อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 2 บทที่ 42 จวนผู้ว่า (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 2 บทที่ 42 จวนผู้ว่า (อัปเดต)
เพื่อฉลองให้กับการเลื่อนตำแหน่งเป็นประธานเรือนซีหยาง คืนวันนั้น เหยียนหลิงชิงที่อารมณ์ดีเป็นอย่างมากได้เชิญหลี่ลั่วและไช่เวยไปเลี้ยงฉลอง จากนั้นหลี่ลั่วก็ได้รู้ซึ้งถึงความสามารถในการดื่มของเหยียนหลิงชิงอย่างแท้จริง
สิ่งที่ทำให้เขาตะลึงที่สุดก็คือ ไม่เพียงแต่เหยียนหลิงชิงเท่านั้นที่ดื่มเก่งจนน่าสะพรึง แม้แต่ไช่เวยเองก็ร้ายกาจไม่เบาเลยเหมือนกัน ท่าทางการร่ำสุราอันดุดันของสองสาวนั้น สุดท้ายก็ทำเอาหลี่ลั่วได้แต่นั่งตัวสั่นอยู่ข้างๆ ราวกับนกกระทาตัวน้อยที่แสนอ่อนแอ
“หลี่ลั่ว ตราบใดที่เจ้ายังคงสนับสนุนน้ำต้นกำเนิดสูตรลับต่อไป ข้าจะต้องทำให้น้ำยาแสงวิเศษที่เรือนซีหยางผลิตขึ้นมาทั้งหมดกลายเป็นของที่ดีที่สุดในมณฑลเทียนสู่ได้อย่างแน่นอน!” เหยียนหลิงชิงจ้องมองหลี่ลั่วด้วยแววตาที่ร้อนแรงขณะที่กำลังมึนเมา
“ได้ ข้าจะพยายามสนับสนุนอย่างเต็มที่” หลี่ลั่วยิ้มรับ ตอนนี้พลังอัตลักษณ์ของเขายังแค่ระดับเจ็ดตราเท่านั้น หากรอให้เขาก้าวขึ้นสู่ระดับลักษณาจารย์ได้อีกละก็ พลังอัตลักษณ์ของเขาก็จะมีประสิทธิภาพเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด เมื่อถึงเวลานั้นน้ำต้นกำเนิดสูตรลับที่เขาสามารถมอบให้ได้ก็น่าจะเพิ่มขึ้นอีกไม่น้อย
หากเรือนซีหยางสามารถครองตลาดน้ำยาแสงวิเศษของมณฑลเทียนสู่ได้ ผลกำไรต่อปีของคฤหาสน์ลั่วหลานในมณฑลเทียนสู่ก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาของหลี่ลั่วในอนาคต
“เช่นนั้น ขออวยพรให้เรือนซีหยางครองตลาดมณฑลเทียนสู่ได้ล่วงหน้าเลยแล้วกัน”
ไช่เวยหัวเราะเบาๆ ภายใต้อิทธิพลของสุรา ใบหน้ารูปไข่ที่งดงามราวกับดอกไม้อยู่แล้วยิ่งดูมีเสน่ห์และเย้ายวนใจมากยิ่งขึ้น
ทั้งสามคนชนแก้วกันอย่างยิ้มแย้ม
…
หลังจากที่ช่วยเหยียนหลิงชิงจัดการปัญหาภายในเรือนซีหยางแล้ว ในที่สุดหลี่ลั่วก็เบาใจลงได้ไม่น้อย ซึ่งในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เขาก็ลดเวลาในการไปที่เรือนซีหยางลงเล็กน้อย
เพราะเมื่อวันหยุดใกล้หมดลง หลี่ลั่วก็ต้องเริ่มคิดถึงเรื่องที่สำคัญที่สุดอีกเรื่องหนึ่งแล้ว นั่นคือการสอบใหญ่ของวิทยาลัยที่กำลังจะมาถึง
การสอบใหญ่ของวิทยาลัยจะเป็นตัวกำหนดสิทธิ์ในการเข้าเรียนที่วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิง ในฐานะวิทยาลัยระดับสูงที่ดีที่สุดของอาณาจักรต้าเซี่ย ที่นั่นคือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่เหล่าเด็กหนุ่มเด็กสาวนับไม่ถ้วนต่างก็ใฝ่ฝัน
