อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 188 การต่อสู้ในชั้นที่ 13
ตอนที่ 188
การเดินทางฝ่าความร้อนกลางทะเลทรายที่ร้อนระอุ แม้ว่าสำหรับสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งจะไม่ได้กระทบกระเทือนมากนัก ขอเพียงที่น้ำดับกระหายที่เพียงพอก็สามารถเดินทางผ่านชั้นนี้ไปได้ในเวลาไม่นาน แต่สำหรับวิหคชราอย่าง เฝิงน้อย ที่มิได้แข็งแกร่งอะไร จึงเป็นภาระที่ค่อนข้างหนักอึ้งอยู่ไม่น้อย
ซุน ลูบไปบนหลังของ เฝิงน้อย เบา ๆ อย่างอ่อนโยน
“อดทนหน่อยนะ อีกไม่นานก็ผ่านชั้นนี้ไปได้แล้ว…”
ภายในหอคอยไม่ว่าจะชั้นใดก็ล้วนแล้วแต่มีกระแสลมปราณที่บ้าคลั่งแปรปรวน ดังนั้นแม้พื้นฐานลมปราณจะสูงส่งเพียงใด สัมผัสลมปราณก็ไม่อาจนำออกมาใช้อย่างแม่นยำได้ในพื้นที่เหล่านี้ มีเพียงแค่สัมผัสทั้ง 5 เท่านั้นที่สามารถหวังพึ่งพา
ซุน อยู่บนหลังของ เฝิงน้อย ที่โบยบินเหนือขบวน ดังนั้นทัศนวิสัยจึงกว้างไกลกว่าคนอื่น ๆ ทั้งยังมีอาคมเสริมส่งสัมผัสทั้ง 5 ให้อยู่ในระดับที่เฉียบคม แม้แต่สองผู้คุ้มกันขบวนชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นสูง ก็ยังไม่อาจเปรียบเทียบกับ ซุน ได้…
แน่นอนว่าข้อมูลแผนที่ในหัวของ ซุน ก็ไม่น้อยไปกว่า เจี่ยโย่วเทียน ที่นำขบวน ทว่าที่ยอมติดตามอยู่อย่างเงียบ ๆ เพราะต้องการให้เกียรติ เจี่ยโย่วเทียน เป็นผู้นำเสียมากกว่า ดังนั้นเส้นทางที่กำลังจะเดินทางไป ซุน ก็ย่อมคาดเดาได้มิต่างกัน และเมื่อกวาดออกไปยังระยะที่ห่างไกล ซุน ก็ขมวดคิ้วแนบแน่นขึ้น เผยแววตาฉงนสนเท่ห์ออกมา
“มีบางอย่างผิดปกติ…”
แม้จะยังไม่อาจชี้วัด เพราะ ซุน มิใช่ผู้ชำนาญพื้นที่ ทั้งยังเป็นการเข้ามาในหอคอยเป็นครั้งแรก แต่สัญชาตญาณบางอย่างก็ย้ำเตือนถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสายตาของยอดฝีมือพเนจรรอบด้าน กลิ่นอายของพิษที่เจือจางในอากาศ หรือแม้แต่ความมืดดำที่ปกคลุมอยู่รอบ ๆ จากที่ห่างไกล สิ่งเหล่านี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นโดยบังเอิญภายในชั้นนี้ได้…
ซุน โฉบบินลงมาตีคู่กับ เจี่ยเทียนโย่ว ที่นำขบวนด้วยใบหน้าเคร่งขรึม…
“ศิษย์พี่เจี่ย… มีบางอย่างผิดปกติ พวกเรากำลังถูกจับตามอง…”
เจี่ยโย่วเทียน ได้ยินเช่นนั้นก็หว่างคิ้วยับย่นขึ้นมา คำเตือนของ ซุน ทำให้ชายหนุ่มเริ่มจับสังเกตเห็นบางอย่างได้เล็กน้อยเช่นกัน และรู้ดีว่าเรื่องนี้มิใช่เรื่องที่ ซุน จะพูดออกมาเล่น ๆ โดยไม่มีเหตุสมควร…
“หยุดก่อน!!”
