อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 254 เคล็ดวิชาเซียนทองคำ
ตอนที่ 254
เหยาหมิง ได้ขยับร่างมาบังบุตรชายเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยปากอย่างปลดปลง…
“ซุน… ดูเหมือนว่าศัตรูจะแข็งแกร่งเกินไป บิดาคงยากจะปกป้องเจ้าได้แล้ว ดังนั้นบิดาอยากให้เจ้ารีบหนีไป… แม้ต้องสละชีวิต บิดาก็จะพยายามขัดขวางอสรพิษเหล่านี้เอาไว้ เพื่อเปิดทางให้กับเจ้า”
ซุน ได้ยินเช่นนั้น ก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาในทันที…
“หากจะตาย พวกเราก็ต้องตายพร้อมกัน!! ข้าไม่มีวันหันหลังเพื่อทิ้งท่าน!!”
สองพ่อลูกประสานสายตา ก่อนจะเผยให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวในการตัดสินใจ… เหยาหมิง มิได้ทัดทานความคิดนี้ เพราะรู้ดีว่าต่อให้ ซุน พยายามหลบหนีอย่างไร ไหนเลยที่จะรอดพ้นพลังอำนาจของอสรพิษเกล็ดสีทองตรงหน้านี้ไปได้…
“อย่างมากก็แค่ตาย!!” เหยาหมิง ระเบิดพลังออกมาอีกครั้ง เรือนกายอาบท่วมไปด้วยรัศมีสีทองที่เจิดจรัส รีดเค้นลมปราณชนชั้นจักรพรรดิออกมาอย่างเต็มที่ ไม่กล้ากักเก็บพลังหรือออมมือใด ๆ ตั้งท่าพร้อมรบอย่างเด็ดเดี่ยว…
อสรพิษเกล็ดสีทอง เมื่อเห็นรัศมีพลังของอีกฝ่าย ก็กระจ่างชัดในความสงสัยของตนเองโดยพลัน แผดเสียงหัวเราะชอบใจออกมาอีกเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ สลายร่างอสรพิษขนาดใหญ่มหึมาที่ปกคลุมท้องฟ้า หดขนาดร่างเล็กลงเรื่อย ๆ ทั้งยังแปรเปลี่ยนสภาพจนมิได้เป็นอสรพิษอีกต่อไป… แต่เปลี่ยนเป็นรูปลักษณ์แห่งจิตวิญญาณที่คล้ายคลึงกับรูปร่างและขนาดของมนุษย์!!
กลายเป็นชายวัยกลางคนที่ใบหน้าเกลี้ยงเกลาหล่อเหลาผู้หนึ่ง… สวมชุดคลุมยาวสีทองตลอดทั้งร่างมิต่างกับองค์จักรพรรดิในวังหลวง เส้นผมและนัยน์ตาก็เป็นสีทองเช่นเดียวกัน ต่อให้เป็นรูปลักษณ์จิตวิญญาณ แต่การจะเปลี่ยนจากสัตว์อสูรมาเป็นรูปลักษณ์ร่างมนุษย์ได้เช่นนี้นั้น แน่นอนว่าสัตว์อสูรธรรมดาย่อมมิอาจทำได้ มีเพียงราชันย์แห่งสัตว์อสูรเท่านั้นจึงจะสามารถ…
ร่างจิตวิญญาณชายวัยกลางคนผู้นั้น ยังมิได้เหยียบย่างบนผิวน้ำ แต่ลอยตัวสูงอีกระดับราวกับเทพเซียน และค่อย ๆ ลอยตรงเข้ามามองดู เหยาหมิง ในระยะประชิด… “ไม่อยากจะเชื่อว่าบังเอิญถึงเพียงนี้?! ข้าก็คิดไว้แล้วว่าทำไมถึงสัมผัสได้ถึงความสัมพันธ์บางอย่างที่เชื่อมโยง ที่แท้เจ้าก็เป็นผู้สืบทอดเคล็ดวิชาของข้านี่เอง…”
“!!!!!!!!!!!” เหยาหมิง ได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างในทันที
“พะ…พูดเรื่องอะไร!! ผู้สืบทอดอะไรของเจ้ากัน!!”
