อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 146 วิถีกระบี่ที่แตกต่าง
ตอนที่ 146
การต่อสู้ในสายประลองที่ 4 ยังคงดำเนินต่อไปอีก 3 คู่ประลอง… ซางกวานเฉิน ระเบิดพลังชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 7 ออกมา สมกับที่เป็นม้ามืดใจการแข็งเฉกเช่นเดียวกับ ลั่วชิงเหอ พื้นฐานลมปราณแข็งแกร่งเทียบเท่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์หลาย ๆ คน เอาชนะรอบแรกไปได้โดยไม่ยากเย็น… ดังนั้นก็เป็นที่ยืนยันแน่นอนแล้วว่าในวันพรุ่งนี้ คือการเผชิญหน้าในสายระหว่าง ซุน และ ซางกวานเฉิน…
ส่วน เกาทงหลิน ก็ปิดฉากคู่ต่อสู้ได้เฉียบคมโดยไร้บาดแผลเช่นกัน… หากไม่มีอะไรผิดพลาดคลาดเคลื่อน เกาทงหลิน จะเป็นผู้ชิงชัยในการเป็นอันดับ 1 ของ สายประลองที่ 4 โดยคู่ต่อสู้คือผู้ชนะระหว่าง ซุน และ ซางกวานเฉิน
การประลองในวันแรกทั้ง 16 คู่ ประลอง จึงจบลงในที่สุด ได้ 16 คนสุดท้ายที่ผ่านเข้ารอบ จะต้องมาเผชิญหน้ากันอีกครั้งในการประลองวันพรุ่งนี้…
………………………………….
“ซุน!!” ซ่งจื่อฮุ่ย โดดโผกอดไปที่ ซุน ตามประสาของนาง ใบหน้ามีทั้งรอยยิ้มและคราบน้ำตา ซึ่งมันทำให้ ฉีลู่ชิง หางคิ้วกระตุกเล็ก ๆ ก่อนจะเบือนหน้าหนี สวมกอดอกอย่างไม่สบอารมณ์นัก
“ใจเย็นก่อนแม่นางซ่ง…” ซุน กระอักกระอ่วนเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ดึงนางออกอย่างยากลำบาก ท่าทีของนางดูคล้ายจะไม่รู้สึกอะไรในการแสดงเช่นนี้ มิใช่เพราะนางไม่ถือตัว แต่เป็นเพราะนางตรงไปตรงมาจนเกินไป ต่อความรู้สึกของตนเอง
ซุน ประสานมือคารวะ ฉีเฟยเทียน และ ซ่งไห่เฟิง ตามมารยาทสมควร สองชายชรายิ้มรับพลางวางมือลงบนไหล่เอ่ยชื่นชมอีกหลายคำ ไม่คิดว่าการพบเจอครั้งนี้ ซุน จะพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดจนน่าตกใจ
“หลงนึกว่าเจ้าจะมีเพียงเคล็ดศาสตราที่น่าทึ่ง ทว่าดูเหมือนปราณธาตุก็ยังควบคุมได้อย่างเชี่ยวชาญจนน่าตกใจ สมแล้วที่ข้าคาดหวังในตัวเจ้าด้วยฐานะคู่แข่ง… ช่วงหลัง ๆ ที่แอบไปฝึกกับศิษย์พี่มู่ คงทำให้เจ้าพัฒนาไปมากกว่าเดิมงั้นสินะ” ไป๋หู่จิวหรง เอ่ยปากชื่นชม
“องค์รัชทายาทกล่าวหนักไปแล้ว ผู้น้อยเพียงโชคดีที่อีกฝ่ายประมาทเท่านั้น…”
ทั้งสองเอ่ยคำพูดชื่นชมกันไปมาอีกเล็กน้อย ก่อนที่ มู่เจี้ยน จะมาถึงและขออนุญาตทุกคน เพื่อดึงตัว ซุน แยกออกไป คล้ายว่าการฝึกฝนของทั้งสองจะยังอยู่ในช่วงสุดท้ายไม่สำเร็จเสร็จสิ้น ดังนั้นจึงไม่อยากเสียเวลาอันน้อยนิดไปกับเรื่องอื่น
“พวกเราจะอยู่ชมการประลองจนถึงวันสุดท้าย… ดังนั้นพรุ่งนี้จงพยายามให้เต็มที่” ฉีเฟยเทียน กล่าวพร้อมรอยยิ้มชรา แม้จะไม่มีความเกี่ยวข้องกับ ซุน อย่างแน่นแฟ้น แต่ก็เผยความสัมพันธ์อันดีจน ซุน ต้องตื้นตันใจ…
ณ เรือนตระกูลเกา
เกาทงหลิน เมื่อประลองจบก็รีบกลับไปที่ตระกูลในทันที!! ความร้อนรนและแววตาแข็งกร้าวที่เกิดขึ้นนั้นทำให้บรรดาสาวใช้ในเรือน เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้าเข้าไปใกล้… ชายหนุ่ม มุ่งหน้าตรงไปยังเรือนใหญ่ทันที
เมื่อเข้าไปในโถงใหญ่ กลับพบว่ามีการประชุมอยู่ก่อนแล้ว… เกาเทียนฉี ปู่ของ เกาทงหลิน ถลึงตาขึ้นโดยพลัน “เสียมารยาท!! ไม่รู้หรือว่าควรจะทำอย่างไรก่อนจะพรวดพราดเข้ามาเช่นนี้!!”