ขบวนทั้งหมดเกิดการหยุดชะงักลงตามคำสั่งผู้นำ ซึ่งแน่นอนว่ามันได้สร้างความประหลาดใจให้กับอีกหลาย ๆ คนที่ยังมองไม่เห็นถึงความผิดปกติ… แม้แต่สองผู้คุ้มกันที่อยู่แนวหลัง ก็ยังไม่แน่ชัดนัก รับรู้ได้เพียงบรรยากาศที่แปลกออกไป แต่ก็คิดว่านั่นคงเกิดจากความร้อนของอุณหภูมิภายในชั้นนี้…
“มีอะไรงั้นหรือ?!” เสียงจากด้านหลังขบวนดังขึ้น
เจี่ยโย่วเทียน ใบหน้านิ่งขรึม มือแตะไปที่กระบี่ข้างกาย… ลั่วชิงเหอ และ ซวงฉวี่ ก็เผยแววตาเด็ดเดียว มองไปรอบด้านเช่นกัน เห็นได้ชัดว่าทั้งสองก็เริ่มระแคะระคาย… ซุน ไม่กล้าให้ เฝิงน้อย บินสูงเกินไปนัก เกรงว่าจะออกนอกขอบข่ายอาคมที่ปกป้องขบวน…
ไม่นานที่ด้านหลังขบวนก็ปรากฏเงาร่างของ แมงป่องยักษ์ และ เต่าตัวใหญ่ ที่ซ่อนตัวอยู่ในทะเลทราย ค่อย ๆ เผยตัวขึ้นมา รวมไปถึงด้านหน้าขบวนก็มีเงาร่างของจระเข้ยักษ์ที่แผ่ไอสังหารดุร้าย ราวกับมันเป็นสัตว์อสูรเทียมที่ฝึกฝนมาเพื่อต่อสู้
รอบด้านยังมียอดฝีมือพเนจรอีกนับสิบคน จากที่กระจัดกระจายตำแหน่ง ยามนี้เริ่มตีวงแคบเพื่อโอบล้อม และยังมองเห็นปลอกคอสีดำพันธนาการทุกคนเอาไว้ สีหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยความเศร้าสลด ราวกับว่าจำนนต่อชะตากรรม และถูกบีบบังคับให้มิอาจขัดขืนได้…
จากนั้นเสียงปรบมือก็ดังขึ้น พร้อมกับเงาร่างของกลุ่มคนอีกจำนวนหนึ่ง ที่นำโดยคนสามคนเดินออกมาจากความพร่าเลือน ชายชราปรบมือให้กับเหล่าผู้เยาว์พร้อมรอยยิ้มชั่วร้าย… “หึหึ… ยอดเยี่ยมมาก ไหวตัวได้เร็วดีจริง ๆ หากมุ่งหน้าไปไกลกว่านี้อีกสักนิด จะตกลงสู่วังวนกับดักอันสมบูรณ์แบบ โดยที่พวกเราไม่ต้องลำบากเผยตัวออกมาเลยแท้ ๆ”
จ้าวซือจี๋ และ หยวนอิงเล่อ หันมองกันด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด เห็นได้ชัดว่ากำลังของศัตรูเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด ทั้งสองจึงกระโดดออกจากหลังสัตว์อสูรพาหนะ พุ่งจากท้ายขบวนตรงไปยังด้านหน้า แสดงป้ายสำนักสายลมประจิม และสำนักบุปผาประจิม…
“นี่คือขบวนศิษย์ของสำนักสายลมประจิม และสำนักบุปผาประจิม พวกเราไม่มีความบาดหมางต่อกัน ขอพวกท่านจงเปิดทางด้วย พวกเรารับปากว่าจะไม่นำเรื่องนี้ไปบอกแก่ผู้ใดด้านนอก...” จ้าวซือจี๋ เลือกที่จะเอ่ยเจรจา ใช่ชื่อเสียงสำนักใหญ่เพื่อเปิดทาง
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! พวกเราย่อมรู้เรื่องนั้น… และไม่คิดจะทาง!!” ชายชรา เย่ต้าเฟิง กล่าวขึ้นพร้อมกับส่งสายตาชั่ววูบหนึ่ง เขม็งมองไปยัง ซุน ที่อยู่บนหลังวิหคพาหนะ แม้การมองครั้งนี้จะเป็นแค่ชั่วเวลาสั้น ๆ แต่ ซุน กลับสั่นเยือกไปทั้งร่าง สัมผัสได้ถึงวิกฤตรุนแรงบางอย่าง
“เป้าหมายของมันขึ้นคือข้า!!” ซุน ตระหนักรู้ได้ด้วยตนเอง จากการมองมายังตนในครั้งนี้ และแน่นอนว่าศัตรูเพียงหนึ่งเดียวของ ซุน ที่มีอำนาจจะกระทำการลงมืออุกอาจเช่นนี้ได้ ก็มีเพียงแค่องค์กรใต้ดินกลุ่มมังกรทอง ที่จับกุมตัว เหยาหมิง ไปเท่านั้น!!