ทั่วทั้งอาณาจักรต้าเซี่ย ไม่มีผู้มีอิทธิพลใดกล้าที่จะเพิกเฉยต่ออำนาจและคุณสมบัติของวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิง ก่อนหน้านี้ ในอาณาจักรต้าเซี่ยเองก็เคยมีการเปลี่ยนราชวงศ์เช่นกัน แต่ไม่ว่าราชวงศ์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงก็ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ที่เดิม ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใด ซึ่งก็แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและขุมพลังของวิทยาลัยได้เป็นอย่างดี
มีข่าวลือด้วยว่า ภายในวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงนั้น มียอดฝีมือระดับราชันคงอยู่
ดังนั้น แม้ว่าหลี่ลั่วจะเป็นคุณชายน้อยของคฤหาสน์ลั่วหลาน แต่เมื่อเทียบกับวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงแล้ว ก็ยังคงห่างชั้นกันมาก ดังนั้นเมื่อคำนึงถึงอนาคตของตัวเองแล้ว หลี่ลั่วจึงต้องเข้าเรียนที่วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงให้ได้
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังมีสัญญากับเจียงชิงเอ๋อร์อีกด้วย
การสอบใหญ่ของวิทยาลัยจะครอบคลุมวิทยาลัยระดับกลางทั้งหมดในมณฑลเทียนสู่ และวิทยาลัยระดับกลางแต่ละแห่งจะส่งนักศึกษาชั้นหัวกะทิยี่สิบอันดับแรกมาแข่งขันเพื่อชิงสิทธิ์เข้าเรียนในวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิง
ทุกๆ ปี จำนวนสิทธิ์ที่วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงมอบให้นั้นจะไม่เท่ากัน แต่ตามกฎที่ไม่เคยเปลี่ยนมาตั้งแต่อดีตแล้ว ผู้ที่ติดสิบอันดับแรกของการสอบใหญ่จะได้รับสิทธิ์เข้าเรียนอย่างแน่นอน ส่วนสิทธิ์ที่เหลือจะถูกแบ่งตามผลงานในการสอบใหญ่ของแต่ละวิทยาลัย
ดังนั้น เป้าหมายของหลี่ลั่วคือการติดสิบอันดับแรกในการสอบใหญ่ให้ได้
“สิบอันดับแรก... ไม่ง่ายเลยจริงๆ”
ภายในห้องบำเพ็ญลับ หลี่ลั่วที่เพิ่งเสร็จจากการบำเพ็ญก็มีสีหน้าเคร่งขรึม แม้ว่าวิทยาลัยหนานเฟิงจะเป็นวิทยาลัยอันดับหนึ่งของมณฑลเทียนสู่ แต่ก็ไม่สามารถดูแคลนวิทยาลัยอื่นๆ ได้เลยเช่นกัน บางทีนักศึกษายี่สิบอันดับแรกของวิทยาลัยอื่นๆ ส่วนใหญ่อาจจะไม่น่ากลัว ทว่าในแต่ละวิทยาลัยก็ย่อมต้องมีอย่างน้อยสองสามคนที่มีฝีมือจริงๆ อยู่แล้ว และเมื่อรวมทุกวิทยาลัยเข้าด้วยกัน มันก็ไม่ใช่น้อยๆ เลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีวิทยาลัยตงยวนที่เป็นคู่แข่งโดยตรงต่อวิทยาลัยหนานเฟิงอยู่ด้วย
การที่เขาจะฝ่าฟันคู่แข่งมากมายขนาดนี้เพื่อเข้าไปติดสิบอันดับแรกนั้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันจะยากเย็นเพียงใด
ตอนนี้ความแข็งแกร่งของหลี่ลั่วอยู่ที่ระดับเจ็ดตรา ซึ่ง “อัตลักษณ์น้ำแสง” ของเขาน่าจะสามารถยกระดับไปถึงระดับหกได้ก่อนการสอบใหญ่จะมาถึง แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้เขาสบายใจได้เลย
เพราะในขณะที่เขากำลังพัฒนา คนอื่นๆ เองก็ไม่ได้หยุดอยู่กับที่เช่นกัน
ดังนั้น ในการสอบใหญ่ครั้งนี้ หลี่ลั่วไม่สามารถประมาทได้