ร่างจิตวิญญาณชายวัยกลางคนผู้นั้นหัวเราะคำรามอีกครั้ง ก่อนจะลอยตัวลงมาจนปลายเท้านั้นแตะไปที่ผิวน้ำ ชั่วพริบตาที่แตะสัมผัสสามารถทำให้เกิดระลอกมวลคลื่นที่ซัดตลบออกไปรอบทิศทาง ก่อนจะยกมือขึ้นตวัดปลายนิ้วเบา ๆ
“ไหนลองมาให้ท่านผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ทดสอบดูหน่อย ว่าเจ้าแตกฉานได้ถึงระดับไหนแล้ว…” น้ำเสียงของร่างจิตวิญญาณ กล่าวออกมาประหนึ่งผู้อาวุโสกล่าวกับผู้เยาว์
เหยาหมิง ไม่กล้าประมาท ยกมือเป็นสัญญาณห้ามปรามมิให้ ซุน เข้าร่วมการต่อสู้… ดวงตาและเรือนกายของ เหยาหมิง เจิดจ้าไปด้วยออร่าสีทอง ขับขานเจตจำนงแห่งปราณธาตุแสงสว่าง ต้นกำเนิดของพื้นฐานร่างเซียนทองคำอันสมบูรณ์
เหยาหมิง พุ่งไปราวกับเป็นเส้นแสง กำปั้นสีทองที่ระเบิดขึ้นนั้น ฉีกกระชากมวลอากาศสร้างเป็นระลอกคลื่นพลังอันมหาศาล…
ตูม!!
การโจมตีของ เหยาหมิง สั่นคลอนคลื่นลมเป็นวงกว้าง… แต่ทว่า หมัดนั้นกลับถูกหยุดสภาวะอย่างง่ายดายด้วยการรับเพียงนิ้วมือข้างเดียวของอีกฝ่าย!! ดวงตาของ เหยาหมิง ฉายความเด็ดเดี่ยวไม่ยินยอม ปลดปล่อยกระบวนท่าโจมตีอย่างไม่กักเก็บ รีดเค้นพลังชนิดที่ว่าเหนือล้ำยิ่งกว่าตอนเผชิญหน้ากับ ลู่เหรินฮ่าว เสียอีก
เสียงตูมตามดังขึ้นจนแสบแก้วหู มวลอากาศปั่นป่วนบ้าคลั่ง… แต่กระบวนท่าที่ถาโถมเข้าไปทั้งหมด ล้วนถูกรับไว้ด้วยนิ้วเพียงข้างเดียวอีกเช่นเคย!! ทั้งใบหน้าของร่างจิตวิญญาณมนุษย์ผู้นั้น ยังเต็มไปด้วยรอยยิ้มประดับ พยักหน้าเบา ๆ แทนการชื่นชม…
“ไม่เลว… ไม่เลว… ดึงพลัง ร่างเซียนทองคำ ออกมาได้ถึง 7 ส่วนของ จี้กงหยุน กระบวนท่าก็ยังใช้ออกมาได้สมบูรณ์ แต่น่าเสียดายที่พื้นฐานและแก่นแท้ยังไม่ถูกต้องเท่าที่ควร…” ร่างจิตวิญญาณ เอ่ยปากชี้แนะ
เหยาหมิง ใบหน้ามืดดำลงเรื่อย ๆ แต่ก็ยังกัดฟัน ระเบิดท่วงท่าอย่างต่อเนื่อง… น่าแปลกที่ทักษะทั้งหมดของ เหยาหมิง ราวกับถูกอ่านได้บนลายนิ้วมือ อีกทั้งลมปราณของ เหยาหมิง ยังคล้ายว่าปฏิเสธการจะทำร้ายศัตรูตรงหน้า…
“หึหึ… ถือเป็นการชี้แนะจากข้าก็แล้วกัน จงจับตาดูให้ดี ๆ ว่านี่ต่างหากคือเคล็ดวิชา เซียนทองคำ ที่แท้จริง!!” ร่างจิตวิญญาณดังกล่าวคำรามเสียงอู้ ก่อนจะระเบิดเรือนกายสีทองที่ส่องสว่างเจิดจรัสยิ่งกว่า เหยาหมิง… ชั่วพริบตานั้นร่างเซียนทองคำที่ห่อหุ้ม เหยาหมิง เอาไว้ ก็พลันแตกสลายหายวับไป ถูกกลบทันด้วยแสงสีทองของอีกฝ่าย…
“ปะ…เป็นไปไม่ได้” เหยาหมิง เผยแววตาแห่งความไม่อยากจะเชื่อ ก่อนจะถูกผลักดันจนปลิดปลิวไปบนผิวน้ำอย่างไร้ทางสู้… เมื่อตั้งหลักลุกยืน เรือนกายก็ยังสั่นเทาไม่หยุด บ่งบอกว่าสะเทือนใจกับเรื่องนี้มากมายเพียงใด…
ร่างจิตวิญญาณดังกล่าว ลอยสูงเหนือผิวน้ำอีกครั้ง แผ่รัศมีเรืองรองที่เจิดจรัส…
“นี่ต่างหาก ถึงจะเรียกว่า ร่างเซียนทองคำสมบูรณ์ พื้นฐานของเคล็ดวิชานี้มิใช่ปราณธาตุแสงสามัญอย่างที่เจ้าใช้… แต่เป็นปราณธาตุแสงศักดิ์สิทธิ์!! แสงสว่างที่สามารถปัดเป่าทุกสิ่งให้ราพณาสูร!!”
