อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 160 ค่าตอบแทน (2)
ตอนที่ 160
ตำหนักสายลมเหนือ…
ซุน เดินจ้ำพรวดเข้าไปโดยไม่รีรอ แม้จะสวมชุดคลุมศิษย์สายในของสำนัก ทว่าใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยนั้น ย่อมทำให้ผู้ฝึกสอนหลายคนเข้ามาขัดขวาง ไม่ยอมให้ผ่าน... แต่เมื่อ ซุน ใช้จี้แปลงโฉมเผยถึงใบหน้าของ เหยาซาน ออกมา ก็ทำให้ผู้ฝึกสอนที่เฝ้าตำหนักอึ้งงัน พลางมีเสียงจากที่ไกล ๆ ด้านในตำหนักเล็ดลอดสั่งการ...
“ให้เจ้านั่นเข้ามาเถอะ… มันก็คือ เหยาซาน นั่นแหละ…” เสียงนี้เป็นเสียงของเจ้าสำนักอวิ๋น ดังนั้นเหล่าผู้ฝึกสอนด้านหน้าจึงไม่กล้าขัด เผยแววตาสับสบเล็กน้อยมองพิจารณาไปยังเด็กหนุ่ม
ซุน ดิ่งตรงเข้าไปอย่างไม่รีรอ หอมหิ้วความละโมบผ่านดวงตา ตั้งมั่นว่าหากไม่ได้ค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ ตนนั้นจะไม่ยินยอมจริง ๆ เมื่อผ่านไปถึงโถงใหญ่ กลับพบว่า เจ้าสำนักอวิ๋น และสองรองเจ้าสำนัก รวมถึงผู้อาวุโสสูงสุด เถิงไห่ ก็อยู่พร้อมหน้ากันที่นี่ด้วย ขาดแต่ผู้อาวุโสสูงสุดจาง ที่ยังไม่กลับจากภารกิจนอกสำนัก…
ชายชราทั้ง 4 คนมีใบหน้าแป้นยิ้ม ยิ่งเห็นท่าทีขึงขังของ ซุน ก็สัมผัสได้ว่าอาการบาดเจ็บสาหัสก่อนหน้า ได้รับการเยี่ยวยาฟื้นฟูมากกว่า 7 ส่วนแล้ว จึงรู้สึกเบาใจไร้กังวล…
“รีบร้อนจริงนะ… ข้ากำลังจะให้คนไปตามเจ้าอยู่พอดี…” เจ้าสำนักอวิ๋น กล่าวเนิบนาบฟังดูเคร่งขรึม
“ท่านเจ้าสำนัก… อย่าว่าผู้เยาว์เสียมารยาทเลย ทว่าพวกท่านคงจะทราบดี ถึงเหตุผลการมาของผู้เยาว์ในครั้งนี้ คุณงามความดีที่ก่อขึ้นภายใต้การประลองมิใช่น้อยนิด ทั้งยังแลกมาด้วยความเสี่ยงไร้ขอบเขต ไหนผู้เยาว์ยังจะต้องสูญเสียกระบี่พันชั่งไปอีก
ไม่เพียงเท่านั้น… ขวัญกำลังของผู้เยาว์ยังพังทลายยามที่ต้องเผชิญหน้า เฉียงตงฟาง จิตวิญญาณพร่องโหว่ เรือนกายเต็มไปด้วยบาดแผลไม่อาจสมาน ปลายนิ้วทั้งสิบยามนี้ก็ยังด้านชา จนยากจะจับอาวุธเพื่อปกป้องสำนักได้อีกแล้ว คิดดูว่าผู้เยาว์ทุ่มเทมากมายเพียงใด ทั้งยัง……”
“พอแล้ว!!”
