อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 292 ผู้สืบทอดแห่งพรรคมังกรฟ้า
ตอนที่ 292
ไม่นานผู้นำตระกูลทั้ง 5 ก็เข้ามาถึงตำหนักรับรอง โถงใหญ่เพียงแห่งเดียวที่อนุญาตให้เหล่าผู้นำเข้ามาเพื่อประชุม ตลอดเส้นทางจากม่านพลังมาถึงตำหนักแห่งนี้ ทั้ง 5 คนล้วนสัมผัสได้ถึงการดำรงอยู่ของสายตาคู่หนึ่งตลอดเวลา ซึ่งคนทั้ง 5 ต่างก็ทราบดีว่าเขตสุริยาแห่งนี้ ใครก็ตามที่ก้าวเข้ามา ก็หมายความว่าได้ตกอยู่ในการจับตามองของสัมผัสลมปราณระดับเทวะของ กุ่ยจือชิง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว…
หญิงสาวหลายช่วงวัยอาศัยอยู่ในเขตแห่งนี้ ทำหน้าที่ปรนนิบัติรับใช้ หรือแม้แต่รักษาความปลอดภัย ทั้งหมดล้วนเป็นอิสตรีที่ถูกเกณฑ์มาทั้งสิ้น บางคนอยู่มาไม่กี่ปี แต่บางคนก็อยู่มาหลายสิบปีแล้ว… นอกเหนือจากบุรุษเพศ สถานที่แห่งนี้มีทุกอย่างให้กับพวกนาง ขอเพียงแค่พวกนางเอ่ยปากเท่านั้น และพวกนางทุกคนที่ก้าวเข้ามาในเขตสุริยา ไม่ว่าจะดำรงตำแหน่งใดก็จะถูกนับเป็นสนมของ กุ่ยจือชิง ไปในทันที…
“เข้ามาสิ… ข้าคงไม่สะดวกที่จะเดินออกไปรับพวกเจ้าด้วยตนเอง…”
น้ำเสียงที่แหบชรา มากพอจะทำให้จิตใจของคนเหล่านี้รู้สึกประหม่าในทุก ๆ ครั้งที่ กุ่ยจือชิง เอ่ยวาจา… นอกเหนือจาก โอวหยางเจี่ย ผู้นำตระกูลคนอื่น ๆ ล้วนไม่ได้พบเจอ กุ่ยจือชิง มานานกว่า 6 เดือนแล้ว นับตั้งแต่การประชุมเมื่อครั้งก่อน… และตัวของ กุ่ยจือชิง เองก็ไม่ได้ออกจากเขตสุริยานี้มานานหลายปี นับตั้งแต่ที่สัมผัสได้ว่าอายุขัยของตนกำลังมาถึงขอบเขตสูงสุด…
นี่มิใช่การมาครั้งแรกของเหล่าผู้นำตระกูล ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องจัดแจ้งสิ่งใดมากความ ทั้ง 5 คนล้วนนั่งยังประจำตำแหน่งในโถงประชุมเฉกเช่นวาระก่อน ๆ ที่ผ่านมา… สีหน้าของทุกคนล้วนเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและคาดหวัง…
ไม่นานนักก็ได้ปรากฏชายชราร่างซูบผอม ซึ่งนั่งอยู่บนรถเข็นโลหะที่ออกแบบมาเป็นอย่างดี เคลื่อนรถแหวกผ่านม่านผ้าแพรสีน้ำเงินที่ด้านหลังโถงประชุม โดยมีหญิงงามคนหนึ่งค่อย ๆ เข็นเข้ามา และยังมีหญิงงามอีกสองคนคอยประคองด้านข้าง…
ดวงตาของเหล่าผู้นำตนอื่น ๆ นอกเหนือจาก โอวหยางเจี่ย เต็มไปด้วยความตกตะลึง เพราะสภาพร่างกายของ กุ่ยจือชิง ในเวลานี้ ดูย่ำแย่กว่าเมื่อ 6 เดือนก่อนหลายต่อหลายเท่า ไม่อาจที่จะลุกยืนขึ้นมาได้ด้วยซ้ำ ทว่าทุกคนก็ไม่กล้ายืนยันว่านี่เป็นวัฏจักรแห่งความชราที่แท้จริง หรือเป็นแค่เพียงการแสดงออกของชายชราผู้นี้
