อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 134 เส้นคู่ขนาน มิอาจบรรจบพบเจอ
ตอนที่ 134
ณ วังหลวง เขตพระราชวังไป๋หู่
“กังเฉิง น่าเสียดายจริง ๆ ที่การประลองนี้เจ้าไม่ได้เข้าร่วมด้วย ด้วยฝีมือและพรสวรรค์ระดับเจ้าย่อมสามารถสร้างชื่อเสียงเลื่อนลั่นได้แน่นอน” ไป๋หู่จิวหรง เอ่ยขึ้นด้วยความเสียดาย
กังเฉิง ประสานมือทั้งรอยยิ้ม ด้วยอัธยาศัยและความสามารถทำให้ กังเฉิง กลายเป็นหนึ่งในสมาชิกที่หน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ภาคภูมิใจ… “ขออภัยด้วยองค์รัชทายาท แต่ท่านพ่อบุญธรรมบอกข้าว่ายังไม่ถึงเวลาที่ข้าจะแสดงตัวออกมาในยุทธภพ มิเช่นนั้นอาจถูกเพ่งเล็งได้ในฐานะผู้สืบทอดของท่าน”
“เฮ้อ… ทั้งที่ กังเฉิง น่าจะไต่ระดับขึ้นเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของทวีปนี้ได้แท้ ๆ ไม่รู้ตาแก่นั่นคิดอะไรอยู่กันแน่นะ…” ขณะที่ ไป๋หู่จิวหรง กำลังบ่นอิดออด ก็สัมผัสได้ถึงพลังอันอบอุ่นที่ครอบฟ้าคลุมดิน อันเป็นเอกลักษณ์ของบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ ยอดฝีมืออันดับ 1 แห่งราชวงศ์ไป๋หู่…
“องค์หญิง… ข้าผู้ชราย่อมมีเหตุผลของตนเอง และการที่ผู้สืบทอดของข้าจะปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของผู้เป็นบิดาบุญธรรม ก็ไม่อาจนับว่าเป็นสิ่งผิดพลาด…” เสียงทุ้มลึก ดังขึ้นจากด้านหลัง ใบหน้าของ ไป๋หู่จิวหรง บิดเบี้ยวอัปลักษณ์ไปโดยพลัน
ด้วยความที่ตัวนางร่างกายเป็นสตรี แต่จิตใจคล้ายบุรุษ ดังนั้นนางจึงไม่ชอบให้ผู้ใดเรียกนางว่า องค์หญิง มาตั้งแต่ช่วงวัยเยาว์แล้ว ซึ่งเมื่อนางได้รับตำแหน่งเป็นองค์รัชทายาทลำดับที่ 9 นางก็กำชับทุกคนในวังให้เรียกนางว่า องค์รัชทายาท มาโดยตลอด ทว่ามีเพียงผู้เดียวที่นางมิอาจบีบบังคับ… ราชครูต้วน!!
“รัชทายาท!! มิใช่องค์หญิง!!” นางแผดเสียงออกมาพร้อมใบหน้าที่อับอาย
ชายชราหัวเราะเสียงยาว อายุของราชครูต้วนแตะ 200 ปีไปแล้วเมื่อไม่กี่ปีก่อน ซึ่งมันเรียกได้ว่าเป็นขอบเขตของมนุษย์ผู้หนึ่ง ที่ยังไม่อาจย่างเข้าสู่ชนชั้นเทวะแท้จริง ตัวของชายชราอยู่ในขอบเขตสูงสุดของชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 9 มาหลายสิบปี จนเลิกคาดหวังที่จะบรรลุชนชั้นเทวะลมปราณสีแดงในช่วงชีวิตนี้ไปแล้ว ทั้งยังไร้ทายาทสืบทอดสกุล
ดังนั้นเมื่อ กังเฉิง ได้ปรากฏตัว ผู้ที่สามารถสืบสานเจตนารมณ์และพลังของตนได้ ราชครูต้วน จึงไม่ลังเลที่จะรับ กังเฉิง เป็นบุตรบุญธรรมอย่างถูกต้อง จนสถานะของ กังเฉิง อยู่ในระดับที่สูงล้ำเทียบเท่าขุนนางใหญ่ของราชวงศ์ไป๋หู่เลยก็ว่าได้…
ชายชราวางมือบนไหล่ของ กังเฉิง เบา ๆ ก่อนจะกล่าว
“กังเฉิง มีพรสวรรค์ที่น่าตกใจ แม้แต่ตัวข้าเองก็ยังไม่มั่นใจว่าจะสอนสั่งเด็กคนนี้ได้เหมาะสมแล้วหรือไม่ ดังนั้นจึงจำต้องส่ง กังเฉิง ไปอยู่ในสถานศึกษาระดับผู้เยาว์ที่ดีที่สุดของยุทธภพ… ซึ่งนั่นก็คือ สถาบันเทพมังกรศักดิ์สิทธิ์ สถานศึกษาระดับตำนานที่เคยปลุกปั้น 3 ผู้ยิ่งใหญ่ขึ้นมาเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน...