ถ้อยประโยคนี้ ทำให้ เหยาหมิง รู้สึกเหมือนมีลูกศรสีทองเสียบปักกลางใจ… หลายสิบปีที่ผ่านมา ความรู้สึกเช่นนี้แทบจะเลือนหายไปจากความทรงจำ มันคือความรู้สึกแห่งการประจักษ์แจ้งในบางสิ่ง!! คำชี้แนะเพียงสั้น ๆ กลับทำให้ เหยาหมิง มองเห็นขอบเขตที่ขวางกั้นการพัฒนา มองเห็นเส้นทางการฝึกที่แยกออกไป…
“ปราณธาตุแสงศักดิ์สิทธิ์งั้นหรือ… ปราณที่เหนือขึ้นไปกว่าปราณธาตุแสง งั้นหรือ…” เหยาหมิง เอ่ยพึมพำเบา ๆ กับตนเอง
เห็นอีกฝ่ายเป็นเช่นนั้น ร่างจิตวิญญาณดังกล่าวจึงสลายพลังทั้งหมด หัวเราะอีกครั้งด้วยบุคลิกที่กลับเป็นอย่างเดิม ไม่ต่างจากตอนแรก... “อุ วะ ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! สายเลือดตระกูลจี้ จบสิ้นลงในยุคลูกศิษย์ตัวน้อยของข้า จี้กงหยุน และน้องชายของมัน จี้เยี่ยซา เพราะพวกมันทั้งคู่ ล้วนไม่มีทายาทสืบทอดสกุลตั้งแต่เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน...
แต่ไม่คิดเลยว่าเคล็ดวิชา เซียนทองคำ ที่ข้าเมตตาถ่ายทอดให้กับตระกูลจี้ จะยังดำรงคงอยู่จนถึงตอนนี้ได้… ก็นั่นแหละนะ ทั้งหมดก็มีเพียงคำอธิบายเดียว นั่นก็คือเคล็ดวิชาของข้าผู้นี้มันยอดเยี่ยมเกินไป!! เจ้าเองก็คงเป็นศิษย์ในสายวิชาของใครสักคนงั้นสินะ ก็ถือว่าทำได้ไม่แย่นัก…”
เหยาหมิง ได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้างในทันที… แม้นามของ จี้กงหยุน จะไม่คุ้นหู แต่นามของ จี้เยี่ยซา ที่หลุดจากปากอีกฝ่ายมานั้น เป็นนามของบูรพาจารย์ พรรคเซียนประทาน ต้นแบบของทักษะวิชาทั้งหมด ที่สืบทอดกันในหมู่ผู้นำพรรคเซียนประทาน…
“จะ…เจ้า? ไม่สิ! ท่านเป็นใครกันแน่…” เหยาหมิง เริ่มที่จะเผยความน้อมนอบผ่านวาจา เวลานี้ได้ปักใจเชื่อสนิทแล้ว แม้ว่าผู้ที่อยู่ตรงหน้าจะไม่ใช่มนุษย์ แต่นี่คือต้นกำเนิดของเคล็ดวิชา เซียนทองคำ ที่แท้จริง!!
ร่างจิตวิญญาณดวงนั้น เผยรอยยิ้ม ก่อนจะเอ่ยขึ้น…
“ข้าก็คือ ราชันย์อสรพิษกลืนนภา… หนึ่งในห้าราชันย์สัตว์อสูรที่ครอบครอง หอคอยสุสานเทพอสูร กราบกร้านข้าเสียสิเจ้าผู้สืบทอด ไยต้องให้ข้าบอกชี้แนะในทุกเรื่อง…”
“!!!!!!!!!!” เหยาหมิง ได้ยินเช่นนั้นก็พลันสูดลมหายใจลึกดังเฮือก…
“ระ…ราชันย์อสรพิษกลืนนภา!! ที่แท้ท่านก็คือ หางของราชันย์เต่าทมิ….”
