อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 2 บทที่ 34 วิชากระจกวารีของหลี่ลั่ว (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 2 บทที่ 34 วิชากระจกวารีของหลี่ลั่ว (อัปเดต)
เป็นไปไม่ได้… หลี่ลั่วต้านรับการโจมตีเต็มกำลังของซ่งอวิ๋นเฟิงได้อย่างไร?!
รอบๆ เวทีเต็มไปด้วยเสียงอุทานด้วยความตกใจ ทุกคนต่างมีสีหน้าเหลือเชื่อ
ผู้คนทั้งหมดในที่นี้ต่างก็รู้จักวิชากระจกวารีไม่มากก็น้อย ซึ่งในนั้นก็มีผู้ที่มีอัตลักษณ์น้ำอยู่ไม่น้อยที่เคยฝึกฝนวิชาอัตลักษณ์วิชานี้มาก่อน แต่หากบอกว่าวิชากระจกวารีสามารถรับมือกับการโจมตีอย่างเต็มกำลังของซ่งอวิ๋นเฟิงได้ละก็ แบบนั้นมันเพ้อเจ้อแล้ว
แต่ใครจะไปคิดว่า เรื่องที่ไม่น่าเชื่อเช่นนี้กลับเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาพวกเขา
ตี้ฝ่าฉิงเบิกตากว้างอย่างเหลือเชื่อ อ้าปากกว้างอย่างอดไม่ได้
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!” เป้ยคุนถึงกับเบิกตาโตอ้าปากค้าง
ไม่ไกลออกไป หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ได้เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สายตาจับจ้องไปที่หลี่ลั่วด้วยแววตาเป็นประกาย ดูท่าสิ่งที่นางคาดการณ์ไว้จะถูกต้อง หลี่ลั่วมีวิธีต่อกรกับซ่งอวิ๋นเฟิงจริงๆ ด้วย!
เรื่องน่าเหลือเชื่อเช่นนี้ เขากลับสามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริงๆ
ท่ามกลางเสียงฮือฮาที่ดังขึ้น หลี่ลั่วสะบัดแขนทั้งสองข้างที่รู้สึกเจ็บแปล๊บๆ ไปมา จากนั้นจึงค่อยๆ เดินออกจากขอบเวที เขามองไปที่ซ่งอวิ๋นเฟิงที่มีสีหน้าบึ้งตึงและดุร้าย เผยรอยยิ้มมีเลศนัยออกมาให้อีกฝ่าย
ส่วนในใจของเขานั้นกลับเต็มไปด้วยความยินดี
เพราะการทดลองของเขาประสบความสำเร็จแล้ว
วิชาอัตลักษณ์ที่เขาใช้เมื่อครู่นี้ ภายนอกนั้นดูเหมือนจะเป็นวิชากระจกวารี แต่แท้จริงแล้วมันกลับซ่อนความลับเอาไว้ด้วย นั่นก็คือหลี่ลั่วได้ใช้พลังอัตลักษณ์แสงสว่างของตัวเอง แทรกวิชาอัตลักษณ์แสงสว่างระดับกลางที่ชื่อว่าวิชาสะท้อนเงาเพิ่มเข้าไปด้วย
วิชากระจกวารีสามารถสะท้อนพลังโจมตีของศัตรูกลับไป ส่วนวิชาสะท้อนเงาสามารถสะท้อนร่างของศัตรูที่โจมตีเข้ามาได้ เมื่อคุณสมบัติพิเศษทั้งสองอย่างนี้ซ้อนทับกัน ก็ได้กลายเป็นวิชากระจกวารีฉบับดัดแปลง สามารถสะท้อนพลังกลับไปได้มากขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น จากการคาดการณ์ของหลี่ลั่ว ในอนาคตหากสามารถควบคุมพลังทั้งสองชนิดนี้จนถึงขีดสุดได้ละก็ บางทีอาจถึงขั้นสามารถลอกเลียนแบบศัตรูที่โจมตีเข้ามาออกมาได้เลยทีเดียว
ใช้ศัตรูโจมตีศัตรู
ส่วนวิชากระจกวารีฉบับดัดแปลงนี้ หลี่ลั่วตั้งชื่อให้มันว่า “กระจกมารแสงวารี”
“ใช้วิธีลับๆ ล่อๆ เจ้าคิดว่าวันนี้เจ้าจะสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้หรือไร?!”