เป้าหมายของ กังเฉิง ไม่สมควรหยุดอยู่ที่อัจฉริยะรุ่นเยาว์ในทวีปพยัคฆ์ขาว แต่ควรจะสูงยิ่งไปกว่านั้น และนั่นก็คือเส้นทางสู่ราชันย์รุ่นเยาว์ ทวีปมังกรฟ้า… แม้จะมันจะแสนยากเย็น ทว่าด้วยวัยเพียง 18 ปี ยังเหลือเวลาอีก 2 ปีในการไขว่คว้าความฝันอันยิ่งใหญ่ ต่อให้ล้มเหลวก็ไม่มีอะไรที่ต้องเสียใจ…”
กังเฉิน ใบหน้าเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ สัมผัสได้ถึงความอบอุ่นของบิดาบุญธรรมผู้นี้ ประสานมืออย่างสุภาพนอบน้อม… “ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่ ท่านพ่อบุญธรรม”
ราชครูต้วน ส่ง กังเฉิง ไปพร้อมกับหัวหน้ามือปราบที่ไว้ในอีกจำนวนหนึ่ง ด้วยวิหคพาหนะขนาดใหญ่ สามารถโดยสารคนได้มากถึง 5 คน… เป้าหมายหลีกคือการเดินทางไปต่างทวีป ฉะนั้นหากจะเดินทางด้วยวิหคล่ะก็คงใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 เดือน
ดังนั้นราชครูต้วน จึงเลือกที่จะใช้รูปแบบการเคลื่อนย้ายข้ามทวีปผ่านประตูมิติเคลื่อนย้ายขนาดใหญ่ จากวิทยาการพิเศษที่มีเพียงขุมกำลังเดียวถือครองเอาไว้ จนทำให้ขุมกำลังร่ำรวยล้นฟ้า ทั้งยังมีอำนาจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าหน่วยงานราชการแผ่นดินทั้ง 5 แห่ง…
พรรคมังกรฟ้า สาขาทวีปพยัคฆ์ขาว
วิทยาการเคลื่อนย้ายข้ามทวีปผ่านประตูมิติ เป็นวิทยาการที่ถูกคิดค้นโดย กุ่ยเยี่ยซา 1 ใน 3 ผู้ยิ่งใหญ่เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน... ด้วยความเป็นเอกเทศในการปกครอง จึงทำให้วิทยาการนี้เป็นความลับทางธุรกิจที่ถือเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะ
มีการสร้างประตูมิติเคลื่อนย้ายขนาดใหญ่ไว้ยังทวีปหลักทั้ง 4 แห่ง และภายในหมู่เกาะของมหาสมุทรกิเลนอัสนี อีก 1 แห่ง รวม 5 ตำแหน่งเคลื่อนย้าย สามารถเดินทางระหว่างกันได้อย่างอิสระ หากใครต้องการจะเคลื่อนย้ายระหว่างทวีปอย่างรวดเร็ว และมีกำลังทรัพย์ที่มากพอ ก็สามารถจะใช้บริการในส่วนนี้ทั้งสิ้น…
แม้หลาย ๆ ขุมกำลังจะพยายามลอกเลียนแบบวิทยาการนี้ แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครทำได้สำเร็จ จึงเป็นเหตุผลให้วิทยาการนี้สร้างความร่ำรวยมหาศาลให้กับ พรรคมังกรฟ้า สาขาสุดท้ายในยุทธภพ ณ เวลานี้…
ราชครูต้วน มีความสัมพันธ์อันดีกับผู้อำนวยการสูงสุดของ สถาบันเทพมังกรศักดิ์สิทธิ์ จึงเลือกที่จะส่ง กังเฉิง ไปฝึกฝนที่นั่น ทว่าตัวของชายชรายังติดธุระเรื่องที่ต้องเข้าเป็น เทพอารักษ์ของราชวงศ์ไป๋หู่ ในช่วงที่มีงานพิธีใหญ่อภิเษกสมรส จึงส่ง กังเฉิง ให้ล่วงหน้าไปก่อน ส่วนตนจะติดตามไปในภายหลัง…
“ดูแลตัวเองด้วย… ไว้เสร็จธุระแล้ว บิดาจะรีบตามเจ้าไป…” ราชครูต้วน กล่าวพร้อมรอยยิ้มชรา ก่อนที่วิหคพาหนะจะค่อย ๆ ลับตาไป มุ่งหน้าสู่ประตูเคลื่อนย้ายของพรรคมังกรฟ้า…
……………………………………………..