จริงอยู่ที่อายุขัยของ กุ่ยจือชิง นั้น หากจะให้ชี้ชัดแม่นยำ ก็น่าจะร่วม 230 ปี ได้แล้ว ยอดฝีมือทั่วไปย่อมไม่มีทางรักษาชีวิตได้จนถึงช่วงอายุขนาดนี้ การจะนั่งไร้กำลังบนรถเข็นเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจเท่าใดนัก… หากแต่เพราะพลังอำนาจของชนชั้นเทวะลมปราณสีแดงมีมากเกินจะหยั่งถึง จึงมีความเป็นไปได้ว่านี่อาจเป็นเพียงรูปลักษณ์ที่ กุ่ยจือชิง จงใจแสดงให้เห็น
“คารวะท่านผู้นำ…” ชายชราทั้ง 5 โค้งตัวลงอย่างนอบน้อม…
“อืม… ดีใจที่ได้พบเจอพวกเจ้าอีกครั้ง…” กุ่ยจือชิง กล่าวโดยที่ริมฝีปากไม่ได้ขยับแม้แต่น้อย ชัดเจนว่านั่นเป็นเสียงจากกระแสลมปราณที่ส่งมา โดยเลือกที่จะใช้ร่างกายที่อ่อนชรานี้ให้น้อยที่สุด ไม่เสียกำลังแม้แต่การเปล่งเสียงวาจา…
หากจะกล่าวว่า กุ่ยชือชิง ราวกับคนเป็นอัมพาตก็ว่าได้
แต่นั่นคือคนอัมพาต ที่ครอบครองพลังชั้นเทวะ!!
หญิงสาวทั้งสามเดินออกไปจากโถงประชุมทันที เมื่อพา กุ่ยจือชิง เข้ามาส่งเรียบร้อย… บรรยากาศในที่ประชุมหลังจากนั้น ก็เกิดความอึมครึมปกคลุมโดยพลัน แม้เหล่าผู้นำตระกูลทั้งหมดจะอยากได้ยินคำพูดเพียงประโยคเดียว ว่า กุ่ยจือชิง ตัดสินใจเลือกผู้ใดขึ้นรับตำแหน่ง ทว่ากลับไม่มีใครกล้าเอ่ยปากถามตรง ๆ ต่อหน้า กุ่ยจือชิง…
สายตาของผู้ชราบนรถเข็นกลิ้งกรอกไปมาโดยไม่เอียงคอ กวาดมองยังเหล่าผู้นำทั้ง 5 สลับไปมาอยู่หลายครั้ง ก่อนจะถอนหายใจยาวออกมาอย่างปลดปลง… “นับจากวันนี้ หากจู่ ๆ ข้าสิ้นลมไปอย่างกะทันหันไม่ว่าจะด้วยกรณีใด ๆ ตำแหน่งผู้นำพรรคมังกรฟ้า ข้าจะขอยกให้กับ… โจวซื่อไหล”
“!!!!!!!!!!” สิ้นคำพูดของ กุ่ยจือชิง
ทุกคนร่างสั่นเยือกขึ้นมาโดยพลัน
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! เป็นเรื่องจริงงั้นหรือนี่!! ขอบคุณท่านผู้นำกุ่ยที่ไว้เนื้อเชื่อใจ…” โจวซื่อไหล แทบไม่อาจระงับความปิติยินดีที่เกิดขึ้น ตนนั้นคิดว่าตัวเองไม่น่าจะเป็นตัวเลือกแรก ๆ ของ กุ่ยจือชิง เสียด้วยซ้ำ
เพราะโอกาสสูงสุดในสองอันดับแรก ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็คาดว่าเป็น โอวหยางเจี่ย หรือไม่ก็ จูหยวนไห่ สองยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 8 ซึ่งโดดเด่นกว่าผู้นำตระกูลคนอื่น ๆ ในอีก 3 คนที่เหลือ เพราะยังเป็นเพียงชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 7 เท่านั้น…
