อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 258 อสรพิษน้อย
ตอนที่ 258
เหยาหมิง ห้อทะยานตรงกลับเกาะซิ่วอิง โดยที่ ซุน นั้นบาดเจ็บหนักเกินไป จึงเลือกที่จะเดินทางโดยใช้ให้ เฝิงน้อย โบยบินไม่ทิ้งระยะ… อสรพิษน้อย รัดพันร่างของ ซุน และนอนหลับไปทั้งสภาพเช่นนั้น แม้ชายหนุ่มจะพยายามแกะมันออก แต่ก็ดื้อรั้นไม่ยินยอม ราวกับว่าอสรพิษน้อยรู้สึกสบายใจเมื่ออยู่ในสภาพเช่นนี้ ซุน รู้สึกปลดปลงจึงปล่อยเลยตามเลย…
“ท่านพ่อบุญธรรม… ท่านเหลือเวลาอีกเพียงแค่สิบกว่าวันเท่านั้น ก็ต้องเดินทางจากไปแล้ว ข้าขอโทษที่บาดเจ็บมากเกินไป ในช่วงสิบกว่าวันนี้คงไม่อาจเข้าร่วมการฝึกกับท่านได้…” ซุน เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่สบายใจนัก เนื่องด้วยตนอยากใช้เวลากับ เหยาหมิง ให้มากที่สุดก่อนจะแยกจากกันบนเส้นทางที่แสนอันตราย…
“หึหึ… เด็กโง่เอ้ย การฝึกคงไม่จำเป็นแล้ว… เจ้าที่สามารถไปถึงอาณาจักรอสรพิษทะเลได้ ทั้งยังสามารถหนีกลับขึ้นมาด้านบนผิวน้ำได้อีก นั่นก็คือว่าเจ้าทำได้ดีเกินกว่าที่บิดาคาดหวังไปไกลโขแล้ว ใช้เวลาช่วงนี้พักรักษาตัวเถอะ
และเพื่อมิให้ค้างคาใจ ในช่วงสิบกว่าวันที่เหลือนี้ บิดาพยายามติดต่อ จิวต้าว ให้ช่วยเหลือเรื่อง ผู้ใช้วิชาควบคุมสัตว์อสูร… เจ้าอสรพิษน้อยเป็นสิ่งมีชีวิต จึงไม่อาจถูกเก็บเข้าไปในแหวนมิติได้ มีเพียงแค่ต้องใช้ ป้ายควบคุมสัตว์อสูร จึงจะเป็นที่อยู่สำหรับมัน…
สายเลือดของอสรพิษน้อยตัวนี้ไม่ธรรมดา เป็นถึงสายเลือดราชันย์อสรพิษ หากเติบโตขึ้นคงไม่อาจประเมินขอบเขตความสามารถของมัน เชื่อว่าคงจะกลายเป็นหนึ่งในพลังรบที่น่ากลัวให้กับเจ้าได้แน่นอน...” เหยาหมิง เอ่ยชมไม่ขาด ด้วยสายตาของยอดฝีมือชนชั้นจักรพรรดิ ยังไม่อาจประเมินอสรพิษน้อยได้ แสดงว่าคงไม่ธรรมดาอย่างแท้จริง…
ซุน ลูบไปบนศีรษะอสรพิษน้อยอย่างอ่อนโยนอีกครั้ง…
“ข้าขอเรียกมันว่า อสรพิษน้อย ไปพลาง ๆ ก่อนนะท่านพ่อ… จนกว่าจะพบเจอนามที่เหมาะสมสำหรับเจ้าตัวน้อยนี่…”
เหยาหมิง ยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะพยักหน้าเห็นพ้อง…
ไม่นานทั้งสองก็ผ่านเกาะซิ่วอิง… ทั้ง ซุน และ เหยาหมิง เหลือบมองไปยังเกาะด้วยความอาวรณ์ในความทรงจำยามฝึกตลอดเวลาร่วมเดือน แต่ทั้งสองก็ไม่ได้แวะพักที่เกาะเนื่องด้วยหมดธุระกับสถานที่แห่งนี้แล้ว มุ่งหน้ากลับสู่แผ่นดินใหญ่ทวีปพยัคฆ์ขาวในทันที…
5 วันต่อมา…
