อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 39 ขวานวายุตระกูลซ่ง
ตอนที่ 39
“เช่นนั้นพวกท่าน ก็สอนเพลงขวานวายุตระกูลซ่ง ให้กับข้าสิ…”
“!!!!!!!!!!” ทุกคนโดยรอบที่ได้ยินพลันเบิกตากว้างขึ้น
“อย่าบอกนะว่าเจ้าคิดจะใช้เวลา 10 วันนี้ ร่ำเรียนเพลงขวานวายุตระกูลซ่ง?!”
ซุน พยักหน้าตอบรับ
“ถูกต้องตามนั้น… จะมากน้อยเพียงใด ข้าจะใช้เพียงเพลงขวานวายุในการต่อสู้เท่านั้น เพื่อที่จะสร้างภาพลักษณ์ในฐานะตัวแทนสำนักเพลงขวานวายุ ข้าไม่กล้ารับปากว่าจะก้าวไปถึงระดับใด แต่ขอรับปากว่าจะฝึกฝนและต่อสู้อย่างสุดความสามารถ”
ทุกคนได้ยินเช่นนั้น ก็ล้วนอึ้งไปเล็กน้อย… จวบจนกระทั่งหนึ่งในสมาชิกตระกูลซ่ง เป็นร่างผอมพกพาขวานเล็กคู่ แสดงสีหน้าไม่พอใจในเรื่องนี้อย่างยิ่ง…
“เหลวไหล!! ฝึกฝนแค่ 10 วันแล้วขึ้นประลองเนี่ยนะ เจ้าจะไม่ดูแคลนเพลงขวานวายุของตระกูลเราเกินไปหน่อยหรือ!! อย่าว่าแต่ 10 วันเลย พวกเราฝึกฝนกับร่วมสิบปีก็ยังไม่มีความแตกฉานที่สมบูรณ์!!”
ซุน ขมวดคิ้วเล็กน้อย…
“ข้ารู้ว่าสิ่งที่พูดออกไปอาจเป็นคำพูดที่ฟังดูเย่อหยิ่ง หากแต่มันมิใช่การดูแคลนอย่างแน่นอน... ใยมิรอดูผลลัพธ์ของการฝึก ก่อนจะติติงทั้งที่ยังไม่เห็นความสามารถของข้าเล่า?!”
สายตาของ ซุน และชายร่างผอม จดจ้องเขม่นกัน…
จนชายชรา จำต้องแทรกแซงเข้ามาห้ามปราม…
“เอาล่ะ ใจเย็น ๆ กันก่อน... หยวนเจ๋อ เจ้าก็อย่าเพิ่งไปดูแคลน ซุน มันนัก แม้เวลา 10 วันจะไม่นาน แต่ก็มากพอจะฝึกให้ชำนาญ 1-2 กระบวนท่า เพลงขวานวายุ ไม่ได้มีรูปแบบเคล็ดวิชาที่ซับซ้อน ขอเพียงมีพละกำลังมากพอก็เริ่มฝึกได้ทันที
แต่หากใน 10 วันนี้ ซุน ไม่อาจเรียนรู้ได้เลยแม้สักกระบวน พวกเราก็จะถอนตัวออกจากการประลองไม่ขอเข้าร่วม… ในวันสุดท้าย ข้าจะให้เจ้าเป็นผู้ประเมินความสามารถของ ซุน ด้วยตนเอง ตกลงหรือไม่?!”
