อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 154 การร่วมมือ
ตอนที่ 154
หลังจากที่ เจี่ยโย่วเทียน เผยถึงแผนการและเจตนา จึงอยากให้ ซุน และ ไป๋หู่จิวหรง มาเข้าร่วมกับตน ในการรุมเล่นงานสัตว์ประหลาดอย่าง เฉียงตงฟง…
ซึ่งเมื่อ ซุน ได้ยินแผนนี้ ภายในใจของ ซุน อยากเดินเข้าไปตบไหล่ของ เจี่ยโย่วเทียน ฉาดใหญ่และตะโกนดัง ๆ ว่า “แผนเยี่ยมมาก!!” ทว่าในความเป็นจริงของสีหน้าด้านนอก จำเป็นต้องรักษาภาพพจน์ของ 1 ใน 4 ตัวแทนสายประลองที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี เผยท่าทีคิดหนักที่จะต้องใช้สามคนรุมเล่นงาน เฉียงตงฟาง เพียงผู้เดียว
ซุน คล้อยตามองไปยัง ไป๋หู่จิวหรง เล็กน้อย ก่อนจะแสร้งใช้เสียงและสีหน้าเคร่งขรึม
“องค์รัชทายาท ท่านมีความเห็นเยี่ยงไร…”
แน่นอนว่าใน 3 คนนี้ ไป๋หู่จิวหรง ย่อมเป็นคนที่เปี่ยมไปด้วยศักดิ์ศรีมากอย่างที่สุด ในฐานะองค์รัชทายาทแห่งราชวงศ์ ดังนั้น ซุน จึงเอ่ยถามเน้นย้ำไปยังนาง ถึงน้ำเสียงจะดูเนิบนาบไม่เร่งรัด ทว่ากับแฝงไว้ด้วยความกัดดัน ที่ส่งให้นางตัดสินใจ
ไป๋หู่จิวหรง กุมขมับแนบแน่น ตลอดช่วงชีวิต 20 ปีที่ผ่านมา นางนั้นพ่ายแพ้ให้กับ เฉียงตงฟาง มาโดยตลอด เวทีใดที่ทั้งคู่ลงประลอง ตำแหน่งที่ 2 จะเป็นของนางอยู่เสมอ ทั้งยังคล้ายว่าระยะห่างระหว่างทั้งสอง จะมีมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ลดน้อยลงเลย
ตำแหน่งองค์รัชทายาทอย่างนาง อาจมองว่ายิ่งใหญ่ในทวีปนี้ ทว่าในความเป็นจริงนั้น ขุมกำลังของราชวงศ์ไป๋หู่แม้จะทำหน้าที่เป็นหน่วยราชการดูแลแผ่นดิน แต่ด้านความแข็งแกร่งในขุมกำลัง กลับอ่อนด้อยกว่าพรรคมังกรฟ้า ระดับหนึ่งเสียด้วยซ้ำ…
ด้วยสถานะของ เฉียงตงฟาง ที่มาจากตระกูลเฉียง 1 ใน 5 ตระกูลที่คุมบังเหียนพรรคมังกรฟ้า อิทธิพลภายในพรรคเป็นรองแต่เพียง ตระกูลกุ่ย เท่านั้น… ตำแหน่งองค์รัชทายาทของ ไป๋หู่จิวหรง จึงไม่มีอำนาจมากพอจะไปบังคับให้ เฉียงตงฟาง แสดงความเคารพต่อนางด้วยซ้ำ
แม้แต่ในความฝัน นางยังอยากที่จะชนะ เฉียงตงฟาง สักครั้งหนึ่ง… หลังจากร่างสั่นเทาอยู่ชั่วครู่ นางก็กัดขบฟันแนบแน่น นัยน์ของนางบอกถึงประกายความต้องการในชัยชนะ มุ่งมาดคาดหวังถึงขีดสุด
“ข้าเอาด้วย!! แม้วิธีการนี้จะไม่สง่าผ่าเผยนัก แต่หากมันทำให้ข้าได้เห็น เฉียงตงฟาง หมดสภาพลงสักครั้ง ก็นับว่าไม่มีอะไรให้ค้างคาใจ ทั้งยังไม่ผิดต่อกติกาการประลอง!!” เสียงของนางแน่นหนักบ่งบอกถึงการตัดสินใจอันแน่วแน่แล้ว
เวลานี้จึงกลายเป็น ไป๋หู่จิวหรง และ เจี่ยโย่วเทียน ที่ส่งสายตามองมายัง ซุน คล้ายต้องการเร่งรัดคำตอบ... ซุน ที่เห็นเช่นนั้น ก็กำมือหลวมยกมาที่มุมปาก กระแอมไอแห้ง ๆ เกร็งคอเล็กน้อยเพื่อให้เสียงที่เปล่งออกไปดูแข็งขันนุ่มลึก