เจ้าสำนักอวิ๋น จำต้องโพล่งเสียงขัดจังหวะ ด้วยใบหน้าที่อัปลักษณ์ผิดไปจากคราแรก... ไม่คิดว่า ซุน จะพรรณนาได้มากมายถึงเพียงนี้ ประหนึ่งว่าหากไม่ขัดคำพูดไว้ล่ะก็ ยังสามารถสาธยายไปได้อีกนับร้อยอึดใจ ชายชราคนอื่น ๆ ยังต้องกระแอมไอแห้ง ๆ ออกมา หมดสิ้นคำพูดที่จะเอ่ยขาน
“ชัยชนะเลิศที่เจ้าได้มา จะถือเป็นความดีความชอบใหญ่หลวง เจ้าจะได้รับการเลื่อนขั้นขึ้นเป็นชนชั้นศิษย์หลักในทันที โดยไม่จำเป็นต้องทำภารกิจหรือการทดสอบใด ๆ อีก... พอใจแล้วหรือไม่?” อวิ๋นหยางหลิ่ง กล่าวขึ้น
“ไม่พอ!! เรื่องแบบนั้นข้าเองก็สอบเลื่อนขั้นได้ ไม่จำเป็นต้องนำมาเป็นรางวัลตอบแทน!!” ซุน เอ่ยแย้งสวนกลับไม่ลังเล…
ผู้อาวุโสเถิง กระแอมไอครั้งหนึ่ง ก่อนจะหยิบเอารัดเกล้าสีเงินที่เต็มไปด้วยลวดลายอักขระอยู่รอบ ๆ ตรงกลางของรัดเกล้านี้มีช่องโหว่ขนาดข้อนิ้วหัวแม่มือ ราวกับว่าถูกเว้นว่างเอาไว้เพื่อให้นำอัญมณีมาใส่ประดับในภายหลัง…
“นี่คือ รัดเกล้าอักขระ ที่เจ้าเคยร้องขอให้ข้าสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อเจ้าโดยเฉพาะ เวลานี้มันเสร็จสมบูรณ์แล้ว ดังนั้นข้าจะขอมอบให้กับเจ้าด้วย…” ผู้อาวุโสเถิง กล่าวอีกแรง
“ยังไม่พอ!! สิ่งนั้นคือสิ่งที่ท่านติดค้างข้าเอาไว้อยู่แล้ว จะถูกนับรวมเป็นรางวัลตอบแทนได้อย่างไรกัน!!” ซุน ยังคงไม่ยินยอม รู้สึกไม่ยุติธรรมกับตนเลยสักนิด
รองเจ้าสำนัก เป่ยเตียวหุย จึงกระแอมไอขึ้นมาด้วยเช่นกัน…
“ได้ยินว่าเจ้ากำลังต้องการทรัพยากรในหลาย ๆ ด้าน ทั้งยังเห็นเมื่อเดือนก่อนเจ้าได้ไปติดต่อกับตระกูลพ่อค้าใหญ่อย่างตระกูลตัน และตระกูลหยวน เพื่อเร่ขายสุรา และไหว้วานให้ช่วยจัดหาทรัพยากร… เช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่า ทางสำนักของเราก็มีเส้นสายและศักยภาพจะทำได้เช่นกัน
ในด้านราคายังต่ำยิ่งกว่าที่สองตระกูลเสนอกับเจ้าเสียอีก จากนี้ไปทางสำนักจะช่วยเจ้าดำเนินการในเรื่องนี้ ไม่ว่าเจ้าจะต้องการอะไร สำนักสายลมประจิมย่อมมีเส้นสายและกำลังที่ทำได้ดีกว่าตระกูลพ่อค้าเหล่านั้น…” เป่ยเตียวหุย กล่าวขึ้น ซึ่งเห็นได้ชัดว่าทุก ๆ การเคลื่อนไหวของ ซุน ล้วนถูกสำนักจับตามองอยู่ห่าง ๆ
