อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 121 เส้นทางสู่ความมั่งคั่ง
ตอนที่ 121
“มะ…แมวสวรรค์!! เหยาซาน มาที่หอพฤกษา!!”
“บัดซบเอ้ย! ใครกันกล้าพูดว่า แมวสวรรค์ ไม่เห็น ตันเหมา เป็นสหายแล้ว หาเรื่องตายชัด ๆ”
“บ้าเอ้ย! ได้ยินว่า แมวสวรรค์ ได้รับสิทธิ์พิเศษนอกเหนือกฎ สามารถเข้าออกทั้งสองแผนก ทั้งหอธาตุ และหอศาสตราได้อย่างอิสระ จบสิ้นแล้ว…ไม่มีใครหลีกหนีจากเงื้อมมือของ แมวสวรรค์ พ้นอีกแล้ว”
ไม่แน่ชัดว่าใครเป็นคนแรกที่กล่าวขึ้น ทว่าในเวลาเพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจเข้าออก รอบด้านพลันกระหึ่มเป็นเสียงเดียวกัน ใบหน้าทุกคนแสดงความหวาดหวั่นครั่นคร้าม ชื่อเสียงก่อนหน้านี้ว่าน่ากลัวแล้ว วันนี้พอได้เห็น เหยาซาน แผ่อำนาจสยบ พร้อมกับจิตคุกคามออกมา ยิ่งทำให้ทุกคนสะท้านสะเทือนไม่กล้าเข้าใกล้…
เหยาซาน ณ เวลานี้หลังจากผ่านศึกที่เขาหมิงซาน พื้นฐานลมปราณก็ได้รับการยกระดับขึ้นไปอีกขั้น กลายเป็นชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 6 ไปอย่างสมบูรณ์ ผนวกกับการสังหารพี่น้องตระกูลสู่ไปหลายคน จนทำให้เริ่มชำนาญในการควบคุมไอสังหารรอบ ๆ กายได้บ้างแล้ว หลายคนจึงรู้สึกว่าตนเองโชคร้ายอย่างยิ่ง ที่บังเอิญมาเจอ แมวสวรรค์ ที่นี่…
แต่ทว่าคงไม่มีผู้ใด…โชคร้ายมากไปกว่าศิษย์สายในทั้งสามคน ที่กำลังพยายามเล่นงาน ตันเหมา อีกแล้ว ร่างของทั้งสามคนล้วนสั่นเทิ้ม ขนทั่วสรรพางค์กายลุกชูชัน เหงื่อที่ผุดออกมามิต่างถูกน้ำสาด ทั้งสามถูกสะกดข่มจนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
พื้นฐานลมปราณของทั้งสาม แทบไม่ต่างไปจาก เหยาซาน เท่าใดนัก แต่หากเมื่อมายืนประจันเบื้องหน้า กลับรู้สึกถึงความสูงชันของเทือกเขาที่มิอาจปีนป่าย ผนวกกับชื่อเสียงที่เล่นงานได้แม้แต่ศิษย์หลักจนหมดสภาพ ทั้งสามย่อมไม่คิดที่จะดื้อแพ่งหรือขัดขืนใด ๆ ภายใต้วาจาที่เปล่งออกมา
ตันเหมา เผยแววตาที่ตื้นตัน ปรากฏรอยยิ้มน้อย ๆ ออกมาอย่างมิอาจเก็บกลั้น…
“เหยาซาน...”
“ศิษย์พี่ตัน… อย่าลังเลที่จะลงมือ คนอย่างพวกมันหากไม่เจ็บตัวก็ไม่หลาบจำ!!” เหยาซาน เค้นเสียงดุดัน ก่อนจะยกเท้าขึ้นข้างหนึ่งและกระทืบอย่างรุนแรงลงพื้น ทำเอาพื้นศิลาเบื้องล่างปริแตกราวกับใยแมงมุม สั่นสะเทือนไปยังทุกคนในขอบเขตรัศมีสัมผัส แสดงถึงพละกำลังมหาศาลที่แม้แต่ชนชั้นลมปราณสีเขียวก็ยากที่จะทำเช่นนี้ได้
เหยาซาน กวาดสายตาไปรอบ ๆ ทุกคนล้วนสั่นสะท้าน ย่อมเข้าใจความหมายในการสะกดข่มครั้งนี้… “ศิษย์พี่ศิษย์น้องทุกคน… ข้า เหยาซาน ต่อให้ตนเองถูกรังแกก็ไม่คิดปริปาก ต่อให้ถูกก่นด่านินทาก็ไม่ถือโทษผู้ใด
แต่เพียงเรื่องเดียวที่ข้า เหยาซาน จะไม่ยินยอม
นั่นคือการที่สหายของข้าถูกรังแก!!”
