อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 35 เจ้าเมือง ฉีเฟยเทียน
ตอนที่ 35
“!!!!!!!!!!!!” ชายชราเบิกตากว้างขึ้น…
“ไอหนู… ทำไมเจ้าทราบได้ ว่าข้าเป็นเจ้าเมือง?!”
ซุน กวาดสายตามองไปรอบ ๆ สวนแห่งนี้ทั้งรอยยิ้ม…
“ดูมือปราบพวกนั้นสิ ทุกคนแต่งกายได้เรียบร้อยเกินกว่ามือปราบทั่วไปในเมือง อาภรณ์ไม่มีแม้แต่รอยยับใด ๆ ให้มองขัดตา… เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนนี้ที่ผู้เยาว์เดิมผ่านมา ก็ไม่ได้แตกต่างกัน ทุกผู้ทุกคนมิเว้นหญิงชาย ล้วนแล้วแต่สวมใส่อาภรณ์ที่เรียบร้อย สะอาดสะอ้านจนผิดบุคลิกบ่าวไพร่ทั่วไปในเรือนอื่น…
ทั้งเครื่องเรือนต่าง ๆ และสิ่งของประดับในเรือน ก็ล้วนแล้วแต่เป็นระเบียบจนไร้ที่ติ… สิ่งนี้เป็นการบ่งใบ้ว่าผู้นำตระกูล ฉีเฟยหลง เจ้าของเรือนแห่งนี้ เป็นคนที่เข้มงวดอย่างยิ่ง สร้างมาตรฐานของตัวเรือนให้มีระเบียบสูงล้ำ ข้าที่เป็นแขกชั้นสามัญ แต่งกายไม่เหมาะสม ยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในเรือนเลยด้วยซ้ำ…
แต่ทว่า… ตัวท่านกลับเป็นเพียงผู้เดียวที่ข้าพบเห็นว่าแต่งกายซอมซ่อ อาภรณ์ขาดวิ่นในบางจุด มันดูเป็นการจงใจปกปิดสถานะแท้จริง ต่อผู้ที่พบเห็นมากเกินไป… สำคัญกว่านั้น แม้อาภรณ์ที่สวมใส่จะดูไร้ราคา หากแต่รองเท้าที่ท่านสวมนั้น นอกจากจะมิใช่รองเท้าผ้าสามัญแล้ว ยังเป็นรองเท้าหนังสัตว์ที่มีราคาสูงมาก ไม่ใช่สิ่งที่บ่าวไพร่ชราผู้หนึ่งจะมีใส่ได้…
เส้นผมของท่าน มีรอยยุบเหนือใบหูรอบ ๆ ศีรษะ บ่งบอกว่านั่นคือรอยหมวกที่สวมอยู่นิจ… ซึ่งผู้ที่จะใส่หมวกจนมีรอยลักษณะนี้ มีเพียงขุนนางเท่านั้น และยังเป็นขุนนางชั้นสูงอีกด้วย… นี่คือทั้งหมดที่ข้าใช้พิจารณา และคาดว่าท่านคือเจ้าเมืองฉี…”
“!!!!!!!!!!!” ชายชราเบิกตากลมโตมากยิ่งกว่าเดิม
“เพียงรายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้เนี่ยนะ?! เจ้าก็เจาะจงตัวข้าได้แล้ว!!”
