อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 330 สมาชิกที่เพิ่มขึ้น
ตอนที่ 330
ณ เรือนตระกูลจู
จูเจ๋อ ผู้นำเทวะกลุ่มมังกรทอง ยามนี้เต็มไปด้วยใบหน้าที่เคร่งขรึม เมื่อทุกสิ่งอย่างในพรรคมังกรฟ้าล้วนผิดไปจากความคาดหมายอย่างรุนแรง แม้แต่การตายอันเป็นปริศนาของหนึ่งในแกนนำระดับสูงอย่าง โจวซื่อไหล และการเปิดออกของมหาขุมทรัพย์แห่งวงกตสีรุ้งที่กะทันหันนั้น ทุกอย่างล้วนเป็นผลกระทบกับแผนการของกลุ่มมังกรทองอย่างถึงที่สุด…
เงาร่างของอดีตเทพปรมาจารย์ ลู่เหรินฮ่าว ปรากฏขึ้นอีกครั้งในเงามืด… “ท่านผู้นำ เวลานี้แกนนำคนอื่น ๆ เริ่มระส่ำระสายกันบ้างแล้ว แม้แต่ จูห้างชง เอง เจ้านั้นก็เคลื่อนไหวแปลก ๆ วันก่อนเห็นว่าสามารถลากตัวเจ้าเด็ก ซุน นั่นเข้ามาในเขตจันทราได้แล้ว แต่จู่ ๆ ก็หายตัวไปดื้อ ๆ ไม่ยอมนำเจ้าเด็กนั่นส่งตัวมาให้ท่าน โดยอ้างว่า ซุน ถูกจับตามองมากเกินไป ข้าว่าเรื่องนี้น่าจะมีเส้นสนกลในบางอย่าง…”
จูเจ๋อ ใบหน้ามืดดำ ยิ่งนึกถึงเด็กหนุ่มศิษย์ของ เหยาหมิง ที่กล้าสังหารบุตรชายตนเอง ก็ยิ่งมิอาจเก็บงำจิตสังหารที่แผ่ซ่านขึ้น ทว่า จูเจ๋อ ก็ไม่อยากให้ความรู้สึกส่วนตัว มีผลกระทบต่อแผนการสำคัญจึงสะกดกลั้นอารมณ์เอาไว้ถึงขีดสุด
“เรื่องของ จูห้าวชง เป็นเรื่องยากที่จะสืบค้น เพราะพวกเราอยู่กันคนละเขต ทั้งเจ้าและข้าไม่อาจใช้ช่องทางลับของม่านพลังบ่อย ๆ ได้ มิเช่นนั้นอาจทำให้เกิดความสงสัยขึ้น พวกเราคงต้องรอไปอีกสักระยะ ที่สำคัญกว่านั้นคือเรื่องการสูญเสีย โจวซื่อไหล ทำให้พวกเราไม่ต่างจากสูญเสียแขนขาข้างสำคัญไป ข้าว่าการตายของ โจวซื่อไหล น่าจะเกี่ยวข้องกับ กุ่ยจือชิง เป็นแน่…
ตอนนี้อย่าเพิ่งเคลื่อนไหวตัว รักษาความสงบเอาไว้ให้กระจ่างชัดขึ้นอีกสักระยะ พวกเราอดทนกันมาหลายสิบปีแล้ว อดทนเพิ่มอีกสักหน่อยจะเป็นไรไป… ลู่เหรินฮ้าว ดูเหมือนว่าเจ้าเข้าสู่ขั้นสมบูรณ์แบบของชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 8 มาสักระยะแล้วนี่?! เช่นนั้นก็อาศัยช่วงเวลานี้ฝ่าทะลุขั้นขึ้นยังขั้นที่ 9 ให้ได้ เพื่อที่กำลังรบของพวกเราจะได้เข้ามาทดแทนการขาดหายไปของ โจวซื่อไหล...” จูเจ๋อ กล่าวผ่านกระแสลมปราณ ทว่าก็ยังเปี่ยมล้นไปด้วยความแน่นหนักของวาจา
ลู่เหรินฮ่าว ผงกศีรษะตอบรับ ก่อนเงาร่างกายค่อย ๆ เลือนหายไปในความมืด… แววตาของ จูเจ๋อ แฝงเร้นไปด้วยจุดแสงแห่งความเด็ดเดี่ยวไม่ยินยอม ต่อให้ต้องแลกมาด้วยอะไร ชายผู้นี้ก็ตั้งมั่นแล้วว่าจะกวาดล้างพรรคมังกรฟ้าในทุกสาขา ให้ล้มสลายไปในรุ่นของตนให้จงได้…
………………….…………………..
