อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 324 เรียกตัว...
ตอนที่ 324
“แมวสวรรค์… ข้ามีเรื่องสำคัญมาแจ้ง ขอเชิญเจ้าออกมาพบหน่อย” น้ำเสียงที่ดังขึ้นมิได้แก่ชรา และมิได้แฝงความกดดัน ออกจะเป็นคำร้องขออย่างมีมารยาทเสียด้วยซ้ำ
“เจ้าเป็นใคร?!” ซุน รู้สึกคุ้นในน้ำเสียง แต่ก็ยังนึกไม่ออกในทันที
“ข้า โอวหยางมู่… ผู้นำหมู่ศิษย์ฝ่ายรักษาเขตแดน...”
ซุน หว่างคิ้วย่นลงโดยพลัน จดจำขึ้นมาได้แล้วว่า โอวหยางมู่ ผู้นี้เคยเจรจากับหนึ่งในทหารเงา ที่ ซุน ส่งออกไปสร้างตราพันธะด้วย(ตอนที่ 279) ของ ฝ่ายรักษาเขตแดน ดังนั้น ซุน จึงไม่เคยเผชิญหน้าคนผู้นี้ด้วยตนเองมาก่อน รู้แค่เพียงว่า โอวหยางมู่ เป็นยอดฝีมือเพลงกระบี่อีกคนที่ไม่ธรรมดา แตะย่างชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 2 ได้แล้ว…
“มีธุระอะไรงั้นหรือ ศิษย์พี่?!” ซุน เอ่ยถามออกมายังมายอมเปิดถ้ำ
“เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ข้าไม่อาจแจ้งกับเจ้าที่นี่ได้… อยากเชิญเจ้าไปด้วยกันหน่อย ข้าจะอธิบายไประหว่างเดินทาง เรื่องนี้สำคัญมากต่อให้เจ้าปฏิเสธเกรงว่าข้าอาจจะต้องบีบบังคับอย่างถึงที่สุด ต่อให้ต้องทำลายถ้ำอาคมนี้ ข้าก็สามารถทำได้…” โอวหยางมู่ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแน่นหนักจริงจัง
อันที่จริง ซุน ในเวลานี้หลังฝ่ายศึกชิงชัยในมหาขุมทรัพย์กลับออกมา ก็ไม่ได้หวาดกลัวการต่อสู้กับ โอวหยางมู่ เลยสักนิด หากแต่ชายหนุ่มเป็นห่วงกลัวว่าสุราลมปราณจำนวนมากที่อยู่ยังอยู่ในขั้นตอนหมักบ่ม รวมไปถึงศพหลอมอีกหลายตัวภายในถ้ำอาคมแห่งนี้จะเสียหายมากกว่า… ซุน ไม่มีทางเลือก จำเป็นต้องตอบรับคำของ โอวหยางมู่ และตามออกไปแต่โดยดี…
“ศิษย์พี่มีเรื่องอะไรก็เชิญว่ามาเถอะ…” ซุน เอ่ยด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
โอวหยางมู่ เป็นชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่ง มีรัศมีศาสตราและแววตาที่คมกริบ ท่าทีแฝงไว้ด้วยความสง่าดุจกระบี่ชั้นเลิศที่ประดับอัญมณี ช่างแตกต่างไปจากน้องชาย โอวหยางหู่ ผู้มีเรือนกายล่ำสันดุจหมียักษ์ และวาจาโผงผางยิ่งนัก…
โอวหยางมู่ หันมองไปรอบ ๆ เอ่ยตอบด้วยเสียงผ่านกระแสลมปราณ ป้องกันการถูกดักฟัง… “ผู้นำพรรคมังกรฟ้า จอมราชันย์แห่งจิตวิญญาณ กุ่ยจือชิง ต้องการพบเจ้า… และข้าก็เป็นธุระจัดการในเรื่องนี้ เพื่อพาเจ้าเข้าไปใน เขตจันทรา…”