ท่าทีของชายชรา เย่ต้าเฟิง เผยเจตนาอย่างโจ่งแจ้ง ทราบดีอยู่แล้วว่าเป็นขบวนศิษย์แต่ก็ยังคิดโจมตี ชัดเจนว่าไม่เหลือช่องว่างให้ได้เจรจาอีกแล้ว… จ้าวซือจี๋ กัดฟันแน่นและดึงเอาทวนยาวจากในแหวนมิติออกมาหมุนควง ด้าน หยวนอิงเล่อ ก็เอากิ่งไม้ประหลาด อันเป็นอาวุธลึกลับออกมาเช่นเดียวกัน
“เตรียมพร้อมรบ!!” เจี่ยโย่วเทียน คำรามเสียงขึ้นก้องดัง… ขบวนศิษย์ทั้งหญิงชายจากสองสำนักชักศาสตราประจำกายออกมาโดยพลัน ระเบิดรัศมีลมปราณและพลังการต่อสู้โดยพร้อมเพรียง ทว่าทุกคนก็ยังไม่ออกจากขอบข่ายอาคมที่สำนักจัดเตรียมไว้…
เย่ต้าเฟิง เผยไอสังหารที่รุนแรงออกมา…
“พวกทาสทั้งหลาย… ทำลายขอบข่ายอาคม!!”
สิ้นคำพูดของ เย่ต้าเฟิง ราวกับปลอกคอสีดำที่พันธนาการกลุ่มยอดฝีมือพเนจรตอบสนองคำสั่ง เกิดเป็นพลังบีบรัดอย่างรุนแรง จนทุกคนเผยสีหน้าทุกข์ทรมานไม่สามารถปฏิเสธได้ จากนั้นจึงชักนำคมอาวุธตรงเข้าหาขบวนศิษย์หลักสองสำนัก… กลุ่มยอดฝีมือพเนจรเหล่านี้มีจำนวนนับสิบคน ซึ่งมีพลังฝีมือคละเคล้ากันไป
ขอบข่ายอาคม ได้สร้างม่านแสงสีฟ้าปกคลุมขบวนเอาไว้ แม้ว่าสามารถทนรับการโจมตีได้อย่างมั่นคงก็จริง ทว่าพลังของขอบข่ายอาคมนั้น จะอ่อนลงเรื่อย ๆ ทุกครั้งที่รับการโจมตี ไม่สามารถป้องกันไปได้ตลอดรอดฝั่ง…
“เจี่ยโย่วเทียน ลั่วชิงเหอ ซุน พวกเจ้าสามคนคือผู้นำขบวน ดังนั้นจงควบคุมสติเฝ้ามองสถานการณ์ให้ดี อย่าได้เคลื่อนไหวสุ่มสี่สุ่มห้า ส่วนข้าจะออกไปต้านทานพวกมัน!!” จ้าวซือจี๋ กล่าวขึ้นก้องดัง แน่นอนว่าด้าน หยวนอิงเล่อ ก็กำชับคำสั่งใกล้เคียงกันนี้กับ ซวงฉวี่ และพรรคพวก
จากนั้น จ้าวซือจี๋ และ หยวนอิงเล่อ ก็เผยแววตาห้าวหาญ พุ่งทะยานออกไปจากขอบข่ายอาคม กวัดแกว่งคมอาวุธเข้าฟาดฟันในฐานะชนชั้นผู้ฝึกสอน รับหน้าคุ้มกับขบวน!! ความแข็งแกร่งของทั้งสองคนนั้น เหนือชั้นอย่างมาก เพียงแค่การระเบิดกระบวนท่าออกมา กลุ่มยอดฝีมือพเนจรนับสิบคนที่โอบล้อม ก็ถูกผลักกระเด็นไปคนละทิศละทาง
แต่ไม่นานคนเหล่านี้ที่แม้จะได้รับบาดเจ็บ ก็ยังลุกขึ้นและพุ่งตรงเข้ามาราวกับไม่กริ่งเกรงต่อความตาย ใบหน้าทุกคนเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานและคราบน้ำตา สร้างความตื่นตะลึงให้กับ จ้าวซือจี๋ และ หยวนอิงเล่อ เป็นอย่างยิ่ง รู้สึกราวกับกำลังทำร้ายผู้บริสุทธิ์ที่ถูกบีบบังคัง แต่ทว่าด้วยหน้าที่ของตนแล้ว จึงไม่อาจละเว้นผู้ใดได้ ความปลอดภัยของศิษย์สำนักย่อมมาก่อนเป็นอันดับแรก...
