หมื่นวิถี... หนึ่งกระบี่ พิฆาตสวรรค์ ! - ตอนที่ 98
บทที่ 98
เมื่อกลับถึงเมืองมรกต
เซียวเหยียนและคนอื่นๆ นำจดหมายภารกิจที่กรมปราบอสูรเมืองปีกครามออกให้ กลับไปรายงานที่สำนักศึกษาตำหนักจันทน์
บนจดหมายมีตราประทับของกรมปราบอสูร ทั้ง 5 คนล้วนได้คะแนนเต็ม
หลินชิวสุ่ยเมื่อได้รับจดหมาย ก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจ
ท้ายที่สุดแล้วการเดินทางครั้งนี้มีคุณชายน้อยตระกูลเซียวสองคนร่วมทางไปด้วย กรมปราบอสูรทางฝั่งเมืองปีกครามพอจะมีสายตาอยู่บ้าง ย่อมไม่สร้างความลำบากให้พวกเขา
ความจริงเท็จข้างใน นางก็ขี้เกียจจะไปตรวจสอบอย่างละเอียด ท้ายที่สุดแล้วเบื้องหลังก็เป็นส่วนหนึ่งของความแข็งแกร่ง
ถึงแม้จะเป็นนาง ก็ต้องเห็นแก่หน้าจวนขุนพลเทวะ เกรงใจคุณชายน้อยคุณหนูตระกูลเซียวเหล่านี้อยู่หลายส่วน
ยุทธภพไม่เคยอยู่นอกเมือง แต่อยู่ในเมืองต่างหาก
เมื่อรายงานเสร็จสิ้น หลิวรั่วซีก็มาหาเซียวเหยียน แสดงเจตจำนงของตนเอง นางตัดสินใจแน่วแน่แล้ว
เซียวเหยียนกลับไม่ตอบตกลงในทันที แต่ให้นางไปปรึกษากับพ่อแม่ของตนเองก่อน ท้ายที่สุดแล้วเรื่องการเข้าจวนเป็นองครักษ์กระบี่ข้างกายนั้น เกี่ยวพันอย่างใหญ่หลวง ถึงเวลาไม่ใช่คิดจะถอนตัวก็ถอนตัวได้ เมื่อใดที่เรียนรู้เคล็ดวิชาชั้นเลิศของตระกูลเซียวแล้ว ทั้งชีวิตก็คือคนของตระกูลเซียว ถึงแม้จะทำลายระดับบำเพ็ญของตนเองก็ไม่สามารถหลุดพ้นได้
เมื่อเซียวเหยียนพูดจบ หลิวรั่วซีกลับเผยว่า ตนเองเสียแม่ไปตั้งแต่เล็ก ส่วนบิดา นางไม่ยอมไปปรึกษากับบิดา เรื่องนี้ตนเองสามารถตัดสินใจได้
เซียวเหยียนเห็นท่าทางเช่นนั้น ก็ยิ่งไม่ยอมตกลง ให้นางไปสื่อสารกับบิดาของตนเองจะดีกว่า
เด็กสาวน้อยยังไม่ประสาโลก เขาจะลักพาตัวนางไปง่ายๆ เช่นนี้ได้อย่างไร มิเช่นนั้นในอนาคตพ่อปรมาจารย์ของนางมาหาเรื่องถึงจวน ถึงแม้ตระกูลเซียวจะไม่กลัว แต่ก็เสียหน้าอยู่บ้าง
ปฏิเสธหลิวรั่วซีจบ เซียวเหยียนก็พาเซียวจื่อเซวียนกลับไปยังเรือนขุนเขาสายน้ำที่ห่างหายไปนาน
นำกล่องที่ใส่ศีรษะของเซียนพยัคฆ์อาภรณ์ไปวางไว้ในห้องของตนเองเรียบร้อยแล้ว เซียวเหยียนก็ถือของว่างอร่อยๆ ที่รวบรวมมาจากในเมืองปีกคราม ให้ชุนหลันส่งไปให้ท่านอาห้าที่เฝ้าอยู่ที่ศาลบรรพชนส่วนหนึ่ง ที่เหลือ เขาก็ถือไปยังหอฟังเสียงฝน
ที่หอฟังเสียงฝนไม่พบคนของท่านอาสอง เซียวเหยียนเหลือบมองแสงตะวัน ก็รู้ได้ทันทีว่าท่านอาสองเวลานี้ส่วนใหญ่คงจะอยู่ที่ริมทะเลสาบน้ำดำตกปลา
เขาก็เหินกายออกไปทันที บินออกจากนอกหอฟังเสียงฝน มุ่งหน้าไปยังริมทะเลสาบน้ำดำ
ไม่นานนัก ทะเลสาบน้ำดำที่กว้างใหญ่ไพศาลก็ปรากฏสู่สายตา
เซียวเหยียนหาที่ที่ท่านอาสองมักจะตกปลาเป็นประจำสมกับที่คาดไว้ก็เห็นเงาร่างของเขากับท่านผู้เฒ่าโม่
เมื่อรับรู้ว่ามีคนเข้ามาใกล้ ทั้งสองคนก็หันไปมอง
เซียวเหยียนร่วงหล่นลงมาจากฟ้า ลงมาอยู่ข้างกายทั้งสอง กล่าวอย่างยิ้มร่า “ท่านอาสอง ท่านผู้เฒ่าโม่ วันนี้เก็บเกี่ยวเป็นอย่างไรบ้าง ใครตกได้มากกว่ากันขอรับ?”