“ปะ…เป็นไปไม่ได้!!” จูหยวนไห่ เผยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อออกมา ทั้งที่ตนนั้นเพิ่งจะทำข้อตกลงกับ โจวซื่อไหล ไปเมื่อไม่ได้นานนี้เอง… ว่าให้ โจวซื่อไหล ช่วยสนับสนุนตน หากมีการออกสิทธิ์ออกเสียงภายในการประชุม ซึ่งไม่มีคิดเลยว่าการประชุมนี้ กุ่ยจือชิง จะโพล่งออกมาว่ายกตำแหน่งให้ โจวซื่อไหล ตรง ๆ อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย และไม่ถามไถ่ความเห็นผู้ใดทั้งสิ้น…
“ท่านผู้นำกุ่ย ข้าต้องการเหตุผลอธิบาย!!” เฉียงเทียนฉี แค่นเสียงขึ้นในทันที ฉู่หลานเฮ่อ ก็พยักหน้าแน่นหนักเห็นพ้องเช่นกัน… มีเพียง โอวหยางเจี่ย ที่นั่งยิ่งสงบไม่เปลี่ยนแปลง…
กุ่ยจือชิง หดนัยน์ตาแคบ... “เหตุผลงั้นหรือ?! พวกเจ้ายังต้องการเหตุผลอะไรอีกเล่า?! ในเมื่อหากข้านั้นเลือก โอวหยางเจี่ย พวกเจ้าก็คงจะแสดงความไม่ยินยอม อีกทั้ง โอวหยางเจี่ย ก็เคยพูดปฏิเสธการรับตำแหน่งไปแล้ว ดังนั้นข้าจึงต้องเลือกจากจำนวนพวกเจ้าที่เหลืออีก 4 คน เท่านั้นเอง…”
“เช่นนั้นทำไมถึงไม่เป็นข้า!!” จูหยวนไห่ ลุกพรวดขึ้นด้วยความเดือดดาลไม่อาจระงับอารมณ์
“ทุกตระกูลมีความสำคัญกับพรรคมังกรฟ้าไม่แตกต่างกัน ดังนั้นจะให้ข้าเลือกเจ้า เพียงเพราะเจ้าแข็งแกร่งกว่าผู้อื่นในรุ่นนี้อย่างนั้นหรือ?! อย่าลืมว่าในแต่ละรุ่นก่อนหน้านี้ ผู้นำตระกูลล้วนสลับผลัดเปลี่ยนความแข็งแกร่งกันนับครั้งไม่ถ้วนตลอดหมื่นปี ไหนเลยจะนำแค่ช่วงเวลา ณ ปัจจุบันมาใช้ตัดสินชี้ขาดได้…” กุ่ยจือชิง กล่าวขึ้นด้วยเสียงที่ก้องกังวาน (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
จูหยวนไห่ ใบหน้าด้านชาไปโดยพลัน ได้แต่กัดฟันแนบแน่นและนั่งลงเช่นเดิม หันมองไปยัง โจวซื่อไหล ที่หัวเราะออกมาอย่างไม่ขาดสาย ด้วยดวงตาที่เขียวปั๊ด…
“ช้าก่อน...โจวซื่อไหล อย่าเพิ่งดีใจไปนัก เพราะเงื่อนไขที่เจ้าจะได้ตำแหน่งผู้นำพรรคมังกรฟ้า ก็คือหลังการตายของข้า หากยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงคำพูดเท่านั้น… ตราบเท่าที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ ผู้นำพรรคมังกรฟ้า ก็ยังคงเป็นข้า กุ่ยจือชิง… และข้าเองก็สามารถเปลี่ยนแปลงผู้สืบทอดได้ตลอดเวลาเช่นกัน หากเห็นว่าผู้อื่นเหมาะสมกว่าเจ้า เข้าใจหรือไม่?!” กุ่ยจือชิง เอ่ยกำชับหนักอีกครั้ง เพ่งมองไปยัง โจวซื่อไหล…