ศิษย์หลายสิบคนในหอพฤกษา ต่างพากันสูดลมหายใจลึก เงียบงันไม่กล้าปริปาก ใจเต้นระรัวออกมาท่ามกลางการตวาดแผดเสียงครั้งนี้ พวกมันทุกคนแทบจะสลักคำพูดลงสู่ก้นบึ้งแห่งจิตใจ ว่าอย่างได้ไปยุ่งเกี่ยวกับสหายของ เหยาซาน...
ตันเหมา เผยแววตาเหี้ยมหาญ บีบมือจนข้อนิ้วลั่นดัง พลางเดินเข้าไปหาศิษย์สายในทั้งสามคน…
“คิดรีดไถข้างั้นหรือ?! ถึงข้าจะร่ำรวย แต่ข้าก็ไม่คิดจะใช้เงินโง่ ๆ เสมอไป!!”
ตันเหมา ทุบตีทั้งสามคนโดยไม่ลังเล อย่างไรก็มีความเป็นนายน้อยตระกูลใหญ่ในตน ไหนเลยจะไม่เคยแสดงอำนาจเช่นนี้ที่ด้านนอกสำนัก สามศิษย์สายในแม้เจ็บปวดแต่ก็ไม่กล้าโอดครวญหรือตอบโต้ ภายใต้สายตาของ เหยาซาน ที่สะกดข่มอยู่ข้าง ๆ รอจนกระทั่ง ตันเหมา เริ่มหอบเหนื่อยเจ็บมือ การสั่งสอนจึงได้หยุดลง…
ศิษย์สายในทั้งสามหมอบกระแต ทั้งเจ็บทั้งอาย เหยาซาน พ่นลมหายใจแรงอีกครั้ง แค่นเสียงเย็นชา… “ข้าจะถือว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้น พวกเจ้าก็จงลืมไปเสียว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนี้!! หากไม่เป็นเช่นนั้น ทุก ๆ วัน พวกเจ้าก็จะโดนเช่นนี้ไปจนกว่าจะลืมเลือน!!”
ทั้งสามพยักหน้าระรัวราวกับไก่จิกข้าวสาร
จนถึงตอนนี้พวกมันก็ยังมิกล้าเปล่งวาจาแม้สักคำเดียว…
เหยาซาน และ ตันเหมา เดินออกไปท่ามกลางทางที่ถูกแหวกออก ขอเพียงสามคนนั้นไม่กล้ายอมรับว่าถูกเล่นงานในวันนี้ ต่อให้ทุกคนโดยรอบนำเรื่องไปนี้กระจายออกไป ก็ยังไร้ซึ่งเจ้าทุกข์ ผู้อาวุโสย่อมไม่อาจเอาผิด เหยาซาน และ ตันเหมา ได้… ทั้งยังเป็นการกระจายให้ทุกคนทราบโดยทั่วกันอีกด้วยว่า อย่าได้คิดยุ่มย่ามกับ ตันเหมา สหายของ แมวสวรรค์…
ตันเหมา เดินหัวเราะร่าออกมาด้วยความสะใจยิ่ง ภายใต้แรงกดดันเมื่อในหอพฤกษาตลอดสองเดือน ไม่เคยรู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจเช่นนี้มาก่อน...