ณ เขตสุริยา…
โอวหยางเจี่ย ท่าทีกระสับกระส่าย แทบจะนั่งไม่ติดเก้าอี้… ต่อให้ ซุน จะเป็นเพียงเด็กน้อยผู้หนึ่งที่มิได้แข็งแกร่งประการใดหากเปรียบกับชนชั้นจักรพรรดิ หรือแม้แต่ชนชั้นเทวะอย่าง กุ่ยจือชิง ทว่าในฐานะองครักษ์พิทักษ์ผู้นำ ชายชราก็มิอาจไร้ห่วงกังวลได้สมบูรณ์นัก
จวบจนได้เห็นเงาร่างของ ซุน ที่ก้าวเดินออกมาพร้อมกับ กุ่ยจือชิง ลมหายใจของ โอวหยางเจี่ย จึงค่อยกลับมาสม่ำเสมออีกครั้งด้วยความปลดปลง ประสานมือคารวะให้กับ กุ่ยจือชิง เฉกเช่นทุกครั้ง
ชายชราและชายหนุ่มปรากฏรอยยิ้มน้อย ๆ ที่แปลกประหลาดขึ้นมาพร้อมกัน สัมผัสได้ว่า โอวหยางเจี่ย ช่างเป็นคนที่น่าเลื่อมใสและมีความชัดเจนยิ่งนัก… “โอวหยางเจี่ย ถ่ายทอดคำสั่งของข้าออกมาไป ว่านับจากนี้ ซุน จะเป็นศิษย์ในการดูแลของข้า ห้ามสมาชิกตระกูลใหญ่คนใดใช้อำนาจกดดันเด็กคนนี้อย่างมิชอบ และรวมไปถึงสิทธิ์ในการหยิบยืมใช้ป้ายทองคำพิเศษที่ข้าได้มอบให้กับ ซุน อย่างเป็นทางการ”
“!!!!!!!!!” โอวหยางเจี่ย มองเซ่อขึ้นมาในทันที แม้สิทธิ์ในการหยิบยืมใช้ป้ายทองคำพิเศษ จะอยู่ในกฎระเบียบของ พรรคมังกรฟ้า มานาน ทว่ามันก็เป็นกฎที่ไม่ได้ถูกใช้มาหลายร้อยปีแล้ว เนื่องด้วยผู้ที่จะได้รับสิทธิ์ จะต้องได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากผู้นำตระกูลกุ่ยอย่างถึงที่สุดเท่านั้น
ซุน กระแอมไอน้อย ๆ ออกมา ก่อนจะหยิบป้ายทองคำมาขัดถูเบา ๆ คล้ายมิได้ตั้งใจอวดโอ้ แต่แฝงเร้นด้วยเจตนาแสดงขึ้นมา ทำเอา โอวหยางเจี่ย ถึงกับยิ้มหน้าเจื่อน แต่ก็มิกล้าซักถามเส้นสนกลใน ทำได้เพียงรับคำสั่งและร่างหนังสือคำสั่งออกมา โดยมี กุ่ยจือชิง เป็นผู้ลงนามประทับตราอย่างสมบูรณ์
จากนั้น โอวหยางเจี่ย และ ซุน ก็กลับออกไปยังเขตดาราดังเดิม ท่ามกลางสีหน้าแววตาที่แสนประหลาดใจของ โอวหยางเจี่ย ที่ไม่รู้ว่าเรื่องราวแท้จริงเป็นยังไงกันแน่ และชายชราก็ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะคาดคั้นอะไรจาก ซุน ได้เช่นเดียวกัน…
เมื่อกลับมาถึงเขตดารา มีคนจากฝ่ายต่าง ๆ มาเฝ้ารออย่างพร้อมหน้า… ทว่าในทันทีที่ โอวหยางเจี่ย ประกาศคำสั่งจาก กุ่ยจือชิง ออกไป ทุกคนก็พลันใบหน้าถอดสี มีจุดแสงแห่งความฉงนสงสัยแฝงเร้นอยู่ในดวงตาทุกคู่
สิ่งที่ ซุน ทำ ก็คือก้าวเดินเนิบช้าผ่านกลุ่มคน เผยท่าทีเหี้ยมหาญของผู้เหนือกว่า แขวนป้ายทองคำพิเศษห้อยไว้ที่ประคดคาดเอวเด่นชัด แกว่งไกวไปมาเด่นชัด ซึ่งในเวลานี้แม้แต่เหล่าผู้นำหมู่ศิษย์ก็ทำได้เพียงแค่มองเซ่อไปตาม ๆ กันเท่านั้น…
