อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 174 เป้าหมายของธรรมเนียมแลกเปลี่ยนศิษย์
ตอนที่ 174
“ธรรมเนียมแลกเปลี่ยนศิษย์ชั่วคราว?!” ซุน และ ลั่วชิงเหอ ขมวดคิ้วมุ่นพลางหันมองหน้ากัน เผยท่าทีคล้ายฉงนอยู่เล็ก ๆ นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองคนได้ยินเรื่องนี้
เจี่ยโย่วเทียน ผงกศีรษะเบา ๆ ใบหน้าเคร่งขรึมแล้วกล่าวอธิบายต่อ…
“ถูกต้อง… ธรรมเนียมแลกเปลี่ยนศิษย์ชั่วคราว เป็นธรรมเนียมที่พรรคมังกรฟ้า สาขาทวีปพยัคฆ์ขาว จะมอบโอกาสการเติบโตให้กับขุมกำลังนับสิบนับร้อยในทวีปพยัคฆ์ขาว ด้วยการยอมช่วยฝึกฝนศิษย์ที่มีความสามารถของขุมกำลังนั้น ๆ ให้กลายเป็นต้นกล้าแห่งรากฐานของทวีปพยัคฆ์ขาวในอนาคต
ธรรมเนียมนี้อันมีที่เกิดขึ้นมาหลายร้อยปีแล้ว แต่ดูเหมือนว่าเมื่อหลายสิบปีก่อน ธรรมเนียมนี้จะเกิดอุบัติเหตุบางอย่างขึ้น… นั่นคือศิษย์อันดับ 1 ของขุมกำลังทางตอนเหนือ ที่ส่งศิษย์ไปตามธรรมเนียมแลกเปลี่ยนศิษย์ชั่วคราว เกิดพลาดท่าระหว่างฝึกซ้อมประลองทำให้ตกตายภายในพรรคมังกรฟ้า
เหตุการณ์นั้นถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะจากวัตถุประสงค์เดิมที่ตั้งใจจะช่วยให้ขุมกำลังอื่น ๆ ได้เติบโตผ่านการฝึกปรือของพรรคมังกรฟ้า แต่กลับทำให้ขุมกำลังหนึ่งต้องสูญเสียศิษย์อันดับ 1 ไปเพราะธรรมเนียมนี้ นับแต่นั้นเป็นต้นมาขุมกำลังต่าง ๆ ก็ยังรู้สึกหวาดหวั่นกับเหตุการณ์ดังกล่าว ภายหลังจึงปฏิเสธการส่งศิษย์ตามธรรมเนียมมาโดยตลอด…
ทางพรรคมังกรฟ้าเอง ก็ไม่ได้คาดคั้นอะไรในธรรมเนียมเหล่านี้ หากไม่มีขุมกำลังใดส่งมา พรรคมังกรฟ้า ก็มิได้เป็นเดือดเป็นร้อน เพราะธรรมเนียมดังกล่าวเกิดขึ้นมาจากจิตเมตตาเอื้อเฟื้อของพรรคมังกรฟ้าที่มีทั้งความมั่งคั่ง และความยิ่งใหญ่เท่านั้นเอง…
ทว่าในปีนี้ จู่ ๆ ขุมกำลังต่าง ๆ ในทวีป ก็คล้ายว่าจะตัดสินใจตรงกัน ที่จะส่งศิษย์ไปยังพรรคมังกรฟ้าตามธรรมเนียมนี้อีกครั้ง… ด้านเหตุผลเชิงลึกนั้นข้าเองก็ไม่ทราบ แต่ข้าเชื่อมั่นว่านี้มิใช่ความบังเอิญแน่นอน จะต้องมีเหตุผลบางอย่างที่ทำให้ทุกขุมกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงท่าที…”