เกาทงหลิน สั่นสะท้าน รีบประสานมือขออภัยทันที… ก่อนจะกวาดตามองภายในโถงประชุม ก็พบว่านอกจาก เกาเทียนฉี แล้ว ยังมีเทพปรมาจารย์ ลู่เหรินฮ่าว ที่เผยรอยยิ้ม ส่งสายตาประหลาดที่ทำเอา เกาทงหลิน ขนลุกชูชัน
ทั้งยังพี่ชายของตน เกาถิง ที่ยืนอยู่ด้านหลังด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม มือซ้ายของ เกาถิง ถูกตัดนิ้วก้อย และนิ้วนางออกไป จากการลงทัณฑ์ของ ลู่เหรินฮ่าว แน่นอนว่าหากไม่ได้ เกาเทียนฉี ห้ามปรามไว้ล่ะก็ อาจเป็นแขนซ้ายทั้งข้างที่จะถูกตัดจากความเหี้ยมเกรียมของ ลู่เหรินฮ่าว ก็เป็นได้…
“หึหึ… นี่สินะ เกาทงหลิน อัจฉริยะผู้เยาว์ เป็นหนุ่มน้อยรูปงามสมคำร่ำลือจริง ๆ น่าเสียดายที่ตระกูลเกาไม่ยอมให้เจ้ามาเข้าร่วมกับกลุ่มของพวกเรา มิเช่นนั้นข้าอาจจะรับเจ้าเป็นผู้สืบทอดก็เป็นได้…” ลู่เหรินฮ่าว กล่าวพลางสะบัดพัดในมือ เพ่งมอง เกาทงหลิน ราวกับสามารถมองเข้าไปด้านในอย่างทะลุปรุโปร่ง ทำเอา เกาทงหลิน สั่นเยือกไปทั้งร่างอีกครั้ง
“คะ…คารวะท่านเทพปรมาจารย์ลู่”
“เกาทงหลิน คือคนที่จะเป็นผู้นำตระกูลเกาในอนาคต ไม่ควรเข้ามาเสี่ยงอันตรายในงานเบื้องหลังของพวกเรา…” เกาเทียนฉี เค้นเสียงขึ้นดุดัน แต่ใจลึก ๆ ย่อมกริ่งเกรงต่อ ลู่เหรินฮ่าว แม้จะมีฐานะเป็น 1 ใน 10 แกนนำกลุ่มมังกรทองเฉกเช่นเดียวกับ ลู่เหรินฮ่าว ทว่าหากเปรียบวัดความแข็งแกร่งกันแล้ว ต่อให้ 10 เกาเทียนฉี ก็ยังไม่ใช่คู่มือของ เทพปรมาจารย์ผู้นี้…
“ท่านปู่ ข้าพบเจอคนที่พวกท่านตามหาแล้ว” เกาทงหลิน โพล่งเสียงขึ้น
ทว่า เกาเทียนฉี กลับแค่เพียงพยักหน้าเบา ๆ มิได้ตื่นเต้น… เหตุก็เพราะการประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะเรื่องนี้เช่นกัน การปรากฏตัวของ ซุน บนเวทีใหญ่ แน่นอนว่าในกลุ่มคนที่ชมการประลองย่อมมีเส้นสายของตระกูลเกาแฝงอยู่ด้วย ข่าวจึงมาถึงได้เร็วกว่าการกลับมาของ เกาทงหลิน…
“ถึงเจ้านั้นจะปรากฏตัวออกมา แต่มันก็ช่างเหนือความคาดหมายยิ่งนัก ภายใต้อาณาเขตวังหลวงของราชวงศ์ไป๋หู่ ถึงจะเป็นข้า ลู่เหรินฮ่าว หรือต่อให้ท่านผู้นำมาด้วยตนเอง ก็ยังยากที่จะบุกเข้าไปนำตัวศิษย์ของ เหยาหมิง ออกมาได้ พวกเราทำได้เพียงแค่จับตามองต่อไปเท่านั้น…” ลู่เหรินฮ่าว กล่าวขึ้นด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
“เจ้าเองก็เถอะ ทงหลิน… จากสายประลองของเจ้า มีโอกาสที่เจ้าจะเผชิญหน้าเจ้าเด็กนั่นเช่นกัน ถึงเวลานั้นก็อย่าพลาดท่าเสียล่ะ หากมีโอกาสก็จงเล่นงานมันให้หนัก แต่ห้ามให้ถึงตาย” เกาเทียนฉี เค้นเสียงขึ้น
เกาทงหลิน ฉายแววตาเหี้ยมหาญคมกล้า…
“เรื่องนั้นต่อให้ท่านปู่ไม่ย้ำเตือน ข้าก็ตั้งใจไว้อยู่แล้ว!!”