ครึ่งวันผ่านไป เรื่องราวของ แมวสวรรค์ ร่ำลือไปทุกหย่อมหญ้าอีกครั้ง… แม้ว่า ซุน จะไม่ได้มีเจตนาอวดโอ้ แต่ก็ปกปิดความลำพองใจเอาไว้ได้ไม่มิด ที่ผ่านมา ซุน พยายามสงบเสงี่ยมเจียมตัวมาโดยตลอด ในฐานะศิษย์ตามธรรมเนียมที่อยู่ในชนชั้นต่ำกว่าศิษย์หลักแท้จริง แต่บัดนี้สิ่งเหล่านั้นไม่มีความจำเป็นอีกแล้ว ภายใต้การสนับสนุนของผู้นำพรรคมังกรฟ้า กุ่ยจือชิง ในขอบเขตพรรคแห่งนี้ แมวสวรรค์ ยังต้องกลัวพยัคฆ์หรือมังกรตนใดอีก?!
ซุน ถึงกับใช้โอกาสนี้ เดินเข้าไปทวงถามค่าตอบแทนรายเดือนจากฝ่ายต่าง ๆ ตามที่ได้ตกลงกันไว้ อีกทั้งยังจดเอาทรัพยากรที่ต้องการแจกจ่ายไปยังฝ่ายต่าง ๆ ให้ช่วยจัดการเสาะหามาให้อย่างออกนอกหน้า ซึ่งทรัพยากรเหล่านั้นมีตั้งแต่วัตถุดิบสำหรับหมักบ่มต้มกลั่นสุรา วัตถุดิบสำหรับหลอมศพตั้งแต่ขั้นแรกเริ่มจนไปถึงขั้นสูงสุดที่สามารถเสาะหาได้ หรือแม้แต่ของบำรุงร่างกายสัตว์อสูรในอาณัติอย่าง เฝิงน้อย และ เฟยเสอ ก็มิได้ขาดตกบกพร่อง…
การกระจายกำลังเสาะหาวัตถุดิบของตระกูลใหญ่ทั้ง 5 ฝ่าย ย่อมเพิ่มความเร็วในการเสาะหาเป็น 5 เท่าจากปกติ ทั้งยังได้ในราคาที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน และไม่มีใครกล้าแม้แต่จะบ่ายเบี่ยง ทั้งยังแฝงเร้นด้วยแววตากริ่งเกรงชายหนุ่มอยู่หลายส่วน… (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ซุน มีเสียงหัวเราะดังออกมาจากภายในใจเป็นระยะ ดวงตาเปล่งวาบไปด้วยเหนือล้ำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “การที่มีสถานะสูงกว่าผู้อื่น นี่มันทำให้รู้สึกดีจริง ๆ เพราะแบบนี้เองสินะ ถึงต้องมีการแก่งแย่งชิงอำนาจกันอย่างดุเดือดในทุกขุมกำลัง…”
ขณะที่ชายหนุ่มกำลังเดินอวดโอ้บารมีเกรียงไกร ซึมซับความรู้สึกและประสบการณ์ที่น่าพิสมัยอยู่นั้นเอง หยกสื่อสารของ ซุน ก็มีปฏิกิริยาขึ้น ก่อนจะพบว่ามันเป็นการติดต่อมาจาก เฉียงตงฟาง…
“ซุน… การเปิดออกของ ขุมทรัพย์แห่งวงกตสีรุ้ง อย่างกะทันหันก่อนหน้านี้ทำให้แผนเดินทางไปสถาบันฯของพวกเราคลาดเคลื่อนไปแล้วหลายวัน... แต่ในตอนนี้ได้เวลาที่กลุ่มพิชิตมังกรของพวกเราต้องเดินทางกันแล้ว บิดาข้า เฉียงฟางจุน และผู้อาวุโส เตียมู่หย่ง กำลังรอเจ้าอยู่”
ซุน หดนัยน์ตาแคบลงน้อย ๆ ก่อนจะตอบรับอย่างเลี่ยงไม่ได้…
