อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - บทที่ 56 หลอกล่อหลี่ลั่ว (อัปเดต)
เมื่ออวี๋ล่างกับเหลียนจ้งตกลงกันได้แล้ว เขาก็หยิบขลุ่ยไม้ไผ่ออกมาจากอกเสื้อก่อนจะแนบมันไว้ที่ริมฝีปาก ทันใดนั้นก็มีเสียงแหลมเล็กดังเข้าไปในหมอก
จ้าวคั่วที่ได้ยินเสียงนี้ก็ดิ้นรนอย่างบ้าคลั่งทันที เหล่านักศึกษาจากวิทยาลัยตงยวนสี่คนที่อยู่ข้างๆ จึงรีบเข้าไปกดตัวเขาเอาไว้
จ้าวคั่วไม่สามารถขัดขืนได้อีกต่อไป ใบหน้าของเขาแดงก่ำ ดวงตามีน้ำตารื้น จ้องมองอวี๋ล่างด้วยแววตาเคียดแค้นราวกับอยากจะกัดกินเนื้อมันทั้งเป็น
เหลียนจ้งที่ตอนแรกยังรู้สึกสงสัยอวี๋ล่างอยู่บ้างนั้น แต่เมื่อได้เห็นปฏิกิริยาของจ้าวคั่วแล้ว เขาก็เบาใจลงได้บ้างแล้ว จากนั้นก็รู้สึกดูถูกอวี๋ล่างมากยิ่งขึ้น
ไอ้หมอนี่ มันช่างไร้คุณธรรมอย่างสิ้นเชิงเลยจริงๆ
แต่ก็ดีเหมือนกัน ตอนนี้เขาก็กำลังต้องการพวกไม้หลักปักเลนเช่นนี้อยู่ดีพอดี
“ไป ค่อยๆ เดินหน้าไป” เหลียนจ้งออกคำสั่ง อวี๋ล่างจึงเริ่มก้าวเท้าออกไปข้างหน้า
…
ณ ที่แห่งหนึ่งที่อยู่ลึกเข้าไปในหมอก หลี่ลั่วที่กำลังรอให้หมอกจางลงได้ลืมตาขึ้นมาอย่างกะทันหัน
เขาได้ยินเสียงขลุ่ย
หลี่ลั่วขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย จากนั้นก็ใช้นิ้วมือไปแตะที่ลำต้นของต้นไม้ข้างๆ เคาะเบาๆ ตามจังหวะเสียงขลุ่ย
ครู่ต่อมา เขาก็พึมพำกับตัวเองว่า “ห้าคน? น่าจะเป็นคนที่เหลียนจ้งพามาสินะ? เจ้าสองคนนี้ ทำไมถึงซวยขนาดนี้”
ตอนที่ร่วมมือกันตกปลาก่อนหน้านี้ หลี่ลั่วได้เตรียมการกับจ้าวคั่วและอวี๋ล่างไว้หลายเรื่อง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือการใช้เสียงขลุ่ยเพื่อส่งสัญญาณอย่างง่าย
ตามที่ตกลงกันไว้ หากเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น คนที่ไม่ได้ถูกจับจะต้องหาวิธีช่วยเหลือ หากอีกฝ่ายแข็งแกร่งเกินไป ก็ให้พยายามไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ ในวิทยาลัยหนานเฟิง
“เหลียนจ้ง…” หลี่ลั่วเม้ปากเล็กน้อย สองมือสัมผัสกับด้ามของดาบคู่ที่เอว นัยน์ตาฉายแววเย็นเยียบออกมาเล็กน้อย
“ครั้งก่อนที่ปล่อยเจ้าไป เจ้าคิดว่าข้าจัดการเจ้าไม่ได้จริงๆ อย่างนั้นหรือ?”
หลี่ลั่วหันหลังกลับแล้วเดินตรงไปยังทิศทางที่เสียงขลุ่ยดังขึ้นมาโดยไม่ลังเล ไม่นาน เขาก็หายตัวไปในหมอก
…
ภายในหมอก เงาร่างหลายสายกำลังค่อยๆ เดินหน้าไป
เหลียนจ้งคอยเดินประกบอวี๋ล่างเอาไว้อยู่ด้านหน้าสุด ส่วนนักศึกษาจากวิทยาลัยตงยวนสี่คนที่อยู่ด้านหลังก็คุมตัวจ้าวคั่วเอาไว้
เสียงขลุ่ยยังคงดังต่อเนื่อง
เหลียนจ้งขมวดคิ้วกล่าวว่า “ทำไมยังไม่มีปฏิกิริยาอีก?”
