หวนคืนสู่วันสิ้นโลกด้วยระบบวิวัฒนาการ - บทที่ 773 การรับสมัครสมาชิกใหม่ทั่วประเทศ
บทที่ 773
การรับสมัครสมาชิกใหม่ทั่วประเทศ
“ทีมบุกเบิกเมืองเปิดรับสมัครสมาชิกใหม่ แจกบ้าน แจกที่ดิน ใครมีมือมีเท้าก็มาได้เลย!”
“ศาลาว่าการเมืองเปิดรับสมัครงาน มีที่พัก อาหาร และเงินเดือนให้ ไม่จำกัดเพศ อายุ ทุกคนสามารถสมัครได้!”
ทุกเมือง ทุกตรอกซอกซอย เต็มไปด้วยสถานที่รับสมัคร ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานราชการของเมืองหรือกลุ่มนักผจญภัยเอกชน ทุกองค์กรต่างก็กำลังต้องการคนอย่างหนัก
เพราะหลังจากผ่านพ้นยุควันสิ้นโลก สิ่งที่ขาดแคลนที่สุดก็คือ “คน”
ดังนั้น องค์กรต่าง ๆ จึงงัดสารพัดวิธีเพื่อดึงดูดผู้คน
“ทีมนักผจญภัยวีรบุรุษชุดดำ นำโดยผู้วิวัฒนาการขั้นสูง ผู้ผ่านสมรภูมิที่ตะวันตกเฉียงเหนือ สร้างคุณงามความดีมากมาย เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการเอาชนะฝูงซอมบี้ พวกเขากำลังนำทีมบุกเบิก พวกคุณยังรออะไรอยู่ รีบมาสมัครกันเลย!”
บนท้องถนนเนืองแน่นไปด้วยผู้คนมากมาย ประชาชนจำนวนนับไม่ถ้วน กำลังตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมกับกลุ่มนักผจญภัยกลุ่มใด
กลุ่มที่ดึงดูดความสนใจมากที่สุด คงหนีไม่พ้นกลุ่มที่มีประสบการณ์ในการรบที่ตะวันตกเฉียงเหนือ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ใช่นักรบเกราะดำ แต่เป็นเพียงนักผจญภัยธรรมดาที่อาสาเข้าร่วมรบในครั้งนั้น ซึ่งนั่นถือว่าเป็นวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ต่อมวลมนุษยชาติ
ดังนั้น สถานที่รับสมัครของกลุ่มคนเหล่านี้จึงคึกคักกว่าสถานที่รับสมัครของศาลาว่าการเมืองเสียอีก
ท่ามกลางความคึกคักบนท้องถนน
ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนดังขึ้นว่า
“นักรบเกราะดำมาแล้ว!”
เสียงจอแจบนท้องถนนเงียบลงทันที ทุกสายตาจับจ้องไปที่ปลายถนน
เหล่านักรบเกราะดำผู้ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี กำลังเดินอย่างเป็นระเบียบมาตามถนน
ทันใดนั้นเอง ผู้คนที่กำลังยืนต่อแถวอยู่ ต่างก็กรูกันเข้ามาเพื่อต้อนรับเหล่าวีรบุรุษเกราะดำที่ต่อสู้เพื่อมวลมนุษยชาติ
“หลีกหน่อย หลีกหน่อย ขอทางหน่อยครับ”
กลุ่มผู้วิวัฒนาการขั้นสูงรีบวิ่งออกมาจากหน้าร้านรับสมัคร
พวกเขาคือกลุ่มคนที่อ้างตัวว่าเป็นทีมนักผจญภัยวีรบุรุษชุดดำ หลายคนในกลุ่มนี้ได้เข้าร่วมรบในครั้งสุดท้าย การปรากฏตัวของนักรบเกราะดำ ทำให้พวกเขารู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก
“เห็นไหม ฉันเคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับนักรบเกราะดำ ขับไล่ฝูงซอมบี้มาแล้ว!”