พลังในการฟื้นตัวของ ซุน เกินขอบเขตของมนุษย์ไปไกลแล้ว อีกทั้งยังมีสุราฟื้นฟู และ เหยาหมิง ที่คอยส่วนเหลือ… กระดูกซี่โครงที่หัก หรือแม้แต่อวัยวะภายในที่เสียหาย เวลานี้ได้สมานเชื่อมต่อกันเป็นที่เรียบร้อย แม้จะยังไม่แข็งแรงสมบูรณ์ แต่ก็สามารถต่อสู้ได้ด้วยพลัง 5-7 ส่วน หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน…
ซุน จำเป็นต้องสวมชุดคลุมที่ใหญ่โคร่งเทอะทะปิดเรือนกายตลอดทั้งร่าง เพราะอสรพิษน้อยนั้นเอาแต่รัดพันบนร่างของ ซุน ไม่ยอมปล่อย เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้คนแตกตื่นจึงต้องทนคลุมผ้าปิดไปเช่นนั้น…
ส่วน เหยาหมิง หลังจากตัดผมและหนวดเคราอย่างสะอาดสะอ้าน แต่งกายด้วยอาภรณ์ชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มก็เรียกได้ว่าเป็นชายชราอายุราว 60 ปี ที่ร่างกายไม่ผ่ายผอม และด้วยรัศมีของยอดฝีมือ จึงทำให้ดูมีความโดดเด่นบ้างอย่างที่แตกต่างไปจากสามัญ จนหญิงสาวมีอายุหลายคนยังต้องหันมองเหลียวหลัง พื้นฐานลมปราณที่กลับคืนมาโคจร ทำให้ดูมิได้แก่ชราเฉกเช่นเมื่อตอนที่ปิดบังตัวตน…
“นี่ท่านพ่อ… ไม่คิดจะมีรักใหม่บ้างหรือ?! ข้าว่าท่านยังหล่อเหลาเอาการอยู่นะ” ซุน เอ่ยขึ้นกระแซะ… พริบตาต่อมาก็ถูก เหยาหมิง บรรจงเขกกะโหลกไปตามระเบียบ
“เลิกพูดจาเหลวไหลได้แล้ว… ตรงไปเขตกลางเมืองอีกไม่ไกลพวกเราก็จะถึงที่หมาย ดั้นด้นจากสุดเขตทวีปฝั่งตะวันตก จนมาถึงสุดเขตทวีปฝั่งตะวันออก ทั้งยังเสียค่าเดินทางมหาศาลด้วยประตูเคลื่อนย้ายนำส่งของกิจการสาขาพรรคมังกรฟ้า เสียทั้งเวลาและทรัพยากรไปมากมาย พวกเรามาไกลถึงเพียงนี้หวังว่าจะไม่มาเสียเที่ยว…”
เหยาหมิง และ ซุน เข้ามาในเมืองใหญ่อีกแห่งด้านทิศตะวันออกของทวีปพยัคฆ์ขาว ชื่อว่า เมืองหยกบูรพา ในอดีตเคยเป็นเมื่อที่คับคั่งไปด้วยผู้คนเพราะเป็นหัวเมืองท่าเรือริมชายฝั่งทะเล แต่ภายหลังด้วยประตูเคลื่อนย้ายนำส่งของ กิจการสาขาพรรคมังกรฟ้า การเดินทางด้วยเรือเพื่อข้ามไปมาระหว่างทวีปได้รับความนิยมลดน้อยลง เพราะต้องใช้เวลาเดินทางหลายเดือน จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เมืองนี้ซบเซาลงไปมาก ทว่าก็ยังเห็นประติมากรรมอันยิ่งใหญ่ในร่องรอยแห่งอดีตอยู่ไม่น้อย
คนที่ เหยาหมิง กำลังไปหา คือผู้เชี่ยวชาญด้านศาสตร์วิชาควบคุมสัตว์อสูร หนึ่งในวิชาที่เคยมีชื่อเสียงและได้รับความนิยมสูงมากในอดีต จวบจนกระทั่งสัตว์อสูรเริ่มสูญพันธุ์จนมีลดน้อยลง ผู้ควบคุมสัตว์อสูรที่ไม่มีสัตว์อสูรไว้ควบคุมก็ดูจะเป็นเรื่องที่น่าตลก จึงทำให้ศาสตร์วิชานี้ไม่ค่อยจะมีผู้สืบทอดหลงเหลือในปัจจุบัน…