สามผู้เยาว์เผยสีหน้าจริงจังระหว่างกันออกมา… แน่นอนว่าทั้งสามล้วนมีไหวพริบที่ไม่ย่ำแย่ หาไม่แล้วคงไม่ได้เป็นถึงอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของทวีปนี้ ถึงไม่อาจชี้ชัดเส้นสนกลใน แต่ก็เชื่อมั่นว่าจะต้องมีจุดเชื่อมโยงบางอย่างในเหตุการณ์ ที่รับรู้กันเฉพาะภายในกลุ่มผู้นำขุมกำลัง…
ไม่นานผู้ฝึกสอนก็ได้มาเรียกทั้งสามคนให้เข้าไปในตำหนัก… ซึ่งด้านในก็มี อวิ๋นหยางหลิ่ง เตียมู่หยง และ เป่ยเตียวหุย สามผู้นำที่อยู่กับพร้อมหน้า หรือแม้แต่สองผู้อาวุโสสูงสุดอย่าง ผู้อาวุโสเถิง และผู้อาวุโสจาง ก็อยู่ที่นี่ด้วย…
สายตาของชายชราทั้งห้าคน ทำเอาสามผู้เยาว์เต็มไปด้วยความประหม่าบางอย่าง และยิ่งได้ยินเรื่องของธรรมเนียมแลกเปลี่ยนศิษย์ชั่วคราวมาก่อนหน้านี้ ก็ยิ่งอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายเสียงดังลงลำคออย่างพร้อมเพรียง แล้วจึงค่อยประสานมือทำความเคารพ
“นั่งก่อนสิ…” อวิ๋นหยางหลิ่ง เอ่ยขึ้นเสียงเย็นใบหน้าเคร่งขรึม
สามผู้เยาว์ นั่งนิ่งหลังตรงตามคำสั่ง… เสียงของกลุ่มชายชรากระแอมไอสลับกับเล็กน้อย เผยใบหน้าครึ่งยิ้มครึ่งบึ้ง ไม่เว้นแม้แต่เจ้าสำนัก อวิ๋นหยางหลิ่ง ที่ปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ ยังมุมปาก ก่อนที่จะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ...
“เรื่องที่ เจี่ยโย่วเทียน กล่าวก่อนจะเข้ามาในตำหนัก ทั้งหมดนั่นไม่ใช่ข่าวลือหรอก แต่มันคือเรื่องจริง… ทางสำนักสายลมประจิมของเรา ตัดสินใจที่จะส่งพวกเจ้าทั้งสามคนไปยังพรรคมังกรฟ้า เป็นเวลา 2 ปี ตามธรรมเนียมแลกเปลี่ยนศิษย์ชั่วคราว…”
“!!!!!!!!!!” สามผู้เยาว์เบิกตากว้างโดยพลัน ทั้งยังมีท่าทีเลิ่กลั่กขึ้นมา
เตียมู่หยง จึงกระแอมไออีกครั้ง และกล่าวเสริม…
“พวกเจ้าคงไม่ลืมนะว่า พวกเราทั้งห้าคนตรงนี้คือยอดฝีมือชนชั้นราชันย์ และชนชั้นจักรพรรดิ หากตั้งสมาธิและแผ่ขยายสัมผัสลมปราณออกไป ในรัศมีหลายลี้แม้แต่เสียงกระซิบพวกเราก็สามารถได้ยินรับรู้ นับประสาอะไรกับเรื่องที่พวกเจ้าพูดคุยกันหน้าตำหนัก?!”