“ข้าเข้าใจแล้ว ท่านผู้นำกุ่ย… ข้าเชื่อถือในคำพูดของท่านเป็นสำคัญ และก็หวังว่าสหายท่านอื่น ๆ จะยอมรับการตัดสินใจในครั้งนี้ด้วย เพราะอย่างไรเสียตำแหน่งมันก็ต้องตกอยู่ในมือของพวกเราคนใดคนหนึ่งอยู่แล้ว ไม่มีเหตุผลที่พวกท่านจะมาเกลียดชังข้า…” โจวซื่อไหล กล่าวพลางแสยะยิ้ม แววตาแฝงเร้นไปด้วยความสุขที่ยากจะอธิบาย ราวกับไขว่คว้าความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริงได้มาสำเร็จ…
“เรื่องที่ข้าจะพูด ก็มีเพียงเท่านี้… อย่างที่บอกไปว่าตราบเท่าที่ข้ายังไม่สิ้นลมไปเสียก่อน ตำแหน่งผู้สืบทอดก็ยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ดังนั้นข้าอยากให้พวกเจ้าทั้งหมดอย่าเพิ่งแตกคอกัน อย่าทำให้พรรคมังกรฟ้าสาขาทวีปพยัคฆ์ขาว ที่ท่านบูรพาจารย์ กุ่ยเยี่ยซา สร้างขึ้น ต้องมาจบลงในรุ่นของข้า…
เชิญทุกคนกลับไปได้… ส่วนเจ้า โอวหยางเจี่ย เมื่อไปส่งผู้นำทั้ง 4 แล้ว ให้เจ้ามาหาข้าที่นี่อีกครั้ง…” กุ่ยจือชิง กล่าวพร้อมหันมองไปยัง โอวหยางเจี่ย
“รับบัญชาท่านผู้นำ…”
ตลอดการเดินทางกลับ เสียงหัวเราะของ โจวซื่อไหล ดังไม่ขาดระยะ… เฉียงเทียนฉี และ ฉู่หลานเฮ่อ มาถึงจุดนี้แล้ว ก็ได้แต่ถอนหายใจกับเรื่องที่เหนือความคาดหมาย แต่สุดท้ายก็เอ่ยปากแสดงความยินดีกับ โจวซื่อไหล เช่นเดียวกัน… มีเพียงแค่เทพปรมาจารย์ จูหยวนไห่ เท่านั้นที่ตลอดร่างเต็มไปด้วยรัศมีที่ดำมืด กัดฟันแนบแน่นด้วยความไม่ยินยอม
หากตำแหน่งผู้นำเป็นของ โอวหยางเจี่ย ที่ฝีมือทัดเทียมกัน ก็ยังพอที่จะยอมรับได้… ทว่าพอแสงแห่งผู้นำ พลันมาตกลงบนร่างของ โจวซื่อไหล อย่างคาดไม่ถึงเช่นนี้ ตนจึงไม่เข้าใจว่าทำไมตนต้องอยู่ใต้อำนาจของผู้ที่ทั้งเจ้าเล่ห์ และอ่อนแอกว่า!!
หลังจากที่ส่งผู้นำคนอื่น ๆ ออกไปจากเขตสุริยาแห่งนี้แล้ว โอวหยางเจี่ย ก็รีบย้อนกลับมาที่นี่อีกครั้ง ซึ่งภาพที่เห็นก็คือ กุ่ยจือชิง กำลังยืนด้วยขาทั้งสองข้างของตนเอง มิได้นั่งบนรถเข็นอีกแล้ว… พร้อมกับเพ่งมองภาพวาดเก่า ๆ บนหนังสัตว์ผืนหนึ่ง ภายในภาพนั้นมีรูปของเด็กสาวที่อุ้มเด็กผู้ชายวัยไล่เลี่ยกันเอาไว้ สายตาของ กุ่ยจือชิง เต็มไปด้วยความอาวรณ์ฉายล้นออกมา…
“โอวหยางเจี่ย… เรื่องที่ข้าใช้ให้เจ้าไปสืบ คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว…”
“เรียนท่านผู้นำ… ด้วยความที่เวลานั้นล่วงเลยมากว่า 200 ปีแล้ว จึงค่อนข้างจะเป็นเรื่องยาก ในการสืบหา แต่ข้าก็พอจะได้ข้อมูลสำคัญมาบ้างส่วนที่มีความเป็นไปได้สูงมาก... กุ่ยจือหลิง พี่สาวของท่านผู้นำ นับจากวันที่นางก้าวออกจากตระกูลกุ่ย โดยหนีตามชายคนรักไปตั้งแต่ 200 ปีก่อนนั้น นางปกปิดร่องรอยได้ค่อนข้างแนบเนียน และได้หนีออกไปจากทวีปพยัคฆ์ขาว เพื่อทำลายโอกาสติดตามทั้งหมด…