ดีที่สัตว์อสูรวิหคพาหนะยังมีความนิยมไม่เสื่อมคลาย ศาสตร์วิชานี้จึงยังไม่สูญหายไปทั้งหมด และในขณะเดียวกันผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์นี้ทั่วทั้งยุทธภพต่างก็ทราบกันดี ว่ามักจะเป็นผู้มั่งคั่งที่เรียกขานค่าตอบแทนที่สูงลิบลิ่ว ในทุก ๆ ครั้งที่ถูกจ้างวานให้ช่วยสร้างป้ายควบคุมสัตว์อสูร เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ สัตว์อสูรพาหนะมีราคาสูงมากในท้องตลาด…
ต้นกำเนิดของศาสตร์วิชาควบคุมอสูร ก็คือทวีปเต่าทมิฬ… ดังนั้นการจะหาผู้เชี่ยวชาญในทวีปพยัคฆ์ขาว จึงราวกับงมเข็มในมหาสมุทร ส่วนมากจะเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำสำนักหรือขุมกำลังยิ่งใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญที่จะรับงานภายนอกนั้นมีเพียงส่วนน้อย จึงสามารถโก่งราคาได้อย่างไร้เพดาน...
ไม่นาน เหยาหมิง และ ซุน ก็มาถึงตำหนักขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวาง เพียงแค่ประตูตำหนักและเส้นทางเดิน ยังประดับประดาตกแต่งอย่างหรูหรา บ่งบอกถึงความมั่งคั่ง… ทั้งยังมียอดฝีมือรับจ้างหลายสิบชีวิต เดินลาดตระเวนและเฝ้ายามแทบจะตลอดเวลา…
เหยาหมิง หรี่ตนแคบลงน้อย ๆ
“ระวังตัวด้วย… คนที่เราจะไปหามีนามว่า ม่อเหยียนฉุน เป็นยอดฝีมือระดับชนชั้นราชันย์ ลมปราณสีส้มขั้นที่ 5 ทั้งยังเป็นผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์วิชาควบคุมสัตว์อสูร ที่ว่ากันว่าแตกฉานในระดับที่ล้ำลึกไม่ธรรมดา เคยแม้แต่สะกดสัตว์อสูรชนชั้นลมปราณสีส้มให้เชื่องมาแล้ว…
อสรพิษน้อย ของเราเป็นสัตว์อสูรที่เพิ่งถือกำเนิด ยังมีพื้นฐานเพียงชนชั้นลมปราณสีม่วงเท่านั้น เชื่อว่าคงจ่ายค่าตอบแทนไม่สูงเกินกำลังพวกเรานัก… แต่ทางที่ดี เจ้าก็อย่าประมาทไป จิ้งจอกเฒ่าพวกนี้เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว อาจหาทางเอาเปรียบพวกเราก็เป็นได้”
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าเบา ๆ ตอบรับ… หาก ซุน เดินทางมาเพียงลำพังก็คงจะเต็มไปด้วยความประหม่ากริ่งเกรง ถูกอีกฝ่ายสะกดข่มทับได้อย่างไม่เย็นนัก… ทว่าเมื่อมากับ เหยาหมิง ทุกอย่างย่อมเป็นเรื่องง่ายดายขึ้น ด้วยความแข็งแกร่งของ เหยาหมิง จะมีผู้ใดสักกี่คนในยุทธภพ ที่จะกล้าเอารัดเอาเปรียบ?!