“ปลอกคอนั่น?! เป็นวัตถุอาคม ต่ำกว่าชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นกลาง ยากที่จะต่อต้านพันธนาการควบคุมของปลอกคอสีดำนั่นได้ แต่ในขณะเดียวกับผู้ควบคุมอาคมเหล่านี้ ก็ต้องแลกมากับอายุขัยบางส่วนที่ต้องสูญเสีย แม้จะเป็นของเล่นที่น่าสนุก แต่ก็แฝงไว้ด้วยความอันตรายต่อตัวผู้ใช้…” เฒ่าชีเปลือย กล่าวพึมพำใบหน้าสนอกสนใจอย่างยิ่ง
เพลงทวนของ จ้าวซือจี๋ น่ากลัวดุดันอย่างมาก ทั้งยังลงมือได้เด็ดขาดไร้ปราณี เพียงไม่กี่กระบวนท่า ก็สังหารยอดฝีมือพเนจรไปแล้วถึงสองคน… เท่าที่ ซุน ได้คาดคะเน พลังฝีมือของ จ้าวซือจี๋ ไม่ได้ด้อยไปกว่า มู่เจี้ยน จากหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์เลยแม้แต่น้อย
หยวนอิงเล่อ ก็มิใช่ธรรมดา กิ่งไม้วิเศษที่นางถือ สามารถรับมือกับอาวุธอักขระได้โดยไม่แตกหัก และทุกครั้งที่โคจรเคล็ดวิชาบุปผาประจิมและชี้ปลายกิ่งไม้ออกไป จะปรากฏพืชหญ้าผุดออกมาจากความว่างเปล่า ซึ่งพืชหญ้าเหล่านั้นล้วนมีพลังหลากหลาย บ้างก็เป็นระเบิด บ้างก็กลายเป็นเถาวัลย์ บ้างก็ส่งเกสรพิษออกมา แม้ไม่ดุดันเฉกเช่นเพลงทวนของ จ้าวซือจี๋ แต่ก็พลิกแพลงได้ไร้ที่สิ้นสุด…
แต่จนถึงตอนนี้ ดูเหมือนสามหัวหน้าหน่วยลับก็ยังไม่ยอมเคลื่อนไหว… แม้แต่ลูกสมุนด้านหลังก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะลงมือ มิหนำซ้ำยังเต็มไปด้วยรอยยิ้มอันแฝงเลศนัย ราวกับกำลังเฝ้ารอจังหวะเวลา… ด้วยประสบการณ์ของสองผู้คุ้มกันขบวน ไม่กล้าที่จะประมาทออกห่างจากขอบข่ายอาคมมากนัก เลือกที่จะตั้งรับและหาโอกาสสวนกลับมากกว่าตามล่าสังหาร...
ซุน เฝ้ามองเหตุการณ์ด้วยความนิ่งขรึม แน่นอนว่า ซุน มิใช่คนที่จะฝากความหวังในผลการต่อสู้ทั้งหมดไว้กับผู้ใด พยายามคิดหาหนทางเป็นของตนเอง… และได้ประเมินโอกาส รวมถึงความเป็นไปได้หลายอย่างในสถานการณ์เช่นนี้ แต่สุดท้ายไม่ว่าจะเป็นวิธีใด ก็ไร้ซึ่งความสมบูรณ์แบบ
ด้วยทักษะเอาตัวรอดมากมาย รวมไปถึง เฒ่าชีเปลือย ที่คอยให้การช่วยเหลือ หาก ซุน คิดที่จะหลบหนีออกไปเพียงลำพังก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่ทว่า…กลุ่มขบวนศิษย์หลักในเวลานี้ทั้งหมด ผู้ที่เป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องกับ ซุน คงยากที่จะรอดชีวิต...
