หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง - ตอนที่ 170 พี่ชายผู้รู้ใจ
หลินเว่ยเว่ยถามถั่วงอกน้อยแสนผอมแห้งทั้งสองว่า “พวกเจ้าดูไฟเป็นหรือ
ไม่ ? ”
“เป็น ! ข้าไม่เพียงดูไฟเป็น แต่ยังทำอาหารเป็นด้วย อาหารของที่บ้านก็
ล้วนเป็นฝีมือของข้า ! ” เยี่ยนเอ๋อร์มีนิสัยขี้อาย ทว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลา
เหนียมอาย หากทำงานให้ตระกูลหลินแล้ว นอกจากค่าแรงวันละ 30
อีแปะ นางยังได้ค่าทำงานล่วงเวลาเป็นเนื้อสัตว์กับอาหารอย่างอื่นในบาง
ครั้งด้วย…
นางต้องการงานนี้มาก ! เมื่อนึกถึงบิดาที่นอนป่วยติดเตียงและยังมีพวก
น้อง ๆ ที่หิวเกินกว่าจะลุกจากเตียงได้ เยี่ยนเอ๋อร์ก็ดึงความกล้าออกมาเพื่อ
แย่งชิงโอกาสในครั้งนี้ !
ฉือถัวก็ไม่ยอมแพ้ รีบพูดต่อทันที “ข้าก็ทำได้เหมือนกัน ! เวลาท่านย่าทำ
อาหาร ข้าเป็นคนดูไฟให้ตลอด ท่านย่ายังชมว่าข้าดูไฟได้ดีมาก ! ”
“ดี ! แค่ดูไฟเป็นก็พอแล้ว ! เจ้าสองคนต้องดูไฟห้าเตานี้ ทำได้หรือไม่ ? ”
หลินเว่ยเว่ยตบบ่าเพื่อปลอบถั่วงอกน้อยสองต้น
“ได้ ! ” เยี่ยนเอ๋อร์และฉือถัวแย่งกันพูด หน้าที่ดูไฟจำเป็นต้องใช้ฟืนท่อน
ใหญ่ หลังเผาไหม้แล้วก็ต้องคอยดูไม่ให้ไฟมอด อย่าว่าสองคนเลย แค่คน
เดียวก็สามารถดูได้ทั้งหมด
“ดี ! เจ้าสองคนถูกรับเข้าทำงานชั่วคราว ! ทดลองงาน 3 วัน ถ้าเป็น
เหมือนที่พวกเจ้ากล่าวจริงว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อและดูไฟ พวกเจ้า
ก็จะได้เป็นเหมือนคนงานประจำในโรงงานแปรรูปเมล็ดสน ! ” หลินเว่ยเว่
ยมองเด็กน้อยที่สูงยังไม่ถึงหน้าอกของตน…นับว่าทารุณเด็กหรือไม่ ?
“ทารุณเด็กน่ะหรือ ? เจ้าลดค่าแรงพวกเขาเหลือครึ่งเดียวหรือเปล่า ? หรือ
แบ่งงานหนักจนไม่มีทางทำเสร็จให้พวกเขา ? ก็ไม่มี ถ้าเช่นนั้นจะเรียก
ทารุณเด็กได้อย่างไร ? ” เจียงโม่หานเคยชินกับความผิดปกติเป็นครั้ง
คราวของนางแล้ว ตอนนี้มีบ่าวรับใช้หรือสาวใช้ในตระกูลใหญ่ใดบ้างที่
ไม่เริ่มทำงานตั้งแต่เด็ก ? ทารุณเด็กหรือ ? มีแค่นางเท่านั้นที่คิดได้ !