แต่ทว่า…
“ซุน… ครั้งนี้เจ้าต้องเป็นผู้เจรจาเอง และบิดาก็จะสะกดพลังให้เหลือเพียงชนชั้นลมปราณสีเหลืองเฉกเช่นเดียวกับเจ้าด้วย บิดาจะไม่แสดงพลังในชนชั้นจักรพรรดิออกมา หรือร่วมการเจรจาระหว่างตัวเจ้าและ ม่อเหยียนฉุน...” เหยาหมิง กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“!!!!!!!!!!” ชายหนุ่มตกใจไม่น้อย และไม่เข้าใจเหตุผล
“เพราะอะไรงั้นหรือ ท่านพ่อบุญธรรม?!”
“บิดาไม่สามารถดูแลเจ้าได้ตลอดรอดฝั่ง ทั้งอีกไม่นานบิดาก็จะต้องเดินทางแล้ว เจ้าที่จะต้องอยู่เพียงลำพังให้ได้หลังจากนี้ สมควรจะมีทักษะการเอาตัวรอดเมื่อต้องเจรจาหรือเผชิญหน้ากับยอดฝีมือที่เหนือกว่าเจ้า และรักษาผลประโยชน์มิให้ตนเองเสียเปรียบมากจนเกินไปนัก
นี่จะถือว่าเป็นการฝึกครั้งสุดท้าย ที่อาจไม่เกี่ยวข้องกับวิชายุทธก็ได้… แต่มันเป็นทักษะการเอาตัวรอดที่ขาดไม่ได้อย่างที่สุด ตราบเท่าที่เจ้ายังมีความแข็งแกร่งไม่มากพอจะสยบคนทั้งแผ่นดิน...” เหยาหมิง อธิบายอย่างเคร่งขรึมจริงจัง
ซุน นั้นเข้าใจได้ในทันที… มันก็คล้ายกับที่ เฒ่าชีเปลือย ไม่อยากจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ซุน ในทุก ๆ ครั้ง เพราะการคาดหวังพึ่งพาผู้อื่น จะกลายเป็นกำแพงขวางกั้นการเติบโต… ดวงตาของ ซุน ฉายประกายความยึดมั่น ก่อนจะพยักหน้าแน่นหนักออกมา
“ตกลง!! ครั้งนี้ลูกจะจัดการด้วยตนเอง ท่านพ่อเพียงแค่ติดตามเฝ้ามองก็พอ…”
เหยาหมิง ได้ยินเช่นนั้นก็เผยรอยยิ้มชื่นชม ส่งสายตาให้กำลังใจอย่างอดไม่อยู่… เหยาหมิง ลดทอนรัศมีลมปราณออกมาอย่างมหาศาล จนเหลือเพียงชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นปลายเท่านั้น เป็นระดับพลังที่ไม่มากหรือไม่น้อยจนเกินไป…
ตำแหน่งการเดินถูกเปลี่ยนแปลง ซุน ก้าวเดินนำหน้า เหยาหมิง เป็นเสมือนผู้ติดตามที่จะเฝ้ามองเท่านั้น… เมื่อถึงหน้าประตูตำหนัก เวรยามสองคนก็ขยับหอกยาวขวางกั้นทันทีเป็นรูปกากบาท เผยดวงตาดุร้ายเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นแค่ผู้เยาว์ ก่อนเค้นเสียงจะเอ่ยถาม…
“ไม่ได้นัดหมายไว้ ต้องรอที่ด้านนอกก่อน...”