“อืม… อันที่ตราบเท่าที่ยังไม่เปรียบวัดกันสักครั้ง ตัวข้าก็ไม่ได้คิดว่าตนเองจะพ่ายแพ้ให้กับ เฉียงตงฟาง อย่างแน่มั่น… ทว่าในเวลานี้อาการบาดเจ็บของข้าก็ร้ายแรงพอสมควร ห่างไกลความสมบูรณ์ อีกทั้งศิษย์พี่เจี่ย ก็ยังอุตส่าห์คิดวางแผนนี้ขึ้นสำหรับพวกเรา องค์รัชทายาทก็มีบุญคุณกับข้าอยู่ไม่น้อย
ศิษย์พี่ลั่วที่ถูกเล่นงานไปวันนี้ ก็ยังมีความเอ็นดูต่อศิษย์น้องเช่นข้าอย่างน่าซาบซึ้ง หากเป็นไปได้ข้าก็อยากจะแก้แค้นให้กับศิษย์พี่ลั่วในการประลองวันพรุ่ง… แม้จะเป็นความลำบากใจ ขัดต่อหลักยุติธรรมของตนเอง แต่ข้าก็จะยึดถือต่อประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ดังนั้น…ข้าขอเอาด้วยก็แล้วกัน…” ซุน พรรณนาในความลำบากใจ ออกมาเป็นล้นพ้น เผยให้เห็นแววตาเศร้าสลดและหนักอกหนักใจอยู่เนืองลึก
ทำเอา เจี่ยโย่วเทียน และ ไป๋หู่จิวหรง ถึงกับขืนยิ้ม
เบือนหน้าหันมองกันด้วยความรู้สึกที่สลับซับซ้อน...
รอบชิงชนะเลิศ จะถูกจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ดังนั้นทั้งสามจึงถือโอกาสใช้เวลาตลอดคืน สุมหัวปรึกษาวางแผนการให้รัดกุมเกี่ยวกับการรับมือ เฉียงตงฟาง อยู่ภายในหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ ด้วยความที่ทั้ง 3 คนต่างก็มีศักดิ์ศรีและความลำพองใจในตนเองกันคนละส่วน กว่าจะจัดแจงรูปแบบได้ ก็กินเวลาเกือบทั้งคืน
อาการบาดเจ็บของ ซุน ถือว่าเลวร้ายไม่น้อย แม้จะใช้หน่วยแพทย์ฝีมือดีเข้ามาดูแล แต่ก็ไม่อาจปิดบาดแผลให้แนบสนิทได้ในเวลาแค่คืนเดียว ทั้งยังหลงเหลือความเจ็บปวดทิ้งไว้ เพียงแค่ขยับท่วงท่ารุนแรงยังทำให้เกิดความรู้สึกราวกับหน้าท้องถูกทิ่มแทง ชนิดที่ว่าจะถอนตัวจากการประลองยังไม่ใช่เรื่องแปลก
แต่ด้วยความตั้งใจที่ทำสิ่งใดแล้ว ก็ไม่อยากให้รู้สึกเสียใจภายหลัง ทั้งยังอยากเผชิญหน้ากับ เฉียงตงฟาง ที่ถูกเรียกว่ายอดฝีมืออันดับ 1 ในรุ่นนี้สักครั้ง จึงกัดฟันใช้พลังใจเข้าสะกดข่มความเจ็บปวด… คาถาอาคมที่ช่วยให้ความเจ็บปวดหายไปนั้นก็ใช่ว่าจะไม่มี แต่คงใช้ได้เพียงชั่วครู่ชั่วคราว ยากที่จะประคองไปตลอดการประลองหากมีการยืดเยื้อ…
ก่อนเริ่มการประลอง 2 ชั่วยาม ซุน จึงได้นั่งเข้าฌานรวบรวมสมาธิเพียงลำพัง หวนนึกถึงการต่อสู้เมื่อวานกับ ซางกวานเฉิน และ เกาทงหลิน ซึ่งมีหลายรูปแบบที่ ซุน สามารถนำมาประสบการณ์ในส่วนนั้น มาประยุกต์ใช้เป็นรูปแบบเฉพาะของตนเอง
“ซางกวานเฉิน มีวิถีแห่งกระบี่ที่แตกต่างไปจากข้า เป็นความต่อเนื่องเชื่อมโยงที่เรียงร้อยต่อกัน หากข้าสามารถผสานวิถีแห่งกระบี่ที่หนักหน่วงรุนแรงให้เป็นเช่นนั้น คงจะยิ่งเสริมอานุภาพมากขึ้นอีกมหาศาล