ในตอนที่หลี่ลั่วกำลังยินดีอยู่นั้น ซ่งอวิ๋นเฟิงกลับมีสีหน้าบูดบึ้ง เงาร่างของเขาก็กระโจนออกมาอีกครั้ง นิ้วมือทั้งห้าของเขากางออกเป็นกรงเล็บ ปรากฏเงากรงเล็บสีแดงฉานอันแหลมคมออกมาอย่างเลือนราง ฉีกกระชากอากาศจนขาดวิ่น พุ่งเข้าโจมตีใส่หลี่ลั่วอีกครั้งโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นดังนั้น หลี่ลั่วจึงใช้วิชากระจกวารีฉบับดัดแปลงออกมาอีกครั้ง ม่านวารีบางๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้าราวกับกระจก
เปรี้ยง!
หมัดอันหนักหน่วงของซ่งอวิ๋นเฟิงชกเข้าใส่อย่างรุนแรง แต่ในขณะที่มีเสียงกระแทกดังขึ้น เขากับหลี่ลั่วก็ต่างกระเด็นถอยหลังออกมาพร้อมกันอีกครั้ง
ครั้งนี้ซ่งอวิ๋นเฟิงเตรียมตัวเอาไว้บ้างแล้ว จึงไม่ได้ดูน่าสมเพชเหมือนครั้งก่อน ทว่าสีหน้าของเขากลับย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิม เพราะเขาพบว่า “วิชากระจกวารี” ของหลี่ลั่วนั้นพิสดารเกินไป ทุกครั้งที่สัมผัสมันเขามักจะรู้สึกเหมือนกำลังต่อสู้กับตัวเองอยู่เลย
มารดามันเถอะ นี่มันยังใช่วิชากระจกวารีอยู่อีกหรือ?!
การโจมตีของซ่งอวิ๋นเฟิงถูกหลี่ลั่วต้านรับไว้ได้อีกครั้ง ผู้คนทั้งหมดรอบๆ เวทีต่างก็พากันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ครั้งแรกอาจจะบอกว่าเป็นเพราะดวงดีได้ แต่หากยังมีครั้งที่สองอีกก็หมายความว่าความสามารถนั้นเป็นของจริงแล้ว
แน่นอนว่าอย่าว่าแต่พวกเขาเลย แม้แต่ผู้อำนวยการเฒ่ากับพวกสวีซานเยว่ที่อยู่บนแท่นสูงก็ยังมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย
“วิชากระจกวารีนี้ของหลี่ลั่ว ดูเหมือนจะไม่ธรรมดาเลยนะ” ผู้อำนวยการเฒ่ากล่าวอย่างประหลาดใจ
ครูที่ปรึกษาคนอื่นๆ ต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย วิชากระจกวารีทั่วๆ ไปไม่มีทางทำให้ซ่งอวิ๋นเฟิงตกอยู่ในสภาพน่าสมเพชเช่นนี้ได้เด็ดขาด
“ความรุนแรงในการสะท้อนกลับระดับนี้ มันกลับดูคล้ายกับวิชาอัตลักษณ์ระดับขุนพล ‘กระจกวารีวิเศษ’ มากกว่า” มีครูที่ปรึกษาคนหนึ่งวิเคราะห์ออกมา
แต่ไม่นานนัก ก็มีคนแย้งขึ้นมาทันที “วิชาอัตลักษณ์ระดับขุนพล มันใช่สิ่งที่ระดับหกตราอย่างหลี่ลั่วจะใช้ออกได้ที่ไหนกัน?”
ครูที่ปรึกษาที่พูดออกมาก่อนถึงกับพูดไม่ออก ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี พลังอัตลักษณ์ที่ต้องใช้สำหรับวิชาอัตลักษณ์ระดับขุนพล อย่าว่าแต่ระดับหกตราเลย แม้แต่ระดับสิบตราก็ยังไม่พอ
“นั่นเป็นวิชากระจกวารีจริงๆ”
สวีซานเยว่จ้องมองอยู่นาน ก่อนจะกล่าว “แต่อาจจะถูกหลี่ลั่วดัดแปลงไปแล้วก็ได้”
เหล่าครูที่ปรึกษาต่างก็หันไปมองหน้ากัน ดัดแปลงวิชาอัตลักษณ์? ถึงแม้พวกเขาจะรู้ว่าหลี่ลั่วมีความสามารถในการเรียนรู้และพรสวรรค์ในด้านวิชาอัตลักษณ์สูงมาก แต่การดัดแปลงวิชาอัตลักษณ์ไม่น่าจะใช่สิ่งที่คนระดับนี้สามารถทำได้ไม่ใช่หรือ?