ยังไม่ทันที เหยาหมิง จะกล่าวจบ… มืออีกฝ่ายก็สะบัดขึ้น กลายเป็นคลื่นพลังสีทองตรงเข้าตบปากของ เหยาหมิง จนหน้าสะบัดด้านชาไปครึ่งซีก...
ราชันย์อสรพิษกลืนนภา เผยแววตาดุร้ายโดยพลัน… “ระวังปากเจ้าหน่อย หากเจ้ามิใช่ผู้สืบทอดในรุ่นนี้ของวิชาข้า ป่านนี้เจ้าตายไปเก้ารอบแล้ว!! ไม่รู้เจ้าสารเลวตัวไหนในอดีต มาหาว่าข้าเป็นหางของเจ้าเต่าโง่นั่น ทั้งที่เจ้าเต่าโง่นั่นมันเป็นพาหนะที่คอยเดินแทนข้าด้วยซ้ำ!!
ตัวข้านี่แหละคือหัว!! ส่วนเจ้าเต่าโง่นั่น มันคือหาง!!”
ราชันย์อสรพิษ ดูจะเกลียดชังที่ถูกเรียกว่าเป็นหางของราชันย์เต่าทมิฬ อย่างถึงที่สุด… ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ทั้งราชันย์เต่าทมิฬและราชันย์อสรพิษกลืนนภานั้น เป็นสัตว์อสูรคนละตัว แต่มีอำนาจบารมีที่ทัดเทียมกัน
ในยุคสมัยหนึ่งเมื่อหลายหมื่นปีมาแล้ว ก่อนที่มนุษย์ในยุคปัจจุบันจะครอบครองโลกนี้ ทั้งสองราชันย์ไม่อาจบรรลุชนชั้นลมปราณสีรุ้งได้ ทั้งคู่ติดค้างอยู่ในชนชั้นลมปราณสีแดงขั้นสูงสุด จึงตัดสินใจรวมร่างกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อทลายขอบเขตแห่งชนชั้นลมปราณสีรุ้ง กลายเป็นหนึ่งในห้าราชันย์แห่งสัตว์อสูรในยุคสมัยหนึ่ง เทียบเคียงกับ ราชันย์มังกรฟ้า ราชันย์พยัคฆ์ขาว ราชันย์หงสาเพลิง และ ราชันย์กิเลนอัสนี…
หากแต่ภายหลัง มีการตั้งชื่อทวีปขึ้นมาโดยมนุษย์ และตั้งชื่อทวีปทางตอนเหนือของโลกใบนี้ว่าเป็น “ทวีปเฒ่าทมิฬ” นั่นจึงเป็นความด่างพร้อยเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตของ ราชันย์อสรพิษกลืนนภา เจ็บแค้นใจจวบจนมาถึงปัจจุบัน…
จ้าวอสรพิษทะเล ที่เห็นท่าไม่ดี จึงรีบตรงเข้ามาเติมเชื้อไฟ…
“ทะ…ท่านจักรพรรดิแห่งอสรพิษทั้งปวง แล้วเรื่องทายาทของข้าที่ตายไปเล่า?! ท่านจะไม่ให้ความยุติธรรมแก่ผู้น้อยเลยงั้นหรือ?!”
ราชันย์อสรพิษ ได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจยาวพลางกุมขมับ…
“ด้านหนึ่งก็ลูกสมุนตัวน้อยที่น่าสงสาร อีกด้านหนึ่งก็ผู้สืบทอดเคล็ดวิชาอันยอดเยี่ยมที่สุดในใต้หล้าของข้า เฮ้อ… เป็นผู้ยิ่งใหญ่นี่มันน่าหนักใจจริง ๆ พวกเจ้าไม่ได้เข้าใจในความลำบากของการอยู่เหนือฟ้าดินเลยงั้นสินะ” น้ำเสียงของ ราชันย์อสรพิษ เต็มไปด้วยความปลดปลง เสมือนราชันย์ผู้เบื่อหน่ายใต้หล้า…
ครั้งนี้แม้แต่จ้าวอสรพิษทะเลที่ได้ยินยังต้องใบหน้าบิดงอ ประเมินขอบเขตความหลงตัวเองของราชันย์อสรพิษกลืนนภาผิดไป… เหยาหมิง ยังถึงกับนิ่งเงียบ อดไม่ได้ที่จะตั้งถามกับตนเองว่านี่คือ ผู้ให้กำเนิดเคล็ดวิชาของตนจริง ๆ หรือ?!