เหล่าชายชรา ล้วนพากันหัวเราะเบา ๆ มีเพียงสามผู้เยาว์ที่เวลานี้ใบหน้าถอดสี รู้สึกโชคดียิ่งนักที่พวกตนไม่ได้เอ่ยนินทาจิ้งจอกเฒ่าเหล่านี้ออกมา คราวหน้าคราวหลังตั้งใจว่าจะระมัดระวังให้ยิ่งขึ้นในการพูดคุย…
ซุน เป็นคนแรกที่กลับสู่ความเป็นปกติ หลังวิเคราะห์ใคร่ครวญแล้วก็โพล่งขึ้นมาทันทีอย่างไม่ลังเล… “ในเมื่อพวกท่านเห็นชอบให้พวกเราสามคน เข้าร่วมธรรมเนียมไปฝึกฝนที่พรรคมังกรฟ้า แน่นอนว่าพวกเราในฐานะศิษย์ก็คงจะพูดอะไรไม่ได้มากนัก คงต้องยอมรับการตัดสินใจของพวกท่าน…
แต่ทว่า…ในเมื่อพวกเราจำเป็นต้องเดินทางไปที่นั่น พวกเราอยากจะทราบถึงเหตุผลจริง ๆ ว่าในปีนี้ เพราะอะไรขุมกำลังต่าง ๆ จึงยอมรับธรรมเนียมแลกเปลี่ยนศิษย์ ทั้งที่มีการปฏิเสธมาแล้วหลายสิบปี?! เรื่องนี้หากไม่ยอมชี้แจงอย่างละเอียด พวกเราก็คงยากที่จะยอมรับ เนื่องด้วยว่าถือเป็นอันตรายสำหรับพวกเราเช่นกัน…”
เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ ถึงจะไม่ได้กล่าวออกมาชัดเจนเช่นเดียวกับ ซุน แต่ก็ได้ส่งสายตาที่แฝงเร้นได้ด้วยเจตนาที่อยากรับรู้ มองไปยังเจ้าสำนัก อวิ๋นหยางหลิ่ง เช่นเดียวกัน… นี่คือความเสี่ยงของทั้งสามคน อย่างไรก็ต้องการจะทราบเหตุผลแท้จริง
อวิ๋นหยางหลิ่ง เห็นสายตาเหล่านั้นก็เข้าใจได้ จึงถอนหายใจยาวพรืด และกล่าวเนิบช้า…
“ทั้งหมดก็ล้วนเป็นเพราะว่า… ยอดฝีมืออันดับ 1 แห่งทวีปพยัคฆ์ขาวคนปัจจุบัน ผู้นำพรรคมังกรฟ้าสาขาทวีปพยัคฆ์ขาว จอมราชันย์แห่งจิตวิญญาณ กุ่ยจือชิง บัดนี้คล้ายว่าจะมาถึงช่วงสุดท้ายแห่งอายุขัยแล้ว ทั้งจากความชราและอาการป่วย สามารถที่จะแตกดับลงได้ทุกเมื่อ…
และที่สำคัญก็คือ กุ่ยจือชิง เป็นสายเลือดตระกูลกุ่ยคนสุดท้ายในยุคนี้ และไม่มีแม้แต่ผู้สืบสกุล… ดังนั้นหากจอมราชันย์ผู้นี้แตกดับลง พรรคมังกรฟ้า สาขาทวีปพยัคฆ์ที่มีสายเลือดตระกูลกุ่ย เป็นผู้นำพรรคมาตลอดหมื่นปี ย่อมต้องเกิดการผลัดเปลี่ยนขั้วอำนาจครั้งสำคัญ…
พรรคมังกรฟ้า มีความยิ่งใหญ่มิต่างหน่วยงานราชการแผ่นดิน บนทวีปพยัคฆ์ขาวนี้อาจจะเหลือล้ำกว่าราชวงศ์ไป๋หู่ในหลาย ๆ ด้านด้วยซ้ำไป ทั้งยังเป็นขุมกำลังที่มั่งคั่งที่สุดในยุทธภพ เปรียบเสมือนเรือใหญ่ที่ยากจะจมได้ในน้ำนิ่ง ถึงแม้จะขาดตระกูลกุ่ยเป็นผู้นำ ก็คงไม่มีทางล้มลงอย่างแน่นอน...
ดังนั้นพรรคมังกรฟ้า จึงอาจมีการแย่งชิงอำนาจภายในเกิดขึ้น!!