เด็กหนุ่มเผยรอยยิ้ม ก่อนจะพยักหน้าตอบรับเบา ๆ
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!” สุดท้ายชายชรามิอาจกลั้นเสียงหัวเราะที่กังวาน
“ยอดเยี่ยมมาก!! ยอดเยี่ยมจริง ๆ ตัวข้าชื่นชอบที่จะแอบแฝงปกปิดตัวตน ลอบเดินเล่นในเมืองก็บ่อยครั้ง โดยเฉพาะกับคนแปลกหน้าที่โผล่เข้ามาในเรือนแห่งนี้ หมายจะแสร้งให้ประหลาดใจเล่น… แต่ข้าก็เพิ่งจะเคยเจอเจ้านี่แหละ ที่สามารถบ่งชี้ตัวตนของข้าได้ตั้งแต่แรกเจอ
พลังในการสังเกตและวิเคราะห์ ช่างน่ากลัวดีแท้…
ถูกต้อง… ข้าคือเจ้าเมืองบุบผาแดง นามว่า ฉีเฟยเทียน”
ซุน ประสานมือโค้งตัวสุภาพตอบรับคำชม จากนั้นจึงหยิบยื่นเต้าสุรา…
“ท่านเจ้าเมืองฉี คงเคยลิ้มรสสุราในใต้หล้ามาไม่น้อย… หวังว่าสุราในเต้านี้จะถูกปากท่าน…”
ฉีเฟยเทียน แน่นิ่งชั่วครู่ กลิ่นของสุราที่คละคลุ้ง มันทำให้ผู้ชื่นชอบสุรายากจะหักห้ามใจ กว่าจะรู้สึกตัวก็ยื่นมือออกไปรับเต้าสุราของเด็กหนุ่มเข้าเสียแล้ว… ช่วงจังหวะนั้น เหล่ามือปราบ ภายในสวนต่างวิ่งกรูกันเข้ามา…
“ท่านเจ้าเมือง!! ไม่โปรดอย่าทำเช่นนั้น สุรา นั่นยังไม่ผ่านการตรวจสอบด้วยเข็มเงิน อาจมีพิษเจือปนอยู่ภายในก็เป็นได้… เด็กผู้นี้ยังมิทราบหัวนอนปลายเท้าแน่ชัด” มือปราบ กล่าวทักขึ้นทันที
ชายชรา เหล่ตามองไปยังเหล่ามือปราบ…
“หุบปากน่า… หากเจ้าเด็กคนนี้มีที่มาน่ากังวลจริง ๆ มีหรือที่ พ่อบ้านฉี และหลานสาวข้าจะพาเจ้าเด็กนี่เข้ามาในเรือน?! นอกจากพวกเจ้าจะไม่เชื่อมั่นสายตาของ พ่อบ้านฉี แล้ว ยังดูแคลนสายตาข้าด้วยงั้นหรือ?”
เหล่ามือปราบผงะไปเล็กน้อย ก่อนจะประสานมือขออภัย ถอยกลับไปประจำตำแหน่ง… ฉีเฟนเทียน สูดดมกลิ่นสุรา ใบหน้าปลื้มปริ่มก่อนจะยกดื่มเสียหนึ่งคำเป็นเป็นการลิ้มลอง… ดวงตาของชายชราเบิกโพรงขึ้นในทันทีเมื่อสุราไหลลงลำคอ…
“สุราแสงจันทร์ แห่งทวีปเต่าทมิฬ!!”
ซุน เผยรอยยิ้มขึ้นทันที…
“สมเป็นท่านเจ้าเมืองฉี ผู้ที่ยิ่งใหญ่จนเป็นที่ครั่นคร้ามไปทั่วทวีปพยัคฆ์ขาว ภูมิความรู้ของท่านช่างกว้างขวางดุจมหาสมุทร เพียงสุราคำเดียว ยังสามารถบ่งบอกที่มา และนามของมันได้แม่นยำ”
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! อย่าเยินยอข้านักเลย ที่น่าตกใจมิใช่เรื่องที่ข้าคาดเดาได้ แต่เป็นเรื่องที่เด็กอย่างเจ้ามีสุราที่หาได้ยากยิ่ง บนทวีปพยัคฆ์ขาวแห่งนี้ต่างหาก!! ครั้งสุดท้ายที่ข้าได้ลิ้มรส สุราแสงจันทร์ แห่งทวีปเต่าทมิฬ ก็เกือบ 2 ปีมาแล้ว ในงานประชุมเหล่าเจ้าเมืองที่พระราชวังไป๋หู่
สุรานี้มิใช่สิ่งที่จะสามารถพบเจอได้ ต่อให้เป็นในตลาดมืดก็นาน ๆ จึงจะปรากฏให้เห็น… เนื่องด้วยขุมกำลังเดียวที่สามารถบ่มหมักสุรานี้ คือ พรรคเสี้ยวจันทรา ที่โด่งดังของทวีปเต่าทมิฬ มีปริมาณจำหน่ายที่ถูกจำกัดไว้ในทุก ๆ ปี…
แล้วเหตุใดเจ้าถึงมีมันได้?! อีกทั้งยังดื่มด่ำราวกับเป็นสุราสามัญเช่นนี้ ดูจะไม่เสียของไปหน่อยหรือ…” ฉีเฟยเทียน เอ่ยถามขึ้น
ซุน ยกมุมปากสูงขึ้นอีกครั้ง…
“ปรมาจารย์สุราในอดีต ได้เคยกล่าวไว้ว่า… [ สิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่าสุรา ก็คือความรู้สึกแรกพบของสหายสุรา ] เพราะความรู้สึกแรกพบนั้น เราไม่อาจทำให้มันหวนกลับคืนมาได้เป็นครั้งที่สอง ดังนั้นนี่ถือเป็นการพบเจอกันครั้งแรกระหว่าง ท่านเจ้าเมืองฉี กับตัวข้า ใยสุราสามัญจะเหมาะสมในการร่ำสุราระหว่างเรา?!”