“เจ้ากำลังช่วยเหลือ ไม่ได้กดขี่พวกเขา ! ” เจียงโม่หานไม่รู้ตัวว่าได้รับ
บทบาทเป็น ‘พี่ชายผู้รู้ใจ’ อีกครั้งแล้ว เขาได้ช่วยบรรเทาความรู้สึกผิดเล็ก
น้อยของหลินเว่ยเว่ย
ลูกจ้างคนอื่นอีก 5 คนเป็นสตรีทั้งหมด มาตรฐานในการเลือกของหลิน
เว่ยเว่ยคือนิสัยดีและสามารถทำงานหนักได้ หลังกำหนดมาตรฐานสองข้อ
นี้แล้วก็ค่อยเลือกจากครอบครัวอันยากไร้ที่สุดซึ่งผู้ใหญ่บ้านแนะนำมาอีก
ที
สตรีทั้ง 5 คนนี้ล้วนเป็นครอบครัวที่จะยากจนเกินกว่าอยู่รอดอีกต่อไป ดัง
นั้นทุกคนจึงหวงแหนโอกาสในครั้งนี้มาก หากมองในระยะสั้น การทำงาน
ในโรงงานแปรรูปของตระกูลหลินได้เงินไม่เยอะเท่าการไปหาของป่ามา
ขาย ทว่าผลไม้ป่ามีระยะเก็บแค่สองสามเดือนเท่านั้น ไม่เหมือนการ
ทำงานให้ตระกูลหลินที่มีรายได้ตลอดสี่ฤดู คนตระกูลหลินมีช่องทางกว้าง
ขวาง ขอแค่มือเท้าว่องไวอย่างน้อยก็จะได้เงินค่าแรงเดือนละหนึ่งหรือ
สองตำลึง !
ลูกจ้างใหม่ทั้ง 5 คนในโรงงานแปรรูปล้วนมีพลังเต็มเปี่ยม พวกนางทำ
ตามวิธีที่หลินเว่ยเว่ยสอน…คือนำเมล็ดสนไปแช่ในน้ำสะอาดประมาณ 2
เค่อ จากนั้นก็นำไปนึ่งอีก 2 เค่อ หลังตากในอากาศถ่ายเทแล้วก็นำไปคั่ว
จนเปลือกของเมล็ดสนส่วนใหญ่เปิดออก
เพื่อสะดวกในการแช่ให้เป็นรสชาติต่าง ๆ หลินเว่ยเว่ยจึงสั่งทำถังไม้ขนาด
ใหญ่อีก 5 ถัง ซึ่งขนาดของมันใหญ่กว่าถังน้ำที่นางใช้อาบเสียอีก จากนั้น
เมล็ดสนรสดั้งเดิมก็จะถูกแช่ลงในน้ำสะอาด ส่วนรสห้าเครื่องเทศจะถูก
แช่ในถังที่หลินเว่ยเว่ยต้มเครื่องเทศเตรียมไว้แล้ว ทำเช่นเดียวกันกับรส
อื่น ๆ เช่น รสเกลือและพริกก็จะถูกแช่ในน้ำเกลือ รสหวานก็จะถูกแช่ลงใน
น้ำผสมน้ำตาล…
การแปรรูปเมล็ดสนจำเป็นต้องใช้น้ำในปริมาณมาก ตอนนี้น้ำที่หมู่บ้าน
ฉือหลี่โกวใช้ต้องอาศัยแหล่งน้ำบนภูเขา หากคอยหาบน้ำไปกลับก็ต้อง
อาศัยคนและเงินจำนวนมาก
หลินเว่ยเว่ยจึงหันไปประจบบัณฑิตหนุ่มเพื่อขอให้เขาสร้างกังหันวิดน้ำ
สำหรับโรงงานแปรรูป นางต้องการกังหันวิดน้ำขนาดเล็กพร้อมให้มันขับ
เคลื่อนด้วยพลังงานลม จากนั้นค่อยต่อท่อไม้ไผ่อีกชุดเพื่อชักน้ำมาให้ถึง
บ้านตระกูลฝาง
เมื่อทำเช่นนี้ ไม่เพียงสร้างความสะดวกสบายให้โรงงานแต่ยังช่วยผู้คนใน
หมู่บ้านด้วย ทุกเย็นหลังงานของโรงงานแปรรูปเสร็จหมดแล้ว ชาวบ้านก็
จะเรียงแถวกันเพื่อหาบน้ำ หลินเว่ยเว่ยไม่ได้เข้าไปห้ามเพราะคนใน
หมู่บ้านจะได้ยกย่องนางขึ้นไปอีก !
