได้ตำหนิอะไร เพียงแต่เมื่อได้ยินคำพูดของปรมาจจารย์กระบี่ในตำนานตรงหน้า บนใบหน้าของนางถึงได้ปรากฏความประหลาดใจขึ้นมา
หลังจากพูดคุยกันพักหนึ่ง ไป๋เฟิงอู่ก็พยักหน้าเล็กน้อยและลุกขึ้นเดินไปส่งด้วยตนเอง
ไม่นานนัก เรือนขุนเขาสายน้ำก็ต้อนรับความคึกคักที่ห่างหายไปนาน เงาร่างกลุ่มใหญ่พากันมา
เซียวเหยียนที่กำลังเล่นหมากอยู่ในศาลาได้ยินเสียงวุ่นวาย ก็ประหลาดใจอยู่บ้าง จากนั้นก็เห็นฮูหยินใหญ่เป็นผู้นำทางมา ข้างๆ ท่านย่าใหญ่ยังมีชายชราผมขาวโพลนยาวสลวยอีกคนหนึ่ง ชายชรามีคิ้วคม โหนกแก้มค่อนข้างสูง ดูแข็งแรงและผอมบางอย่างยิ่ง ข้างๆ ชายชราแปลกหน้าผู้นี้ ก็คือชายชราอีกคนหนึ่ง ซึ่งก็คือผู้อาวุโสจากกองทัพในลานประลองยุทธ์นั่นเอง เซียวเหยียนเคยเห็นหน้าเขาหลายครั้ง จึงถือว่าคุ้นเคยอยู่บ้าง
“เกิดอะไรขึ้น?” เซียวเหยียนไม่เข้าใจ
เซียวอันที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขาเมื่อเห็นชายชราผมขาวผู้นั้น รูม่านตาก็พลันหดเล็กลง ตกใจจนรีบลุกขึ้นยืน เขารู้สึกตกตะลึง ขณะเดียวกันก็พลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้และแอบตื่นเต้นขึ้นมา
เซียวเหยียนไม่ค่อยได้เห็นท่านลุงอันตื่นเต้นขนาดนี้ ก็เข้าใจในทันทีว่าชายชราแปลกหน้าผู้นั้นต้องเป็นบุคคลสำคัญอย่างแน่นอน เพียงแต่…บุคคลที่สามารถทำให้ตระกูลเซียวปฏิบัติด้วยเช่นนี้ได้มีไม่มากนัก
เขามองหมากที่ยังเล่นไม่จบ รู้สึกจนใจอยู่บ้าง ก็ทำได้เพียงพักไว้ชั่วคราว หันไปรออย่างเงียบๆ
“เซียวอัน” ไป๋เฟิงอู่เห็นเซียวอัน ก็กวักมือเรียกเขาเบาๆ จากนั้นก็เรียกเซียวเหยียนด้วย “เหยียนเอ๋อร์ รีบมานี่”
เซียวเหยียนทำได้เพียงลุกขึ้นเดินไป
“เหอเอ๋อร์เล่า?” ไป๋เฟิงอู่ถามอีก
เซียวเหยียนชี้ไปอีกฝั่งหนึ่งของสวน “อยู่ที่นั่น กำลังฝึกกระบี่อยู่ขอรับ”
“ชิวเยว่ ไปเรียกเหอเอ๋อร์มา” ไป๋เฟิงอู่สั่งสาวใช้ข้างกาย