ชายชราเบิกตากว้างขึ้นทันที ก่อนจะมิอาจอดกลั้นเสียงหัวเราะได้อีกครั้ง… ตบมือลงที่ไหล่ของเด็กหนุ่มเบา ๆ
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ไอหนู ดูท่าข้าจะชอบเจ้าจริง ๆ เข้าแล้ว ไม่เคยมีใครอ้างตัวเป็นสหายข้า ตั้งแต่พบเจอกันครั้งแรกมาก่อน ก็เพิ่งจะมีเจ้านี่แหละ!!”
“ไหนเลยที่ผู้เยาว์จะอาจเอื้อมเทียบตนเป็นสหายท่าน ผู้เยาว์เพียงยกขึ้นเปรียบเปรยเท่านั้นเอง…” เด็กหนุ่ม กล่าวพลางเกาศีรษะตนเองเบา ๆ ก้มศีรษะนอบน้อม…
หนึ่งเด็กหนุ่ม หนึ่งผู้ชรา ที่เพิ่งจะพบเจอกันครั้งแรก ร่ำสุรากันแต่หัววันภายในสวน เสียงหัวเราะดังขึ้นมิขาดสาย โดยเฉพาะเมื่อ ฉีเฟยเทียน เริ่มกึ่ม ๆ ได้ที่ ก็เริ่มเล่าเรื่องความซุกซนของหลานสาวเมื่อครั้งเยาว์วัย…
ไม่นานนัก ฉีจิ้นฝู และ ฉีลู่ชิง ก็เดินตรงมาที่สวนแห่งนี้ พร้อมกับบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่ง ซึ่งมีใบหน้าและท่าทีที่องอาจน่าเกรงขาม อาภรณ์ยังปักสัญลักษณ์ตระกูลฉีด้วยดิ้นทองสง่างาม ดูชัดเจนอย่างยิ่ง ว่าคนผู้นี้คงเป็นใครไปมิได้ นอกจากผู้นำตระกูลฉีคนปัจจุบัน ฉีเฟยหลง…
ทั้งสามเต็มไปด้วยความประหลาดใจ เมื่อพบว่า ซุน และ ฉีเฟยเทียน กำลังร่ำสุราด้วยเสียงหัวเราะ ทั้งชายชราที่เป็นถึงเจ้าเมือง ยังกอดคอเด็กหนุ่มดุจสหายผู้หนึ่ง…
“นั่นหรือ?! เด็กหนุ่มที่เจ้าบอก”
พ่อบ้านฉี ใบหน้าบิดงอเล็กน้อย เมื่อ ฉีเฟยหลง เอ่ยถาม…
“ใช่แล้วนายท่าน...”