“เรียนใต้เท้า ด้านหน้าคือหมู่บ้านฉือหลี่โกวขอรับ ! ” นายอำเภอเป่าชิงนั่ง
รถม้ามาบนถนนที่เป็นหลุมบ่อของชนบทร่วมกับชายชราผู้มีเคราแพะและ
ตัวไม่สูงมากนัก ขณะเดียวกันอาจารย์ฟ่านของเจียงโม่หานก็อยู่ในรถม้า
คันนั้นด้วย
นายอำเภอหวางมองอาจารย์ฟ่านตาขวางอย่างไม่พอใจ ศิษย์ของเจ้า
สร้างกังหันวิดน้ำได้ เหตุใดไม่ไปรายงานต่อที่ว่าการอำเภอ ? ข้ามหัวข้า
โดยส่งไปถึงเมืองหลวงเช่นนี้ กลัวว่าข้าจะแย่งผลงานศิษย์รักเจ้าหรือ ?
ข้าเป็นคนเช่นนั้นตั้งแต่เมื่อใด ?
จู่ ๆ ผู้แทนพิเศษจากเมืองหลวงก็มาปรากฏตัว ณ อำเภอเป่าชิง โดยที่นาย
อำเภออย่างเขาไม่ทราบแม้แต่น้อย จึงต้องเล่นละครทำเป็นรับมือไม่ทัน
หวังว่าใต้เท้าฟางคนนี้จะไม่ถือสา
ฟางเหยียนไว่หลางที่กำลังสนทนากับอาจารย์ฟ่านอยู่ แม้จะเป็นคนฉลาด
ไม่มีเบื้องลึกเบื้องหลังที่ไหน แต่อยู่บนเส้นทางขุนนางที่แสนจะขึ้น ๆ ลง ๆ
เป็นเวลาหลายปีก็ยังปีนขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ย่อมเป็นผู้ที่มีจิตใจแน่ว
แน่มั่นคง
คราวนี้ฝ่าบาททรงมีพระราชโองการให้เขามาตรวจสอบกังหันวิดน้ำ หาก
เรื่องนี้เป็นความจริง ลูกศิษย์ของฟ่านหยุนหนิงผู้นั้นก็จะถูกขึ้นทะเบียนต่อ
หน้าพระพักตร์องค์ฮ่องเต้ เมื่อครู่ได้ลองสอบถามฟ่านหยุนหนิงเกี่ยวกับ
พรสวรรค์ในการเรียนของลูกศิษย์แล้ว คาดไม่ถึงว่าสหายคนนี้จะประเมิน
บัณฑิตสูงส่งเหลือเกิน !
หากบัณฑิตผู้นี้เป็นเหมือนที่ฟ่านหยุนหนิงกล่าวไว้คือสามารถผ่านการ
สอบขุนนางทุกสนามได้โดยไร้ข้อกังขา อีกทั้งยังคิดค้นวิธีเขียนบัญชีรูป
แบบใหม่และสร้างกังหันวิดน้ำจนได้รับการยอมรับจากฮ่องเต้ ขอแค่สอบ
ได้คะแนนในสามอันดับแรก ตำแหน่งจอหงวนก็ต้องไม่หลุดมืออย่าง
แน่นอน
บัณฑิตผู้นี้ไม่เพียงมีพรสวรรค์ด้านการเรียนเหนือผู้อื่น ทว่ายังเชี่ยวชาญ
ด้านการใช้ชีวิต…เมื่อก้าวเข้าสู่ราชสำนัก การงานจะต้องเจริญก้าวหน้า
เพราะฮ่องเต้กำลังประสงค์ผู้มากความสามารถเช่นนี้อยู่ ! ตำแหน่งด้าน
หน้าที่การงานของบัณฑิตผู้นี้จะเจริญก้าวหน้าได้หรือไม่ก็ต้องขึ้นอยู่กับ
ระยะเวลาแล้ว !