เกาทงหลิน มีสายตาที่เฉียบคม มองดูผิวเผินเหมือนเป็นความสามารถเฉพาะตัว แต่แท้จริงแล้วมันสามารถฝึกฝนได้ผ่านประสบการณ์ และนำสิ่งเหล่านั้นมาวิเคราะห์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความเคยชินในการทำเช่นนี้ จึงทำให้ เกาทงหลิน ใช้เวลาอันสั้นมองจุดอ่อนคู่ต่อสู้ได้รวดเร็ว…” ซุน เอ่ยพึมพำพร้อมวาดภาพจินตนาการ สร้างวงจรแห่งความซ้ำซ้อนแสวงหาความสมบูรณ์ขึ้นในห้วงสำนักตนเอง
เกิดเป็นภาพนิมิตหมุนวนตลอดการเข้าฌานครั้งนี้… ประสบการณ์ต่อสู้แค่เพียงวันเดียว กลับสามารถยกระดับพลังการต่อสู้ของ ซุน ขึ้นไปอีกหลายเท่า!! ภายใต้สายตาของ เฒ่าชีเปลือย ที่แม้จะไม่ค่อยชี้แนะสิ่งใด เลือกปล่อยให้ ซุน พัฒนาตนเองในช่วงเริ่มต้น แต่ก็ให้ความสนใจในทุก ๆ การเติบโต
“ยังคงอีกห่างไกล... แต่ใช่ว่าจะเป็นไม่ได้…” เฒ่าชีเปลือย เอ่ยแผ่วเบา ปรากฏรอยยิ้มน้อย ๆ ขึ้นยังมุมปาก
การประลองรอบชิงชนะเลิศ…
เวลานี้อัฒจันทร์ทุกด้านล้วนแน่นขนัด มองเห็นยอดฝีมือชื่อดังได้ประปลายจากในทุก ๆ ด้าน ผู้ชมการประลองวันนี้ดูแล้วคงมีหลายหมื่น มากยิ่งกว่าในช่วง 2 วันที่ผ่าน เหตุก็เพราะนี่เป็นการตัดสินสุดท้าย… อีกทั้งหลังจากจบการประลองครั้งนี้ จะมีประกาศใหญ่จากทางสมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพอีกด้วย แต่จะเป็นเรื่องใดนั้นยังไม่มีการบอกกล่าวชัดเจน
และในวันนี้ยังมีข่าวลือเรื่องหนึ่งที่ถูกแพร่สะพัดอย่างรวดเร็ว เกี่ยวกับ ซุน หนึ่งในผู้เยาว์ที่เป็นตัวแทนของสายประลองที่ 4 ม้ามืดที่น่าตื่นตะลึงที่สุดของการแข่งครั้งนี้ ซึ่งข่าวลือที่แพร่ออกไปนั้น ก็คือเรื่องที่ ซุน เป็นศิษย์ลับของสำนักสายลมประจิม
ผนวกกับภาพที่ อวิ๋นหยางหลิ่ง เตียมู่หยง และ เป่ยเตียวหุย สามผู้นำหลักของสำนักสายลมประจิม ออกมาปกป้อง ซุน จาก เกาเทียนฉี เมื่อวาน ย่อมเป็นสิ่งที่ใช้ยืนยันข่าวลือเรื่องนี้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าทางสำนักสายลมประจิมจะยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการออกมา แต่ทุกคนก็เชื่อมั่นในเรื่องนี้ไปกว่าครึ่งค่อนเมืองแล้ว
สาเหตุเป็นเพราะทุกคนย่อมไม่คิดว่าผู้เยาว์ไร้สังกัดอย่าง ซุน จู่ ๆ จะปรากฏตัวขึ้นและผ่านทะลุเข้ามาถึงรอบนี้ได้ การเอาชนะ ซางกวานเฉิน และ เกาทงหลิน ในการประลองยุติธรรม คือสิ่งยืนยันที่ชัดเจน ถึงความสามารถที่แอบซ่อนของเด็กหนุ่มผู้นี้… ซึ่งหากเป็นศิษย์ลับของสำนักใหญ่ขึ้นมาจริง ๆ ทุกคนก็พอจะยอมรับในเหตุผลการเอาชนะที่ผ่านมาได้…
ทั้งสี่ผู้เยาว์ขึ้นไปประจำบนเวที ทว่าตำแหน่งการยืนของทั้งสี่คนนั้น ได้สร้างความฮือฮาไปอีกระลอกใหญ่ เพราะ ไป๋หู่จิวหรง เจี่ยโย่วเทียน และ ซุน อยู่รวมกันเป็นกลุ่มสามคน เผยดวงตาพร้อมรบเพ่งมองเขม็งมายัง เฉียงตงฟาง ส่อเจตนาแจ่มชัดตั้งแต่แรกเริ่ม
“ดะ…ดูนั่น!! สามคนนั้น คิดจะร่วมมือกันต่อสู้กับ เฉียงตงฟาง งั้นสินะ!!”