……………………………………………
เข้าสู่การประลองวันที่ 2
วันนี้จะต้องประลองถึง 2 รอบติดต่อกัน เพื่อที่จะเฟ้นหายอดฝีมือรุ่นเยาว์จากทั้ง 4 สาย เพื่อชิงชนะเลิศในวันพรุ่งนี้ ดังนั้นจึงเริ่มมีผู้ชมให้ความสนใจกันอย่างล้นหลาม ผนวกกับที่กองกำลังขุมกำลังใหญ่จากทั่วสารทิศได้เดินทางมาถึงแล้ว ย่อมมีบางส่วนแยกตัวมาชมการประลองครั้งนี้ด้วย…
พรรคมังกรฟ้า พรรคราชสีห์สวรรค์ สำนักสายลมประจิม สำนักบุปผาประจิม หรือแม้แต่เชื้อพระวงศ์ของราชวงศ์ไป๋หู่ ขุมกำลังใหญ่ที่ส่งตัวแทนศิษย์ขึ้นท้าชิงชัย จากที่เมื่อวานขุมกำลังเหล่านั้นส่งผู้อาวุโสมาเฝ้าดูเพียงเล็กน้อย แต่ในวันนี้กลับเต็มไปด้วยชนชั้นผู้นำมาเฝ้าชมการประลองรอบตัดเชือก
เจ้าสำนักอวิ๋นหยางหลิ่ง และรองเจ้าสำนักทั้งสอง เตี่ยมู่หยง เป่ยเตียวหุย ชนชั้นผู้นำสูงสุดทั้งสามของสำนักสายลมประจิมต่างมากันพร้อมหน้า… ถึงแม้ศิษย์สำนักที่เหลืออยู่ในรอบนี้จะมีเพียง เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ ทว่าก็ยังมีศิษย์ลับอีกคนหนึ่งที่ทั้งสามย่อมรู้แก่ใจ…
นั่นคือ ซุน!!
“เจ้าเด็กนั่นจะไปได้ถึงไหนกันนะ รอบที่ 2 นี้ยังต้องเจอกับปราการอันแข็งแกร่งอย่าง ซางกวานเฉิน ที่ว่ากันว่าฝีมือพอ ๆ กับอัจฉริยะ ลั่วชิงเหอ ของพวกเรา หรือต่อให้ ซุน มันโชคดีเอาชนะไปได้ ก็ยังต้องเจอกับ อัจฉริยะแท้จริงอย่าง เกาทงหลิน ในรอบที่ 3 หนทางช่างริบหรี่ยิ่งนัก…” เป่ยเตียวหุย กล่าวพลางถอนหายใจ
“เอาเถอะ… ต่อให้พ่ายแพ้ก็ยังได้ประสบการณ์ดี ๆ กลับไป จะได้ข่มความดื้อรั้นฮึกเหิมของเจ้าแมวสวรรค์ตัวนั้นลงบ้าง…” เจ้าสำนักอวิ๋น กล่าวพลางหัวเราะ แน่นอนว่าข่าวลือของ ซุน ย่อมไปถึงหูเจ้าสำนักชราผู้นี้ทั้งหมด บางครั้งก็นึกขำ บางครั้งก็นึกโกรธเกลี้ยว แม้จะเพิ่งเข้าสำนักได้ไม่นาน แต่ ซุน ก็กลายเป็นศิษย์สำนักที่น่าปวดหัวที่สุดในรอบหลายสิบปีเลยก็ว่าได้
รองเจ้าสำนักทั้งสอง ได้แต่ขืนยิ้มเช่นกัน…
ด้วยความที่วันนี้การประลองจะต้องเกิดขึ้น 2 ครั้งติดต่อกัน ดังนั้นการเรียงลำดับในแต่ละสาย จึงคล้ายว่าจะไม่เป็นการยุติธรรมสำหรับผู้ที่ประลองในคู่สุดท้าย เนื่องจากจะมีเวลาพักฟื้นน้อยกว่าคู่ประลองแรก ๆ
