อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 180 ขบวนศิษย์พิชิตหอคอย
ตอนที่ 180
เฒ่าชีเปลือย ถึงกับดวงตาหรี่แคบลง…
“ชนชั้นลมปราณสีเขียว ขั้นที่ 6 เชียวหรือ?! หลงนึกว่าอย่างมากก็น่าจะได้เพียงแค่ขั้นที่ 5 แท้ ๆ เชียว แปลว่าเจ้ามีความสามารถเข้ากันได้กับปราณวิญญาณที่สมบูรณ์มาก มิเช่นนั้นคงก้าวกระโดดไม่ได้ถึงระดับนี้…”
ซุน เมื่อลืมตาตื่น ก็ยังเผยความสับสน ตนนั้นพยายามดูดซับโอสถปราณวิญญาณอย่างต่อเนื่องตลอด 3 วัน โดยที่มิได้สนใจกับระดับขั้นที่ทะลุทะลวงขึ้นมา ดังนั้นจึงเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงกับการก้าวกระโดดมาถึงขั้นนี้
“ขั้นที่ 6!! โอสถปราณวิญญาณมีผลลัพธ์น่ากลัวถึงเพียงนี้เชียวหรือ!! นี่มันเหนือกว่าการใช้สุราบ่มเพาะ และโอสถบ่มเพาะที่รวมกันตั้งไม่รู้กี่เท่า ทั้งยังในใช้เวลาเพียงสั้น ๆ เท่านั้น แบบนี้การเป็นนักล่าดวงวิญญาณเลย จะไม่ทำให้ข้าเติบโตได้รวดเร็วกว่าเส้นทางอื่น ๆ งั้นหรือ” ซุน เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่จะรู้สึกเช่นนั้น
การก้าวกระโดดจากชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 1 มายังขั้นที่ 6 ได้นั้น ต่อให้เป็นระดับอัจฉริยะรุ่นเยาว์ในทวีปที่ถูกชุบเลี้ยงไปด้วยทรัพยากรมหาศาล ก็ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อยกว่า 2 ปี และหากเป็นบุคคลทั่วไปก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง บางคนยังไม่อาจทำได้ในช่วง 10 ปีด้วยซ้ำไป…
แต่ ซุน กลับใช้เวลาทั้งหมดทั้งมวล ตั้งแต่การสกัดดวงวิญญาณจนถึงการดูดซับอันเสร็จสิ้น ใช้เวลาเพียงแค่ราว 7 วันเท่านั้นเอง… นี่มิใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ด้วยวิธีการสามัญปกติ และตลอดประวัติศาสตร์นับหมื่นปีของยุทธภพ ก็แทบจะนับครั้งได้เลย เห็นได้ชัดว่าศาสตร์แห่งการสกัดดวงวิญญาณของ เฒ่าชีเปลือย เป็นหนึ่งในวิทยาการจากดินแดนแห่งอื่น ที่เหนือล้ำกว่าภูมิความรู้ของยุทธภพแห่งนี้ไปไกลโข…
“นักล่าดวงวิญญาณ งั้นหรือ?! ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! น่าขันยิ่งนัก แม้ว่าตัวข้าเองในช่วงหนึ่งที่แสวงหาความแข็งแกร่ง จะเคยใช้วิธีการนี้อยู่หลายพันปี… แต่นั่นก็มิใช่วิธีการที่สามารถทำได้ในดินแดนล้าหลังแห่งนี้ เนื่องด้วยจำนวนยอดฝีมือในใต้หล้ามันมีน้อยยิ่งกว่าน้อย
เจ้าคิดว่าเจ้าจะสามารถแสวงหาดวงวิญญาณของยอดฝีมือ ที่เพิ่งตายอย่างสดใหม่มาสกัดดวงวิญญาณได้ง่าย ๆ งั้นหรือ?! ด้วยพลังและความสามารถของตัวเจ้าในเวลานี้เนี่ยนะ หากคิดเป็นนักล่าดวงวิญญาณ ก็มีแต่ความตายเท่านั้นแหละที่เจ้าจะได้รับมา…” เฒ่าชีเปลือย หัวเราะออกมา