ผู้วิวัฒนาการขั้นสูงคนหนึ่งคุยโวโอ้อวดกับเพื่อนข้าง ๆ อย่างไม่ปิดบัง เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับเหล่านักรบเกราะดำ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับตัวเอง
สิ่งที่ทำให้ทุกคนคาดไม่ถึงก็คือ มีชายคนหนึ่งเดินออกมาจากแถวของนักรบเกราะดำ เขายืนอยู่ตรงหน้าผู้วิวัฒนาการขั้นสูงคนนั้น
“นายชื่อเว่ยเจิ้งใช่ไหม”
“ใช่ ผมเอง รู้จักผมด้วยเหรอ”
ผู้วิวัฒนาการขั้นสูงคนนั้นรู้สึกตื่นเต้นจนหายใจติดขัดเมื่อถูกเรียกชื่อโดยนักรบเกราะดำ
เขาทำความเคารพอย่างรวดเร็ว จากนั้นนักรบเกราะดำก็ประกาศต่อหน้าทุกคนว่า
“พลเรือนเว่ยเจิ้งและเพื่อน ๆ ได้แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญในสมรภูมิที่ตะวันตกเฉียงเหนือ ทางเบื้องบนจึงอนุมัติเป็นกรณีพิเศษ ให้พวกคุณทุกคนได้เข้าร่วมการฝึกอบรมที่ค่ายฝึกนักรบเกราะดำ นี่คือเอกสาร กรุณาลงชื่อด้วย”
สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่เว่ยเจิ้งด้วยความอิจฉา เว่ยเจิ้งลงชื่อบนเอกสาร รับเอกสารรับรองการฝึกอบรมจำนวนมาก หลังจากที่นักรบเกราะดำจากไป เว่ยเจิ้งก็ได้สติ
เขากระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ
“ในที่สุด! ฉันก็ได้เป็นนักรบเกราะดำฝึกหัดแล้วโว้ย!”
จากนั้นเว่ยเจิ้งก็วิ่งออกไปอย่างร่าเริง เพื่อตามหาเพื่อนร่วมทีมของเขา
ส่วนสมาชิกใหม่ที่เพิ่งเข้าร่วมทีมนักผจญภัยวีรบุรุษชุดดำไปนั้น ยืนงุนงงอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะมีคนเอ่ยถามขึ้นว่า
“หัวหน้าโดนเรียกตัวไปแล้ว แล้วพวกเราล่ะ จะยังเข้าร่วมทีมอีกไหม”
“เข้าร่วมอะไรอีก”
“ดูนั่นสิ นักรบเกราะดำแปะประกาศไว้”
ประชาชนกรูกันเข้าไปมุงดูประกาศบนกระดานจนแน่นขนัด
ประกาศนั้นมีเนื้อหาสองข้อใหญ่ ๆ ดังนี้
หนึ่ง บรรดานักผจญภัยที่เข้าร่วมรบที่ตะวันตกเฉียงเหนือ จะได้รับสิทธิพิเศษให้ไปยังกองหนุนนักรบเกราะดำที่ตะวันตกเฉียงเหนือ เพื่อรับการฝึกอบรมอย่างเป็นทางการ เมื่อสำเร็จการฝึก ก็จะได้เข้าร่วมเป็นนักรบเกราะดำอย่างเต็มตัว
สอง ฝ่ายเทคโนโลยีสตาร์ไฟร์เปิดรับสมัครงาน โดยจะจัดการสอบคัดเลือกผู้มีความสามารถที่บริษัทฯ ผู้ที่ผ่านการสอบข้อเขียนจะได้เข้าร่วมฝ่ายเทคโนโลยีสตาร์ไฟร์ และได้เป็นนักศึกษาฝึกงาน เพื่อทำงานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี
ประกาศข้อแรกเป็นการมอบสวัสดิการให้กับอาสาสมัครผู้ทำคุณประโยชน์ โดยไม่ต้องเข้าร่วมกองหนุน สามารถเข้ารับการฝึกอบรมที่ค่ายฝึกนักรบเกราะดำได้โดยตรง เมื่อสำเร็จการศึกษา ก็จะได้เป็นนักรบเกราะดำอย่างเป็นทางการ
ทำให้นักผจญภัยหลายคนที่ไม่ได้ไปตะวันตกเฉียงเหนือรู้สึกเสียดายเป็นอย่างยิ่ง
แต่ไม่เป็นไร ถึงจะพลาดโอกาสนี้ไป ยังมีฝ่ายเทคโนโลยียังเปิดรับสมัครนักศึกษาฝึกงาน ซึ่งฝ่ายเทคโนโลยีนั้น อยู่เหนือกว่านักรบเกราะดำขึ้นไปอีกระดับ
ดังนั้น ประกาศนี้จึงสร้างความฮือฮาไปทั่วประเทศ ถนนสายที่เคยคึกคักไปด้วยผู้คนมากมาย กลับกลายเป็นว่างเปล่าในทันที
ประชาชนทุกคน ไม่ว่าหญิงหรือชาย ต่างก็มุ่งหน้าไปที่บริษัทเทคโนโลยีสตาร์ไฟร์ เพื่อเตรียมตัวเข้าสอบคัดเลือก