อวี๋ล่างกล่าวอย่างจนใจ “หมอกลงหนาขนาดนี้ หลี่ลั่วอาจจะหนีไปไกลแล้วก็ได้?”
เหลียนจ้งกล่าวอย่างหงุดหงิดว่า “เร็วหน่อย อย่าทำให้พวกเราเสียเวลา”
อวี๋ล่างรีบตอบรับ จากนั้นก็ออกแรงเป่าขลุ่ยเสียงดัง
ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า ที่ด้านหลังนั้น หมอกวงกตได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมารางๆ มีแสงวารีอ่อนๆ เป็นประกายระยิบระยับ และในขณะที่ทุกคนต่างก็กำลังจดจ่อไปทางด้านหน้า ก็มีฝ่ามือข้างหนึ่งยื่นออกมาจากในหมอกอย่างพิสดาร ก่อนจะปิดปากคนที่อยู่ท้ายสุดเอาไว้ หมัดอันทรงพลังได้ถูกชกเข้าใส่ศีรษะของคนผู้นั้นจนสลบในหมัดเดียว
ทว่านักศึกษาจากวิทยาลัยตงยวนอีกสามคนที่อยู่ด้านหน้าก็ตอบสนองอย่างรวดเร็วเช่นกัน รีบตะโกนออกมาว่า “มีคนลอบโจมตี!”
สีหน้าของเหลียนจ้งที่อยู่ด้านหน้าพลันเปลี่ยนไป หันขวับไปมองด้านหลังทันที และในพริบตานั้นเอง ได้มีลูกบอลแสงสีน้ำเงินหลายลูกพุ่งออกมาจากในหมอก
เปรี้ยง!
ลูกบอลแสงระเบิดออก มีระเบิดแสงปะทุออกมา
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างแสบตาจนต้องหลับตาลง
ในตอนนี้เอง จ้าวคั่วที่หลับตาลงตั้งแต่แรกก็ได้ใช้หัวพุ่งชนคนทั้งสามออกไป จากนั้นก็พุ่งเข้าไปในหมอก
“มารดามันเถอะ ติดกับแล้ว!”
มีหรือที่เหลียนจ้งจะยังดูไม่ออกว่าตัวเองถูกหลอกเข้าให้อีกแล้ว เขาโกรธจนตัวสั่น ยกดาบในมือขึ้นฟันใส่อวี๋ล่างที่อยู่ตรงหน้าทันที
แต่อีกฝ่ายกลับกระทืบเท้าลงพื้น พลังอัตลักษณ์ลมปะทุออกมา เงาร่างพลันพุ่งทะยานออกไปราวกับสายลม หลบพ้นจากคมดาบไปได้พอดี
“ฮ่าฮ่า ไอ้โง่อย่างเจ้ายังคิดจะจับข้าอีกหรือ?”
อวี๋ล่างหัวเราะเยาะออกมา ก่อนจะพุ่งเข้าไปในหมอกแล้วหายตัวไปอย่างรวดเร็ว
เหลียนจ้งหน้าบูดบึ้ง พลังอัตลักษณ์สีเหลืองปะทุออกมาจากร่างกาย ก่อนจะพุ่งทะยานออกไป ซัดดาบในมือออกไปกลายเป็นประกายดาบอันดุดันอำมหิตสายหนึ่ง พุ่งเข้าใส่ทิศทางที่อวี๋ล่างหายตัวไปอย่างรวดเร็วราวกับประกายสายฟ้า
เคร้ง!