ซุน ขมวดคิ้วมุ่น แต่พอนึกถึงความจริง ในการจะได้ดวงวิญญาณระดับนี้ครอบครองแล้ว มันก็ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก... หลังครุ่นคิดมาสักระยะ ชายหนุ่มก็เริ่มกวาดตามองไปยังดวงวิญญาณของสาวรับใช้ ที่กำลังบีบนวดเฒ่าชีเปลือย พวกนางเมื่อเห็นสายนั้นของ ซุน ก็ถึงกับสะท้านสะเทือน เผยความหวาดกลัวออกมาทางสีหน้า
ดวงวิญญาณทั้งหมดจากตระกูลเกา ณ เวลานี้ได้สวามิภักดิ์ต่อ ซุน และ เฒ่าชีเปลือย ทั้งหมดแล้ว ทั้งยังถูกผูกมัดด้วยพันธสัญญาและอาคม จำต้องรับใช้ ซุน ไปอีก 50 ปี จึงจะได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ
ทว่าก็ยังมีดวงวิญญาณบางส่วนที่ไม่ยินยอมสวามิภักดิ์ ถึงขั้นยอมแตกดับอย่างทุกข์ทรมาน โดยมากจะเป็นดวงวิญญาณตระกูลเกา สายเลือดตระกูลหลักที่เต็มไปด้วยทิฐิ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือดวงวิญญาณของ เกาทงหลิน ที่ไม่ยินยอมอย่างถึงที่สุด
แม้ในใจ ซุน จะไม่อยากทำเช่นนั้น ทว่าก็จำเป็นที่จะต้องทำการดับทำลายวิญญาณเหล่านั้น เพื่อป้องกันมิให้วิญญาณอาฆาตอื่น ๆ ที่อยู่ใต้อาณัติ คิดจะขบถเป็นปรปักษ์ การลงมือที่เด็ดขาดกับผู้ต่อต้านย่อมเป็นสิ่งจำเป็น…
เวลานี้สายตาที่ ซุน มองมายังวิญญาณหญิงสาวรับใช้ มีหรือที่ เฒ่าชีเปลือย จะมองไม่ออก... ในใจของ ซุน คล้ายกำลังพิจารณาว่าขอบเขตของการสกัดดวงวิญญาณนั้น มีมากน้อยเพียงใด เฒ่าชีเปลือย จึงส่งเสียง หึหึ ดังลอยออกมาก่อนจะกล่าว…
“ดวงวิญญาณสามัญอื่น ๆ แม้จะมีปราณบริสุทธิ์แฝงเร้นอยู่บ้าง ทว่ามันก็น้อยนิดอย่างที่ไม่อาจนำมาเสริมส่งการบ่มเพาะได้… สำหรับเจ้าในเวลานี้ ดวงวิญญาณที่จะสามารถนำมาสกัดเพื่อเพิ่มพูนพื้นฐาน อย่างน้อยที่สุดก็ควรจะเป็นดวงวิญญาณยอดฝีมือชั้นลมปราณสีส้มขึ้นไป
ทั้งยังต้องใช้ดวงวิญญาณชนชั้นลมปราณสีส้มไม่น้อยกว่า 30 ดวง จึงจะมีคุณภาพพลังเทียบเทียมได้กับ ดวงวิญญาณชนชั้นราชันย์อย่าง เกาเทียนฉี… ดังนั้นอย่าให้คิดนำวิธีการนี้มาเป็นปัจจัยหลักในการบ่มเพาะเลย ถือซะว่าหากพบเจอก็เท่ากับเป็นโชควาสนา ไม่ต้องถึงขั้นเสี่ยงชีวิตออกตามล่ากับโอกาสอันน้อยนิด
อีกทั้งการสกัดดวงวิญญาณ ก็ทำได้เพียงแค่กับดวงวิญญาณของเผ่ามนุษย์ หรือเผ่าพันธุ์ทรงปัญญาที่ใกล้เคียงกันเท่านั้น… ดวงวิญญาณของสัตว์อสูร มีความหยาบกระด้างมากเกินไป ทั้งพลังวิญญาณและปราณบริสุทธิ์ของสัตว์อสูรทั้งหมด ก็ถูกนำไปหลอมรวมกับ ลูกแก้วดวงจิต จึงไม่หลงเหลือพลังวิญญาณให้นำมาสกัดได้…