…
ฝ่ายเทคโนโลยีสตาร์ไฟร์ในเมืองใหญ่หลายแห่ง ต่างก็ต้องรับมือกับสถานการณ์ที่มีผู้คนมากมายหลายหมื่นคนมาสมัครสอบในเวลาเดียวกัน
สนามกีฬาขนาดใหญ่ถูกจัดให้เป็นห้องสอบ โต๊ะ เก้าอี้ ล้วนประกอบขึ้นจากนาโนคิวบ์ บนโต๊ะสอบแต่ละตัวมีกระดาษคำถามและปากกาอย่างละหนึ่งอัน
การสอบเริ่มต้นขึ้น ผู้เข้าสอบหลั่งไหลเข้ามา นั่งประจำที่ และจ้องมองเนื้อหาในกระดาษคำถาม ซึ่งมีข้อความอยู่เพียงบรรทัดเดียวเท่านั้น
“จงอธิบายความเข้าใจเกี่ยวกับคลื่นแรงโน้มถ่วง”
เพียงคำถามข้อเดียว ก็ทำให้ผู้เข้าสอบเก้าในสิบส่วนต้องตกรอบไป
แม้แต่พวกบ้าบิ่น ถึงแม้จะไม่รู้ ก็ยังแสร้งทำเป็นรู้ เขียนเรื่องไร้สาระลงไปในกระดาษ จนเต็มแผ่นไปหมด
ส่วนบางคนก็เกาหัว ไม่เคยแม้แต่จะได้ยินว่าคลื่นแรงโน้มถ่วงคืออะไร
ด้านนอกห้องสอบ
ข่าวการเปิดรับสมัครสมาชิกครั้งใหญ่ของหน่วยงานเทคโนโลยีสตาร์ไฟร์แพร่สะพัดไปทั่ว สร้างความประหลาดใจให้กับสมาชิกฝ่ายสนสนับสนุนภายนอก แม้แต่พวกเขาก็ยังไม่รู้ว่าจะอธิบายเรื่องคลื่นแรงโน้มถ่วงอย่างไร
“อาจารย์ ได้ยินมาว่าท่านเคยไปที่วิหารทองคำ ท่านพอจะอธิบายเรื่องคลื่นแรงโน้มถ่วงในข้อสอบได้ไหมครับ”
ชายที่ถูกเรียกว่าอาจารย์เริ่มต้นอธิบายอย่างฉะฉาน
“ฉันจะยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เส้นแบ่งเขตอันตรายในสถานีรถไฟ พวกคุณคงรู้จักกันดี”
“ครับ”
“จุดประสงค์ของเส้นแบ่งเขตอันตราย ก็เพื่อป้องกันไม่ให้รถไฟที่วิ่งผ่านด้วยความเร็วสูง ดูดอากาศจนเป็นสุญญากาศ แล้วพัดพาผู้คนบริเวณนั้นเข้าไป นี่คือหลักการของแรงสุญญากาศ”
“ในจักรวาลก็มีแรงกระทำเช่นนี้ เช่นโลกที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ แต่เนื่องจากในอวกาศไม่มีอากาศ ดังนั้นแรงอะไรที่ดึงดูดโลกไว้”
“นั่นคือ คลื่นแรงโน้มถ่วง ใช่ไหมครับ”
“ถูกต้องแล้ว”
สมาชิกฝ่ายสนับสนุนของหน่วยงานเทคโนโลยีสตาร์ไฟร์พากันรำพึง
“ก่อนวันสิ้นโลก การศึกษาเรื่องคลื่นแรงโน้มถ่วงเป็นเรื่องของนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังอย่างไอน์สไตน์ ซึ่งเป็นผู้เสนอทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปเกี่ยวกับคลื่นแรงโน้มถ่วง นักวิทยาศาสตร์ใช้เวลากว่าร้อยปีกว่าจะเข้าใจหลักการทำงานของคลื่นแรงโน้มถ่วง”
“แต่สำหรับหน่วยงานเทคโนโลยีสตาร์ไฟร์ คลื่นแรงโน้มถ่วงเป็นเพียงข้อสอบระดับเริ่มต้น ถ้าคลื่นแรงโน้มถ่วงยังไม่เข้าใจ เรื่องฟิสิกส์ควอนตัม หรือความโค้งของปริภูมิเวลาก็คงไม่ต้องพูดถึง ต่อให้เอาตำรามาให้ดูก็คงเหมือนอ่านหนังสือต่างดาว”
เมื่อได้ยินคำอธิบายเช่นนั้น พนักงานส่วนใหญ่ของบริษัทเทคโนโลยีสตาร์ไฟร์จึงล้มเลิกความคิดที่จะก้าวเข้าสู่แกนกลางของหน่วยงานเทคโนโลยีสตาร์ไฟร์
“ฉันขอเป็นแค่คนธรรมดาต่อไปดีกว่า สตาร์ไฟร์ ไม่ใช่ที่สำหรับคนธรรมดาอย่างเรา”
“พวกนายรู้หรือไม่ว่า การสิ้นสุดของวันสิ้นโลก เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของยุคสมัยใหม่ และเป็นกุญแจสำคัญต่อความอยู่รอดของมนุษยชาติ ภาระที่อยู่บนบ่าของหน่วยงานเทคโนโลยี สตาร์ไฟร์ยิ่งหนักขึ้นเรื่อยๆ”