แต่นอกจากคำอธิบายนี้แล้ว ก็เหมือนจะไม่มีคำอธิบายอื่นที่เหมาะสมไปกว่านี้อีกแล้วเหมือนกัน
“สมกับเป็นลูกของสองคนนั้นจริงๆ…” สุดท้ายพวกเขาก็ได้แต่กล่าวเช่นนี้ด้วยความรู้สึกทอดถอนใจ
ส่วนครูที่ปรึกษาหลินเฟิงที่อยู่ด้านข้างนั้น ไม่ได้พูดอะไรเลยตั้งแต่ต้นจนจบ สีหน้าบูดบึ้ง เพราะสถานการณ์เช่นนี้มันแตกต่างจากที่เขาคิดเอาไว้โดยสิ้นเชิง
เสียงดังฮือฮารอบๆ เวทีดังกระจายออกไปเป็นระลอกราวกับคลื่น
ซ่งอวิ๋นเฟิงที่อยู่บนเวทีมีสีหน้าบูดบึ้งจนน่ากลัว จ้องเขม็งไปที่หลี่ลั่วอย่างดุร้าย อยากจะพุ่งเข้าไปโจมตีอีกครั้ง แต่พอคิดถึง “วิชากระจกวารี” สุดพิสดารนั่นแล้วก็ต้องหยุดลง
“หลี่ลั่ว เจ้ากล้าโจมตีเข้ามาไหมล่ะ?” ซ่งอวิ๋นเฟิงกัดฟันกล่าว
เขาเองก็รู้ตัวแล้วว่า ดูเหมือนหลี่ลั่วจะใช้ได้แค่วิชา “กระจกวารี” นี่รับมือกับเขาเท่านั้น และตราบใดที่เขาไม่เป็นฝ่ายจู่โจมเข้าไปเองอย่างเต็มกำลัง วิชากระจกวารีของหลี่ลั่วก็ไม่มีประโยชน์อะไร
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่ลั่วก็ส่ายหน้าพร้อมกับหัวเราะออกมา “ข้าไม่กล้า เจ้าก็เข้ามาสิ”
ซ่งอวิ๋นเฟิงโกรธจนตัวสั่น เขาได้รู้ซึ้งแล้วว่าความเดือดดาลกับความอึดอัดคับแค้นใจอย่างแท้จริงมันเป็นอย่างไร ทั้งที่ความแข็งแกร่งของหลี่ลั่วนั้นด้อยกว่าเขามาก แต่เขากลับถูกวิชากระจกวารีที่เหมือนกับกระดองเต่ามีหนามอันแปลกประหลาดนั่นเล่นงานจนทำอะไรไม่ถูก
แต่ซ่งอวิ๋นเฟิงก็ไม่ใช่คนโง่ เขาค่อยๆ ระงับความโกรธลง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็เริ่มรวบรวมพลังอัตลักษณ์ขึ้นมาอย่างกะทันหันก่อนจะยิงออกไปอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้ เขากลับกดพลังอัตลักษณ์ของตัวเองเอาไว้
“อย่างไรเสียวิชากระจกวารีนี่ก็เป็นถึงวิชาอัตลักษณ์ระดับสูง การใช้แต่ละครั้งย่อมต้องเผาผลาญพลังอัตลักษณ์ไม่น้อย หากข้าสามารถบังคับให้มันต้องใช้ออกมารับมืออย่างต่อเนื่องได้ละก็ อีกไม่นานพลังอัตลักษณ์ของเจ้าก็จะหมดลงไปเอง เมื่อถึงตอนนั้นหากไร้วิชากระจกวารีแล้ว เจ้าก็ไม่ต่างอะไรกับสุนัขล่าเนื้อที่ไร้เขี้ยวเล็บ ไม่น่ากลัวอีกต่อไป”
การโจมตีของซ่งอวิ๋นเฟิง หลี่ลั่วเองก็สัมผัสได้เหมือนกันว่าอีกฝ่ายกดพลังเอาไว้ เมื่อลองคิดดูครู่หนึ่งก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่
“ฉลาดใช้ได้นี่”
“แต่หากเจ้ากดพลังเอาไว้แบบนี้ ข้าจะยังต้องกลัวเจ้าอีกหรือ?”