“!!!!!!!!!!” ดวงตาของ ซุน เบิกค้างไปโดยพลัน พร้อมกับฝีเท้าที่ค้างชะงักงัน แม้แต่ เฒ่าชีเปลือย ยังเผยใบหน้าที่มืดดำ และตระหนักในความหมายวาจาของ กุ่ยเยี่ยซา ตอนที่จากไปได้แล้ว ว่าเพราะอะไรอีกฝ่ายถึงกล่าวเรื่องพบกันคราวหน้า…
ซุน และ เฒ่าชีเปลือย ชำเลืองมองหันด้วยสายตาล้ำลึก ไม่มีทางที่ผู้นำพรรคมังกรฟ้าอย่าง กุ่ยจือชิง จะไม่ทราบถึงการปรากฏดวงวิญญาณของผู้ยิ่งใหญ่ กุ่ยเยี่ยซา ความสัมพันธ์ของทั้งสองต้องเชื่อมโยงกันแน่นอน ซึ่งอาจจะรวมไปถึงเหตุผลที่ ตราแห่งวงกต ลำดับที่ 3 ถูกเปิดใช้งาน
เดิมที ซุน คาดหวังว่าจะใช้โอกาส สร้างชื่อเสียงด้วยการนำพา กลุ่มพิชิตมังกร ช่วงชิงตำแหน่งราชันย์รุ่นเยาว์ อาศัยความดีความชอบที่ได้รับคงมากพอให้ ซุน ถูก กุ่ยจือชิง เรียกตัวเข้าพบ… แต่ในเมื่อเหตุการณ์ดันพลิกตลบเช่นนี้ ก็ไม่มีเหตุผลที่ ซุน จะต้องปฏิเสธ…
“เป็นเกียรติยิ่งนัก ที่ท่านจอมราชันย์เรียกตัวเข้าพบ… ข้าย่อมไม่ปฏิเสธ”
โอวหยางมู่ ได้ยินเช่นนั้นก็เผยรอยยิ้ม… และดูเหมือนว่า โอวหยางมู่ จะยังมีอาการบาดเจ็บตกค้างอยู่จากศึกช่วงชิงชัยมหาขุมทรัพย์ แม้ว่า ซุน จะมองออกถึงกระดูกที่ร้าวระบมในบางจุดจากสัมผัสของสายลมสีม่วง แต่ก็มิได้เอ่ยทักท้วงอะไร…
จากถ้ำอาคมไปยังประตูทางเข้าม่านพลังเขตจันทรา อันที่จริงก็มิได้ไกลกันเท่าใดนัก ทว่าท่าทีของ โอวหยางมู่ กลับเต็มไปด้วยความระแวดระวัง เมื่อเจอฝูงชนก็มักจะพา ซุน หลบเลี่ยงออกจากเส้นทางหลัก ทำเอา ซุน ต้องขมวดคิ้วฉับและอดถามไม่ได้…
“ในเมื่อเป็นคำสั่งของท่านผู้นำ กุ่ยจือชิง แล้วมีเหตุผลอะไรที่ต้องพาข้าหลบเลี่ยงผู้คน?!” ซุน โพลงขึ้นมาไม่อ้อมค้อม ทำเอา โอวหยางมู่ หน้าถอดสีเล็กน้อย… “เจ้ารู้ด้วยงั้นหรือ?!”
“ไม่รู้ก็แปลกแล้ว… ผู้นำหมู่ศิษย์ฝ่ายรักษาเขตแดน เคลื่อนไหวเพียงลำพังไม่มีผู้ติดตาม ทั้งยังเลี่ยงหลบเส้นทางหลักและฝูงชนมาโดยตลอด… หากให้ข้าคาดเดา ดูเหมือนว่าเรื่องการพาตัวข้าเข้าไปในครั้งนี้ จะไม่เป็นที่พอใจของตระกูลอื่น ๆ อีกสี่ตระกูลงั้นสินะ…”
โอวหยางมู่ อึ้งงันเล็กน้อยกับพลังในการวิเคราะห์ที่แม่นยำของอีกฝ่าย ก่อนจะพยักหน้าตอบรับตรง ๆ “นี่เป็นคำสั่งลับจากท่านปู่ของข้า โอวหยางเจี่ย จริงอยู่ที่การพาเจ้าไปพบ ท่านผู้นำพรรค กุ่ยจือชิง จะเป็นคำสั่งโดยตรง ทว่าด้วยสถานการณ์ที่กำลังตรึงเครียดในหลาย ๆ ด้าน ตระกูลใหญ่อื่น ๆ เมื่อรู้ว่าเจ้ากำลังจะเข้าพบท่านผู้นำ ก็อาจใช้โอกาสนี้ทำสิ่งต่าง ๆ ที่ยากจะคาดเดา