สำนักสายลมประจิม ตำหนักสายลมเหนือ…
“อะไรนะ!! เจ้าจะเข้าร่วมการประลองในวังหลวงงั้นหรือ!!” เตียมู่หยง เบิกตากว้างขึ้น เมื่อ เหยาซาน ขอเข้าพบ และกล่าวถึงเจตนาที่ตนตั้งใจ… เหยาซาน ยังแสดงป้ายสิทธิ์เข้าร่วมการประลองที่ได้มาจาก ไป๋หู่จิวหรง ยืนยันว่าตนสามารถเข้าร่วมได้จริง ๆ
“ข้าอยากลงประลองในฐานะของ ซุน… จึงอยากจะมาขออนุญาตท่านก่อน และเมื่อจบการประลอง ข้าก็ค่อยกลับสู่สถานะของ เหยาซาน อีกครั้งเพื่อแฝงตัวต่อไป…”
เตียมู่หยง กุมขมับในทันที…
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าหากเจ้าทำเช่นนั้น แผนการที่พวกเราอุตส่าห์ลำบากลบตัวตนของ ซุน ไปเมื่อหลายเดือนก่อนจะพังทลายไปจนหมด เวลานี้ตระกูลเกาก็ยังควานหาตัวเจ้าอย่างลับ ๆ อยู่เลย การที่เจ้าแสดงตัวในงานประลองนี้ นับเป็นเรื่องที่โง่มาก!!”
เหยาซาน เผยแววตามุ่งมั่นจริงจัง…
“เช่นนั้นท่านจะให้ข้าหลบซ่อนไปทั้งชีวิตงั้นหรือ?! ข้าฝึกฝนวรยุทธก็เพื่อที่จะสามารถเปิดเผย ว่าข้าคือผู้สืบทอดของเหล่าซืออย่างภาคภูมิใจ ท่ามกลางการประลองในวังหลวง ภายใต้การรวมตัวกันของยอดฝีมือทั่วทุกสารทิศ ข้าไม่เชื่อว่ากลุ่มมังกรทองจะกล้าเข้ามาเล่นงานข้าตรง ๆ ได้
อีกทั้งเมื่อหลายวันก่อน ท่านก็ยังบอกเองว่า เวลานี้กลุ่มมังกรทองเงียบสงบอย่างน่าตกใจ จนไม่เปิดเผยความผิดพลาดใด ๆ ให้คลำหาเส้นทางไปสู่สถานที่จับกุมตัวเหล่าซือได้เลย… ดังนั้นการปรากฏตัวของข้าอีกครั้ง มันอาจทำให้กลุ่มมังกรทองเริ่มเคลื่อนไหว จนทำให้สิ่งที่พวกมันพยายามปิดซ่อนอย่างสมบูรณ์ ปรากฏปลายหางออกมาก็เป็นได้…
บางครั้งพวกเราก็จำต้องเสี่ยงแกว่งเท้าในน้ำ เพื่อล่อให้ฉลามออกมา… ข้าเชื่อมั่นว่าข้าสามารถเอาตัวรอดในระหว่างการประลอง และทันทีที่การประลองจบสิ้นลง ข้าจะลบตัวตนของ ซุน ให้เลือนหายไปทันที ข้าให้สัญญา…” เด็กหนุ่ม เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แน่นหนัก บ่งบอกว่าตัดสินใจเรื่องนี้มานานมากแล้ว
แม้ว่า เตียมู่หยง จะเป็นผู้ดูแล ซุน ชั่วคราว แต่ก็ใช่ว่าจะบีบบังคับการตัดสินใจ เมื่อเด็กหนุ่มเผยเจตนาและความเชื่อมั่นถึงเพียงนั้น เตียมู่หยง ก็ได้แต่จนใจต้องยอมรับ…
“เช่นนั้นข้ามีข้อแม้อยู่เรื่องหนึ่ง… ตลอดเวลาที่เจ้าเข้าร่วมการประลอง ห้ามออกจากเขตวังหลวงโดยเด็ดขาด ต้องอยู่ภายใต้การคุ้มกันของทหารและมือปราบภายในวังหลวง รวมถึงห้ามออกห่างจาก มู่เจี้ยน ด้วย