สาเหตุที่ฟางเหยียนไว่หลางไม่ได้เดินออกจากเส้นทางขุนนางก็เพราะเป็น
คนมีสติ ! เขารู้จักตนเองอย่างชัดเจน ด้วยพรสวรรค์ของตนและความ
ไม่มีเงินหรืออำนาจคอยหนุนหลัง การได้มานั่งอยู่ในตำแหน่งรองหัวหน้า
กรมคลังก็ถือว่าเกือบถึงจุดสูงสุดแล้ว…ไม่แน่ว่าเขาอาจอาศัยคนผู้นี้ได้ !
ขณะคิดแล้ว ท่าทีที่เขามีต่อสหายเยี่ยงฟ่านหยุนหนิงก็ดูสุภาพกว่าเดิม
เมื่อกังวลว่านายอำเภอหวางจะสร้างความลำบากแก่ฟ่านหยุนหนิงและ
ศิษย์เอก ฟางเหยียนไว่หลางจึงฉีกยิ้มแล้วกล่าวกับนายอำเภอว่า “ใต้เท้า
หวาง ในอำเภอมีผู้มากความสามารถเช่นนี้ก็เพราะใต้เท้าให้ความสำคัญ
ต่อการศึกษาและเป็นผู้นำที่ดี ! ”
“มิกล้า มิกล้าขอรับ ! ” นายอำเภอหวางดูมีความสุขจึงรีบพูดต่อด้วย
ใบหน้าเปื้อนยิ้ม “ข้าน้อยก็เคยเป็นบัณฑิตผู้ยากไร้ ดังนั้นจึงเข้าใจใน
ความยากลำบากของบัณฑิตเหล่านี้ บัณฑิตเจียงสามารถเล่าเรียนได้ด้วย
ความเพียรและยังศึกษาศาสตร์ตัวเลขอีกทั้งงานไม้พร้อมกัน ช่างเป็นผู้มี
ความสามารถที่หาตัวจับได้ยาก ! นี่ก็เป็นเพราะการสอนสั่งของอาจาร
ย์ฟ่าน…”
อาจารย์ฟ่านเข้าสังคมไม่เก่ง รอยยิ้มบนใบหน้าจึงดูแข็งไปหน่อย “มิกล้า
มิกล้า ! เพราะใต้เท้าหวางปราดเปรื่อง อำเภอเป่าชิงจึงมีการศึกษาที่ดี
สามัญชนจึงส่งลูกหลานมาที่สำนักศึกษามากมาย ใต้เท้าหวางจะไม่มีผล
งานได้อย่างไร ! ”
นายอำเภอเห็นว่าท่านเหยียนไว่หลางตรงหน้าช่วยพูดแทนตนอย่างต่อ
เนื่อง ปมเล็ก ๆ ในใจจึงค่อยคลายออก จากนั้นเขาก็ทำมือคารวะไปทาง
เมืองหลวงแล้วพ่นคำสรรเสริญต่าง ๆ นานาออกมา จากนั้นยังพูดประจบ
ฟางเหยียนไว่หลางอีกหนึ่งยก
อาจารย์ฟ่านฟังจนถึงขั้นรู้สึกอึดอัดและเหนื่อยหน่าย เมื่อหันไปมองสหาย
แล้วกลับพบว่าเจ้าหมอนี่กำลังมีท่าทีเพลิดเพลิน เป็นอย่างที่คิดว่าตัวเขา
ไม่เหมาะต่อการเป็นขุนนางเลย อย่างไรก็สู้เป็นอาจารย์สอนหนังสือต่อไป
ไม่ได้
เมื่อภาพรถม้า ‘หรูหรา’ และยังมีคนควบม้าตามหลังด้วยอีกสี่ตัวได้ตกอยู่
ในสายตาของชาวบ้านฉือหลี่โกวก็เป็นเหมือนการชมภาพทิวทัศน์ทาง
ตะวันตกไม่มีผิด พวกเด็กที่วิ่งเล่นอยู่หน้าหมู่บ้านและสายตาดีจึงรีบวิ่งไป
หาผู้ใหญ่บ้านทันที
ตอนต่อไป