นอกจากตระกูลกุ่ยแล้ว… ยังมีอีก 5 ตระกูลใหญ่ที่คุมบังเหียนพรรคมังกรฟ้า อิทธิพลของ 5 ตระกูลใหญ่ซึ่งถือครองป้ายสำมะโนครัวในระดับตระกูลชนชั้นพิเศษ ที่ครอบครองป้ายเงิน ไม่ว่าจะเป็นภายในพรรคมังกรฟ้าหรือแม้แต่ภายในยุทธภพ ก็เรียกได้ว่ามีทั้งอำนาจและทรัพยากรมหาศาลล้นฟ้า ทั้ง 5 ตระกูลใหญ่ล้วนมีสิทธิ์ขึ้นเป็นผู้นำพรรคมังกรฟ้าแทนที่ตระกูลกุ่ย ได้ทั้งสิ้น
และด้วยเหตุนี้ การที่ขุมกำลังต่าง ๆ จากทั่วทั้งทวีปพยัคฆ์ขาว เลือกที่จะส่งศิษย์ผู้เกียรติของพรรคและสำนัก เข้าร่วมธรรมเนียมแลกเปลี่ยนศิษย์ชั่วคราวกับ พรรคมังกรฟ้า ก็เพื่อที่จะให้ศิษย์ของตนเองได้เข้าไปสืบค้นความเป็นไปได้ ว่าตระกูลใดจาก 5 ตระกูลใหญ่ จะมีโอกาสขึ้นเป็นผู้นำพรรคมังกรฟ้ามากที่สุด
เพื่อที่ขุมกำลังเหล่านั้นจะได้ยอมสวามิภักดิ์เสียแต่เนิ่น ๆ การยอมสวามิภักดิ์ก่อนจะขึ้นรับตำแหน่ง ย่อมแตกต่างจากหลังขึ้นรับตำแหน่งอย่างที่มิอาจเทียบกันได้ ลำดับความสำคัญของกลุ่มที่ยอมสวามิภักดิ์ก่อนที่ตระกูลหนึ่งจะได้รับอำนาจ ย่อมได้รับความไว้วางใจที่มากกว่า และนั่นคือโอกาสที่จะได้รับความสัมพันธ์ที่พิเศษกับพรรคมังกรฟ้า ในภายภาคหน้าอีกด้วย…”
อวิ๋นหยางหลิ่ง กล่าวอธิบายอย่างไม่ปิดบัง… ทำเอาสามผู้เยาว์ถึงกับสะท้านสะเทือนเมื่อได้รับความจริง อันเป็นสาเหตุที่ค่อนข้างจะสลับสับซ้อน ทั้งยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจและอิทธิพลในยุทธภพ ระดับที่ทั้งสามผู้เยาว์ยากจะคาดคะเนไปถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นตระกูลใดใน 5 ตระกูลใหญ่ของพรรคมังกรฟ้า ก็ล้วนแล้วแต่มีอำนาจอิทธิพล และความแข็งแกร่งที่มากกว่าสำนักสายลมประจิมทั้งสิ้น…
หลังได้ยินได้ฟัง และวิเคราะห์ใคร่ครวญ ซุน ก็ขมวดคิ้วมุ่นในทันที…
“ท่านเจ้าสำนัก… เช่นนั้นเหตุผลที่ท่านส่งพวกเราสามคนไป ก็เป็นเหตุผลนั้นเหมือนกันหรือ?!”
อวิ๋นหยางหลิ่ง แย้มยิ้มชรา ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ…
“เปล่าเลย ไม่ใช่หรอก... สำนักสายลมประจิมของเราขึ้นตรงต่อราชวงศ์ไป๋หู่อยู่แล้ว ดังนั้นไม่จำเป็นต้องเข้าไปวุ่นวายกับการช่วงชิงอำนาจภายในพรรคมังกรฟ้า… เหตุผลที่ข้าส่งพวกเจ้าไป มีเพียงแค่อยากให้พวกเจ้าได้รับทรัพยากร รวมไปถึงรูปแบบการฝึกจากวิทยาการที่เหนือล้ำกว่าในปัจจุบัน เพื่อที่จะสามารถยกระดับพวกเจ้าให้เติบโตขึ้นไปได้อีกขั้น…
และที่สำคัญ ข้าได้ยินข่าวลือเรื่องหนึ่งมาจากสหายภายในพรรคมังกรฟ้า ว่าภายในปีนี้ ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของอัจฉริยะรุ่นเยาว์หลาย ๆ คนที่จะครองตำแหน่ง… หนึ่งในนั้นคือ อัจฉริยะรุ่นเยาว์อันดับ 1 อย่าง เฉียงตงฟาง มีแผนที่จะนำพากลุ่มยอดฝีมือในรุ่นเยาว์ในพรรคมังกรฟ้า จัดตั้งกลุ่มพิชิตมังกรขึ้นมา…