เจ้าก็น่าจะทราบว่าสงครามภายในเต็มไปด้วยความน่ากลัว เจ้าเป็นคนนอกดังนั้นอาจจะยังไม่เข้าใจ หากเจ้าถูกผู้ไม่ประสงค์ดีจับตัวไปก่อนจะไปพบ ท่านผู้นำ กุ่ยจือชิง ก็ใช่ว่าเจ้าจะไม่มีโอกาสถูกใช้นำไปเป็นเครื่องมือ… ไม่ว่าจะการแทรกซึมจิตวิญญาณเจ้า สะกดจิตใจของเจ้า หรืออาจจะลุกลามจนไปถึงฝังอาวุธร้ายแรงไว้ในร่างเจ้า เพื่อใช้ลอบสังหารท่านผู้นำ กุ่ยจือชิง ทุกอย่างล้วนสามารถเป็นไปได้…
หน้าที่ของตระกูลโอวหยาง และฝ่ายรักษาเขตแดน คือการป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องราวเช่นนั้นได้ ต่อให้มีโอกาสเพียงแค่เศษเสี้ยวของความเป็นไปได้ พวกเราก็มิอาจปล่อยผ่านเลยไป… หากสามารถพาเจ้าเข้าไปถึง เขตจันทรา แล้วล่ะก็ ท่านปู่ของข้า โอวหยางเจี่ย รวมไปถึงกองกำลังรักษาเขตแดนที่จำนวนหนึ่ง จะปกป้องเจ้าได้อย่างไร้กังวล
ทว่าระหว่างทางภายในเขตดารา ซึ่งเป็นเขตของหมู่ศิษย์ พวกเราไม่มีกำลังมากพอจะทำเรื่องเช่นนั้นได้ ไม่อาจส่งกองทัพหรือยอดฝีมือมาที่นี่ได้อย่างโจ่งแจ้ง จึงต้องอาศัยการเดินทางอย่างระมัดระวัง ขอแค่พวกเราไปถึงประตูทางเข้าเขตจันทราได้ ทุกอย่างก็ไม่มีอะไรน่ากลัวอีกแล้ว…” โอวหยางมู่ อธิบายตามตรง
ซุน ฉลาดพอจะเข้าใจในความอันตรายเหล่านั้นได้ทันที เพราะผู้ที่ยังค้ำจุนพรรคมังกรฟ้าให้มั่นคงอยู่ได้ก็คือ กุ่ยจือชิง ดังนั้นความปลอดภัยของ กุ่ยจือชิง จึงนับเป็นข้อควรระวังสูงสุดในเวลานี้ แต่สิ่งที่ ซุน ยังไม่เข้าใจก็คือ เพราะอะไรสถานการณ์เช่นนี้ กุ่ยจือชิง ยังกล้าที่จะเรียกตนเข้าไปพบเจอ?! เหตุได้ชัดว่าต้องเป็นเรื่องสำคัญที่ควรค่าแก่ความเสี่ยง
สองชายหนุ่ม เดินทางอย่างระมัดระวัง… ทว่าความแตกต่างของผู้ที่เฝ้าระวัง และผู้จดจ้องย่อมมีอยู่!! ข้อเสียของการหลีกเลี่ยงเส้นทางหลักก็คือ หากศัตรูสามารถอ่านความคิดได้ล่วงหน้าว่าจะใช้เส้นทางใด ก็สะดวกต่อการวางกับดักเอาไว้…
เมื่อ โอวหยางมู่ และ ซุน เข้ามายังเขตป่าหิน ซุน ก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันบางอย่าง จึงบอกให้ โอวหยางมู่ หยุดฝีเท้าในทันที แต่ดูเหมือนว่าจะช้าไปเพียงครึ่งก้าวเท่านั้น… กระบี่สีเงิน 14 เล่ม จู่ ๆ ก็พวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน ในตำแหน่งที่แอบซ่อนไว้ ก่อนมันจะบินวนเหนือท้องฟ้า ก่อเกิดเป็นค่ายกลกระบี่ชนิดหนึ่ง (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
โอวหยางมู่ ดวงตาเบิกกว้างในทันที…
“ค่ายกลกระบี่พรมแดน ตระกูลโจว!!”
