อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 3 บทที่ 82 พบกับโม่หลิงอีกครั้ง (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 3 บทที่ 82 พบกับโม่หลิงอีกครั้ง (อัปเดต)
เสียงที่ดังเข้ามาในหูอย่างกะทันหันทำให้หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ถึงกับชะงักเล็กน้อย จากนั้นในดวงตาก็มีสีหน้าดีใจปรากฏขึ้นมา หันกลับมามองหลี่ลั่วที่ปรากฏตัวอยู่ด้านหลัง
ท่าทางที่หญิงสาวยิ้มแย้มอย่างร่าเริงนั้น ช่างแตกต่างจากสีหน้าไร้อารมณ์ก่อนหน้านี้ราวกับเป็นคนละคน
“ไม้ตีแมลงวันของเจ้านี่มันแพงไปหน่อยหรือเปล่า? คิดจะฟันกำไรข้าหรือไง?” หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ยิ้มกล่าว
“ช่วยไม่ได้ แมลงวันแถวนี้มันตัวใหญ่เกินไป ข้าสงสัยว่าจะเป็นพวกวิตถาร” หลี่ลั่วกล่าวอย่างจริงจัง
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ยิ้มที่มุมปากอย่างอดไม่ได้
ส่วนสีหน้าของโม่หลิงที่อยู่ด้านข้างนั้นกลับบูดบึ้งลง จ้องเขม็งไปที่หลี่ลั่วแล้วกล่าว “หลี่ลั่ว เจ้าอยากมีเรื่องมากขนาดนั้นเลยหรือไง?”
“ข้าคุยกับเพื่อนร่วมชั้น มันเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย?” หลี่ลั้วแสยะยิ้ม
โม่หลิงกล่าวเสียงเรียบว่า “เช่นนั้นข้าถือว่าเป็นรุ่นพี่ของพวกเจ้านะ เจ้าไม่มีมารยาทแบบนี้ได้ยังไง? ด้วยท่าทางแบบนี้ของเจ้า หากไปถึงวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงแล้ว เกรงว่าจะโดนไม่ใช่น้อย”
“งั้นข้าก็จะพาผู้คุ้มกันไปด้วยเยอะหน่อยแล้วกัน” หลี่ลั่วยิ้มกล่าว
ดวงตาของโม่หลิงฉายแววโกรธออกมา เขาย่อมต้องรู้ตัวอยู่แล้วว่าหลี่ลั่วกำลังเยาะเย้ยเขาเรื่องที่เกิดขึ้นในหอชิงเฟิงก่อนหน้านี้ แต่เขาก็รู้ดีว่าในตอนนี้ต่อให้โกรธไปก็ไม่มีประโยชน์ จึงได้แต่ข่มกั้นความโกรธเอาไว้กล่าว “หลี่ลั่ว เชิญเจ้าหัวเราะไปเถอะ รอหลังจบจากวันนี้ไป น้ำยาแสงวิเศษของเรือนโม่สุ่ยข้าจะยึดครองตลาดมณฑลเทียนสู่แห่งนี้ เรือนซีหยางของพวกเจ้าคงได้เวลาปิดตัวแล้ว”
หลังจากกล่าวจบ เขาก็สะบัดแขนเสื้อจากไปด้วยสีหน้าบูดบึ้ง
หลี่ลั่วมองตามหลังอีกฝ่ายไปพร้อมกับส่ายหน้าและหัวเราะออกมา กล่าวกับหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ว่า “เจ้าไปทำให้แมลงวันตัวนี้มาเกาะติดได้ยังไง”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ขมวดคิ้วเล็กน้อยจ้องเขม็งไปที่หลี่ลั่ว “พูดจาเหลวไหลอะไรกัน มันเกี่ยวอะไรกับข้าด้วย? ข้าก็แค่มาเดินเล่นที่นี่ ใครจะไปรู้ว่าหมอนั่นจะเข้ามาเกาะแกะอย่างน่ารังเกียจขนาดนี้”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์โมโหเล็กน้อย หลี่ลั่วดันมาบอกว่านางไปทำให้คนน่ารังเกียจนี่มาเกาะติด
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่ลั่วรีบแก้ตัวทันที “พูดผิดไปแล้ว พูดผิดไปแล้ว ด้วยบรรยากาศและรูปโฉมของชิงเอ๋อร์ ย่อมเป็นเหมือนกับดอกบัวในสระน้ำ เพียงแค่โชคร้ายที่ต้องมาเจอกับขี้วัวที่ลอยมาตามน้ำ”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์จ้องเขม็งไปที่หลี่ลั่วหนึ่งที จากนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “เรือนโม่สุ่ยได้ร่วมมือกับตระกูลซ่ง ในเทศกาลใหญ่ครั้งนี้ เกรงว่าพวกมันคงจะมีแผนการบางอย่าง”
คำพูดของนางแฝงไปด้วยความกังวล
“ไม่ต้องห่วงหรอก ข้ามีวิธีจัดการ” หลี่ลั่วไม่ได้แสดงสีหน้ากังวลออกมา เพียงแต่โบกมือไปมาเท่านั้น
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่ว์ชิงเอ๋อร์แม้จะรู้สึกสงสัยอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรออกมามากนัก เพียงแต่เบนสายตาหันมามองที่หลี่ลั่ว “เจ้าถึงระดับเก้าตราแล้ว?”