หลังจากที่ ราชันย์อสรพิษ เผยความหนักใจอยู่ไม่นาน ดวงตาก็เริ่มกระจ่างชัดขึ้นราวกับคิดเรื่องบางอย่างออก... “จริงสิ!! ในเมื่อข้าไม่อาจทำร้ายผู้สืบทอดวิชาของข้าได้ แต่ข้าก็ยังต้องการทวงความยุติธรรมให้กับลูกสมุนตัวน้อยของข้าที่ถูกสังหารทายาท… เช่นนั้นข้าก็แค่จัดการบุตรของผู้สืบทอด เท่าที่ก็ถือเป็นความยุติธรรมให้กับทั้งสองฝ่ายได้แล้ว…”
ราชันย์อสรพิษ แสยะยิ้มออกมา รู้สึกว่าตนนั้นหลักแหลมยิ่งนัก… ก่อนจะหันมองตรงมา ซุน ด้วยแววตาที่น่าขนลุก... ทำเอา ซุน สะท้านสะเทือนทั้งร่างกายและจิตใจ!! เหยาหมิง เองก็ถึงกับใบหน้าขาวซีด เห็นท่าไม่ดีจึงรีบพุ่งตัวไปหมายจะปกป้องบุตรชาย
ทว่า ราชันย์อสรพิษกลับสะบัดมือเบา ๆ ร่างของ เหยาหมิง ก็ปลิวกระเด็นไปไกลอีกครั้ง…
“อย่าถือโทษกันเลย เจ้าผู้สืบทอดของข้า… ผู้ยิ่งใหญ่เช่นข้าจะปล่อยให้ถูกตำหนิว่าไร้ความยุติธรรมได้อย่างไร?!”
ร่างจิตวิญญาณแห่งราชันย์อสรพิษ ลอยตรงเข้ามาหา ซุน ราวกับเส้นแสงสีทอง พริบตาเดียวก็ได้มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าของชายหนุ่ม ราชันย์อสรพิษเพียงยกมือขึ้นเบา ๆ รอบด้านกลับเต็มไปด้วยพลังอำนาจที่ ซุน ไม่อาจขัดขืนหลบหนี…
“ไม่ต้องดิ้นรนไป เด็กน้อย… เจ้าจะรู้สึกเหมือนได้หลับไปเท่านั้น ไม่มีความเจ็บปวดทุกข์ทรมานใด ๆ” น้ำเสียงของ ราชันย์อสรพิษ ทำให้เรือนกายของ ซุน ถึงกับสั่นเยือกขึ้น มือที่ยื่นออกมานั้นห่างจากใบหน้าของ ซุน เพียงแค่คืบเดียว
แต่ทว่า… จู่ ๆ มือข้างนั้น กลับถูกจับคว้าข้อมือเพื่อหยุดสภาวะเอาไว้… ราชันย์อสรพิษ ขมวดคิ้วขึ้นในทันที ก่อนจะเอียงมองไปยังผู้ที่หาญกล้าหยุดการกระทำของตน…
“เจ้าเป็นใคร?!”
เฒ่าชีเปลือย เผยใบหน้าเคร่งขรึม ทั้งยังเป็นคนที่คว้าข้อมือของ ราชันย์อสรพิษตนนี้เอาไว้… “ข้าเป็นใครไม่สำคัญ… หากแต่เจ้าเด็กคนนี้ มันคือคนที่ติดค้างหนี้บุญคุณกับข้าอยู่ และข้าก็จะไม่ยอมให้ใครหน้าไหน มันกล้าเล่นงานลูกหนี้ของข้า!!”
เฒ่าชีเปลือย กำหมัดอีกข้างไว้อย่างแนบแน่น สามารถมองเห็นอักขระเวทย์อาคมที่หมุนวนอยู่รอบ ๆ กำปั้นข้างนั้น ก่อนจะระเบิดคลื่นพลังอันน่าตกตะลึง ประเคนหมัดใส่ใบหน้าของ ราชันย์อสรพิษ เข้าไปเต็มรัก…
ตูม!!
……………………………………..