ฉะนั้นเพื่อความยุติธรรม จึงต้องมีการจับสลากการประลองแบบสุ่มขึ้นมา หากเกิดความเลื่อมล้ำใด ๆ จะได้มิอาจกล่าวโทษ ถือว่าเป็นการเลือกสรรโชคชะตาด้วยมือตนเอง การแข่งในรอบ 2 นี้ มีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น 8 คู่ ประลอง
แน่นอนว่าคู่ต่อสู้ของ ซุน ก็คือ ซางกวานเฉิน ซึ่งมีบุคลิกแตกต่างไปจาก เต้าหมิงเยี่ย ที่มาจากสำนักเดียวกันอย่างสิ้นเชิง มีความเงียบครึมเป็นที่ตั้ง ทั้งการต่อสู้เมื่อวานยังไม่เปิดเผยความสามารถแท้จริงใด ๆ ออกมาเลย มีเพียงศาสตราประจำกายที่เป็นกระบี่เล่มหนึ่งเท่านั้น…
การจับสลาก ซางกวานเฉิน ยังใจกว้างให้สิทธิ์ ซุน เป็นผู้จับสลาก ว่าจะได้การประลองลำดับในจากทั้ง 8 คู่ประลอง ยิ่งได้รับการประลองเป็นคู่แรก ๆ ย่อมได้เปรียบมาก จากระยะเวลาในการพักฟื้น…
ซึ่งลำดับที่ ซุน จับขึ้นมาได้นั้น
คือลำดับที่ 1 เป็นคู่ประลองเปิดงานในวันนี้…
ดวงตาของ ซุน และ ซางกวานเฉิน แปรเปลี่ยนไปในทันที ทั้งสองมองหน้ากันด้วยความดุดันมาดร้าย จะมีเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่จะผ่านเข้าสู่รอบต่อไป ซึ่งสำหรับเหล่าผู้ชม ย่อมเห็นความแตกต่างระหว่างพื้นฐานทั้งสอง
ชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 9 และชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 7 ไม่ว่าใครก็ต้องพูดเป็นเดียวกันร้อยทั้งร้อย ว่าโอกาสที่ ซุน จะชนะนั้นไม่มีแม้สักนิด… ถึงกระนั้น เหล่าชนชั้นยอดฝีมือก็ยังจับตามองการประลองนี้เป็นพิเศษ เนื่องด้วยการต่อสู้ของ ซุน เมื่อวานที่เอาชนะ เต้าหมิงเยี่ย อย่างขาดลอยนั้น เกิดข่าวลือที่ทำให้หลายคนค้างคาใจอยู่ไม่น้อย…
เมื่อขึ้นไปบนเวทีประลอง ซางกวานเฉิน ดึงกระบี่ประจำกายออกมาทันที มันเป็นกระบี่อักขระชั้นลมปราณสีเขียวขั้นสูง แผ่รังสีศาสตราที่กล้าแกร่งอย่างยิ่ง ท่วงท่าของ ซางกวานเฉิน และตัวกระบี่ยังร่วมเป็นหนึ่งเดียว บ่งบอกถึงความชำนาญขั้นล้ำลึก…
ซุน ในครั้งนี้ก็ไม่กล้าประมาทเช่นกัน พอจะมองออกถึงขอบเขตความสามารถของอีกฝ่าย ว่า ซางหวานเฉิน ผู้นี้อาจจะแข็งแกร่งที่สุดในคู่ต่อสู้รุ่นเดียวกันที่ ซุน เคยเผชิญหน้ามา จึงหยิบเอากระบี่พันชั่งของตนออกมาอย่างไม่ลังเล ตั้งกระบวนท่าพร้อมรบทันที…
สายตาของทั้งสองไร้ซึ่งความประมาท
ไม่กล้าประเมินอีกฝ่ายต่ำต้อยเกินไป…
“เริ่มประลองได้!!”