ชายร่างผอม นามว่า ซ่งหยวนเจ๋อ… คนผู้นี้บรรลุชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 5 ในวัย 30 ปี จัดว่ามีความสามารถสูงผู้หนึ่ง แต่เพราะรูปร่างและพละกำลังไม่เอื้ออำนวย จึงไม่อาจฝึกฝนเพลงขวานวายุตระกูลซ่งได้ ทว่าเจ้าตัวก็มิได้ยอมแพ้ฝึกฝนเพลงขวานคู่ขนาดเล็กโดยดัดแปลงมาจากเพลงขวานวายุ สร้างรูปแบบที่เหมาะสมของตนเองได้จนสำเร็จ ถือเป็นความพยายามที่ยอดเยี่ยม
นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ ซ่งหยวนเจ๋อ มองเพลงขวานวายุเปรียบดังขุนเขาที่ตนมิอาจก้าวข้าม… ไม่แปลกเลยที่เมื่อ ซุน กล่าวออกมาว่าจะฝึกฝนเพียง 10 วันก่อนขึ้นประลอง จะรู้สึกเหมือนกับว่าเป้าหมายของตนเองถูกดูหมิ่นดูแคลน…
ซ่งหยวนเจ๋อ ถอนหายใจหนักหน่วง…
“สุดแล้วแต่ท่านผู้เฒ่า…”
ซ่งไห่เฟิง หันมองมายัง ซุน ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม…
“ไอหนู… เจ้าแน่ใจแล้วนะ?! หากเจ้าฝึกฝนด้วยความเหลาะแหละ ก่อนขึ้นประลองจริงเจ้าอาจถูก ซ่งหยวนเจ๋อ ดับรัศมีตั้งแต่แรกเลยก็เป็นได้ ดังนั้นทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับความสามารถของเจ้า…”
ซุน ประสานมือโค้งตัวสุภาพ…
“ผู้เยาว์จะพยายามสุดความสามารถ…”
“เช่นนั้นตามข้ามานี่…” ชายชรา นำพา ซุน ไปยังลานฝึกยุทธตระกูลซ่ง ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปด้านในสุด เหตุผลก็เพราะแต่เดิมนั้น เคล็ดวิชาประจำตระกูลของทุกตระกูลล้วนต้องเก็บซ่อนเป็นความลับ ฉะนั้นการฝึกก็จำต้องมีในที่ลับตา หวั่นเกรงว่าจะถูกศัตรูสอดแนม
แต่หากคิดจะเปิดสำนัก ก็ย่อมต้องหาทางเปิดเผยเคล็ดวิชาให้แพร่หลายออกไปให้กว้างไกลที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้เหล่าศิษย์สำนัก ยิ่งมียอดฝีมือใช้เคล็ดวิชาของสำนัก ชื่อเสียงก็จะยิ่งระบือไกล... มันจึงเป็นความแตกต่างระหว่างวรยุทธของตระกูล และวรยุทธของสำนัก…
เมื่อมาถึงลานฝึกยุทธ ซุน อดที่จะตกตะลึงไม่ได้ เพราะมันเป็นพื้นที่ส่วนเดียวภายในตระกูลซ่งที่สะอาดสะอ้านผิดกับพื้นที่ในส่วนอื่น ๆ มีร่องรอยการฝึกฝนอยู่เป็นนิจ พื้นศิลาถูกออกแบบมาอย่างแข็งแกร่ง เนื่องด้วยศาสตราประจำตระกูลนั้นเป็นขวานที่หนักและทรงพลัง ไม่แปลกใจเลยที่พื้นศิลาแห่งนี้จะแข็งแกร่งยิ่งกว่าศิลาสามัญหลายร้อยเท่า…
ยังมีแท่นศิลาขนาดเทียบเท่าตัวคนหลายสิบก้อนที่เต็มไปด้วยรอยบิ่น คาดว่าคงใช้เป็นเป้านิ่งในการร่ายรำฟาดฟันเพลงขวาน... อุปกรณ์ทุกอย่าง ณ ที่แห่งนี้ ดูมีคุณภาพมากกว่าเครื่องเรือนด้านนอกเสียอีก บ่งบอกว่าแม้ตระกูลซ่งจะตกต่ำลง แต่ตระกูลซ่งยังทุ่มเทให้กับการฝึกฝนไม่ขาดสาย…
“เป็นลานฝึกที่ดีจริง ๆ สมเป็นตระกูลซ่ง…” มือปราบมู่ ยังอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชม
ซุน มองเห็นขวานศิลาขนาดใหญ่ 4 เล่ม ปักอยู่บนแท่นศิลา… มันเป็นขวานหนักไร้คม เพียงมองดูก็รู้ว่าใช้สำหรับฝึกฝน จึงอดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไปเรียบเคียง ซุน ค่อย ๆ ใช้มือจับด้ามขวานเล่มขวาสุดที่ใกล้ตัว…
หนัก…
นั่นคือสัมผัสแรกที่ ซุน รู้สึก กำลังแขนเพียงข้างเดียว ไม่อาจขยับขวานเล่มนี้ได้แม้แต่กระผีกเดียว จึงตัดสินใจใช้มือทั้งสองข้างกำด้ามขวานอย่างแนบแน่น รีดเค้นพลังจากทั่วร่างจนเส้นโลหิตปูดบวม ใบหน้าแดงก่ำ
ทว่า… ก็ยังมิอาจขยับขวานเล่มนี้ได้!!