ชายหนุ่มเดินทางมารวมตัวกับคนอื่น ๆ ที่โรงปศุสัตว์อสูร ซึ่งทุกคนได้เตรียมพร้อมอยู่ก่อนแล้ว… ที่น่าตกใจกว่านั้น นอกเหนือจาก เฉียงตงฟาง ไป๋หู่จิวหรง เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ สมาชิกกลุ่มพิชิตมังกรแล้ว ซุน ยังเจอหญิงสาวที่คุ้นเคยอีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็นสามสาวงามจากสำนักบุปผาประจิม ซวงฉวี่ เตียซวงซวง ฉีลู่ชิง
ทั้งยังมีสาวงามอีกสองคน นั่นก็คือสาวงามอันดับ 1 ของพรรคมังกรฟ้า ฉู่หลิงฟาง ตำแหน่งรองผู้นำหน่วยแพทย์(ตอนที่ 270) และรวมไปถึง ฉู่อ้ายเยว่ หญิงสาวอีกคนที่ ซุน เคยพบเมื่อสองเดือนก่อนตอนที่จัดการเรื่องของ เฟยเสอ(ตอนที่ 259) ซุน เพิ่งจะทราบเช่นกันว่านางได้กลับมาที่พรรคมังกรฟ้าแล้ว…
หญิงสาวทั้งห้าคน จัดได้ว่ารูปโฉมและใบหน้างามพร่างพรายเป็นอย่างมาก ทำเอาทุกอย่างรอบกายมัวหมองไปในทันทีเมื่อทั้งห้าคนนี้ได้มารวมตัวกัน สร้างความสะท้านสะเทือนให้กับ ซุน อย่างถึงที่สุด ยังมองเห็น เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ มีใบหน้าเคร่งขรึม ซึ่งเป็นบุคลิกประหลาดของทั้งสอง ที่เป็นความประหม่ายามเข้าใกล้สาวงาม…
เฉียงตงฟาง เข้ามาแนะนำพวกนาง… “พวกนางคือคนของหน่วยแพทย์ เจ้าเองก็น่าจะคุ้นหน้าคุ้นตาพวกนางเป็นอย่างดี เดิมที่กลุ่มพิชิตมังกรมีเพียงแค่พวกเราห้าคนที่จะเดินทาง แต่เพราะการต่อสู้ใน มหาขุมทรัพย์แห่งวงกตสีรุ้ง ทำให้พวกเราหลายคนยังมีอาการบาดเจ็บตกค้างอยู่ การที่หน่วยแพทย์ร่วมเดินทางไปด้วย จึงถือเป็นกรณีพิเศษ พวกนางจะคอยดูแลพวกเราและเดินทางไปพร้อมกัน…”
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็เข้าใจได้ทันที ออกจะรู้สึกตื่นเต้นอยู่น้อย ๆ การมีหญิงงามติดตามไปด้วย ต่อให้พวกนางมิได้ช่วยเหลืออะไรมากมายนัก ก็ยังมากพอที่จะทำให้ยามชำเลืองมอง เต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจบางอย่าง…
ฉู่อ้ายเยว่ เผยรอยยิ้มน้อย ๆ นางเป็นคนแรกที่เดินเข้ามาหา ซุน พร้อมกับย่อตัวสุภาพ… “พวกเราพบกันอีกแล้ว คุณชายซุน ข้ารู้สึกยินดีมากที่ได้เข้าร่วมดูแลท่าน”
ซุน กระแอมไอออกมาอย่างอดไม่ได้ “กล่าวหนักไปแล้วแม่นางฉู่ ข้าเองก็สบายใจขึ้นมากหากมีคนสาวงามคอยดูแลข้างกายเช่นนี้… หากข้าเผลอทำสิ่งใดไม่ถูกไม่ควรไป โปรดอย่าถือสากันเลย…”