อย่างน้อยต่ำกว่าระดับชนชั้นลมปราณสีส้ม ก็คงไม่มีใครเอาชนะ มู่เจี้ยน ได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะ เกาถิง บุตรชายคนโตของผู้นำตระกูลเกา ข้าสืบค้นเรื่องราวของคนผู้นี้มาสักระยะแล้ว มันมีการเคลื่อนไหวที่แปลกประหลาดมาก ทั้งยังมีผู้ยืนยันได้ว่า เกาถิง อยู่ที่ชุมชนหมู่บ้านตะวันอัสดงในวันที่ เหยาหมิง ถูกจับตัวไป ข้าว่าคนผู้นี้ต้องเป็นหนึ่งในสมุนของกลุ่มมังกรทองอย่างแน่นอน ทว่ามันทำงานให้ผู้ใดนั้น ยังไม่มีหลักฐานมากเพียงพอ…”
เหยาซาน พยักหน้าตอบรับเงื่อนไข… ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อได้ยินเรื่องของ เกาถิง ซึ่งแน่นอนว่า เหยาซาน ย่อมเชื่อมโยงได้ว่า เกาถิง ผู้นี้คงเป็นพี่ชายของ เกาทงหลิน และหาก เกาถิง อยู่ภายในชุมชนหมู่บ้านตะวันอัสดงในช่วงเวลานั้นจริง ๆ ก็จะเชื่อมโยงไปถึงผู้บงการลับ ในจวนผู้ว่าจินหง ที่ได้แสดงป้ายเหล็กตระกูลเกา(ตอนที่ 15)
เด็กหนุ่มพลันบังเกิดจิตสังหารผุดขึ้นมาผ่านสายตา… จน เตียมู่หยง ต้องกระแอมเสียงขึ้นมาเพื่อให้ เหยาซาน กลับมามีสติอีกครั้ง… จากนั้น เตียมู่หยง ก็ร่างจดหมายให้ เหยาซาน ออกไปทำภารกิจนอกสำนักเป็นการชั่วคราว เพื่อมิให้ผิดสังเกต...
“ดูแลตัวเองด้วย… อย่าลืมเรื่องที่เจ้ารับปากข้า แน่นอนว่านอกจากตัวข้าแล้ว ท่านเจ้าสำนักอวิ๋น เป่ยเตียวหุย และ เถิงไห่(ผู้อาวุโสเถิง) ทั้งหมดล้วนเข้าร่วมเป็นผู้ชมในงานประลองครั้งนี้ด้วย ซึ่งตัวของท่านเจ้าสำนักอวิ๋น และ เถิงไห่ ต่างก็เคยเห็นหน้าเจ้ามาแล้ว(ตอนที่ 90)
ดังนั้นเมื่อเจอเจ้าที่งานประลอง ทุกคนย่อมจดจำเจ้าได้ หากเกิดภัยอันตรายใด ๆ ขึ้นมาจริง ทุกคนก็พร้อมที่จะปกป้องเจ้าเต็มกำลัง ในฐานะที่เจ้าเป็นศิษย์แห่งความภาคภูมิใจของสำนักสายลมประจิม…”
เด็กหนุ่ม ได้ยินเช่นนั้น รู้สึกถึงความตื้นตันอันเอ่อล้น
ประสานมืออย่างสุภาพขึ้นด้วยรอยยิ้มปิติ
เมื่อก้าวออกมาจากประตูสำนักสักระยะ ซุน พลันเปลี่ยนอาภรณ์ของสำนักสายลมประจิมออก กลับสู่อาภรณ์สามัญ เป็นชุดคลุมยาวสีขาวสำหรับชาวยุทธ เย็บถักจากวัสดุลมปราณคุณภาพสูงเพิ่มการป้องกันได้ระดับหนึ่ง เป็นชุดที่ เตียมู่หยง มอบให้เอง คุณภาพไม่เป็นรองเครื่องแบบอาภรณ์ของเหล่าศิษย์หลัก…
จากนั้นจี้แปลงโฉมก็ส่องประกายอีกครั้ง เปลี่ยนรูปโฉมจาก เหยาซุน เป็นชายวัยกลางคนใบหน้าสามัญผู้หนึ่ง ข้างเอวยังคงห้อยน้ำเต้าสุรามิต่างเดิม พลันยกกระดกจนกลิ่นสุราอบอวล เผยรอยยิ้มมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองหลวง…
โรงเตี้ยมสามัญแห่งหนึ่ง…
มู่เจี้ยน กำลังเฝ้ารอนัดหมาย เผยแววตาที่สงบล้ำลึก แผ่รัศมีชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นสูงสุดอย่างชัดเจน ราวกับว่ามีเส้นบาง ๆ ขว้างกั้น เพื่อรอการทะลวงผ่านชนชั้นลมปราณสีส้ม เป็นปัญหาในลักษณะเดียวกับที่ ซุน กำลังประสบพบเจอ...