สิ้นเสียงกรรมการ รังสีกระบี่ของทั้งคู่พลันแผ่ซ่านกระจัดกระจาย ก่อเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากพื้นฐานด้านวิถีกระบี่ที่แต่ละฝ่ายเชื่อมั่น… ฝั่งของ ซางกวานเฉิน เผยให้เห็นถึงเงากระบี่จำนวนมากดุจดั่งขนนกอ่อนช้อย เคลื่อนไหวราวกับสายธารลื่นไหลไม่สะดุด รอยต่อของเงากระบี่แต่ละเงาล้ำลึกสุดพรรณนา ตวัดทิ่มแทงเพียงครั้ง เกิดคลื่นกระบี่นับไม่ถ้วนสาดซัดออกไป
“ดูจากจิตวิญญาณนั่นแล้ว เจ้าก็เป็นผู้เชี่ยวชาญกระบี่เช่นเดียวกันงั้นสินะ… วิถีกระบี่ของข้าคือความพลิ้วไหวไร้สิ้นสุด ต่อเนื่องเชื่อมโยงไม่ขาดระยะ ก่อเกิดเป็นสิ่งที่ถักทอแก่นแท้แห่งเพลงกระบี่ นี่คือวิถีแห่งกระบี่ที่ข้าเชื่อมั่น และจะไม่มีวันแพ้พ่าย!!” ซางกวานเฉิน เผยดวงตาคมกล้า ก่อเกิดเงากระบี่ครอบฟ้าคลุมดิน ปิดแปดทิศ สกัดสิบทาง มองดูไร้จุดอ่อน
แต่ทว่า… ซุน ก็พลันระเบิดจิตวิญญาณแห่งกระบี่โบราณที่กล้าแกร่ง เผยมิติแห่งเป็นหนึ่งไร้เทียมทาม พลานุภาพสยบสะท้านฟ้าสะเทือนดิน สั่นคลอนชั้นบรรยากาศโดยรอบทั้งหมด กลับกลายเป็นความแตกต่างด้านวิถีแห่งความเชื่อมั่น ที่ต้องเผชิญหน้ากัน เป็นเอกลักษณ์จากพื้นฐานด้านจิตใจ
กระบี่พันชั่งแน่นหนัก ตวัดฟันฉับเพียงครั้งเกิดเสียงดัง ตูม! กังวานออกไปเป็นรัศมีสิบทิศ ระเบิดคลื่นพลานุภาพสยบ ทำลายรังสีกระบี่นับไม่ถ้วนของ ซางกวานเฉิน เปิดเส้นทางสู่วิถีที่ตนเชื่อมั่นเช่นกัน…
“เจ้ามาสิบข้าใช้หนึ่งสยบ เจ้ามาร้อยข้าก็จะใช้หนึ่งสยบ เจ้ามาคณานับข้าก็ยังใช้หนึ่งสยบ!! วิถีกระบี่ของข้าคือความแน่นหนัก รุนแรงไร้เทียมทาน ใต้หล้าไร้คู่เปรียบ นี่คือวิถีกระบี่ของข้า!!”
ซุน คำรามเสียงกึกก้อง พร้อมยกชูกระบี่เผยให้เห็นจิตวิญญาณโบราณแผ่ซ่าน กระบี่พันชั่งฟาดฟันแต่ละครั้งเกิดคลื่นระลอกใหญ่ ที่สามารถหักล้างทำลายเงากระบี่นับสิบนับร้อยที่ปิดล้อม… ซางกวานเฉิน กัดฟันแนบแน่น เมื่อเปรียบวัดกันที่วิถีความเชื่อในเพลงกระบี่ ตนยิ่งไม่อาจพ่ายแพ้ได้ ระเบิดพื้นฐานลมปราณทั้งหมดออกมา แผ่อำนาจแฝงเร้นในทุกเงากระบี่จำนวนคณานับพุ่งเข้าเล่นงานไปยัง ซุน อย่างต่อเนื่อง
เสียงตูมตาม ภายในม่านพลังดังก้องไม่ขาดระยะ
เหล่าผู้ชม ต่างพากันอ้าปากค้างไร้ซุ่มเสียง… ไม่มีใครกล้าหายใจแรง หรือเล็ดลอดคำพูด เฝ้ามองการต่อสู้อย่างใจจดใจจ่อ ตื่นเต้นไปถึงส่วนลึก ราวกับนี่มิใช่การประลองในระดับผู้เยาว์ แต่เป็นสองผู้แตกฉานวิถีแห่งกระบี่จากทั้งสองสาย กำลังเปรียบวัดความเชื่อที่มีต่อกัน
แม้แต่อันดับ 1 อย่าง เฉียงตงฟาง ที่ไม่สนใจผู้ใด
บัดนี้ยังต้องลืมตาขึ้น มองตรงมายังการต่อสู้…
…………………………………….