หลี่ลั่วยิ้มกล่าว เหตุผลที่ซ่งอวิ๋นเฟิงแข็งแกร่งเป็นเพราะเขามีพลังอัตลักษณ์ที่แข็งแกร่ง แต่ตอนนี้เขากลับเลือกที่จะมัดแขนมัดขาตัวเองแล้ว เช่นนั้นหลี่ลั่วจะมีอะไรต้องกลัวอีก?
ดังนั้นครั้งนี้ หลี่ลั่วจึงกลับเป็นฝ่ายรุกเข้าใส่ก่อน เงาร่างทั้งสองปะทะเข้าด้วยกัน หมัดและเท้าที่ห่อหุ้มไปด้วยพลังอัตลักษณ์ได้สร้างเสียงแหวกอากาศดังขึ้น
ทั้งสองต่อสู้กันอย่างดุเดือด แต่สีหน้าของซ่งอวิ๋นเฟิงกลับดูย่ำแย่มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเขาพบว่าหลังจากที่กดพลังของตัวเองเอาไว้ เขากลับไม่สามารถสยบหลี่ลั่วได้
เพลิงโทสะในดวงตาของซ่งอวิ๋นเฟิงพลุ่งพล่านมากขึ้นเรื่อยๆ วินาทีต่อมา พลังอัตลักษณ์ที่ถูกกดเอาไว้ภายในร่างของเขาก็ปะทุออกมา หมัดอันดุดันที่ห่อหุ้มไปด้วยพลังอัตลักษณ์สีแดงฉานได้หวดชกเข้าใส่หลี่ลั่วอย่างรุนแรง
ทว่าในตอนที่หมัดของเขากำลังจะชกลงไปนั้น ตรงหน้าหลี่ลั่วก็มีม่านวารีปรากฏขึ้น วิชากระจกวารีที่แอบเตรียมพร้อมเอาไว้ก่อนแล้วได้ถูกใช้ออกมา
เปรี้ยง!
หมัดของซ่งอวิ๋นเฟิงชกเข้าใส่ม่านวารี พลังอันรุนแรงได้สะท้อนกลับไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เขาจุกอกจนต้องถอยหลังไปหลายก้าว
หลี่ลั่วเองก็ถูกแรงสะเทือนจนถอยหลังออกมาเช่นกัน เขานวดหมัดของตัวเองพลางจ้องมองซ่งอวิ๋นเฟิงด้วยสีหน้าเหมือนยิ้มแต่ก็ไม่ยิ้ม
“หลี่ลั่ว ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าพลังอัตลักษณ์ระดับหกตราของเจ้าจะใช้วิชากระจกวารีได้อีกสักกี่ครั้ง?!” ซ่งอวิ๋นเฟิงมีสีหน้าบึ้งตึง พลังอัตลักษณ์สีแดงฉานทะลักออกมา เขาใช้พลังทั้งหมดที่มีโจมตีออกไปตรงๆ
ตัวเขาเองนั้นอยู่ในระดับแปดตรา พลังอัตลักษณ์แข็งแกร่งกว่าหลี่ลั่วมาก ในเมื่อสิ่งที่หลี่ลั่วพึ่งพามีเพียงแค่กระจกวารีนี้ เช่นนั้นเขาก็จะใช้วิธีการที่โง่เง่าที่สุด บีบให้หลี่ลั่วเผาผลาญพลังอัตลักษณ์จนหมด!
ซ่งอวิ๋นเฟิงไม่ยอมพักแม้แต่น้อย โคจรพลังอัตลักษณ์พุ่งเข้าโจมตีอย่างดุเดือดอีกครั้ง
เมื่อเห็นดังนั้น หลี่ลั่วจึงใช้วิชากระจกวารีออกมาอีกครั้ง
เปรี้ยง!