ภาพของชายหนุ่มหญิงสาวที่เอ่ยพูดคุยกัน โอบล้อมด้วยบรรยากาศกรุ่นความรู้สึกที่แปลกประหลาด ทว่าโดยรอบของทั้งสองคนกลับเต็มไปด้วยความมืดดำบางอย่าง… ลั่วชิงเหอ และ เจี่ยโยวเทียน กัดฟันดังกรอด รู้สึกริษยาจนดวงตาแทบจะมีประกายไฟลุกโชนขึ้น ทั้งที่พวกตนมารอตั้งนานแล้วก็ยังไม่มีสาวงามคนใดเข้ามาเอ่ยทัก…
ทางด้าน เตียซวงซวง ยังคล้ายจะมองเห็นไอความร้อนแผ่ออกมาจากรอบกาย ฉีลู่ชิง อยู่น้อย ๆ จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยทัก “ศิษย์น้องฉี ไม่สบายงั้นหรือ?!” หญิงสายสะบัดหน้าเบา ๆ พร้อมกับพ่นลมหายใจกระฟัดกระเฟียด ยามชำเลืองมองไปยัง ซุน และ ฉู่อ้ายเยว่ “ข้ามิได้เป็นอะไรศิษย์พี่ เพียงแค่ยังปรับลมปราณได้ไม่สมดุลนัก หลังฝ่าทะลุขั้นขึ้นมาเท่านั้น…”
ฉู่หลิงฟาง แอบยกปลายนิ้วขึ้นปิดปากกลั้วเสียงหัวเราะเบา ๆ “น้องฉู่อ้ายเยว่ แอบร้ายกาจไม่เบาเหมือนกันนะเนี่ย… ไหนจะกริยาเช่นนั้นของศิษย์น้องฉี ดูท่าการเดินทางในครั้งนี้ คงมีเรื่องน่าสนุกอยู่ไม่น้อย…”
สองชายชรา เฉียงฟางจุน และ เตียมู่หยง ได้แต่ถอนหายใจอย่างปลดปลง…
“เอาล่ะ ในเมื่อมากันพร้อมหน้าแล้ว ก็ออกเดินทางกันเถอะ… การไปสถาบันฯ ของพวกเราในครั้งนี้ แม้จะสามารถพักที่นั้นได้ตามธรรมเนียมและความเหมาะสม แต่จงอย่าลืมว่าพวกเราไปในฐานะผู้ท้าชิง ดังนั้นต่อให้ระดับผู้อาวุโสของสถาบันฯ จะต้อนรับขับสู้พวกเราเป็นอย่างดี แต่ให้หมู่ศิษย์ก็อาจมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่พอใจการมาของพวกเจ้า…” เฉียงฟางจุน เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“ถูกต้องแล้ว… สำคัญกว่านั้นคือเมื่อวันก่อน ทางสถาบันฯ ได้มีการประกาศเรื่องใหญ่ที่โด่งดังไปทั่วยุทธภพ เกี่ยวกับการที่ศิษย์สถาบันฯ คนหนึ่งสามารถพิชิตมหาขุมทรัพย์ได้เป็นผลสำเร็จ แม้จะไม่มีการประกาศนามอย่างชัดเจน แต่ก็มีข่าวลือหลุดออกมาว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นมีนามว่า กังเฉิง และได้กลายเป็น 1 ใน 4 มังกรรุ่นเยาว์ ที่อยู่ข้างกายราชันย์รุ่นเยาว์…
เรื่องนี้นอกจากจะทำให้สถาบันฯ ถูกยกระดับความยิ่งใหญ่ขึ้นมาอย่างมหาศาลแล้ว แต่ในทางกลับกันมันก็อาจก่อให้เกิดสงครามได้เช่นเดียวกับ จากกลุ่มคนที่ประสงค์ช่วงชิงมหาขุมทรัพย์ที่ได้มา… นั่นจึงทำให้การเดินทางไปสถาบันฯในครั้งนี้ ทวีความอันตรายขึ้นไปอีกหลายเท่าจากเดิม พวกเจ้าทุกคนต้องระวังตัวเอาไว้ให้ดี อย่าพยายามออกไปนอกสายตาของพวกเราสองคน…” เตียมู่หยง กำชับเรื่องนี้เป็นสำคัญ
เหล่าผู้เยาว์ทั้งสิบ สัมผัสได้ถึงความอันตรายผ่านคำพูดและความรู้สึกเหล่านั้น…