หลี่ลั่วจึงได้ตรวจสอบพลังและความสามารถทั้งหมดของตัวเองอย่างจริงจัง จากนั้นเขาก็พบข้อบกพร่องบางอย่างของตัวเอง
ข้อบกพร่องที่ใหญ่ที่สุดคือ เขาขาดทักษะการโจมตีที่มีประสิทธิภาพ ก่อนหน้านี้ตอนที่ต่อสู้กับซ่งอวิ๋นเฟิง แม้ว่าพลังอัตลักษณ์ของทั้งสองฝ่ายจะห่างชั้นกันมาก ทำให้เขาทำอะไรไม่ค่อยได้ ต่อให้ในท้ายที่สุดแล้วเขาจะสามารถใช้ “วิชากระจกวารี” ฉบับดัดแปลงบีบให้การต่อสู้จบลงด้วยการเสมอได้ แต่มันก็แสดงให้เห็นถึงข้อเสียของหลี่ลั่วที่ขาดแคลนทักษะโจมตีด้วยเช่นกัน การโจมตีของเขายากที่จะสร้างแรงกดดันอะไรให้กับซ่งอวิ๋นเฟิงได้เลย
แต่ปัญหานี้ไม่ใช่แค่หลี่ลั่วคนเดียวเท่านั้น เกรงว่าผู้ครอบครองอัตลักษณ์น้ำทุกคนล้วนมีปัญหานี้เหมือนกัน อัตลักษณ์น้ำนั้นจะมีพลังโจมตีและพลังทำลายล้าง ด้อยกว่าอัตลักษณ์ไฟ สายฟ้า หรือทอง
แน่นอนว่า หากตกอยู่ในการต่อสู้ยืดเยื้อ อัตลักษณ์น้ำจะค่อยๆ แสดงความได้เปรียบออกมา แต่หลี่ลั่วกลับรู้สึกว่าแบบนี้มันค่อนข้างเสียเปรียบ ดังนั้นเขาจึงต้องหาวิธีเพิ่มทักษะการโจมตีของตัวเองขึ้นสักหน่อย
ผู้ครอบครองอัตลักษณ์น้ำคนอื่นๆ อาจจะรู้สึกสิ้นหวังกับเรื่องนี้ แต่หลี่ลั่วกลับไม่เหมือนกับพวกเขา เพราะเขาไม่ได้มีแค่อัตลักษณ์น้ำธรรมดาเท่านั้น แต่เป็น “อัตลักษณ์น้ำแสง” ที่หาได้ยากยิ่ง!
ระหว่างที่ครุ่นคิดอยู่นั้น หลี่ลั่วก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องบำเพ็ญลับ ขึ้นไปยังหอซ่อนตำราโดยตรง
…
นครหนานเฟิง จวนผู้ว่ามณฑล
ในอาณาจักรต้าเซี่ยนี้ ผู้ว่ามณฑลคือผู้มีอำนาจสูงสุดในมณฑล ดังนั้นหากจะกล่าวถึงฐานะและอำนาจแล้ว จวนผู้ว่ามณฑลจึงถือว่ามีอำนาจสูงสุดในมณฑล
“ฮ่าๆ น้องซ่ง ข้าอยากจะเชิญเจ้ามาที่จวนผู้ว่ามณฑลนานแล้ว เพียงแต่ก่อนหน้านี้ข้าไม่ว่างจริงๆ เลยไม่มีเวลา จึงได้แต่รอจนถึงวันนี้”
มีเสียงหัวเราะอย่างร่าเริงดังขึ้นภายในห้องโถงของจวนผู้ว่า เจ้าของเสียงหัวเราะนั้นเป็นชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าผอมบาง ถึงแม้ว่าชายคนนั้นจะมีรอยยิ้มบนใบหน้า แต่กลับแผ่รังสีที่น่าเกรงขามออกมาอย่างบอกไม่ถูก
เขาคือผู้ว่ามณฑลของมณฑลเทียนสู่ ชื่อว่า ซือฉิง ตัวเขาเองก็เป็นยอดฝีมือระดับขุนพลสวรรค์คนหนึ่งเหมือนกัน
ส่วนคนที่นั่งข้างๆ เขาก็คือ ซ่งซาน ประมุขตระกูลซ่ง
“ท่านผู้ว่าต้องยุ่งกับการบริหารบ้านเมืองตลอดเวลา ไหนเลยจะมีเวลาว่างเหมือนกับคนว่างงานอย่างเราๆ ได้” ซ่งซานกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“น้องซ่ง เจ้าอย่าล้อข้าเล่นสิ” ซือฉิงยิ้มบางๆ เขายกถ้วยชาขึ้น มองใบชาที่ลอยอยู่บนน้ำชา จากนั้นก็กล่าวออกมาส่งๆ ว่า “ช่วงนี้ตระกูลซ่งดูคึกคักไม่น้อยเลย คิดว่าคงจะได้แบ่งเค้กมาจากคฤหาสน์ลั่วหลานไม่น้อยเลยสินะ”
ซ่งซานกล่าว “ต้องขอบคุณคำแนะนำของท่านผู้ว่ามณฑลเลย”