ทว่าในหมอก กลับมีดาบคู่ปรากฏขึ้นพร้อมกับประกายดาบ บนนั้นมีแสงสีน้ำเงินสว่างเรืองรอง ปะทะเข้ากับประกายดาบของเหลียนจ้งโดยตรง ก่อนที่จะสะท้อนดาบเล่มนั้นกลับไป
เหลียนจ้งรีบคว้าด้ามดาบเอาไว้ กวัดแกว่งคมดาบ จ้องมองไปยังทิศทางนั้นด้วยแววตาบึ้งตึง
ภายในในหมอกจางๆ นั้น หลี่ลั่วที่ถือดาบคู่ไว้กำลังจ้องมองมาทางเขาด้วยรอยยิ้ม ส่วนคนที่อยู่ด้านหลังเขาก็คือจ้าวคั่วกับอวี๋ล่าง
“ดี ดีมาก พวกเจ้ากล้าปั่นหัวข้า” เหลียนจังจ้องมองจ้าวคั่วกับอวี๋ล่างด้วยแววตาเคียดแค้น เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว มีหรือที่เขาจะดูไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้น เสียงขลุ่ยของอวี๋ล่างเมื่อครู่ แม้จะเรียกหลี่ลั่วมาได้จริงๆ แต่เห็นได้ชัดว่ามันได้แอบส่งสัญญาณบางอย่างไปด้วย ทำให้หลี่ลั่วไม่ได้พุ่งเข้ามาในวงล้อมของพวกเขาอย่างโง่เขลา กลับยังเตรียมการลอบโจมตีพวกเขาเอาไว้แล้วด้วย
อวี๋ล่างถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วกล่าว “พี่ชาย ไม่ใช่ข้าอยากจะหลอกเจ้าหรอกแต่… เขาให้เงินข้าเยอะกว่าต่างหาก!”
หลังจากกล่าวจบ เขาก็ขยิบตาให้เหลียนจ้งหนึ่งที ความหมายที่สื่อออกมานั้นชัดเจนมาก… เจ้าอยากจะเพิ่มเงินรึหรือเปล่า?
ใบหน้าของเหลียนจ้งแดงก่ำด้วยความโกรธ หายใจเข้าออกอย่างหนักหน่วง แววตาดุร้ายอำมหิต
“นี่ ไอ้นี่มันโกรธจนเหมือนกระทิงคลั่งแล้วนะ พวกเราถอยกันก่อนไหม? หมอกตรงนี้เหมือนกำลังจะหายไปแล้วด้วย” อวี๋ล่างเห็นดังนั้นจึงรีบกล่าว
แต่หลี่ลั่วกลับไม่ขยับ ยิ้มกล่าว “ทำไมต้องถอยด้วย? ปลาตัวใหญ่ขนาดนี้อุตส่าห์ติดเบ็ดแล้ว ข้าทำใจปล่อยกลับไปไม่ได้หรอกนะ”
อวี๋ล่างตกใจ รีบกล่าว “เจ้าตาบอดหรือไง? เจ้านั่นมันระดับแปดตราเชียวนะ แถมยังมีพวกอีกตั้งสามคน”
“สามคนนั้น ฝากให้พวกเจ้าสองคนจัดการ ไม่มีปัญหาใช่ไหม?” หลี่ลั่วถาม
“เจ้าเอาจริงหรือ?” สีหน้าของอวี๋ล่างดูจริงจังขึ้นเล็กน้อย
หลี่ลั่วจ้องมองเหลียนจ้ง พยักหน้าเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ความอดทนของข้าถูกใช้ไปจนหมดแล้ว ดังนั้นข้าจึงคิดว่ามันควรต้องจ่ายค่าเสียหายเสียหน่อย”
อวี๋ล่างกับจ้าวคั่วสบตากัน ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็พยักหน้า
“ก็ดี ข้าเองก็อยากจะสั่งสอนพวกเวรนี่สักหน่อยเหมือนกัน” ในดวงตาของจ้าวคั่วมีประกายตื่นเต้นปรากฏขึ้น เขายกขวานขนาดใหญ่ขึ้นเหวี่ยงไปมาสองที
ส่วนเหลียนจ้งที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เมื่อได้เห็นภาพนี้แล้ว จากเดิมที่มีสีหน้าที่โกรธเกรี้ยวก็พลันหัวเราะร่วนออกมาอย่างกะทันหัน
“นี่พวกเจ้าไม่หนีหรือ?” เขากล่าวพร้อมกับหัวเราะด้วยความเหลือเชื่อเล็กน้อย
หลี่ลั่วอุตส่าห์พยายามอย่างสุดความสามารถถึงจะช่วยเหลือจ้าวคั่วกับอวี๋ล่างออกไปได้ ทางเลือกที่ดีที่สุดตอนนี้ควรจะฉวยโอกาสตอนที่หมอกยังไม่จางลงรีบหนีไปแท้ๆ แต่เหลียนจ้งกลับคาดไม่ถึงเลยว่า ดูจากท่าทางของเจ้าหลี่ลั่วผู้นี้แล้ว เหมือนมันยังจะคิดจะหาเรื่องเขาอีกด้วย?