ซุน อึ้งงันไปเล็กน้อย เรื่องที่ถูกจับตามองนั้นมิใช่เรื่องแปลก เพราะสำนักคอยให้การปกป้องตนอยู่ห่าง ๆ รับรู้ได้ตั้งแต่ที่ไปทำภารกิจพิเศษ ยังเทือกเขาหมิงซานแล้ว… แต่ที่ ซุน ต้องชะงักกลับเป็นเรื่องของเส้นสายในการจัดหาทรัพยากร แน่นอนว่าหากได้ต้นทุนทรัพยากรที่ต่ำลง ผลกำไรก็จะยิ่งเพิ่มพูน ถึงจะไม่ได้รับค่าตอบแทนเป็นรูปธรรม แต่ในระยะยาวก็นับได้ว่าล้ำค่าถึงขีดสุด…
ทว่าภายในใจก็ยังรู้สึกไม่เพียงพอ ถึงน้ำเสียงจะอ่อนลงบ้างแล้ว แต่ก็ยังยืนยันคำเดิม…
“ยะ…ยังไม่พอ ข้านั้นสูญเสียอาวุธประจำกายไปชิ้นหนึ่ง ภายในการประลองอีกด้วย…”
และในตอนนั้นเอง ที่ เตียมู่หยง หยิบเอากระบี่สำรอง ที่ได้มาจากการเดิมพันกับ ซางเต๋อ ขึ้นมา… เพียงแค่กระบี่วาววับนี้ถูกวางลงเบื้องหน้า ดวงตาของ ซุน ก็พลันเบิกโพลง เพราะนี่คืออาวุธอักขระระดับสูง ชนชั้นลมปราณสีเหลือง
“กระบี่เล่มนี้มีนามว่า กระบี่แยกสมุทร ทั้งพลานุภาพ และมูลค่าของมัน เหนือกว่ากระบี่พันชั่งถึงสิบเท่า… ข้าจะมอบกระบี่เล่มนี้ให้กับเจ้า และยังจะเอากระบี่พันชั่งไปซ่อมแซมมาคืนเจ้าอีกด้วย เท่านี้เจ้าพอใจแล้วหรือยัง?!” เตียมู่หยง เอ่ยขึ้นเสียงแข็ง
ซุน ถึงกับจิตใจสะท้านสั่นไหว จับคว้าเอากระบี่แยกสมุทรเบื้องหน้าขึ้นมาในทันที เผยถึงใบหน้ากระหยิ่มยิ้มย่อง แล้วจึงวาจาอ่อนน้อมถ่อมตน ราวกับเป็นคนละคน…
“พูดอะไรเช่นนั้นเล่า ท่านรองเจ้าสำนักเตีย… ตัวผู้เยาว์ย่อมรู้ดี ว่าหน้าที่ของตนคือการทำเพื่อสำนัก ต่อให้ไม่ได้รับสิ่งตอบแทน ข้าก็พร้อมจะทำสุดกำลังเพื่อชื่อเสียงของสำนัก… อันที่จริง ที่ข้าฮึดฮัดไปก่อนหน้านี้ ผู้เยาว์เพียงเสแสร้งแกล้งทำลงไปเท่านั้นเอง ตัวข้าคือคนสำนักสายลมประจิม ใจข้าก็ย่อมเป็นของสำนักสายลมประจิม… สำนักดีกับข้าถึงเพียงนี้ ต่อให้ต้องตายเพื่อสำนัก บุกป่าฝ่าทะเลข้าก็ล้วนไม่เกี่ยงงอน...”