“ที่แท้ก็คือเหยียนเอ๋อร์”
บนใบหน้าของโม่ไร้เงาปรากฏรอยยิ้ม กล่าว “แน่นอนว่าเป็นข้าที่ตกได้มากกว่า!”
สำหรับที่เซียวเหยียนเหินอากาศมา ทั้งสองคนไม่ได้ประหลาดใจ พวกเขารู้ระดับบำเพ็ญคร่าวๆ ของเซียวเหยียนนานแล้ว
ท้ายที่สุดแล้วตอนอายุ 12 ปี เจ้าเด็กนี่ต่อหน้าสองผู้เฒ่าอย่างพวกเขา บังเอิญตกมังกรน้อยขอบเขตวิญญาณสัญจรขึ้นมาตัวหนึ่ง
ตอนนั้นทำเอาพวกเขาตกใจและอิจฉาแทบบ้า
ตกใจคือพรสวรรค์ของเซียวเหยียน น่ากลัวเกินไป ถึงกับสูงกว่าคุณชายเก้าที่ถูกขนานนามว่าพันปีจะมีสักครั้งเสียอีก
แต่ที่อิจฉากลับคือโชคของเจ้านี่ที่ตกมังกรได้!
สำหรับมังกรโง่ที่ถูกตกขึ้นมาตัวนั้น พวกเขาก็ทั้งโกรธทั้งโมโห รอจนถูกเซียวเหยียนนำไปตุ๋นแล้ว ก็กินอย่างหนักหน่วงไปหลายท่อน
พลางกินก็พลางแอบพึมพำ ทำไมถึงไม่กัดเบ็ดของข้า เบ็ดของข้าไม่หอมรึ?!
จะว่าไปก็ว่าไป จะหยอกก็หยอก เมื่อเห็นพรสวรรค์เช่นนี้ของเซียวเหยียน ถึงแม้จะเป็นเซียวหย่วนซานที่ไม่ยึดติดกับชื่อเสียงและลาภยศ ก็พลันเกิดความคิดขึ้นมาทันที อยากจะสอนวิถียุทธ์ให้เซียวเหยียน ถือโอกาสให้เขาสงบใจลง ไม่เล่นของไร้สาระเสียเวลาอีก
ท้ายที่สุดแล้วมีพรสวรรค์เช่นนี้ บวกกับการสอนสั่งด้วยตนเองของเขา ในอนาคตความสำเร็จถึงกับมีหวังจะเหนือกว่าเขา หากตระกูลเซียวสามารถมีมหาปราชญ์ออกมาคนหนึ่งได้ นั่นย่อมทำให้ใต้หล้าสั่นสะเทือนแท้ๆ
แต่เซียวเหยียนก็รีบขอความช่วยเหลือจากท่านผู้เฒ่าโม่ ท่านปรมาจารย์โจรผู้นี้มองการณ์ไกลกว่า และยังมีท่าทีที่ยืนพูดไม่ปวดหลังอยู่บ้าง เกลี้ยกล่อมเซียวหย่วนซานไว้
บวกกับมีตัวอย่างของท่านคุณชายเก้าผู้นั้น ถึงได้ทำให้ความคิดของเซียวหย่วนซานสลายไป ให้เซียวเหยียนเลือกชีวิตที่ตนเองชอบ
เซียวหย่วนซานก็มองออกนานแล้วว่า ถึงแม้ตนเองจะบังคับให้เซียวเหยียนฝึกยุทธ์ เจ้าเด็กนี่คาดว่าก็คงจะไม่ตั้งใจ ข้อนี้ช่างทำให้คนปวดฟันจริงๆ
ในใจเขาก็สงสัยทั้งๆ ที่ไม่เห็นเซียวเหยียนฝึกยุทธ์อย่างไร แต่ขอบเขตกลับเลื่อนขึ้นอย่างรวดเร็ว
เพราะการยืนกรานของเซียวเหยียน เรื่องระดับบำเพ็ญของเขา เซียวหย่วนซานก็ไม่ได้จงใจป่าวประกาศ ดังนั้นคนอื่นๆ ในจวนจึงยังคงไม่รู้เรื่อง
ณ เวลานี้
เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะที่ดีใจของโม่ไร้เงา เซียวหย่วนซานก็กลอกตามองเขาอย่างไม่สบอารมณ์ “มากกว่ามีประโยชน์อะไร ล้วนแต่เป็นปลาเล็กปลาน้อย ข้าจะตกคือมังกร”
ทั้งสองคนตกปลาไม่ได้ใช้คันเบ็ด เพียงแค่ใช้พลังงานฟ้าดินกลายเป็นสายเบ็ด ทะลุผ่านร่างกายของอสูรปลาเล็ก ควบคุมอสูรปลาเล็กให้ว่ายไปยังแหล่งน้ำที่ปลาใหญ่หรือมังกรอาจจะหาอาหาร
“ท่านตกได้ค่อยว่ากันเถอะ” โม่ไร้เงายิ้ม
เซียวหย่วนซานแค่นเสียงเบาๆ เห็นของในมือของเซียวเหยียนที่หอบมาพะรุงพะรัง กล่าว “ซื้อของพวกนี้มาจากไหน เจ้าไม่ใช่ไปรังแกเด็กที่สำนักศึกษาตำหนักจันทน์แล้วรึ?”
“เพิ่งจะไปปฏิบัติภารกิจของสำนักมาขอรับ จากทางเมืองปีกครามนำของอร่อยกลับมาหน่อย”
เซียวเหยียนยิ้มพลางแบ่งของให้สองผู้เฒ่า “นี่ ของนี้อร่อย”
“โอ้โห ในขนมเกลียวทอดนี้ยังมีไส้นมกรอบด้วย”
โม่ไร้เงารับมากัดไปคำหนึ่ง พลางเอ่ยชมว่า “รสชาติดี”
“เจ้าเด็กนี่ ก็ช่างมีน้ำใจเสียจริง”
เซียวหย่วนซานก็ยิ้มพลางรับมา เลือกกินขึ้นมา
ในตอนนี้ จิ้งจอกขาวเสี่ยวอวี้ข้างๆ ก็วิ่งมาอย่างร่าเริง เซียวเหยียนย่อตัวลงอุ้มมันขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน หยิบเนื้อย่างชิ้นหนึ่งยื่นให้มัน “วางใจ ไม่ขาดของเจ้าหรอก”
“เจ้าจิ้งจอกน้อยตัวนี้ เหมือนกับแมว ชอบกินปลาอย่างยิ่ง” เซียวหย่วนซานกล่าว
เสี่ยวอวี้ใช้สองกรงเล็บเล็กๆ ประคองเนื้อย่างค่อยๆ เคี้ยว เมื่อได้ยินคำพูดของท่านอาสอง ก็เผยรอยยิ้มมาตรฐานของจิ้งจอก สองตาก็โค้งเป็นเส้นเดียว
เซียวเหยียนยิ้มๆ ลูบหัวของมัน ให้มันไปกินที่อื่น ตนเองก็หยิบขึ้นมาส่วนหนึ่ง นั่งลงข้างๆ สองผู้เฒ่ากินขึ้นมา พลางกินพลางคุยเล่น
“อีกไม่นาน พ่อของเจ้าก็น่าจะกลับมาแล้ว” เซียวหย่วนซานกินขนมกรอบชิ้นหนึ่งกล่าว
“โอ้?” เซียวเหยียนประหลาดใจ
สงครามสิบกว่าปี ในที่สุดก็จะจบลงแล้วรึ?
“ได้ยินมาว่าสนามรบชายแดนวิหคอุดรเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ทางฝั่งวังศักดิ์สิทธิ์ตั้งใจจะล่าถอยแล้ว” เซียวหย่วนซานกล่าว
แววตาของเซียวเหยียนสว่างวาบขึ้นมา ถ้าอย่างนั้น จะได้เจอพ่อแม่แล้วรึ?
“เจ้าหนู สิบกว่าปีไม่เจอพ่อแม่เจ้า เจ้ายังจำพวกเขาได้หรือไม่?” ข้างๆ กัน โม่ไร้เงายิ้มพลางหยอกล้อ
เซียวเหยียนคิดอยู่ครู่หนึ่ง คนในความทรงจำก็ค่อนข้างจะเลือนลางแล้วจริงๆ