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ขอบใจเจ้ามากศิษย์น้องเหยา ที่เข้ามาช่วยเหลือ”
เหยาซาน เผยรอยยิ้ม
“เล็กน้อยน่าศิษย์พี่ หากใครกล้าวุ่นวายกันท่านอีกก็บอกข้าได้ทันที อย่างไรเสียข้าก็ถูกคนในสำนักเกลียดขี้หน้าอยู่แล้ว ต่อให้ต้องใช้อำนาจข่มขู่ออกไปบ้าง ก็คงไม่มีใครเอาข้าไปนินทาได้มากไปกว่าทุกวันนี้”
ตันเหมา กวาดตามองอาภรณ์เครื่องแบบสีดำของ เหยาซาน ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาว…
“ได้ยินว่าเข้าผ่านภารกิจพิเศษในการเป็นศิษย์สายใน ยินดีด้วยนะ”
“ศิษย์พี่ตัน ด้วยพื้นฐานลมปราณของท่านเองก็สามารถสอบเลื่อนเป็นศิษย์สายในได้นี่”
ตันเหมา ส่ายหน้าเบา ๆ
“ข้ายังไม่แตกฉานปราณพฤกษาเลย คงต้องใช้เวลาอีกไม่น้อย… ว่าแต่เจ้าเถอะ มีธุระอะไรกับข้างั้นสินะถึงได้มาหาข้าถึงที่นี่ ว่ามาได้เลยไม่ต้องเกรงใจ…”
เหยาซาน พลันยิ้มแห้ง ๆ กระอักกระอ่วนเล็กน้อย… “ศิษย์พี่ตัน ข้าขอไม่อ้อมค้อมเลยก็แล้วกัน… ข้าอยากจะทราบว่าตระกูลตันของท่าน ที่เปิดกิจการหอนางโลมนับร้อยแห่งตามหัวเมืองต่าง ๆ นั้น มีการหมักบ่มสุราเฉพาะภายในของตระกูล หรือมีคู่ค้าทางธุรกิจในการจำหน่ายสุรา?”
ตันเหมา ชะงักฝีเท้าไปโดยพลัน หันมองมายัง เหยาซาน ด้วยใบหน้าที่นิ่งสงบ แววตาของ ตันเหมา นั้นแปรเปลี่ยนไปในทันทีเมื่อเอ่ยถึงเรื่องการทำธุรกิจ… แม้ว่า ตันเหมา จะอ่อนหัดในด้านวรยุทธ ทว่าในแง่การเป็นพ่อค้านั้น เรียกได้ว่าเหนือล้ำกว่าคนในรุ่นเดียวกันไปไกลโข จนถูกวางตัวให้เป็นผู้สืบทอดของตระกูลตันด้วยซ้ำไป…
“ศิษย์น้องเหยา… อย่าบอกนะว่าเจ้าคิดจะทำธุรกิจกับตระกูลข้า? ถึงจะเป็นเจ้าก็เถอะ แต่หากเป็นในแง่คู่ค้า ข้าก็ไม่อาจนำความรู้สึกส่วนตัวมายุ่งเกี่ยวหรือตัดสินใจได้… มีเพียงในแง่ผลกำไร และการขาดทุนเท่านั้นที่เราจะต้องคุยกันตามตรง...”
แววตาที่เปลี่ยนแปลงของ ตันเหมา ทำเอา เหยาซาน สะอึกคำพูดในลำคอ สัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายมีความเหนือล้ำกว่าตนในด้านนี้อย่างชัดเจน... ทว่าเมื่อนึกถึงผลกำไรที่จะตามมา เพื่อเป็นต้นทุนสู่ความมั่งคั่งและความแข็งแกร่ง เหยาซาน ก็จำต้องก้าวไปข้างหน้าเช่นกัน…
“เรื่องนั้นข้าเข้าใจดีศิษย์พี่ และข้าไม่คิดที่จะแสวงหาผลประโยชน์ของตนเองเพียงผู้เดียว แต่ข้าต้องการให้พวกเราทั้งสองดำเนินผลกำไรร่วมกันในอนาคต อันที่จริงเรื่องการจำหน่ายสุรานี้เป็นความลับสำคัญของข้าเช่นกัน แต่ด้วยความจำเป็นบางอย่างข้าจึงต้องการทรัพยากรจำนวนมากในด้านเงินทอง ข้าจึงอยากเสนอเรื่องนี้ให้ตระกูลของท่านได้พิจารณา…
ข้าสามารถเสาะหา สุราลมปราณ รวมถึงสุราระดับสูงที่ไม่มีขายในท้องตลาด หรือแม้แต่สุราชนิดพิเศษจากทวีปอื่นให้กับตระกูลของท่านได้ ซึ่งตระกูลตันของท่านจะเป็นเจ้าเดียวที่สามารถมีสุราเหล่านี้ไว้จำหน่ายในหอนางโลม ไม่คิดว่ามันจะเป็นการรีดผลกำไรอย่างมหาศาล ให้กับตระกูลตันมากยิ่งขึ้นงั้นหรือ?”