สี่ชายชราได้ยินเช่นนั้น หน้าก็พลันเปลี่ยนสีเล็กน้อย ขืนยิ้มออกมาอย่างเสแสร้ง แต่ในใจกลับรู้สึกเอือมระอาอยู่ลึก ๆ ยิ่งพอได้เห็น ซุน ดวงตามีประกายวิบวาบ ในตอนที่ลูบคล้ำกระบี่แยกสมุทร ทั้งยังรีบสร้างพันธสัญญาโลหิตกับตัวกระบี่อย่างไม่รีรอ ราวกับกลัวว่าสำนักจะเรียกคืน ทั้งสี่คนก็ยิ่งถอนหายใจหนักหน่วง…
“ซุน… อีกสามวัน ทางสำนักเราจะประกาศเกียรติภูมิในความสำเร็จนี้อย่างเป็นทางการ รวมถึงประกาศการเลื่อนขั้นเป็นศิษย์หลักของเจ้าให้ศิษย์สำนักรู้กันโดยทั่ว จากนี้ไปเจ้าไม่จำเป็นต้องแปลงโฉมอีกแล้ว เรื่องศัตรูของเจ้านั้น ทางสำนักจะปกป้องเจ้าเองในฐานะศิษย์แห่งความภาคภูมิใจของเรา…
ทั้งยังมีเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือทางสมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพ จะมามอบตำแหน่งอัจฉริยะรุ่นเยาว์อย่างเป็นทางการให้กับตัวเจ้า และ ลั่วชิงเหอ อีกครั้งในวันเดียวกันนั้น… ซึ่งรวมไปถึง ตั้งฉายาประจำตำแหน่งให้กับเจ้าและ ลั่วชิงเหอ อีกด้วย…” อวิ๋นหยางหลิง กล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“ฉายาประจำตำแหน่งงั้นหรือ?!” ซุน เผยความตื่นเต้นเล็กน้อย ตนเองก็เคยอ่านบันทึกผ่านตามาเช่นกัน ว่าตำแหน่งที่ทางสมาพันฯ มอบให้นั้น จะมาพร้อมกับฉายาที่ทางสมาพันฯ แต่งตั้งให้ อัจฉริยะรุ่นเยาว์ก่อนหน้านี้ทั้งหมด ล้วนมีฉายาเฉพาะเป็นคนตนเอง
มังกรเหมันต์ เฉียงตงฟาง แห่งพรรคมังกรฟ้า…
เทพพยัคฆ์สาว ไป๋หู่จิวหรง แห่งราชวงศ์ไป๋หู่…
กระบี่วิถีชีวา เจี่ยโย่วเทียน แห่งสายลมประจิม…
แน่นอนว่าในเรื่องของฉายา มีทั้งที่ทางสมาพันฯแต่งตั้งให้ และหากไม่พอใจก็สามารถเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสมในวันที่ทางสมาพันฯ ส่งมอบตำแหน่ง… ดังนั้น ซุน จึงอดไม่ได้ที่จะกลับมาขบคิดถึงฉายาของตนเอง เพราะมันจะติดตัวไปตลอดการเติบโต ในโลกของยุทธภพแห่งนี้…
………………………………………………..
ห่างไกลจากสำนักสายลมประจิมราว 30 ลี้… เวลานี้มีเงาร่างของคนสองคน ที่แผ่กลิ่นอายสะท้านฟ้าสะเทือนดิน สายลมไม่โบกพัด แสงแดดไม่สาดส่อง กำลังจดจ้องมายังสำนักสายลมประจิมจากบนยอดเขาที่ห่างไกล…
หนึ่งในนั้นคือ เทพปรมาจารย์ ลู่เหรินฮ่าว ที่เผยแววตาคมกริบ… ส่วนอีกคนคือชายชราสวมหน้ากากอสูรสีขาว แผ่กลิ่นอายแห่งความตายมหาศาลเข้มข้น ซึ่งคนผู้นี้มิใช่ใครอื่น แต่เป็นคนที่เคยรวบรวมซากศพนับพันที่เทือกเขาหมิงซาน 1 ใน 10 แกนนำอีกคนของกลุ่มมังกรทอง
“เฒ่าวิญญาณ… น่าตกใจนะที่เจ้าตอบรับคำเชิญของข้า ที่จะบุกเข้าสำนักสายลมประจิม ทั้งที่ปกติเจ้ามักจะเก็บซ่อนตัวตน…” ลู่เหรินฮ่าว กล่าวขึ้นทั้งรอยยิ้ม
ชายชราภายใต้หน้ากาก ส่งเสียง หึหึ ในลำคอ…
“คราวก่อน เป่ยเตียวหุย ทำลายแผนการตลอดหลายปีของข้าเสียย่อยยับไม่เป็นท่า… ถึงแม้ภายหลังข้าจะโชคร้ายเจอปีศาจน่าสะพรึงตนหนึ่ง(ตอนที่ 117) แต่ข้าคิดว่าเรื่องนั้นน่าจะเป็นแค่ความบังเอิญ ปีศาจตนนั้นไม่น่าที่จะเกี่ยวข้องอะไรกับสำนักสายลมประจิม และ เป่ยเตียวหุย
ในเมื่อข้ามิอาจระบายความคับแค้นให้กับปีศาจน่าสะพรึงตนนั้นได้ เช่นนั้นข้าก็จะมาระบายกับ เป่ยเตียวหุย!! ข้าจะใช้ซากศพของศิษย์สำนักสายลมประจิมนี่แหละ มาเป็นศพหลอมกลุ่มใหม่ของข้า!!”