สมาชิกตระกูลซ่ง นอกเหนือจาก ซ่งไห่เฟิง และ ซ่งจื่อฮุ่ย ตามพากันหัวเราะขบขัน… จนทำให้หญิงสาวอดไม่ได้ ต้องเดินเข้ามาสะกิดบอก...
“ซุน… ขวานทั้ง 4 เล่มใช่ว่าจะสามารถใช้งานได้ทุกเล่ม เพราะมันถูกไล่เรียงน้ำหนักตามแต่ความแข็งแกร่งของผู้ที่ฝึกฝน โดยเริ่มจากน้ำหนักน้อยที่สุดทางด้านซ้าย ถือเป็นขวานระดับที่ 1 จนมาถึงน้ำหนักมากที่สุดในเล่มด้านขวา ที่เจ้ากำลังจับอยู่ตอนนี้ ถือเป็นขวานระดับที่ 4”
เด็กหนุ่ม ขมวดคิ้วขึ้น… ก่อนจะปล่อยมือจากขวานระดับที่ 4 ขยับไปยังเล่มซ้ายสุดในระดับที่ 1 ซึ่งขวานศิลาไร้คมเล่มนี้ถูกยกลอยขึ้นได้ในทันที!! แม้จะรู้สึกหนัก ๆ ติดขัดอยู่บ้าง หากแต่ก็เพียงพอที่จะกวัดแกว่ง ประเมินน้ำหนักดูแล้วคงราว ๆ 100 ชั่ง(50 กก.) หากเป็น ซุน ในช่วงที่ยังไม่มีพื้นฐานลมปราณ คงไม่อาจยกขึ้นได้ถ้าไม่ใช่ร่างทรงมหิงสา(กระทิง) เข้าเสริมกำลัง…
ซุน พยายามกวัดแกว่งขวานเล่มนี้ แม้จะค่อนข้างยากจากน้ำหนักของมันแต่ก็เหมาะสมที่จะใช้ฝึกฝน… ซุน จดจำได้ทันทีว่าขวานเล่มนี้ เป็นขวานเล่มเดียวกับที่เห็น ซ่งจื่อฮั่ว ใช้ฝึกฝนยามค่ำคืน การที่นางสามารถกวัดแกว่งขวานที่หนักพอ ๆ กับน้ำหนักตัวของนางได้ ติดต่อกันหลายชั่วยาม แสดงให้เห็นถึงความพยายามอันสูงล้ำที่แม้แต่ ซุน ยังอดชื่นชมไม่ได้…
ซุน วางขวานศิลาระดับที่ 1 และเลื่อนมาจับยังขวานศิลาระดับที่ 2 เด็กหนุ่มกดหัวคิ้วลงต่ำทันที กำลังแขนข้างเดียว ทำได้เพียงขยับเขยื้อนแต่ไม่อาจยกขึ้น จึงต้องใช้กำลังจากแขนทั้งสองข้าง ยกปลายขวานให้ลอยสูง แต่ได้เพียงแค่ 1 คืบเท่านั้น กล้ามเนื้อทั่วร่างก็แทบจะปริแตกออกมา จึงตัดสินใจวางมันลง พร้อมหายใจหอบหนัก…
“หากไม่ใช้การทรงร่างมหิงสา ก็คงยากที่จะกวัดแกว่งขวานระดับ 2 นี้ได้งั้นสินะ น้ำหนักของมันคงไม่ต่ำกว่า 400 ชั่ง(200 กก.)” ซุน เริ่มมองเห็นขอบเขตการฝึกของตนเองแล้ว… ในเมื่อขวานศิลาระดับ 2 ยังหนักถึงเพียงนี้ จึงไม่แปลกเลยที่ขวานระดับ 4 เล่มแรกที่จับต้องนั้น ซุน ไม่อาจขยับมันได้สักนิด แม้จะใช้พลังกายทั้งหมด…
“ขวานศิลาระดับ 3 มีน้ำหนักอยู่ที่ 1,000 ชั่ง(500 กก.) และความระดับ 4 มีน้ำหนักมากถึง 2,000 ชั่ง(1 ตัน) ไม่ใช่ระดับที่ผู้ฝึกยุทธสามัญ จะสามารถยกมันขึ้นมาได้…” ซ่งจื่อฮุ่ย อธิบาย
“!!!!!!!!!” ซุน เบิกตากว้างทันที
“2,000 ชั่ง!! บ้าไปแล้ว น้ำหนักขนาดนั้นใครเล่าจะสามารถใช้งานมันได้”
หญิงสาว เผยรอยยิ้มเจือจาง แต่ก็มิได้กล่าวอันใด…
ในตอนนั้นเองที่ ซ่งไห่เฟิง ก้าวเดินเข้ามา…