“เจ้าระดับสิบตราแล้ว?” หลี่ลั่วถามกลับเช่นกัน เพราะทั้งสองคนยืนใกล้กันมาก เขาจึงสัมผัสได้ถึงไอเย็นจางๆ ที่แผ่ออกมาจากร่างกายของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ มันดูเหมือนจะเย็นยะเยือกกว่าแต่ก่อนมาก
เห็นได้ชัดว่ามันเป็นผลมาจากพลังอัตลักษณ์ที่แข็งแกร่งขึ้น
ซึ่งก่อนหน้านี้หลี่ว์ชิงเอ๋อร์อยู่ที่ระดับเก้าตรา หลังจากผ่านไปหนึ่งเดือน การที่นางจะก้าวขึ้นสู่ระดับสิบตราได้นั้นก็ถือเป็นเรื่องปกติ
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์พยักหน้าเล็กน้อย เนื่องจากอากาศค่อนข้างร้อน แสงแดดก็แผดเผา ดังนั้นนางจึงกางร่มสีขาวขนาดเล็กเอาไว้ ตอนนี้ทั้งสองคนกำลังเดินเล่นด้วยกัน นางจึงได้เอียงร่มไปทางหลี่ลั่วเล็กน้อยพร้อมกับกล่าว “ข้าน่าจะสามารถทะลวงสู่ระดับลักษณาจารย์ช่วงแรกได้ก่อนที่จะเข้าวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิง”
“ร้ายกาจ” หลี่ลั้วยกนิ้วโป้งให้ แสดงความชื่นชมออกมา
“เจ้าเองก็ต้องพยายามด้วย ถึงพวกเราจะอยู่บนจุดสูงสุดในมณฑลเทียนสู่ แต่พอไปถึงวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิง ได้พบกับนักศึกษาใหม่ที่แข็งแกร่งจากมณฑลอื่นๆ แล้ว เจ้าก็จะรู้เองว่าการแข่งขันมันดุเดือดขนาดไหน”
“ได้ยินมาว่าตอนที่เพิ่งเข้าวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงใหม่ๆ จะมีการแข่งขันแบ่งชั้นกันด้วย การต่อสู้นั้นดุเดือดกว่าการสอบใหญ่ของวิทยาลัยพวกเราหลายเท่า” หลี่ว์ชิงเอ๋อร์กล่าวเตือนด้วยท่าทีจริงจัง
หลี่ลั่วพยักหน้ารับ แน่นอนว่าเขาเองก็ไม่ได้ประมาทนักศึกษาใหม่คนอื่นๆ ของวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงแต่อย่างใด เพราะเขายังไม่มีสิทธิ์ทำอย่างนั้น ความแข็งแกร่งของมณฑลเทียนสู่นั้นอยู่ในระดับกลางๆ ของร้อยมณฑลในอาณาจักรต้าเซี่ย หากเขาคิดว่าแค่เพียงคว้าอันดับหนึ่งของมณฑลเทียนสู่มาได้ก็สามารถอวดเบ่งในวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงได้ละก็ เขาก็คงจะถูกผีอวี๋ล่างเข้าสิงแล้ว
ในขณะที่ทั้งสองกำลังเดินเล่นกันอย่างสบายอารมณ์อยู่นั้น โม่หลิงก็ได้ไปที่เรือนซงจื่อด้วยสีหน้าบูดบึ้ง จากนั้นก็ไปพบกับซ่งชิวอวี่ที่อยู่บนหอสูง นางกำลังมองลงไปทางผู้คนด้านล่าง (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“ใครทำให้เจ้าโกรธอีกแล้วล่ะ?” ซ่งชิวอวี่เหลือบมองเขาแวบหนึ่งก่อนจะยิ้มกล่าว