หรือพวกคนหน้าตาดีนี่ จะเอาสมองมาเปลี่ยนเป็นหน้าตาหมดแล้ว?
เหลียนจ้งกวัดแกว่งดาบในมือเบาๆ คมดาบตัดผ่านอากาศเกิดเสียงหวีดหวิว จากนั้นเขาก็จ้องมองไปทางหลี่ลั่ว รอยยิ้มตรงมุมปากค่อยๆ เปลี่ยนไปดูเหี้ยมเกรียมขึ้นมา
“หลี่ลั่ว อย่าคิดว่าเจ้าเป็นถึงคุณชายน้อยแล้วข้าจะไม่กล้าทำอะไรเจ้านะ หากล้มเหลวที่นี่ คนที่จะต้องเสียหน้าก็มีแต่เจ้ากับคฤหาสน์ลั่วหลานเท่านั้น”
หลี่ลั่วยิ้มกล่าว “อย่าเพิ่งด่วนสรุปไปหน่อยเลย ไม่เช่นนั้นหากเกิดผิดพลาดขึ้นมา เจ้าจะขายหน้ายิ่งกว่าเดิมนะ”
“หืม? อย่างเจ้ามีปัญญาด้วยหรือ?”
เหลียนจ้งเย้ยหยันหนึ่งประโยค จากนั้นก็โบกมือออกมา กล่าวกับนักศึกษาจากวิทยาลัยตงยวนสามคนที่อยู่ด้านหลังว่า “อวี๋ล่างกับจ้าวคั่วสองคนนั่น ฝากพวกเจ้าจัดการด้วย ข้าจะไปจัดการหลี่ลั่วก่อนเอง”
ทั้งสามรับคำ พวกเขาล้วนแล้วแต่มีพลังระดับเจ็ดตรา สามรุมสองเช่นนี้ พวกเขาไม่มีทางกลัวอีกฝ่ายอยู่แล้ว
“พวกข้าไปก่อน เจ้าระวังตัวด้วย หากรับมือไม่ไหวก็ส่งสัญญาณมา พวกเราจะได้หาทางถอย” อวี๋ล่างเตือนหลี่ลั่วเสียงเบา จากนั้นก็วิ่งไปอีกทางหนึ่งพร้อมกับจ้าวคั่ว
นักศึกษาจากวิทยาลัยตงยวนสามคนนั้นก็รีบตามไปทันที
เมื่อทั้งสามจากไปแล้ว ณ ที่แห่งนี้ก็เหลือเพียงหลี่ลั่วกับเหลียนจ้งที่กำลังเผชิญหน้ากันอยู่
เหลียนจ้งถือดาบเอาไว้ในมือ จ้องมองหลี่ลั่วด้วยแววตาดุร้ายแต่ดูแคลน ทว่าครั้งนี้ เขากลับไม่ได้พูดอะไรไร้สาระออกมาอีก พลังอัตลักษณ์สีเหลืองปะทุออกมาอย่างกะทันหัน พลังอัตลักษณ์ระดับแปดตราถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มกำลัง
เกิดแรงกดดันถาโถมออกมา
“หลี่ลั่ว ถึงจะมาเสียใจเอาตอนนี้ก็สายไปแล้ว!”
“รอดูข้าเหยียบย่ำใบหน้าของเจ้าจนเละได้เลย!”
ท่ามกลางเสียงหัวเราะ เหลียนจ้งได้พุ่งเข้าใส่หลี่ลั่วทันที ประกายดาบสีเหลืองฟาดฟันลงไปยังร่างของหลี่ลั่วอย่างหนักหน่วง