ตันเหมา ได้ยินเช่นนั้นก็พลันแสดงสีหน้าครุ่นคิดในทันที… หากเป็นอย่างที่ เหยาซาน ว่ามา การเป็นผู้จำหน่ายเพียงเจ้าเดียว ย่อมสามารถกำหนดราคาได้โดยไร้คู่แข่งทางการค้า ผลกำไรที่จะได้ย่อมมหาศาลอย่างที่สุด…
“ศิษย์พี่ตัน… สุรา และ นารี เป็นของคู่กัน ในเมื่อท่านมีแหล่งรวมนารีที่ดีที่สุดในทวีปแล้ว ไยท่านไม่สนใจสุราที่ดีที่สุดในทวีปไว้คู่กันเล่า?!” เหยาซาน กล่าวพลางเผยรอยยิ้มเจือจาง กระตุ้นความคิดของ ตันเหมา อีกเล็กน้อย
“อืม… เรื่องนั้นข้าเข้าใจดี ทว่าเรื่องเป็นคู่ค้าในธุรกิจของตระกูลก็ยังถือเป็นเรื่องใหญ่… อันที่จริงตระกูลตันของเรา ก็มีทั้งสุราสามัญที่ผลิตขึ้นเป็นการภายใน และสุราชั้นยอดที่มีคู่ค้าเดิมในการจับมือร่วมกันอยู่แล้ว… จู่ ๆ จะให้ข้ามีคำตอบกับเจ้าเลย ก็คงทำไม่ได้ เว้นเสียแต่พวกเราจะกลับไปคุยกันที่ตระกูลตันของข้า เพื่อคุยเรื่องนี้กับท่านพ่อข้า…” ตันเหมา กล่าวตามตรง
เหยาซาน ได้ยินเช่นนั้นก็พลันมีกำลังใจฮึกเหิมขึ้น…
“เข้าใจแล้วศิษย์พี่ เช่นนั้นข้าจะแจ้งต่อทางผู้อาวุโส ว่าพวกเราสองคนขอออกไปทำธุระด้านนอกสำนักในวันพรุ่งนี้ ถึงจะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะอนุมัติหากเป็นศิษย์คนอื่น ทว่าตัวข้าก็พอจะมีวิธีการขอร้องอยู่บ้าง…”
ตันเหมา พยักหน้าทันที…
“ตกลงตามนั้น หากเจ้าขออนุญาตให้พวกเราสองคนออกไปข้างนอกได้ ข้าจะพาเจ้าไปที่ตระกูลตันของข้า ถึงเวลานั้นแม้ไม่อาจรับปากว่าตระกูลตันจะยอมรับข้อเสนอคู่ค้ากับเจ้าหรือไม่ แต่ข้าสามารถทำให้เจ้าได้มีโอกาสเสนอเรื่องนี้อย่างแน่นอน!!”
ทั้งคู่จับมือประสานแนบแน่น เผยรอยยิ้มให้แก่กัน…
………………………………….
เช้าวันต่อมา…
เหยาซาน ใบหน้าบึ้งตึงถึงขีดสุด แม้ว่าจะสามารถร้องขอการอนุมัติ ให้ออกมาจากสำนักได้สำเร็จก็จริง ทว่ากลับต้องพบเจอเงื่อนไขที่มิอาจเลี่ยงหลีก เป็นข้อแลกเปลี่ยน… ทั้งผู้อาวุโสเถิง และผู้อาวุโสจาง จากทั้งสองแผนก ต่างก็ล้วนมีเงื่อนไขให้ เหยาซาน ต้องมารับฝึกฝนเป็นการส่วนตัวคนละ 3 วันภายในเดือนนี้ เท่ากับว่า เหยาซาน ต้องเสียเวลาไปถึง 6 วัน ที่ไม่อาจวางแผนทำอะไรได้
แน่นอนว่าการฝึกกับผู้อาวุโสสูงสุดตัวต่อตัวเช่นนี้นั้น ศิษย์เกือบทั้งสำนักล้วนต้องการเป็นอย่างยิ่ง ทว่ามันมิใช่กับ เหยาซาน ผู้ที่มีรูปแบบการฝึกเป็นของตนเอง… เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนถูกบีบบังคับก็มิปาน แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะต้องการจะออกไปนอกสำนัก