ไม่นานฝั่งตรงข้ามก็พลันมีบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งลงบนโต๊ะเดียวกัน… มู่เจี้ยน เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย พลางขมวดคิ้ว… “สหายชาวยุทธ ที่นั่งตำแหน่งนั้นข้าจองไว้ให้ผู้นัดหมายของข้า ขอความกรุณานั่งโต๊ะอื่นเถิด…”
ชายวัยกลางคน เผยรอยยิ้มเจือจาง…
“พี่มู่เจี้ยน... นี่ข้าเอง”
“!!!!!!!!!!” มู่เจี้ยน เบิกตากว้างขึ้น เพราะชายตรงหน้าดูจะมีอายุมากกว่าตนไปขั้นหนึ่งด้วยซ้ำ ไม่อาจนำมาทับซ้อนกับ ซุน ในวัย 18 ปี ได้สักนิดเดียว
ตึง! เสียงของ มู่เจี้ยน ตบโต๊ะฉาดใหญ่ แผ่รังสีกระบี่ออกมาอย่างแจ่มชัด ก่อเกิดเป็นเงากระบี่หลายสิบเล่มหมุนวนรอบรัศมี อีกฝ่ายถึงขั้นทราบนามของตน มู่เจี้ยน สัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาสามัญ…
“อย่าพูดจาเหลวไหล... ข้าแสดงมารยาทกับท่านแล้ว หากท่านไม่รับฟัง ก็อย่าหาว่าข้าเสียมารยาท”
พริบตานั้นเอง ชายวัยกลางคนเผยดวงตาเจิดจรัส ก่อนจะดึงเอากระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ออกมา ปักลงที่พื้นข้างกาย จิตวิญญาณแห่งกระบี่แผ่พลานุภาพสยบต่อปราณกระบี่ด้วยกัน จนทำให้เงากระบี่โดยรอบของ มู่เจี้ยน ถึงกับแตกสลายกลายเป็นอณู
มู่เจี้ยน เบิกตากว้างโพลงขึ้น แน่นอนว่าเมื่อครู่ย่อมมิใช่พลังทั้งหมดของมือปราบหนุ่ม เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงชนชั้นลมปราณสีน้ำเงิน จึงดึงพลังออกมาใช้แค่เพียงส่วนเดียวเน้นข่มขู่จับกุม… ทว่าการจะสลายปราณกระบี่ทั้งหมดของ มู่เจี้ยน พร้อมกันเช่นนี้ได้นั้น ย่อมมิใช่เรื่องปกติของชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินทั่วไป…
ด้วยความที่โรงเตี้ยมมีคนอยู่ไม่น้อย อีกทั้งการเคลื่อนไหวของ มู่เจี้ยน ก็อาจถูกจับตามองจากคนร้ายได้เช่นกัน ซุน จึงไม่กล้าประมาทเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริงเพื่อยืนยัน… เลือกที่จะทำการเปิดแหวนมิติอีกครั้ง ก่อนจะโยนป้ายรับรองสิทธิ์การเข้าประลองให้กับ มู่เจี้ยน…
ดวงตาของ มือปราบหนุ่มสั่นไหวระรัว
ป้ายรับรองสิทธิ์ ย่อมมิอาจปลอมแปลง…
“นี่เจ้า!!”
……………………………………….