การบ่มเพาะด้วย วิถีเซียนเมรัย ของเจ้าในเวลานี้นั่นแหละ คือวิธีการที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว อย่าได้เร่งร้อนไปนัก… ทุกอย่างมีโชควาสนาของมัน ตราบเท่าที่เจ้าเพียรพยายาม หนทางแห่งโชควาสนาก็ย่อมต้องถูกเปิดขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง…” เฒ่าชีเปลือย เอ่ยเนิบนาบเชิงปรัชญา ดูเหมือนว่าหลังจากที่ เฒ่าชีเปลือย จะทราบถึงตัวตนแท้จริงของชายหนุ่ม ก็จะมีการแสดงออกที่แตกต่างไปจากก่อนหน้านี้อยู่ไม่น้อย
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจ มิได้เอ่ยอะไรต่อ ใช้เวลาในส่วนที่เหลืออีกหนึ่งราตรี ทำการปรับโคจรลมปราณที่เพิ่มพูนเพื่อให้มั่นคงและมีสมดุลมากที่สุดก่อนจะร่วมขบวนพิชิตหอคอยในวันรุ่งขึ้น…
………………………………………..
ถ้ำกลางป่าลึก ห่างจากเมืองหลวงราวหนึ่งร้อยลี้…
เทพปรมาจารย์ ลู่เหรินฮ่าว ยามนี้พำนักฟื้นตัวอยู่ในถ้ำแห่งนี้ อาการบาดเจ็บจากการถูก พยัคฆ์วาตะ เล่นงานในครั้งนั้นมิใช่สามัญ(ตอนที่ 161) ต้องใช้เวลาตลอดหลายสิบวันมานี้ในการฟื้นตัว… ทางด้าน เฒ่าวิญญาณ ก็แยกตัวออกไปนานแล้ว มีเพียงแค่ ลู่เหรินฮ่าว ที่ยังวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ เขตเมืองหลวง
ทว่าหลังจากได้รับข้อมูลจากสายลับกลุ่มมังกรทองภายในเมืองหลวง ว่าตระกูลเกา และ เกาเทียนฉี ในเวลานี้ถูกดับทำลายไปแล้วโดยคำสั่งลับของทางราชวงศ์ไป๋หู่ นั่นก็ยิ่งทำให้ ลู่เหรินฮ่าว ไม่อาจนิ่งสงบจิตใจลงได้ การสูญเสียหนึ่งในสิบแกนนำกลุ่มมังกรทอง แม้ว่าด้านฝีมือของ เกาเทียนฉี จะรั้งท้ายกลุ่มแกนนำทั้งสิบ แต่ก็มีความสำคัญมากในฐานะขุมกำลังใหญ่ที่ประจำการในเมืองหลวง ส่วนที่ขาดแหว่งไปจึงยากที่จะได้รับการเติบเต็มในเวลาอันสั้น
อีกทั้งในเมื่อ เกาเทียนฉี ถูกเล่นงานไปแล้ว ก็ยิ่งทำให้ ลู่เหรินฮ่าว กังวลใจว่าทางราชวงศ์ไป๋หู่ จะสืบค้นเรื่องราวกลุ่มมังกรทองมาได้มากน้อยเพียงใด หากสามารถสืบค้นถึงขั้นรู้ว่าตัวของ ลู่เหรินฮ่าว ก็เป็นหนึ่งในแกนนำทั้งสิบเช่นเดียว นั่นอาจทำให้ตำแหน่งเทพปรมาจารย์เกิดการสั่นคลอน และอาจนำไปสู่ความผิดโทษฐานก่อกบฏต่อแผ่นดิน
“ตราบเท่าที่ยังไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง… การเข้าไปในเมืองหลวงของข้า นับว่าอันตรายเกินไป!!” ลู่เหรินฮ่าว เผยสีหน้ามืดดำ อดที่จะมีโทสะต่อตระกูลเกามิได้ หากตนรู้ว่าเรื่องราวจะออกมาเป็นเช่นนี้ ลู่เหรินฮ่าว คงเลือกที่จะดับล้างตระกูลเกาด้วยมือของตนเองไปแล้ว