ซุน ไม่อยากสร้างปัญหาตั้งแต่แรกเริ่ม จึงยอมทำตามระเบียบของตำหนักแห่งนี้… ไม่นานหลังจากเวรยามได้รับการติดต่อจากด้านในให้สามารถเข้าพบได้ จึงส่งสายตาดูแคลนมายัง ซุน อีกครั้ง เนื่องด้วยแขกเหรื่อที่ผ่าน ๆ มาของตำหนักนี้ มีแต่ชนชั้นยอดฝีมือที่เลื่องลือ หรือไม่ก็คุณชายมั่งคั่งจากตระกูลยิ่งใหญ่ทั้งสิ้น ไม่เคยเห็นใครดูซอมซ่อเท่ากับ ซุน มาก่อน โดยเฉพาะชุดคลุมเทอะทะที่สวมปิดคลุมมิดชิดโผล่มาแค่ศีรษะเช่นนั้น ยิ่งทำให้ดูราวกับเป็นขอทานยาจกก็มิปาน ผู้ติดตามก็ยังเป็นชายพิการแขนเดียว เวรยามหลังประเมิน ซุน และ เหยาหมิง ด้วยสายตาคร่าว ๆ ก็เรียกได้ว่าไม่คู่ควรที่จะเข้าไปในตำหนักนี้ด้วยซ้ำ…
“ถอดชุดคลุมอุบาทนั่นออกด้วย เพราะด้านในตำหนักจำเป็นต้องเปิดเผย ไม่อนุญาตให้แอบซ่อนอาวุธลับ…” เวรยามแค่นเสียงอีกครั้งกึ่งตำหนิ
ซุน ชำเรืองมองน้อย ๆ ทอดสายตาดูแคลนไม่ต่างกัน…
“แน่ใจหรือว่าจะให้ข้าถอดมันออก?!”
“อย่าต้องให้ข้าพูดซ้ำซาก!! หากมันถอดยากนักข้าจะช่วยเจ้าเอามันไปเผาให้เอง!!” เวรยาม เห็นสายตาดูแคลนของ ซุน จึงไม่สบอารมณ์ ยื่นมือออกไปจับชุดคลุมเทอะทะ แล้วกระชากออกอย่างแรง…
พริบตาที่ชุดคลุมหลุดออกมานั้นเอง อสรพิษตัวน้อย ที่ถูกระรานและรู้สึกไม่ปลอดภัย จึงได้แสยะคมเขี้ยวอ้าปากกว้าง พุ่งฉกด้วยความเร็วดุจประกายแสง เป้าหมายคือใบหน้าของผู้ที่ระรานมัน… เวรยามผู้นั้น ถึงกับผงะดวงตาเบิกโพลง ใบหน้าถอดสี!! ทั้งที่เวรยามผู้นี้มีพื้นฐานชนชั้นลมปราณสีเขียว แต่กลับรู้สึกว่าตนไม่อาจหลบคมเขี้ยวคู่นี้พ้น สัมผัสได้ถึงวิกฤตที่รุนแรง…
ยังดีที่ ซุน ส่งเสียงกระแอมไอขึ้นเบา ๆ อสรพิษน้อย ก็ราวกับรู้ภาษา หยุดคมเขี้ยวห่างจากใบหน้าของ เวรยามผู้นั้นเพียงคืบมือ ดวงตาของมันยังดุร้ายจากสัญชาตญาณทางสายเลือด แก่กล้าห้าวหาญเกินกว่าระดับพื้นฐานและกลิ่นอายที่แสดงออกมา ทั้งดูเหมือนว่า อสรพิษน้อย จะเชื่องแค่เฉพาะกับ ซุน และ เหยาหมิง เท่านั้น…
“ใจเย็น ๆ เจ้าตัวน้อย ฝ่ายนั้นแต่ทำตามหน้าที่… นี่ยังมิใช่เวลาอาหารของเจ้า…” ซุน เอ่ยปากเนิบนาบด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบแต่แฝงไว้ด้วยความน่าขนลุก... อสรพิษน้อย ก็รู้ภาษายิ่งนัก กดศีรษะต่ำลง พร้อมกับเลื้อยพันและซุกหัวอิงเอนที่ไหล่ของ ซุน อย่างว่าง่าย
เวรยามผู้นั้นถึงกับขนลุกตั้งชัน กลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง…
“ชะ…เชิญด้านใน ขออภัยที่ข้าเสียมารยาท…”
ซุน เผยยิ้มเย็นชา ก่อนจะก้าวเดินอย่างผ่าเผยเข้าสู่ตำหนัก พร้อมกับร่างที่รัดพันด้วยอสรพิษเกล็ดมรกตริ้วสีทอง มองดูท่าเกรงขามและน่าหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด… แม้แต่เหล่ายอดฝีมือที่เดินตรวจตราอยู่ภายในตำหนัก ยังทอดสายตามองมาด้วยความรู้สึกที่ลึกล้ำบางอย่าง…
………………………………………….