“ชิ!! ตาแก่สองคนนั้นเอาแต่ใจชะมัดยาด ช่างไม่ยุติธรรมกับข้าเสียเลย!! คอยดูเถอะ…ไว้ข้าจะรีบสอบเลื่อนเป็นศิษย์หลักให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าออกสำนักอย่างอิสระ จะได้ไม่ต้องยอมรับเงื่อนไขบ้า ๆ พวกนักอีก” เหยาซาน บ่มพึมพำอย่างไม่สบอารมณ์
หน้าประตูสำนัก ตันเหมา ได้รับข่าวนี้จึงมาเฝ้ารออยู่ก่อนแล้ว… ทั้งสองจึงพากันมุ่งหน้าเข้าเมืองหลวง ตรงไปยังเรือนตระกูลตันทันที เหยาซาน มีเวลาเพียงแค่วันเดียว ดังนั้นไม่ว่ายังไงก็ต้องจบการเจรจาให้ได้ในวันนี้…
ระหว่างที่เดินทาง เหยาซาน ก็ยังคงผ่าน หอคอยสุสานเทพอสูร สิ่งปลูกสร้างขนาดมหึมาภายในเมืองหลวง สายตาของเด็กหนุ่มจดจ้องไม่วางตา หลังจากที่ได้ศึกษาตำนานเรื่องราวของหอคอยนี้ ก็เคยคิดอยู่หลายครั้งว่าอยากจะเข้าไปด้านใน
ทว่าพื้นที่ด้านในนั้นอันตรายมาก... เพราะพื้นที่ด้านในจะอยู่นอกเหนือการควบคุมของทางการ กว่าครึ่งของคนที่เข้าไปด้านในหอคอยล้วนไม่ได้กลับออกมา ส่วนมากจะถูกปล้นชิงและถูกสังหารปิดปาก จนกลายเป็นศพอยู่เสมอ…
ยังดีที่ทางสำนักสายลมประจิมนั้น จะจัดขบวนศิษย์เข้าไปด้านในปีละครั้ง เป็นขบวนใหญ่ของสำนักที่มีชนชั้นผู้ฝึกสอนอีกหลายสิบคนเข้าไปช่วยปกป้องคุ้มครองด้วย ทั้งยังได้ไปรวมกับกลุ่มหญิงสาวของสำนักบุปผาประจิม โอกาสที่จะพบเจออันตรายจึงมีต่ำมาก…
อีก 3 เดือนจากนี้ จะครบรอบ 1 ปีในการจัดตั้งขบวน เหยาซาน จึงเพ่งเล็งโอกาสที่จะเข้าไปอย่างปลอดภัยพร้อมกับทุกคนในสำนัก เลือกที่จะไม่เร่งร้อนให้ตนเองแบกรับความเสี่ยงที่มากเกินไป… คิดได้เช่นนั้นจึงถอนหายใจยาวคราหนึ่ง แล้วก็ค่อย ๆ ถอนสายตาออกมาจากหอคอย…
ไม่นานทั้งสองคนก็ได้มองเห็นประตูเรือนขนาดใหญ่สูงเกือบ 5 จั้ง มันใหญ่จนแทบจะเทียบเคียงได้กับประตูเมือง แสดงถึงความยิ่งใหญ่มั่งคั่ง กำแพงที่โอบล้อมยังยืดยาวออกไปสุดลูกตา ทั้งยังมีป้ายด้านบนที่เด่นชัด จนมองเห็นได้จากระยะหลายลี้…
“ตระกูลตัน”
เหยาซาน หายใจถี่กระชั้น เพียงแต่เห็นประตูเรือนและกำแพงโดยรอบ ยังสัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นในจิตใจ รับรู้ถึงความโอ่อ่ายิ่งใหญ่ที่แท้จริง ของตระกูลพ่อค้าที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองหลวง…
ตันเหยา เผยรอยยิ้มภาคภูมิใจเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวอย่างถ่อมตน...
“พอดีว่าประตูหลังด้านแห่งนี้ มันอยู่ใกล้กับสำนักของพวกเรามากกว่าประตูใหญ่ด้านหน้า มันอาจจะคับแคบไปบ้าง เจ้าอย่าได้ถือสาเลยแล้วกันนะศิษย์น้อง…”
“!!!!!!!!!” เหยาซาน เบิกตากว้าง ใบหน้าบิดเบี้ยว…
“นะ…นี่เป็นแค่ประตูหลัง อย่างนั้นหรือ!!”
……………………………………………….