ทว่าในใจยังนึกถึงเรื่องของ ซุน อยู่ ทั้งยังทราบเรื่องที่ทางสำนักสายลมประจิม จะถึงช่วงประเพณีส่งขบวนศิษย์เข้าไปในหอคอย ลู่เหรินฮ่าว รู้ดีว่านี่เป็นโอกาสสำคัญ เพราะ ซุน จะออกมาจากเขตปกป้องของสำนักสายลมประจิม อีกทั้งภายในหอคอยยังถูกจำกัดพลังฝีมือ ชนชั้นผู้อาวุโสก็ไม่อาจเข้าไปดูแลความปลอดภัยได้
คิดถึงจุดนี้แล้ว ลู่เหรินฮ่าว จึงติดต่อไปยังหัวหน้าหน่วยในสังกัดของตนเองทันที ซึ่งหัวหน้าหน่วยแต่ละคนของ ลู่เหรินฮ่าว นั้น มีพลังฝีมือไม่ด้อยไปกว่า เกาถิง แน่นอน ทุกคนต่างเป็นชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นสูงสุด… หลังการตรวจสอบการเคลื่อนไหว ก็ได้ทราบว่ามีหัวหน้าหน่วยและกองกำลังอีก 3 กลุ่ม ที่อยู่ใกล้กับเขตเมืองหลวงในเวลานี้
ลู่เหรินฮ่าว จึงออกคำสั่งทันที…
“หัวหน้าหน่วยทั้ง 3 คน รวมถึงกองกำลังในกลุ่มของพวกเจ้า… จงเข้าไปด้านในหอคอยพยัคฆ์ขาวและหาทางจับกุมตัว ซุน แห่งสำนักสายลมประจิม ออกมาให้ได้!! ไม่ว่าจะแลกด้วยอะไร ภารกิจนี้ห้ามผิดพลาดเป็นอันขาด!!”
ปลายทางของหยกสื่อสาร หัวหน้าหน่วยทั้ง 3 ตอบรับอย่างพร้อมเพรียง แต่ละคนก็มีขุมกำลังของตนเองอีกจำนวนหนึ่ง กลายเป็นการเคลื่อนไหวอีกครั้งขององค์กรใต้ดินกลุ่มมังกรทอง ที่น่ากลัวยิ่งกว่าการลงมือของ เกาถิง เสียอีก…
……………………………………..
เช้าวันรุ่งขึ้น…
แท้จริงแล้วนั้น ประตูวาสนา จะเปิดออกในช่วงเที่ยงคืนของทุก ๆ วัน แต่ด้วยจำนวนคนที่มีมาก ความวุ่นวายก็ย่อมต้องมีมากตามไปด้วย ดังนั้นการเคลื่อนพลจึงจำเป็นต้องตระเตรียมเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อที่เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนตรง หลังประตูวาสนาถูกเปิดออก จะได้มีความพร้อมที่จะเข้าไปด้านในหอคอยทันที
กระแสลมปราณภายในหอคอยนั้นจะสูงขึ้นตามการไต่ลำดับชั้น ภายในชั้นที่ 1 ของหอคอยจะเทียบเท่ากระแสลมปราณด้านนอกไม่เปลี่ยนแปลงอะไร ชั้น 2 จะมากขึ้นเป็น 2 เท่า ชั้น 3 จะเพิ่มเป็น 3 เท่าและมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับ… ยกตัวอย่างเช่นในชั้นที่ 10 ของหอคอย ซึ่งกระแสลมปราณจะมากกว่าด้านนอก 10 เท่า นั่นหมายความว่า 3 วันของการบ่มเพาะในหอคอย จะเทียบเท่ากับ 30 วันในพื้นที่ด้านนอก ยิ่งขึ้นไปสูงมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งช่วยร่นระยะเวลาเป็นทบทวี…
ในส่วนของขบวนศิษย์สายนอกและศิษย์สายในนั้น ถูกจัดระเบียบดูแลอย่างเข้มงวด ทั้งยังมีการวางแผนดูดซับลมปราณที่ตำแหน่งแน่ชัดอยู่แล้ว นั่นคือชั้นที่ 20 สำหรับศิษย์สายนอก และชั้นที่ 30 สำหรับศิษย์สายใน