“คฤหาสน์ลั่วหลานช่างน่าเสียดายจริงๆ หากทั้งสองท่านนั้นไม่หายสาบสูญไปละก็ บางทีในอนาคตห้าคฤหาสน์ใหญ่ของอาณาจักรต้าเซี่ยอาจจะต้องยกให้คฤหาสน์ลั่วหลานเป็นผู้นำก็เป็นได้” ซือฉิงยิ้มกล่าว
“น่าเสียดาย ทั้งสองท่านนั้นโดดเด่นเกินไป มิฉะนั้น…” เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เขาก็หยุดพูดลง
“ตอนนี้คฤหาสน์ลั่วหลานกำลังลำบาก ตระกูลซ่งต้องคว้าโอกาสนี้เอาไว้ให้ดีๆ เล่า” เขามองซ่งซานแล้วกล่าว
“ขอบคุณท่านผู้ว่ามณฑลที่ย้ำเตือน ตระกูลซ่งเราจักจดจำบุญคุณครั้งนี้เอาไว้อย่างดี ซ่งซานพยักหน้าแล้วค่อยๆ กล่าวออกมา
ซือฉิงยิ้ม จากนั้นก็เปลี่ยนเรื่องคุย
นอกห้องโถง มีทะเลสาบอยู่ ซ่งอวิ๋นเฟิงฟังเสียงที่ดังออกมาจากภายในห้องโถงเป็นครั้งคราว จากนั้นสายตาก็มองไปยังริมทะเลสาบด้านหน้า
ตรงนั้นมีเด็กหนุ่มสวมชุดสีขาวคนหนึ่ง เด็กหนุ่มคนนั้นมีผมสั้น ด้านหลังมีผมเปียห้อยลงมาหนึ่งเส้น เขากำลังถืออาหารเลี้ยงปลาอยู่ที่ริมทะเลสาบอย่างเรื่อยเปื่อย
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เขาถึงได้ปัดเศษอาหารปลาบนมือทิ้ง มีสาวใช้คนหนึ่งรีบยื่นผ้าเช็ดหน้าให้เขาอย่างนอบน้อม เขารับผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดมืออย่างลวกๆ จากนั้นก็หันหลังกลับ เดินตรงมาหาซ่งอวิ๋นเฟิง
เมื่อเดินเข้ามาใกล้ ใบหน้าของเขาก็ชัดเจนขึ้น หากจะกล่าวถึงรูปร่างหน้าตาแล้ว เขาออกจะดูค่อนข้างธรรมดา มีรอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่บนริมฝีปาก
แต่ระหว่างที่มองเด็กหนุ่มที่ดูธรรมดาคนนี้ ซ่งอวิ๋นเฟิงกลับรู้สึกได้ถึงอันตรายรางๆ อย่างบอกไม่ถูก
บุคคลตรงหน้าคือบุตรชายของผู้ว่ามณฑล ซือคง
และยังเป็นบุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดของวิทยาลัยตงยวนด้วย
“อวิ๋นเฟิง ในการสอบใหญ่ของวิทยาลัยปีนี้ พ่อข้าได้บอกไว้แล้วว่า จะต้องช่วยให้วิทยาลัยตงยวนคว้าป้ายวิทยาลัยอันดับหนึ่งของมณฑลเทียนสู่มาให้ได้” ซือคงยิ้มกล่าว
“ด้วยความแข็งแกร่งของสหายซือคงแล้ว โอกาสย่อมต้องสูงมากอยู่แล้ว” ซ่งอวิ๋นเฟิงกล่าว
“ยังไม่พอ หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ของพวกเจ้าวิทยาลัยหนานเฟิง ไม่ใช่คนที่รับมือได้ง่ายๆ เลย หากต้องเผชิญหน้ากัน นางก็ถือเป็นศัตรูตัวฉกาจคนหนึ่งเลย” ซือคงกล่าว
ซ่งอวิ๋นเฟิงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย เขาย่อมรู้ถึงความแข็งแกร่งของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์เช่นกัน
“ถึงแม้ว่าข้าจะไม่กลัวนาง แต่ข้าไม่ชอบความไม่แน่นอน ดังนั้นในการสอบใหญ่ของวิทยาลัยครั้งนี้ อาจจะต้องให้เจ้าช่วยเหลืออะไรข้าสักเล็กน้อย” ซือคงกล่าวเสียงเรียบ
เมื่อซ่งอวิ๋นเฟิงได้ยินดังนั้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างอดไม่ได้ กล่าวด้วยความลำบากใจว่า “สหายซือคง นี่เจ้าต้องการให้ข้าทรยศวิทยาลัยหนานเฟิงงั้นหรือ?”