ลู่เหรินฮ่าว แม้จะสงสัยในตัวตนของผู้ที่ เฒ่าวิญญาณเรียกว่าปีศาจน่าสะพรึง แต่เพราะมีข้อมูลของสิ่งนั้นน้อยนิดเกินไป จึงไม่อาจชี้ชัดการดำรงอยู่ได้แน่ชัดนัก แต่หากให้กลับมาคาดเดาก็คิดว่าปีศาจตนนั้นคงไม่ใช่คนของยุทธภพ แต่อาจเป็นการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ที่หลุดรอดออกมาจากสถานที่ลึกลับในมหาสมุทรกิเลนอัสนี
กล่าวถึงมหาสมุทรกิเลนอัสนีนั้น อย่างที่ในยุทธภพทราบกันว่าเป็นเขตปกครองพิเศษของ สมาพันธ์แห่งท้องทะเล ที่ถูกแบ่งแยกออกจากการปกครองของยุทธภพ 4 ทวีป… ทว่าสมาพันธ์แห่งท้องทะเล ก็ดูแลพื้นของมหาสมุทรกิเลนอัสนี ที่ได้เพียงแค่บางส่วนเท่านั้น
ในมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ไพศาล ยังมีเกาะลึกลับอีกหลายแห่ง มีแม้แต่สิ่งมีชีวิตใต้มหาสมุทร ที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ทั้งยังมีการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตประหลาดที่แข็งแกร่งเกินพรรณนา อยู่ในระดับที่ทางสมาพันธ์แห่งท้องทะเล หรือแม้ยุทธภพมิอาจเข้าไปแตะต้องได้…
ทว่าด้วยพันธสัญญาโบราณที่ถูกกำหนดไว้ สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นจึงไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับมนุษย์ โดยมีกำแพงวายุอัสนีขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างไว้โดย ผู้ยิ่งใหญ่เล้งซานและผู้ยิ่งใหญ่เหว่ยถู เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน สร้างขึ้นมาเพื่อปิดกั้นเขตแดนที่ตัดขาดออกจากทวีปทั้ง 4
กำแพงวายุอัสนี เป็นประหนึ่งโดมยักษ์ขนาดใหญ่ที่ครอบฟ้าคลุมทะเล ในอาณาบริเวณกว่า 8 ใน 10 ส่วนของมหาสมุนกิเลนอัสนี ปิดกั้นความอันตรายมากมายให้อยู่ด้านใน ทั้งยังแฝงเร้นไว้ด้วยพลังแห่งนิรันดร์ที่แม้สองผู้ยิ่งใหญ่จะตายไปนานแล้ว กำแพงวายุอัสนีเหล่านี้ก็ยังไม่สลายหายไป…
นอกเหนือจากการวิทยาการพิเศษของสมาพันธ์แห่งท้องทะเล และประตูมิติขนาดใหญ่ของพรรคมังกรฟ้าแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดในใต้หน้าสามารถข้ามผ่านกำแพงวายุอัสนี อันมีขอบเขตแผ่ไพศาล และดำรงอยู่มายาวนานนับหมื่นปีแห่งนั้นได้…