ในส่วนของขบวนศิษย์หลักนั้นจะไม่มีการกำหนดกฎเกณฑ์ หากใครสามารถไปได้ถึงระดับใดก็สามารถบุกฝ่าฟันได้อย่างอิสระตามขีดจำกัดของแต่ละคน สัตว์อสูรพาหนะที่ตระเตรียมไว้ก็มีเพื่อการนี้ แต่โดยมากก็จะอยู่ไม่เกินกว่าชั้นที่ 50 นั่นก็ถือเป็นขีดจำกัดของการร่างกาย ที่สามารถทนรับแรงกดดันจากหอคอยได้แล้ว…
ขบวนศิษย์ทั้งสามกลุ่มเวลานี้ ถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ และแน่นอนว่า ซุน ก็ยังไม่ได้ปรากฏตัวออกมา สายตาของ เจี่ยโย่วเทียน ลั่วชิงเหอ หรือแม้แค่ศิษย์หลักคนอื่น ๆ ต่างก็หันมองไปยังทิศทางของถ้ำปิดด่านเป็นระยะ เนื่องด้วยใกล้จะถึงฤกษ์ยามตามที่ทางสำนักได้กำหนด…
“เจ้านั่น… ไม่เพียงแค่ยามฝึกซ้อม กระทั่งวันออกเดินทางก็ยังคิดจะเบี้ยวงั้นหรือนี่…”
“เอาเถอะ… มันก็สมเป็นแมวสวรรค์ดีนั่นแหละ”
“ชิ!! ข้ายอมรับเพียงแค่ศิษย์พี่เจี่ย และศิษย์พี่ลั่ว เป็นผู้นำขบวนเท่านั้น พวกเราทุกคนย่อมรู้ดีว่าเจ้านั่นมันก็ไม่ต่างอะไรกับไม้ประดับ ถึงจะมีความสามารถ แต่ไร้ซึ่งบารมีให้เป็นที่นับถือ…”
เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นในกลุ่มศิษย์หลัก… เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ แม้จะได้ยิน ทว่าก็ไม่ใช่เรื่องที่จะไปโต้แย้งแทนได้ ไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนสายตาและความคิดของผู้อื่นให้เคารพยำเกรง ตราบเท่าที่ไม่แสดงความน่านับถือออกมาให้เป็นที่ประจักษ์… ซุน เองก็ยังเป็นศิษย์ที่ใหม่มากในสำนัก ชื่อเสียงก็ย่ำแย่ จึงไม่แปลกที่ถูกครหาลับหลังเช่นนี้…
แต่แล้วทันใดนั้นเอง… พลันมีประกายแสงสีเขียวพุ่งดิ่งตรงเข้ามาราวกับวายุ เป็นวิชาตัวเบาที่ราวกับถูกใช้ออกมาจากชนชั้นยอดฝีมือ กระทั่ง เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ จะเผยถึงใบหน้าตื่นตะลึง ต่อให้เป็นทั้งสองก็ยังไม่สามารถระเบิดท่าร่างความเร็วได้ถึงระดับนี้
เมื่อเงาร่างสีเขียวเข้ามาใกล้ยังท้ายขบวน เสียง ตูม! ดังขึ้นครั้งหนึ่ง ผืนดินเกิดรอยยุบเป็นรอยเท้า เงาร่างของชายหนุ่มก็ทะยานกระโดดสูงหลายสิบจั้ง ข้ามศีรษะของกลุ่มศิษย์หลักจำนวนมาก ในการกระโดดเพียงครั้งเดียว ทำให้ทุกคนที่มองเห็นอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงในพละกำลังในการดีดตัวเช่นนั้น…
เงาร่างที่ร่อนลงมา สวมอาภรณ์ศิษย์หลักสีขาวขุ่น…
สะบัดชายแขนเสื้อเบา ๆ พลางหมุนตัวมองกลับมายังทุกคน...
“ขอโทษที่ทำให้รอ...”
………………………………………………..