หลังจากกวาดมองไปยังผู้คน ที่มีใบหน้าคุ้นเคยเหล่านี้ ก็หวนนึกถึงคำพูดของเจ้าสำนัก อวิ๋นหยางหลิ่ง ก่อนจะเข้ามาในหอคอย… ‘จงปกป้องตนเอง ปกป้องศิษย์พี่ศิษย์น้อง และปกป้องเกียรติภูมิของสำนัก’ ถ้อยวาจาเหล่านี้ ก้องดังในหัวของชายหนุ่ม…
ซุน จึงได้แต่สูดลมหายใจลึก เลิกคิดที่จะหลบหนี
“หากพวกเรายังเอาแต่ตั้งรับ ดูจากสีหน้าของศัตรูที่ตระเตรียมแผนการบางอย่างเอาไว้แล้ว พวกเราจะต้องพ่ายแพ้แน่นอน... มีแต่ต้องต่อสู้และพลิกสถานการณ์เอาชนะให้ได้เท่านั้น แม้อาจมีสมาชิกขบวนส่วนหนึ่งที่ต้องตาย แต่ก็ดีกว่าตกตายหมดทั้งขบวน!!”
ซุน ระเบิดรัศมีลมปราณมหาศาลออกมา หลังกำชับกับ เฝิงน้อย ว่าห้ามออกจากขอบข่ายอาคมนี้ ชายหนุ่มก็โดดลงจากหลังของวิหคพาหนะ เผยแววตาเด็ดเดียวและพุ่งผ่านหน้า เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ เพื่อที่จะออกไปด้านนอก
“ศิษย์น้อง เจ้าคิดจะทำอะไร!!” เจี่ยโย่วเทียน เอ่ยขึ้นด้วยความกังวล
“ข้ามีแผน… แต่พวกท่านอย่าเพิ่งออกไปตอนนี้” ซุน กล่าวสั้น ๆ ก่อนจะผ่านขอบข่ายอาคมออกไปด้านนอก...
“!!!!!!!!!!” ไม่เพียงแค่ จ้าวซือจี๋ และ หยวนอิงเล่อ ที่ตกตะลึงในการออกมาของ ซุน แม้แต่กลุ่มมังกรทองทั้งหมด ต่างก็เต็มไปด้วยสีหน้างุนงง ที่เป้าหมายของพวกมันยอมออกมาด้านนอกด้วยตนเองเช่นนี้
และสำคัญกว่านั้น มินี่ใช่การปรากฏตัวเพื่อหลบหนี… ไอสังหารและพลานุภาพสยบที่ ซุน แผ่ซ่านออกมานั้น บ่งบอกว่านี่คือการออกมาเพื่อต่อสู้ และพิชิตศัตรู!!
ซุน มาหยุดยืนอยู่ด้านหน้าของ จ้าวซือจี๋ และ หยวนอิงเล่อ กางแขนออกทั้งสองข้างเป็นสัญญาณให้ทั้งสองคนหลบที่ด้านหลังของตน… ซึ่งมันเป็นภาพที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง ในการที่ชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นกลางผู้หนึ่ง พยายามปกป้องชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นสูงสุดสองคน ทำเอาคนทั้งสองที่ด้านหลังเต็มไปด้วยความอึ้งงัน…
ทว่าในตอนนั้นเอง ที่ ซุน ได้โบกสะบัดมือเพียงครั้ง ธงผืนใหญ่สีดำก็ถูกดึงออกมาจากแหวนมิติ พร้อมกับร่มโลหะสีดำอีกสามคันในมือ… ชั่วพริบตาที่สิ่งของเหล่านี้ได้ปรากฏออกมา ใบหน้าของสามหัวหน้าหน่วยลับ จากที่กำลังยิ้มเยาะก็พลันถอดสีเป็นขาวซีด
ซุน ปลดสลักกลไก และขว้างร่มโลหะทั้งสามคันออกไป… คันหนึ่งพุ่งตรงไปยังกลุ่มยอดฝีมือพเนจร อีกสองคันที่เหลือพุ่งตรงไปยังกลุ่มมังกรทอง ที่รวมตัวกันอยู่เป็นจุดเดียวในเวลานี้ จากนั้น ซุน ก็โบกสะบัดธงสีดำโอบคลุมร่างของตนเอง และสองผู้คุ้มกันขบวนที่อยู่ด้านหลัง…
“ร่มโลหะพิรุณ!!”
………………………………………………..