อีกทั้งพี่สาวของท่านผู้นำนางยังฉลาดมาก นางได้ยอมเป็นสถานะคนเถื่อน เปลี่ยนชื่อแซ่ทั้งหมดเพื่อปกปิดตัวตนอีกด้วย… ข้าจึงเจาะค้นไปที่ข้อมูลชายผู้เป็นคนรักของนาง แทนตัวนาง… และก็ได้ความมาว่าชายผู้นั้น เป็นชายหนุ่มจากตระกูลกัง!! ซึ่งข้าก็ได้นำสายเลือดตระกูลกังทั้งหมดในยุทธภพ ซึ่งมีมากกว่า 7,200 ตระกูล ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้ง 4 ทวีป ข้าได้ได้นำทั้งหมดมาไล่เรียงสืบค้นอย่างละเอียด…
จวบจนคัดแยกหาความเป็นไปได้สูงสุดออกมาให้เหลือเพียงแค่ตระกูลเดียว โดยอาศัยป้ายสำมะโนครัวเป็นจุดในการสืบค้น… ซึ่งตามประวัติของตระกูลกังตระกูลนี้ เคยอพยพออกจากทวีปพยัคฆ์ขาวเมื่อ 200 ปีก่อน ในเส้นทางเรือสำเภา และเป็นช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกันกับช่วงที่ กุ่ยจือหลิง พี่สาวของท่านผู้นำหายตัวจากพรรคมังกรฟ้า…
ก่อนที่ตระกูลกัง จะย้ายกลับมาที่ทวีปพยัคฆ์ขาวอีกครั้งใน 50 ปีให้หลัง และปักหลักตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตมณฑลเฮย ซึ่งเป็นเขตรกร้างที่ไม่ค่อยถูกจับตามอง… หากท่านผู้นำต้องการตามหาทายาทสายเลือดของ กุ่ยจือหลิง พี่สาวท่าน… เกรงว่าเวลานี้น่าจะยังมีหลงเหลืออยู่ในสายเลือดตระกูลกัง…
แต่อย่างไรเสีย นั่นก็ยังเป็นเพียงสมมุติฐานที่หลักฐานอ้างอิงยังไม่แม่นยำเพียงพอ นอกเสียจากจะจับคนของสายเลือดตระกูลกังสักคน เจาะเลือดออกมาด้วยวิทยาการของพรรคมังกรฟ้า เพื่อหาความเชื่อมโยง ว่าภายในสายเลือดนั้นแฝงเร้นไว้ด้วยสายเลือดของตระกูลกุ่ย อยู่หรือไม่…” โองหยางเจี่ย อธิบายเรื่องราวทั้งหมด ที่ กังจือชิง ไหว้วานให้ไปสืบค้นอย่างลับ ๆ
สายตาของ กังจือชิง เผยถึงความหวังเล็ก ๆ
“เช่นนั้นก็ดำเนินการทันที… สืบมาให้แน่ชัด!!”
“รับบัญชา…” โอวหยางเจี่ย ประสานมือขึ้น
ก่อนจะทอดสายตามองมายัง กังจือชิง อีกครั้ง เพราะว่า โอวหยางเจี่ย ก็ไม่ทราบเหตุผลเช่นกันว่าทั้งที่เวลานี้กำลังตามหาผู้สืบทายาทอยู่แท้ ๆ แต่เพราะอะไรถึงเอ่ยปากยกตำแหน่งให้กับ โจวจื่อไหล
“เอ่อ…ท่านผู้นำ ท่านจะบอกเหตุผลได้หรือไม่?!”
“หึหึ… เรื่องของ โจวจื่อไหล น่ะหรือ?! ไม่ต้องห่วงหรอก อีกไม่นานทุกอย่างก็จะแน่ชัดขึ้นมาเอง…” กุ่ยจือชิง เผยรอยยิ้มชราที่แฝงเร้นความหมายหลายสิ่งอย่าง ทำให้ โอวหยางเจี่ย ไม่กล้าคาดคั้นต่อ…
……………………….………………………..