“เพลงขวานวายุตระกูลซ่ง… มีรูปแบบการฝึกฝนที่ไม่ยากเย็นนัก เคล็ดวิชานี้มีเพียงแค่ 4 กระบวนท่าเท่านั้น ทั้งยังเป็นกระบวนท่าที่แสนสามัญ หากแต่การฝึกจนชำนาญกลับมิใช่เรื่องง่าย โดยเคล็ดวิชาถูกแบ่งออกเป็น [ปัดกวาด] [ฟาดฟัน] [ตั้งมั่น] และ [บดทำลาย]
ความแข็งแกร่งของเคล็ดวิชาขวานวายุ มิได้ชี้วัดแต่เพียงพื้นฐานลมปราณเท่านั้น แต่มันขึ้นอยู่กับ น้ำหนักของตัวขวานเป็นหลักอีกด้วย!! ยิ่งเจ้าใช่ขวานที่มีน้ำหนักมากเท่าใด พลังทำลายก็จะยิ่งมหาศาลตามไปด้วย แม้เจ้าจะยังมีพื้นฐานลมปราณด้อยกว่าศัตรู แต่น้ำหนักขวานที่มหาศาล ยังสามารถทำลายปราณคุ้มกันของศัตรูที่ยากจะเอาชนะได้ ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว…”
ซุน เริ่มสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ในเคล็ดวิชา
รู้สึกขนลุกชูชันด้วยความตื่นเต้น…
“แต่ทว่า… สิ่งที่กล่าวคือจุดเด่นของเคล็ดวิชาเท่านั้น เพลงขวานวายุยังมีจุดอ่อนสำคัญอยู่ นั่นคือความเชื่องช้า และความที่มันไร้ซึ่งการพลิกแพลง จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้มันอ่อนด้อยในการใช้ต่อสู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งในการประลอง ต่อให้มีการโจมตีที่ทรงพลังเพียงใด แต่หากไม่อาจโจมตีถูกศัตรูตัวได้ ก็ย่อมไร้ความหมาย…
เจ้าเคยได้ยินเรื่องหลักการแห่งศาสตราหรือไม่?!” ชายชราเอ่ยถาม
ซุน ได้แต่ส่ายหน้าเบา ๆ เพราะมิใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธ
“หลักการแห่งศาสตรา คือรูปแบบอันเหมาะสมของศาสตราประเภทต่าง ๆ แบ่งออกตามหลักการของ [จริง] และ [ลวง]… เหตุผลที่กระบี่เหมาะสมกับการประลองตัวต่อตัวมากที่สุด เป็นเพราะหลักการของกระบี่คือ จริง 3 ลวง 7 สามารถสร้างความพลิกแพลง ที่ทำได้ร้อยพันหมื่นแปรตามแต่ความชำนาญของผู้ใช้
ยิ่งศาสตราชิ้นใดมีอำนาจ [ลวง] มากเท่าใด พลังในการต่อสู้แบบหนึ่งต่อหนึ่งก็จะมากตามไปด้วย แต่มันจะไม่เหมาะสำหรับการเผชิญหน้ากับศัตรูจำนวนมาก ที่จำเป็นต้องใช้ [จริง] เพื่อเข้าปะทะ…
หลักการของศาสตราประเภทดาบคือ จริง 5 ลวง 5 เป็นศาสตราที่มีความสมดุลมากที่สุด ทั้งการต่อสู้ตัวต่อตัว และการต่อสู้กับศัตรูจำนวนมาก… หลักการของศาสตราประเภท หอก ง้าว ทวน คือ จริง 7 ลวง 3 มีพลังในการเผชิญหน้าศัตรูจำนวนมากเป็นหลัก แต่อ่อนในการต่อสู้ตัวต่อตัว เพราะพลิกแพลงล่อลวงได้น้อยกว่าดาบและกระบี่…” ซ่งไห่เฟิง อธิบายถึงหลักการแห่งศาสตรา
ซุน ขมวดคิ้วเล็กน้อย…
“เช่นนั้นศาสตราประเภท ขวาน เล่า?! มีหลักการอย่างไร?!”