ฉีเฟยหลง ถอนหายใจ…
“ดูท่าพวกเราคงไม่ต้องไปสอบถามความเห็นกับท่านพ่ออีกแล้วกระมัง?! ว่าจะยอมช่วยเหลือเด็กคนนั้นหรือไม่… ถึงแม้ท่านพ่อจะมีนิสัยประหลาดไปเสียบ้าง แต่ก็ไม่บ่อยครั้งนักที่จะดูท่านหัวเราะชอบใจเช่นนี้…”
เมื่อเข้าไปใกล้ ฉีลู่ชิง ก็เริ่มใบหน้าแดงก่ำขึ้น เพราะนางเริ่มได้ยินปู่ของนาง กำลังเล่าเรื่องสมัยเด็กของนางให้ ซุน ได้ฟัง… นางรีบวิ่งตรงเข้าไปมิอาจปล่อยให้เรื่องราวน่าอายเช่นนั้นหลุดรอดออกไปได้ โดยเฉพาะกับเด็กหนุ่มที่พร้อมจะเปลี่ยนทุกอย่างเป็นอาวุธ และรับมือได้ยากยิ่งเฉกเช่น ซุน…
“ท่านปู่!! หลานบอกแล้วยังไง ว่าอย่าได้เล่าเรื่องเช่นนั้นออกไป!!” นางกล่าวขึ้น พลางวิ่งไปเขย่าแขนชายชราด้วยท่าทีไร้เดียงสา ซึ่ง ซุน ไม่เคยมีโอกาสได้เห็นหญิงสาวในสภาพเช่นนี้ หากอยู่ที่นอกเรือน อดไม่ได้ที่จะยิ้มย่องในใจ
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!” ฉีเฟยเทียน หัวเราะชอบใจตามประสาผู้ชรา
เมื่อ ฉีเฟยหลง เดินเข้ามาใกล้… ซุน ก็สัมผัสถึงรัศมียอดฝีมือได้ในทันที สายตาของ ฉีเฟยหลง นอกจากจะคมกริบน่ากลัวแล้ว ยังเหมือนว่าจะสามารถมองทะลุผ่านจิตใจผู้คนได้ เป็นความสามารถที่สมเป็นผู้นำตระกูลชนชั้นพิเศษ ซึ่งครอบครองป้ายทองแดง…
ไม่น่าแปลกใจเลย ที่ ฉีเฟยเทียน ตัดสินใจยกตำแหน่งผู้นำตระกูลให้กับ ฉีเฟยหลง ตั้งแต่ยังหนุ่มแน่น ทั้งหมดเพราะเชื่อมั่นในความสามารถของบุตรชายผู้นี้… เด็กหนุ่ม รีบลุกยืนโดยพลัน ประสานมือโค้งตัวอย่างสุภาพ…
ฉีเฟยหลง เหลือบมอง ซุน เล็กน้อย ก่อนที่สายตาจะหรี่แคบลง…
“ชนชั้นลมปราณสีครามขั้นที่ 2 ? น่าตกใจจริง ๆ ที่เจ้าเคยช่วยชีวิตบุตรสาวข้า… ยังไงก็ขอขอบคุณในเรื่องนั้นด้วยก็แล้วกัน ส่วนเรื่องที่เจ้าร้องขอ ก็คงต้องให้บิดาข้าเป็นผู้ตัดสินใจ…”
พ่อบ้านฉี เข้ามาอธิบายเรื่องราวของ ซุน ที่ต้องการติดต่อกับ เตียมู่หยง แห่งสำนักสายลมประจิม… ด้านชายชราเมื่อได้ยินได้ฟัง ก็ตกใจเล็กน้อย ตนสนิทกับ เตียมู่หยง พอสมควร รู้ดีว่าคนผู้นี้มีสหายไม่มากนัก และไม่เคยได้ยินมาก่อน ว่า เตียมู่หยง จะมีสหายเป็นเหล่าซือชราตามชนบท จึงค่อนข้างประหลาดใจ หันมองมายัง ซุน สลับกับ สุราแสงจันทร์ ในมือ…
“ไอหนู… เจ้าบอกว่า สุราแสงจันทร์นี้ เป็นของอาจารย์เจ้า การที่จะมีสุราแสงจันทร์ในครอบครองได้ ไม่น่าที่จะเป็นเหล่าซือชราตามชนบทรกร้าง เว้นเสียแต่ว่า…” ฉีเฟยเทียน กดหัวคิ้วลงต่ำ
ซุน แสดงท่าทีกระอักกระอ่วนลังเลใจ…
หันมองผู้คนที่อยู่รอบ ๆ ด้วยสายตาเป็นกังวล…
ฉีเฟยเทียน ก็ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณ…
“พวกเจ้าทุกคนกลับไปก่อน รวมถึงมือปราบรอบ ๆ สวนนี้ด้วย ข้าต้องการคุยกับเจ้าเด็กนี่ตามลำพัง…”
เมื่อเป็นคำสั่งของ ฉีเฟยเทียน แม้แต่ผู้นำตระกูลอย่าง ฉีเฟยหลง ก็ยังต้องปฏิบัติตาม… ทำให้ทุกคนก้าวออกจากพื้นที่ในสวนแห่งนี้แต่โดยดี จนเหลือเพียงแค่ ซุน และ เจ้าเมืองฉี เท่านั้น…
“เอาล่ะ ตอนนี้เหลือเพียงแค่เจ้ากับข้าแล้ว หากเจ้ายอมเล่าความจริง ข้าก็จะยอมติดต่อไปยัง เตียมู่หยง ให้กับเจ้า… ไม่ต้องกลัวว่าข้าจะแพร่งพรายความลับใด ๆ ข้าอายุปูนนี้แล้ว อีกไม่นานก็คงถอนตัว เพื่อสละตำแหน่งทั้งหมด
ข้าเพียงแค่สงสัยเท่านั้น ว่าเหล่าซือของเจ้าเป็นใครกันแน่?!”