“เฮ้อ คำพูดของเจ้าช่างไม่น่าฟังเอาเสียเลยนะ อีกอย่างเจ้ามองวิทยาลัยหนานเฟิงเป็นครอบครัวจริงๆ หรือ? ที่นั่นเป็นเพียงแค่ที่แวะพักชั่วคราวในเส้นทางการบำเพ็ญของพวกเราเท่านั้น ตราบใดที่เจ้าสามารถติดสิบอันดับแรกในการสอบใหญ่ได้ เจ้าย่อมสามารถเข้าเรียนที่วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงได้อยู่แล้ว เมื่อถึงเวลานั้นเจ้ายังต้องสนใจวิทยาลัยหนานเฟิงอีกหรือ?” ซือคงยิ้มกล่าว
“อีกอย่างเจ้าวางใจเถอะ ข้าจะไม่ให้เจ้าทำเรื่องที่โจ่งแจ้งเกินไปหรอก”
เขาโบกมือแล้วกล่าวว่า “นี่เป็นเจตนาของพ่อข้าด้วย ผู้อำนวยการของวิทยาลัยหนานเฟิงเคยมีเรื่องบาดหมางกับพ่อข้า เคยขัดขวางการเลื่อนตำแหน่งของพ่อข้าหลายครั้ง ดังนั้นปีนี้ข้าจะต้องคว้าป้ายวิทยาลัยอันดับหนึ่งของมณฑลเทียนสู่มาให้ได้เท่านั้น”
ซ่งอวิ๋นเฟิงเงียบไปนาน สุดท้ายก็พยักหน้าอย่างยากลำบาก
ซือคงถึงได้ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน ยื่นมือออกไปตบไหล่ของซ่งอวิ๋นเฟิงเบาๆ แล้วกล่าวว่า “จริงสิ ได้ยินมาว่าเจ้าหลี่ลั่วนั้นมีอัตลักษณ์แล้ว? ก่อนหน้านี้ยังเคยต่อสู้กับเจ้าจนเสมอกันด้วยหรือ?”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ แววตาของซ่งอวิ๋นเฟิงก็ดูมืดมนลง กล่าวว่า “มันก็แค่ใช้อุบายเท่านั้น หากได้พบเจอกันในการสอบใหญ่ มันไม่มีทางเสมอกับข้าได้อีกแน่”
“อย่างนั้นหรือ…”
ซือคงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “ช่างน่าเสียดายจริงๆ ข้ายังอยากจะประลองกับคุณชายน้อยคนนี้ในการสอบใหญ่สักครั้งเหมือนกัน แต่พอได้ยินเจ้าพูดเช่นนี้แล้ว ข้าก็หมดความสนใจลงไปไม่น้อยเลย”
“ไม่จำเป็นต้องให้สหายซือคงลงมือเองหรอก หากมีโอกาสข้าจะจัดการมันเอง” ซ่งอวิ๋นเฟิงกล่าว
“ก็ดี”
“ถึงแม้ว่าข้าจะเคยเจอคนผู้นี้เพียงไม่กี่ครั้ง แต่ข้าเกลียดเขามากเลยละ” ซือคงยิ้มบางๆ
เมื่อเห็นว่าซือคงแสดงความเกลียดชังต่อหลี่ลั่วออกมา ซ่งอวิ๋นเฟิงก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
เมื่อซือคงเห็นดังนั้นก็ยิ้มออกมา กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
“มันก็ถือเป็นเรื่องน่าอายอยู่บ้าง ในอดีตพ่อข้าเคยคิดจะขอเจียงชิงเอ๋อร์จากคฤหาสน์ลั่วหลานมาเป็นคู่หมั้นให้กับข้า…”
“ฮ่าๆ แน่นอนว่าสุดท้ายก็ถูกประมุขคฤหาสน์ทั้งสองท่านนั้นปฏิเสธตรงๆ”
“ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าพวกเขา… คิดจะเก็บเอาไว้ให้ลูกชายตัวเอง…”
“น่าเสียดาย ไม่รู้ว่าลูกชายที่ไร้น้ำยาของพวกเขา จะสามารถรักษาอัญมณีเม็ดงามเช่นนี้เอาไว้ได้หรือไม่?”
เมื่อซ่งอวิ๋นเฟิงได้ยินดังนั้น เขาก็เข้าใจเรื่องราวทันที ถึงได้รู้ว่าเหตุใดตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ จวนผู้ว่าถึงได้คอยยุยงส่งเสริมให้พวกเขาตระกูลซ่งไปฮุบกิจการของคฤหาสน์ลั่วหลาน ที่แท้…
ระหว่างทั้งสองฝ่ายนั้น เคยมีเรื่องราวเช่นนี้มาก่อนด้วย