“ก็เจอหลี่ลั่วอีกแล้วน่ะสิ น่าโมโหชะมัด” โม่หลิงกัดฟันกล่าว
“ไม่เห็นต้องไปโกรธเลย หลังจากวันนี้ไป ข้าคิดว่ามันจะเสียใจที่ทำแบบนี้กับเจ้าเอง” ซ่งชิวอวี่ปลอบใจ
โม่หลิงพยักหน้า สีหน้าค่อยดีขึ้นเล็กน้อย เอ่ยถาม “ที่นี่เจ้าเตรียมพร้อมเรียบร้อยแล้วใช่ไหม?”
“เดิมทีความแข็งแกร่งของข้ากับเหยียนหลิงชิงก็พอๆ กันอยู่แล้ว แต่พอมียาลับของตระกูลโม่เจ้าแล้ว ครั้งนี้ข้าจะต้องเอาชนะนางได้แน่ ฮิๆ ข้าอดใจรอไม่ไหวแล้วจริงๆ ยัยนั่นมันชอบทำตัวหยิ่งผยองนัก ข้าอยากจะรู้จริงๆ ว่าหลังจากที่นางแพ้ข้าแล้ว สีหน้าของนางจะน่าดูชมเพียงใด?” ซ่งชิวอวี่ส่งเสียงหัวเราะออกมา
เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะอันอ่อนหวานของซ่งชิวอวี่ และมองไปยังเอวบางๆ ของนางแล้ว โม่หลิงก็รู้สึกคันยุบยิบในใจ จึงยื่นมือออกไปคิดจะโอบเอวบางๆ ของนางเอาไว้
ทว่าซ่งชิวอวี่กลับบิดเอวหลบไปได้อย่างคล่องแคล่วพร้อมกับแสร้งเอ็ดเบาๆ ว่า “ถ้าพ่อข้ามาเห็นเข้า เจ้ายังไม่ได้เตรียมเรื่องสู่ขอเอาไว้ ระวังจะไม่ได้ออกจากมณฑลเทียนสู่นะ”
โม่หลิงรีบกล่าว “ข้าน่ะยินดีที่จะหมั้นหมายกับเจ้าเดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ กลัวแต่ว่าเจ้าจะไม่ยอมตกลงมากกว่า”
“รอโอกาสเหมาะๆ ก่อนก็แล้วกัน” ซ่งชิวอวี่ยิ้มบางๆ ออกมา
โม่หลิงได้แต่พยักหน้ารับ
ส่วนซ่งชิวอวี่ก็หันกลับมามองที่ลานกว้างด้านล่างอีกครั้ง เพียงแต่ในดวงตานั้นกลับฉายแววเย้ยหยันออกมา เมื่อครู่นี้ตอนที่โม่หลิงไปเกาะแกะกับหลี่ว์ชิงเอ๋อร์นั้น นางย่อมต้องเห็นเหตุการณ์ด้วยอยู่แล้ว เจ้าคนผู้นี้มันเป็นแค่ไอ้โง่ที่เอาแต่คิดเรื่องอย่างว่า หากไม่ใช่เพราะยังมีประโยชน์ นางไม่อยากจะสนใจเลยด้วยซ้ำ
แต่อย่างไรเสียตอนนี้ก็ยังต้องพึ่งพาพลังของเรือนโม่สุ่ยในการจัดการกับเรือนซีหยาง ดังนั้นจึงต้องทนกับมันไปก่อน รอให้เจอเป้าหมายที่ดีกว่านี้แล้ว ค่อยเขี่ยเจ้าหมอนี่ทิ้งไปก็ได้
ขณะที่ซ่งชิวอวี่กำลังคิดแผนการอยู่ในใจ เสียงระฆังก็ดังขึ้นมาจากลานกว้างด้านล่าง บรรยากาศในงานก็พลันครึกครื้นขึ้นมาทันที
บนใบหน้าของซ่งชิวอวี่ก็ปรากฏรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความคาดหวังออกมา การประลองเกลาอัตลักษณ์ที่นางรอคอย ในที่สุดก็มาถึงแล้ว