ซุน เหลือบมองชายชรา…
“ผู้เยาว์ว่า ท่านเจ้าเมืองฉี น่าจะพอคาดเดาได้แล้วกระมัง? เพราะเมื่อ 2 เดือนก่อน ผู้อาวุโสเตียและหลานสาว แวะมาเยี่ยมเยือนท่านที่เมืองนี้… หากท่านเป็นคนรู้จักของเหล่าซือเช่นกัน และเป็นคนที่ผู้อาวุโสเตีย ไว้วางใจมากพอ ก็น่าจะมีการกล่าวถึงเหล่าซือของข้า…”
ฉีเฟยเทียน เผยรอยยิ้ม…
“หึหึ… ไม่ยอมเอ่ยปากตรง ๆ แต่เลือกให้ข้าคาดเดาเอาเอง เพื่อที่จะพิจารณาความน่าเชื่อถือของตัวข้าอีกทอดหนึ่งงั้นสิ… เจ้านี่มันช่างเป็นเด็กหนุ่มที่ร้ายกาจเสียจริง ไม่คิดว่า เหยาหมิง จะสั่งสอนศิษย์ได้ดีถึงเพียงนี้…”
ซุน แม้จะจิตใจสั่นสะท้านเมื่อได้ยินนามของ เหยาหมิง ออกจากปากของ ฉีเฟยเทียน แต่อากัปกิริยาภายนอกยังคงนิ่งสงบ ไม่แสดงพิรุธใด ๆ มิเช่นนั้นก็จะเสมือนเป็นการตอบรับในทันที…
ชายชรา เห็นว่าเด็กหนุ่ม ยังไม่ยอมเปิดเผย จึงจำต้องกล่าวต่อ…
“เหยาหมิง มีฉายาในยุทธภพว่า เซียนเมรัย ทั้งยังเป็นอดีตเทพปรมาจารย์แห่งทวีปเต่าทมิฬ… ดังนั้นหากจะมี สุราแสงจันทร์ เก็บรักษาไว้ย่อมมิใช่เรื่องแปลก... เมื่อสองเดือนก่อน เตียมู่หยง ได้บอกกับข้าว่า ก่อนหน้านี้ได้แวะเวียนเยี่ยมเยือนสหายเก่าอย่าง เหยาหมิง แต่ก็ไม่ได้ระบุตำแหน่งหรือสถานที่ใด ๆ หากเจ้าต้องการให้ข้าคาดเดา ข้าก็นึกออกเพียงแค่ชื่อของ เหยาหมิง เท่านั้น…”
ซุน ได้ยินเช่นนั้น ก็เริ่มใจชื้นขึ้น… หาก เตียมู่หยง ไม่ไว้ใจ ฉีเฟยเทียน ไหนเลยที่จะกล่าวเล่าเรื่องของอาจารย์ออกไป เด็กหนุ่ม จึงค่อย ๆ ยกสุราขึ้นกระดกคำหนึ่ง ก่อนถอนหายใจเบา ๆ
“ถูกต้องแล้ว ท่านเจ้าเมือง… ข้ามีนามว่า ซุน เป็นผู้สืบทอดของอาจารย์ เหยาหมิง…”
………………………………………..