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ สมาพันธ์แห่งท้องทะเล เป็นขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดของโลกมนุษย์ และแยกตัวเป็นเอกเทศอยู่ภายในกำแพงวายุอัสนีแห่งนั้น ตัดขาดไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับทางยุทธภพจากทั้ง 4 ทวีป มีเพียงความสัมพันธ์ทางการค้าบางอย่างที่ยังต้องทำร่วมกับ หน่วยราชการแผ่นดินอื่น ๆ อยู่เล็กน้อยเท่านั้น
แต่ถึงกระนั้นในช่วงพันปีหลังมานี้ ก็ยังมีสิ่งมีชีวิตบางอย่างเล็ดลอดออกมาจากช่องโหว่บางอย่างของกำแพงวายุอัสนี… ซึ่งยังไม่แน่ชัดนัก ว่าเกิดขึ้นเพราะความผิดพลาดในส่วนใดของกำแพงม่านวายุอัสนี ยังเป็นข้อกังขาที่ทางยุทธภพ ตั้งข้อสงสัยไปยัง สมาพันธ์แห่งท้องทะเล ว่ามีส่วนรู้เห็นในเรื่องนี้หรือไม่…
ทว่าก็ไม่อาจมีใครสามารถกดดัน สมาพันธ์แห่งท้องทะเล ได้มากนัก จากความแข็งแกร่งที่เหนือล้ำเกินกว่าระดับขุมกำลังในยุทธภพ… แม้กระทั่งคนของตระกูลเล้งจำนวนไม่น้อย ที่สลายหายตัวไปจากยุทธภพ ก็ยังได้ยินว่าไปตั้งรกรากอยู่ภายในเขตสมุทรกิเลนอัสนีด้วยเช่นกัน…
เรื่องราวเหล่านี้ ลู่เหรินฮ่าว และ เฒ่าวิญญาณ ย่อมรับทราบเป็นอย่างดี ดังนั้นจึงยังมีขอบเขตที่ต้องพิจารณาและใคร่ครวญอย่างละเอียด ก่อนที่จะกระทำการใด ๆ ในทุกครั้ง เพราะความผิดพลาดครั้งเดียวนั้น หมายถึงความตายที่มิอาจย้อนคืน…
แม้จะเป็นเพียงยอดฝีมือแค่สองคน… ทว่า สองคนนี้ก็คือยอดฝีมือที่สามารถสั่นคลอนทวีปได้ หากลงมืออย่างรัดและเตรียมแผนการรองรับไว้อย่างดี การจะบุกเข้าไปในขุมกำลังหนึ่งเพื่อชิงตัวผู้เยาว์ ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ยากเย็น
เวลานี้ทั้งสอง ดึงเอาแผ่นหยกอาคมล้ำค่าออกมา… หลังจากบีบทำลายแผ่นหยกอาคมดังกล่าว ระลอกคลื่นอาคมบางอย่างก็แผ่ขยายครอบคลุมร่างกาย เปลี่ยนแปลงทั้งใบหน้า กลิ่นอาย และเอกลักษณ์บุคคลทั้งหมด ระดับการเปลี่ยนแปลงนั้นเหนือยิ่งกว่า จี้แปลงโฉมของ ซุน นับสิบเท่า ต่อให้เป็นยอดฝีมือก็ไม่อาจแยกแยะได้ แต่แน่นอนว่าอำนาจลี้ลับทรงพลังเช่นนี้ ย่อมมีเวลาที่จำกัด…
“ไปกันเถอะ มีเวลาแค่ครึ่งชั่วยาม!!” ลู่เหรินฮ่าว กล่าวขึ้น แม้แต่เส้นเสียงก็ยังถูกเปลี่ยนแปลง
………………………………..