ภาพเหตุการณ์เดิมๆ เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งสองต่างก็ถูกสะเทือนจนถอยหลังออกมาพร้อมกัน
ในช่วงเวลาต่อมา ทุกคนต่างก็มองดูการกระทำซ้ำๆ ของทั้งสองจนชาด้านไปแล้ว
ซ่งอวิ๋นเฟิงพุ่งเข้าใส่ราวกับกระทิงดุร้าย ส่วนหลี่ลั่วใช้วิชากระจกวารีออกมาต้านรับไว้ เกิดเสียงดังเปรี้ยง ทั้งสองถอยห่าง
แต่กลับไม่มีใครรู้สึกเบื่อหน่าย เพราะพวกเขารู้ดีว่าตอนนี้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับว่าพลังอัตลักษณ์ของหลี่ลั่วจะยังสามารถทนได้อีกนานแค่ไหน...
การกระทำซ้ำๆ เช่นนี้ดำเนินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหลี่ลั่วใช้วิชากระจกวารีออกไปเป็นครั้งที่สิบสาม
จากนั้นพลังอัตลักษณ์สีน้ำเงินที่เปล่งประกายออกมาจากร่างของหลี่ลั่วก็ค่อยๆ หมองลงจนหมดสิ้น
นั่นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าพลังอัตลักษณ์ถูกใช้ไปจนหมดแล้ว
รอบๆ เวทีมีเสียงแสดงความเสียดายดังขึ้นมาอย่างแผ่วเบา
ส่วนบนใบหน้าอันบูดบึ้งของซ่งอวิ๋นเฟิงนั้นกลับปรากฏรอยยิ้มเย็นชาออกมา เขากัดฟันกล่าวว่า “หลี่ลั่ว ตอนนี้เจ้ายังมีลูกไม้อะไรอีกไหม?!”
ตูม!
เงาร่างของเขากระโจนออกไป พลังอัตลักษณ์สีแดงฉานทะลักออกมา กระทั่งดวงตาทั้งสองข้างก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำไปด้วย ราวกับนกอินทรีที่กำลังจะตะครุบเหยื่อ
เมื่อเผชิญหน้ากับการโจมตีที่เต็มไปด้วยโทสะของซ่งอวิ๋นเฟิง หลี่ลั่วกลับไม่ได้ป้องกันตัวเองแม้แต่น้อย เขายืนนิ่งอยู่กับที่ ปล่อยให้เงาหมัดอันดุดันนั่นขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
ลมหมัดอันร้อนระอุถาโถมเข้ามา แต่ในตอนที่หมัดสีแดงฉานของซ่งอวิ๋นเฟิงอยู่ห่างจากใบหน้าของหลี่ลั่วเพียงชุ่น (นิ้ว) เศษเท่านั้น หมัดของเขาก็เหมือนกับถูกแช่แข็งเอาไว้
เพราะตอนนี้ได้มีฝ่ามือข้างหนึ่งคว้าจับข้อมือของเขาเอาไว้อย่างแน่นหนา ทำให้เขาไม่สามารถขยับฝ่ามือได้อีกเลย
ซ่งอวิ๋นเฟิงถลึงตามองอย่างเดือดดาล พบว่ากรรมการได้มายืนอยู่ข้างๆ เขาแล้ว เป็นกรรมการนี่เองที่ยื่นมือออกมาขัดขวางการโจมตีของเขา
“เจ้าทำอะไร?!” ซ่งอวิ๋นเฟิงตวาดถามด้วยความโกรธ
กรรมการที่มีสีหน้าไร้ความรู้สึก ชี้ไปที่เสาหินต้นหนึ่งที่อยู่ตรงขอบเวที บนนั้นมีนาฬิกาทรายตั้งอยู่ และตอนนี้ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่าเม็ดทรายในนาฬิกาทรายได้ไหลลงมาหมดแล้ว
หลี่ลั่วนวดแขนทั้งสองข้างที่ปวดเมื่อยพร้อมกับแย้มยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับซ่งอวิ๋นเฟิงที่มีสีหน้ามึนงง
“หมดเวลาแล้ว เจ้าโง่… เจ้ายังอยากจะต่อเวลาอีกหรือไง?”