ซุน เคยศึกษาตำราค่ายกลตอนอยู่สำนักสายลมประจิมมาไม่น้อย จึงสามารถบอกได้ว่าค่ายกลกระบี่พรมแดนนี้ แข็งแกร่งและรัดกุมเป็นอย่างมาก หากเคลื่อนไหวสุ่มสี่สุ่มห้าออกมานอกเขตแดนที่กำหนด กระบี่ทั้ง 14 เล่มบนท้องฟ้า ที่แฝงเร้นไว้ด้วยจิตวิญญาณแห่งกระบี่ ก็พร้อมที่จะพุ่งเข้าเล่นงานในทันที
จากนั้นในอีกมุมหนึ่งของป่าหิน ก็ได้ปรากฏเงาร่างของคนอีกห้าคน พุ่งทะยานเข้ามาพร้อมรัศมีพลังที่แก่กล้า คนทั้งห้าล้วนเป็นชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 1-3 โดยสี่คนด้านหลังเป็นชนชั้นผู้ฝึกสอนของฝ่ายตรวจการทั้งสิ้น และผู้ที่นำหน้าขบวนมานั้น ก็มิใช่ใครอื่นแต่เป็น โจวต้ากวาน ผู้นำหมู่ศิษย์ฝ่ายตรวจการ ซึ่งในตอนนี้มีใบหน้าที่เคร่งขรึมเป็นอย่างมาก...
โจวต้ากวาน ฉลาดหลักแหลมที่สุดในผู้นำหมู่ศิษย์ทั้งห้าเลยก็ว่าได้ แม้ว่า โอวหยางมู่ จะใช้ให้ฝ่ายรักษาเขตแดนเคลื่อนไหวหลายด้านเพื่อล่อลวงเป้าหมายภารกิจ จนฝ่ายอื่น ๆ พากันสับสนและถูกล่อลวง… ทว่า โจวต้ากวาน ผู้นี้กลับมองออกว่า โอวหยางมู่ จะต้องเคลื่อนไหวเพียงลำพัง จึงจับตามองเป็นพิเศษ รวมถึงวางกับดักค่ายกลเอาไว้ล่วงหน้า…
“นี่เจ้าคิดจะทำอะไร โจวต้ากวาน!!” โอวหยางมู่ คำรามเสียงออกมาทันที
“ทำอะไร?! ข้านั้นเพียงแค่มีธุระกับ ซุน จึงอยากจะเชิญตัวไปที่หอตุลาการเพื่อร่วมสนทนากันสักระยะ…” โจวต้ากวาน กล่าวขึ้นด้วยใบหน้านิ่งขรึม
“แต่ว่าท่านผู้นำพรรค กุ่ยจือชิง เรียกตัว ซุน เข้าพบ… ต่อให้เป็นพวกเจ้าก็ไม่มีสิทธิ์ขัดความต้องการของท่านจอมราชันย์” โอวหยางมู่ แค่นเสียงผ่านร่องฟัน
โจวต้ากวาน กลับแสดงสีหน้าไม่ยี่หระ ประหนึ่งทองไม่รู้ร้อน ไม่ได้มีความยินดียินร้ายใด ๆ “เหลวไหล... ตระกูลโจวของเราไม่เห็นจะเคยได้ยินคำสั่งเช่นนั้นมาก่อน ดังนั้นเจ้าอาจจะกล่าวอ้างเรื่อยเปื่อยก็เป็นได้ หากเป็นคำสั่งจากท่านผู้นำจริง ๆ ไหนเจ้าลองเอาหนังสือคำสั่งออกมาแสดง…”
โจวต้าหวาน ทราบดีเรื่องช่องโหว่ของคำสั่ง ในเมื่อคำสั่งนี้เป็นความลับสูงสุด ไม่มีทางที่หนังสือคำสั่งจะอยู่ในมือของ โอวหยางมู่ ได้ คาดว่าคงอยู่ในมือของ โอวหยางเจี่ย เพื่อใช่เป็นอาวุธสุดท้าย ป้องกันไม่ให้เหล่าผู้นำตระกูลคนอื่น ๆ ในเขตจันทรา กล้าขัดขืนมากกว่า…
ดังนั้นโอกาสหนึ่งเดียวที่จะลงมือ ก็คือช่วงที่ ซุน ยังไปไม่ถึงเขตจันทรา… โจวต้ากวาน เดิมทีมิใช่ผู้ที่จะลงมืออุกอาจไร้เหตุผลเช่นนี้ ทว่าหลังการตายของอดีตผู้นำตระกูลอย่าง โจวซื่อไหล ความมั่นคงของตระกูลโจวย่อมถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง จนเรียกได้ว่าอ่อนแอที่สุดในหมู่ตระกูลใหญ่ทั้งห้าในเวลานี้เลยก็ว่าได้ ดังนั้นแม้โอกาสเพียงน้อยนิดที่จะชิงความได้เปรียบก็จำเป็นต้องลงมือ…
โอวหยางมู่ เหงื่อแตกพลั่กขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้… หากอีกฝ่ายมีเพียง โจวต้ากวาน ที่พลังฝีมือสูสีกับตนก็ยังพอว่า แต่นี้กลับมีชนชั้นผู้ฝึกสอนชนชั้นลมปราณสีส้มอีกสี่คนที่ถูกคัดสรรมาแล้ว ซึ่งพลังฝีมือของแต่ละคนนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่า โจวต้ากวาน เลยแม้แต่น้อย สถานการณ์เรียกได้ว่าเป็นวิกฤตที่รุนแรง…
ทว่าในตอนนั้นเอง… ซุน กลับก้าวเดินมาด้านหน้า ด้วยท่าทีไร้กังวน
“ศิษย์พี่โอวหยางมู่… พวกเรารีบไปกันเถอะ อย่าสนใจคนพวกนี้เลย”
ซุน ทำราวกับว่า โจวต้ากวาน และสี่ผู้ฝึกสอนเป็นอากาศธาตุ เอ่ยปากเนิบนาบออกมาพร้อมกับก้าวเดินตรงไปจนสุดขอบเขตค่ายกลกระบี่พรมแดน… โอวหยางมู่ แสดงท่าทีตกใจ เพราะคิดว่า ซุน น่าจะไม่รู้จักความน่ากลัวของค่ายกลกระบี่พรมแดน จึงกล้าทำเช่นนั้น…
“ถอยออกมา!! อันตราย!!”