“หึหึ… จะแปลกใจอะไร เมื่อเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาด เป็นข้าก็ไม่คิดจะเผชิญหน้าเพียงลำพัง”
“ถึงจะมองดูไม่ยุติธรรมเท่าไหร่นัก แต่ก็นับว่าตระเตรียมความพร้อมมาดี… ในยุทธภพชี้วัดกันที่ผลลัพธ์ มิใช่วิธีการ หากสิ่งใดทำแล้วไม่ผิดต่อหลักการและกฎกติกา ก็จงอย่าลังเลที่จะเปลี่ยนมันให้เป็นความได้เปรียบ”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์มีไปต่าง ๆ นานา ทว่าแทบไม่มีผู้ใด มองว่าการกระทำของ ไป๋หู่จิงหรง เจี่ยโย่วเทียน และ ซุน เป็นเรื่องที่น่าอับอาย… ผู้ผ่านโลกมาเนิ่นนาน ย่อมทราบดีว่ายุทธภพนั้นมิได้ขาวสะอาดอย่างแท้จริง การเข้าใจในเรื่องนี้ตั้งแต่เยาว์วัย ถือเป็นการเติบโตอย่างหนึ่ง
ในทวีปพยัคฆ์ขาว ชื่อเสียงของ เฉียงตงฟาง นั้นเป็นที่เลื่องลือขจรไกล ทุกขุมกำลังรู้จักมาหลายปีแล้ว ว่าเป็นผู้เยาว์ที่แข็งแกร่งเกินกว่าระดับผู้เยาว์ไปไกลโข ขึ้นเวทีประลองคราใดไม่เคยได้รับตำแหน่งอื่นนอกจากชนะเลิศ ดังนั้นการร่วมมือกันของตัวแทนอีกสามสายประลอง จึงถูกมองเป็นเรื่องที่สมควร
เฉียงตงฟาง ที่เห็นเช่นนั้น นอกจากจะไม่มีความกังวลปรากฏออกมาแล้ว ยังเผยรอยยิ้มยะเยือกออกมาเสียด้วยซ้ำ… นิสัยโดยพื้นฐานของ เฉียงตงฟาง มิใช่คนชั่วช้าหรือโหดร้ายอะไร เพียงแค่แข็งแกร่งมากเกินไป จนเกิดระยะห่างจากคนอื่น ๆ ก็เท่านั้น
การใช้น้ำแข็งหยุดยั้ง ลั่วชิงเหอ ที่กำลังบ้าคลั่งเมื่อวาน ถือเป็นการบอกใบ้ว่ามิได้ต้องการทำร้าย ลั่วชิงเหอ มากยิ่งไปกว่านั้น แต่เพราะ ลั่วชิงเหอ มีใจรบที่แข็งแกร่งและแน่วแน่เกินไป จึงจำเป็นต้องลงมือก่อนที่จะบานปลาย
ทั้ง เฉียงตงฟาง ยังเป็นคนที่ชื่นชอบการต่อสู้มาก แต่ด้วยความแข็งแกร่งเกินไปอีกเช่นกันที่ทำให้ เฉียงตงฟาง เต็มไปด้วยความเบื่อหน่ายเมื่อต้องเผชิญหน้ากับระดับผู้เยาว์ด้วยกัน คู่ต่อสู้ในการฝึกฝนของ เฉียงตงฟาง ภายในพรรคมังกรฟ้า ล้วนแล้วแต่เป็นชนชั้นผู้ฝึกสอน ลมปราณสีเหลืองขึ้นไปทั้งสิ้น…
ไป๋หู่จิวหรง ยกกระบี่ชี้ตรงไปยัง เฉียงตงฟาง นางคล้ายเป็นผู้นำการรบของทั้ง 3 คน จากพื้นฐานที่สูงล้ำที่สุด… “เฉียงตงฟาง!! วันนี้แหละพวกเราจะแย่งชิงชัยชนะไปจากเจ้า”
เฉียงตงฟาง หัวเราะเสียงเย็น ตั้งกระบวนท่าต่อสู้ตั้งแต่แรกเริ่ม… กางขาออกเป็นฐานมั่น ร่ายรำฝ่ามือที่ห่อหุ้มไปด้วยชั้นน้ำแข็งปกคลุม ทดแทนศาสตราที่มิได้นำออกมา… นัยน์ตาสีฟ้ามองผ่านร่างของ ไป๋หู่จิวหรง ตรงไปยังด้านหลัง ตกลงบนร่างของ ซุน
“อย่าทำให้ผิดหวังนักล่ะ… โดยเฉพาะเจ้า!!”