เป้าหมายของกลุ่มพิชิตมังกรที่นำโดย เฉียงตงฟาง นั้น… คือการไปยังทวีปมังกรฟ้า เพื่อเข้าไปท้าประลองกับ ราชันย์รุ่นเยาว์ และกลุ่มมังกรรุ่นเยาว์ ในปัจจุบันอย่างเป็นทางการ ไขว่คว้าโอกาสสุดท้าย เพื่อที่จะช่วงชิงความเป็นอันดับ 1 ในรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี
ถึงแม้ว่าแผนการนี้ อาจเป็นเพียงแผนการเล็ก ๆ เฉพาะกลุ่มผู้เยาว์ในพรรคมังกรฟ้า แต่หากทำได้สำเร็จขึ้นมาจริง ๆ ชื่อเสียงย่อมระบือไกลไปทั่วทั้งยุทธภพอย่างแน่นอน... ซึ่งหากพวกเจ้าสามคนได้ไปที่พรรคมังกรฟ้าตามธรรมเนียมแลกเปลี่ยนศิษย์ นั่นก็หมายความว่าพวกเจ้าก็อาจมีโอกาสได้ติดตาม เฉียงตงฟาง ไปสั่นคลอนบัลลังก์ ราชันย์รุ่นเยาว์ และกลุ่มมังกรรุ่นเยาว์ ของทวีปมังกรฟ้าได้เช่นเดียวกัน
สำหรับ ซุน และ ลั่วชิงเหอ อาจจะเป็นการไปเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ แต่สำหรับ เจี่ยโย่วเทียน นี่คือโอกาสสุดท้ายสำหรับช่วงอายุเจ้าแล้ว… ดังนั้นพวกเราทั้งห้าคนในที่นี้ จึงเห็นพ้องที่จะส่งพวกเจ้าสามคนไปยังพรรคมังกรฟ้า แต่โอกาสในส่วนที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับพวกเจ้าแล้วว่าจะคว้ามาครองได้หรือไม่…” อวิ๋นหยางหลิ่ง กล่าวขึ้นน้ำเสียงแน่นหนัก
สามผู้เยาว์ ถึงกับสะท้านสะเทือน โดยเฉพาะ เจี่ยโย่วเทียน ที่ถึงกับใจเต้นระส่ำดุจกลองศึก… นี่เป็นโอกาสในปีสุดท้ายแล้ว ที่ชายหนุ่มจะสามารถขึ้นไปท้าชิงชัยในฐานะผู้เยาว์ บนเวทีประลองที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เจี่ยโย่วเทียน จึงอดไม่ได้ที่ฉายแววตาเด็ดเดี่ยวออกมา…
ลั่วชิงเหอ เดิมทีก็มีเป้าหมายนี้เช่นกัน แม้ว่าตนเองจะยังมีโอกาสอีกถึง 2 ปีจากช่วงอายุ แต่หากได้รับโอกาสสำคัญนี้แล้ว ก็ไม่คิดที่จะปล่อยให้หลุดมือ ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะก็ล้วนเป็นประสบการณ์อันล้ำค่าอย่างหาที่เปรียบไม่ได้…
ในบรรดาทั้งสามผู้เยาว์ มีเพียง ซุน เท่านั้น ที่ไม่ได้ขบคิดเกี่ยวกับเรื่องท้าชิงตำแหน่งอะไรนั่นแม้สักนิดเดียว… ทว่าในหัวมีเพียงเรื่องการชิงอำนาจของ 5 ตระกูลใหญ่ในพรรคมังกรฟ้าเสียมากกว่า ซึ่งเหตุผลทั้งหมดล้วนมาจากภาพความทรงจำของ เกาถิง ในนิมิตห้วงวิญญาณ
หนึ่งในเรื่องที่ผ่านเข้ามาในความทรงจำเหล่านั้น คือเรื่องที่องค์กรใต้ดินอย่างกลุ่มมังกรทอง มีระดับแกนนำคนหนึ่งแฝงตัวอยู่ภายใน 5 ตระกูลใหญ่ของพรรคมังกรฟ้า และยังเห็นในความทรงจำลาง ๆ อีกด้วยว่า กลุ่มมังกรทอง จะมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในศึกชิงอำนาจภายในพรรคมังกรฟ้าครั้งนี้… แม้แต่ผู้นำชนชั้นเทวะของกลุ่มมังกรทอง ก็อาจถึงขั้นออกโรงด้วยตนเอง…
……………………………………