ซุน ไม่แม้แต่จะหยุดชะงักสักนิด ก้าวต่อไปจนท้ายที่สุด ก็ออกนอกขอบเขตที่ค่ายกลกระบี่นี้กักกัน… โจวต้ากวาน เผยแววตาประหลาดใจ ส่วนเหล่าผู้ฝึกสอนจากตระกูลโจว ส่ายหน้าอย่างปลดปลง
“แทนที่จะเดินกลับไปพร้อมกันดี ๆ ดันทำเรื่องโง่เขลา อยากให้พวกเราหามร่างที่บาดเจ็บกลับไปงั้นสินะ… ความแข็งแกร่งของค่ายกลกระบี่พรมแดน ขึ้นอยู่กับจำนวนของกระบี่เงินที่การสร้างค่ายกล และจากจำนวนทั้ง 14 เล่มที่พวกเราจัดเตรียมมาในตอนนี้ ต่ำกว่าชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 3 ไม่มีทางที่ฝ่ามันออกไปได้แน่นอน...”
เมื่อ ซุน ก้าวออกจากขอบเขต กระบี่เงินทั้ง 14 เล่มที่หมุนวนเป็นค่ายกลบนท้องฟ้า ก็เกิดการสั่นไหวรุนแรง จากนั้นก็พลันหันชี้ตรงมายังเงาร่างของชายหนุ่มโดยทั่วกันสลับตำแหน่งหมุนวนต่อเนื่อง จนเกิดเป็นเพลงกระบี่เงินประสานร่วม สร้างเคล็ดวิชาที่ทรงพลังออกมา…
แต่แล้วในชั่วพริบตานั้น… ซุน ได้ยกมือแตะที่ รัดเกล้าไม้ อย่างแผ่วเบา ทำให้มันกลับคืนสู่สภาพของ เสียมไม้ ในมืออีกครั้ง… ดวงตาของ ซุน เปล่งวาวมีประกาย ก่อนจะทำการขว้าง เสียมไม้ ออกไปตรง ๆ พวยพุ่งแหวกอากาศ โดยอาศัยเพียงแรงเหวี่ยงของพละกำลัง โดยมิได้ขับขานเคล็ดวิชาใด ๆ เกื้อหนุน
“แหลกไปซะ!!”
เสียมไม้ และ กระบี่เงินทั้ง 14 เล่มพุ่งตรงเข้าหากัน… ท่ามกลางสายตาที่เบิกโพลงแทบหยุดหายใจของทุกคน เกิดเสียง ตูม! ดังขึ้นครั้งหนึ่ง สิ่งที่น่าตกใจก็คือกระบี่เงินทั้ง 14 เล่ม ต่างพากันแหลกละเอียดกลายเป็นผุยผง โดยที่เสียมไม้นั้นไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน จากนั้นเสียมไม้ก็พลันลอยวกกลับมาหา ซุน และคืนสู่สภาพของ รัดเกล้าไม้ บนศีรษะดังเดิม…
สมาชิกตระกูลโจวทุกคนในที่นี่ล้วนอ้าปากค้าง!!
แม้แต่ โอวหยางมู่ ยังถึงกับสำลักลมหายใจติด ๆ กัน