ซุน ถึงกันสะท้านสั่นไหว ใจเต้นระรัวโครมคราม… ไม่คิดว่า เฉียงตงฟาง จะเพ่งมองมายังตนแทนที่จะเป็น ไป๋หู่จิงหรง และ เจี่ยโย่วเทียน ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า… ซึ่งการถูกมองข้ามเช่นนี้ มันยิ่งไปปลุกเพลิงรบของ ไป๋หู่จิงหรง และ เจี่ยโย่วเทียน ให้ลุกโชนถึงขีดสุด!!
“เริ่มการประลองได้!!”
สิ้นเสียงกรรมการ ทั้ง 4 คนต่างระเบิดพื้นฐานลมปราณออกมาโดยพลัน!!
เฉียงตงฟาง แม้จะเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ แต่ก็มิได้ปรากฏร่องรอยความประมาทให้ได้เห็น ประกบฝ่ามือน้ำแข็งขับขานเคล็ดวิชา พริบตาเดียวไอเย็นพลันก่อรูปเป็นมังกรน้ำแข็งขนาดใหญ่ คำรามเสียงดุจดังมีชีวิตจิตใจ
“ปราณเหมันต์ขั้นสูง… มังกรเหมันต์ชั้นฟ้า!!”
เจี่ยโย่วเทียน หดนัยน์ตาแคบ ปราณกระบี่ตลอดทั้งร่างแผ่ล้นออกมาผสานเข้ากับจิตวิญญาณแห่งกระบี่ของตน กระบี่อักขระสีแดงถูกชักตวัด มองดูพร่าเลือนไม่ชัดเจน ทว่ามันกลับชักนำปราณกระบี่มหาศาลรอบกาย ผนึกหลอมรวมเกิดเป็นรูปลักษณ์ของหมาป่าตนหนึ่งอย่างน่าอัศจรรย์
“วิถีกระบี่แห่งชีวา… หมาป่าปราณกระบี่!!”
ด้านของ ไป๋หู่จิงหรง แม้นางเป็นสตรี ทว่าเพลงศาสตราที่นางใช้นั้น กลับแปลกแยกไปจากคนทั่วไป มือขวาของนางเป็นทวนสั้น มือซ้ายของนางเป็นกระบี่ ก่อเกิดเป็นเพลงศาสตราคู่พิสดารที่ไม่เหมือนกัน และไม่มีใครเหมือน สร้างรูปแบบเฉพาะเป็นของตนเอง
เมื่อฟาดฟันรังสีศาสตราทั้งสองออกไป เกิดการเชื่อมโยงทับซ้อนที่ประสาน เป็นนกกระเรียนสีขาว สยายปีกที่ซ้ายขวาอันมีเอกลักษณ์แตกต่าง ปีกฝั่งหนึ่งเป็นเงากระบี่ ปีกอีกฝั่งกลับเป็นเงาทวน แต่มันกลับโบยบินพวยพุ่งอย่างมั่นคง…
“เพลงศาสตราประสาน กระเรียนสวรรค์!!”
กระบวนท่าโจมตีพลานุภาพสยบที่ราวกับสัตว์ที่มีชีวิตจริง ๆ เรียกเสียงฮือฮาออกมาจากผู้ชมรอบทิศทาง ความน่าเกรงขามของเคล็ดวิชาทั้งสาม ไม่ต้องกล่าวถึงพลังอำนาจ เพียงแต่ความน่าตื่นตายังเพียงพอให้จิตใจของทุกคนสะท้านสั่นไหว
เวลานี้ทำให้สายตาของเหล่าผู้ชม อดที่เพ่งมองมายัง ซุน ไม่ได้… ราวกับว่าทุกคนไม่ได้สนผลลัพธ์ของการปะทะในครั้งนี้อีกแล้ว… แต่กำลังสนใจว่า ซุน จะปล่อยเอกลักษณ์ตัวอะไรออกมาเสียมากกว่า…
……………………………………..