ชายชราเผยรอยยิ้มเจือจาง…
“จริง 10 ไม่มีลวง…”
“!!!!!!!!!” ซุน เบิกตากว้างตกตะลึง…
จังหวะนั้น ซ่งไห่เฟิง หันมองมายัง มือปราบมู่ ที่เฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ
“มือปราบมู่… รบกวนเจ้าช่วยข้าสาธิตให้เด็กพวกนี้ดู จะได้หรือไม่?! เพราะอาศัยเพียงคำพูด คงยากที่จะทำให้เจ้าพวกนี้แตกฉานรู้แจ้ง…”
มือปราบมู่ เผยรอยยิ้ม ก่อนจะประสานมือสุภาพ…
“นับเป็นเกียรติยิ่ง…”
“ข้านั้นแก่ชรามากแล้ว การสาธิตจะทำแค่เพียงครั้งเดียวเท่านั้น… ขอมือปราบมู่ อย่าได้ออมมือ จงใช้พลังทั้งหมดของเจ้าออกมาได้เลย มิเช่นนั้นจะถือว่าเจ้าไม่ให้เกียรติข้า…” ชายชรากล่าวขึ้น
“รับทราบ…” มือปราบหนุ่มเค้นเสียงแน่นหนัก
ชั่วจังหวะนั้นเอง แววตาของ มู่เจี้ยน เริ่มแปรเปลี่ยนไป… ทุกคนโดยรอบสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาลที่กดทับชั้นบรรยากาศลงมา จนหายใจไม่ทั่วท้อง สมาชิกทุกคนในตระกูลซ่ง รวมถึง ซุน ค่อย ๆ ร่นถอยออกห่างจากมือปราบหนุ่มตามสัญชาตญาณ รู้สึกขนลุกชูชันโดยไร้ที่มา ทั้งหมดเกิดจากรัศมีลมปราณที่มือปราบผู้นี้แผ่ขยายก่อนจะชักกระบี่ด้วยซ้ำ…
ซ่งไห่เฟิง เผยรอยยิ้มชรา…
“ไม่เลว… ชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นสูงสุด ขาดอีกเพียงครึ่งก้าว เจ้าก็แตะย่างชนชั้นลมปราณสีส้มได้แล้วงั้นสินะ ทั้งที่อายุเจ้ายังไม่ถึง 30 ปีด้วยซ้ำไป สมแล้วที่เคยเป็นอดีต อัจฉริยะรุ่นเยาว์ของทวีป สังกัดหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ แห่งราชวงศ์ไป๋หู่…”
“ขอบคุณผู้อาวุโสที่ชื่นชม… ในเมื่อท่านทราบความสามารถผู้น้อยอยู่แล้ว คงไม่ต้องออมมือ…” มือปราบมู่ ชี้ปลายกระบี่ตรงมายังชายชรา ออร่าที่กระจายออกมารอบกายราวกับคมกระบี่ล่องหนที่แผ่ขยาย
ซ่งไห่เฟิง ใช้แขนเพียงข้างเดียว ยกขวานศิลาระดับ 4 ขึ้นมาดุจไร้น้ำหนัก สร้างความตกตะลึงให้กับ ซุน ที่พบเห็นอย่างมาก เพราะนั่นเท่ากับว่าชายชราสามารถกวัดแกว่งขวานที่น้ำหนักถึง 2,000 ชั่ง(1 ตัน) ได้ด้วยแขนข้างเดียว!!
“ซุน… จงจับตาดูให้ดี นี่คือเพลงขวานวายุตระกูลซ่ง!!”