ส่วนในงานนั้น เมื่อเสียงระฆังดังขึ้น หลี่ลั่วกับหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ก็เดินตามฝูงชนไปยังบริเวณใจกลางงาน
ท่ามกลางฝูงชน หลี่ลั่วเห็นเหยียนหลิงชิงยืนอยู่ในสนามแล้ว รูปร่างสูงโปร่งเพรียวบาง สวมแว่นตาขอบเงิน เส้นผมยาวสลวย ดึงดูดสายตาได้ค่อนข้างมากเลยทีเดียว
“คฤหาสน์ลั่วหลานของพวกเจ้านี่ จะรับคนเข้าทำงานที ดูที่หน้าตาก่อนเป็นอันดับแรกหรือ? ผู้จัดการใหญ่ไช่เวยคนนั้นก็งดงามทรงเสน่ห์แล้ว แม้แต่ประธานเรือนซีหยางก็ยังงดงามราวกับดอกไม้ อีกทั้งยังดูเย็นชาแต่สง่างามเช่นกัน” เมื่อหลี่ว์ชิงเอ๋อร์เห็นเหยียนหลิงชิง ก็ประเมินครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นพร้อมกับหัวเราะออกมา
หลี่ลั่วรู้สึกจนใจ แต่ก็ไม่ได้รีบตอบโต้กลับทันที เพราะรูปร่างหน้าตาและบรรยากาศของไช่เวยกับเหยียนหลิงชิงนั้นมันก็ชัดเจนอยู่แล้วจริงๆ หากคนอื่นไม่รู้ว่าเรื่องนี้เป็นการจัดการของเจียงชิงเอ๋อร์ละก็ คงจะคิดว่าคุณชายน้อยอย่างเขานั้นเป็นพวกเสเพลและไร้ศีลธรรมแล้ว
“ข้าจะไปหาลุงสองก่อน เจ้าจะไปด้วยกันไหม?” หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ชี้ไปทางอัฒจันทร์แห่งหนึ่ง ที่นั่นเป็นที่ตำแหน่งของห้างสมบัติมังกรทอง แม้ว่าห้างสมบัติมังกรทองจะไม่ได้เป็นผู้ผลิตน้ำยาแสงวิเศษ แต่พวกเขาก็ถือเป็นพ่อค้า ดังนั้นจึงให้ความสำคัญกับเทศกาลใหญ่แบบนี้เช่นกัน
หลี่ลั่วส่ายหน้ายิ้ม “ข้าต้องขึ้นไปบนนั้นด้วย”
เขาชี้ไปที่ลานกว้าง
บนใบหน้างามของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์เผยความตกใจออกมาทันที “เจ้าจะขึ้นไปประลองเกลาอัตลักษณ์ด้วยหรือ?”
“แค่ขึ้นไปเป็นผู้ช่วยของพี่หลิงชิงเท่านั้น ถือโอกาสหาประสบการณ์ไปด้วย อย่างไรเสียข้าเองก็เป็นนักเกลาอัตลักษณ์คนหนึ่งเหมือนกันนะ” หลี่ลั่วกล่าวพร้อมกับหัวเราะ
“ข้าจะเป็นกำลังใจให้นะ”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์หัวเราะออกมาเบาๆ ขนตาที่ดกหนาราวกับแปรงนั้นขยับอย่างแผ่วเบา ปลดปล่อยเสน่ห์น่าค้นหาออกมา จากนั้นก็โบกมือลา กางร่มสีขาวอันเล็กนั่นเดินจากไปอย่างสบายอารมณ์
ส่วนหลี่ลั่วก็ได้ก้าวขึ้นไปบนเวทีประลอง เดินตรงไปทางเหยียนหลิงชิง