อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 38 ณ สวนด้านหลัง
ตอนที่ 38
โรงเตี้ยม ตระกูลซ่ง…
“!!!!!!!!!!!” สมาชิกตระกูลซ่งตกใจไม่น้อย เมื่อเห็นเด็กหนุ่มที่เพิ่งจะออกไปเมื่อช่วงเช้า เดินกลับมาที่นี่อีกครั้งพร้อมมือปราบผู้หนึ่ง… ใบหน้าของแต่ละคนล้วนบิดงอ เพราะเมื่อวันวานกลุ่มคนเหล่านี้ เคยพยายามที่จะล่อลวงข่มขู่เด็กหนุ่มผู้นี้มาก่อน
“นะ…นี่เจ้า!! เมื่อคืนพวกเราก็ยินยอมให้เจ้าพักโดยไม่เรียกเก็บเงิน ตกลงกันว่าจะเลิกแล้วต่อกันในทุกเรื่องที่เกิดขึ้น!! แต่สุดท้ายเจ้ากลับผิดคำพูดเรียกมือปราบมาจับพวกเรางั้นหรือ!!” ชายร่างผอม ที่วันก่อนเป็นหนึ่งในคนที่นั่งในโถงอาหารเอ่ยทักขึ้น
ซุน ไม่ทันจะได้เอ่ยปากอธิบาย สมาชิกตระกูลซ่ง ก็เริ่มเข้ามารายล้อม ด้วยสีหน้าแววตาที่เปี่ยมโทสะ… พลังฝีมือของแต่ละคนล้วนมิใช่สามัญ เนื่องจากช่วงวัยเกินกว่าระดับของผู้เยาว์ไปแล้ว อาจกล่าวได้ว่า เจ้าหมีใหญ่ ที่ ซุน เคยเล่นงานไปเมื่อวันก่อน ฝีมืออ่อนด้อยที่สุดก็ว่าได้…
มือปราบที่ติดตาม ซุน มาด้วย ก้าวเท้าออกหน้าด้วยแววตานิ่งสงบ มือจับกระบี่พร้อมชักออกจากฝัก แม้จะถูกสมาชิกตระกูลซ่งรายล้อมยังไม่มีความหวั่นเกรง ภารกิจและคำสั่งที่ได้รับจากเจ้าเมืองฉี คือปกป้องเด็กหนุ่มผู้นี้ในช่วงหนึ่งเดือน…
บรรยากาศแปรเปลี่ยนเป็นอึมครึมในชั่วพริบตา
“เอะอะอันใดกัน!!” สุ่มเสียงชราดังมาจากภายในครัว
ก่อนที่ ซ่งไห่เฟิง จะสืบเท้าออกมา…
ชายชราขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อเห็น ซุน กลับมาที่นี่
“นี่เจ้ายังมิได้ออกจากเมืองบุปผาแดงงั้นหรือ?!”
เด็กหนุ่ม ประสานมือโค้งตัวอย่างสุภาพ…
“ผู้อาวุโส… พอดีว่ามีเหตุอันทำให้ผู้เยาว์ต้องเปลี่ยนแผน ตัดสินใจที่จะอยู่ในเมืองบุปผาแดงแห่งนี้อีกหนึ่งเดือน และตัดสินใจว่าอยากจะกลับมาพักที่โรงเตี้ยมตระกูลซ่งแห่งนี้ แน่นอนว่าข้านั้นยอมที่จะจ่ายค่าที่พักตามปกติ…”
“!!!!!!!!!!!” เหล่าสมาชิกที่รายล้อม ถึงกับใบหน้าบิดเบี้ยว ก่อนที่ทุกคนจะหันไปพบเจอกับสายตาที่ ซ่งไห่เฟิง ตำหนิ…
“เจ้าพวกบ้า!! ช่างกล้าคิดได้ ว่าอีกฝ่ายจะเรียกมือปราบมาจับกุมพวกเรา… ใยเจ้ามิถ่างตาดูให้ดีก่อนเล่า ว่ามือปราบผู้นี้สวมปลอกแขนองครักษ์แห่งตระกูลฉี หาได้เป็นมือปราบสามัญทั่วไป!! เมื่อครู่หากข้าออกมาห้ามไม่ทัน พวกเจ้าทั้งหมดนี่ได้บาดเจ็บภายใต้คมกระบี่กันทั่วหน้าแล้ว!!”
เหล่าสมาชิกตระกูลซ่ง รีบประสานมือขออภัย ก่อนจะแตกฮือกันออกไปคนละทิศละทาง ปล่อยให้ชายชรารับหน้าเพียงลำพัง ซุนอดไม่ได้ที่จะขบขันเล็กน้อย… มือปราบคนดังกล่าวประสานมือโค้งตัวให้กับ ซ่งไห่เฟิง อย่างสุภาพ
“ผู้น้อยมีนามว่า มู่เจี้ยน ขอรบกวนพักที่โรงเตี้ยมแห่งนี้ด้วยเช่นกัน… และหากเป็นไปได้ ผู้น้อยต้องการที่พักติดกับเด็กหนุ่มคนนี้ให้มากที่สุด หวังว่าจะไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป…”
ท่าทีของ มู่เจี้ยน เต็มไปด้วยความองอาจกล้าหาญ ทั้งยังสุภาพพูดจาไพเราะ บุคลิกราวกับเกิดมาเพื่อเป็นมือปราบก็มิปาน แม้จะยังหนุ่มแน่นแต่จัดเป็นยอดฝีมือผู้หนึ่ง แผ่รัศมีชนชั้นลมปราณสีเหลืองออกมาอย่างเด่นชัด
“ตามสบาย มือปราบมู่… ข้าจะให้คนจัดที่พักให้พวกเจ้าทั้งสองอยู่ติดกัน…” ซ่งไห่เฟิง แม้จะยังสงสัยที่มือปราบระดับนี้ติดตาม ซุน มาด้วย อีกทั้งยังเป็นถึงมือปราบองครักษ์ของตระกูลฉี ที่จะรับฟังเพียงคำสั่งของตระกูลฉีเท่านั้น… แต่ก็ยังไม่อยากเอ่ยถาม ถึงยังไงทั้งสองก็เสมือนเป็นลูกค้าในโรงเตี้ยม…
ซุน หันมองไปรอบ ๆ แต่ก็ไม่พบเจอ ซ่งจื่อฮุ่ย…
“ผู้อาวุโส นางยังไม่กลับมางั้นหรือ?!”
ชายชราถอนหายใจ…
“กลับมาได้สักชั่วยามนึงแล้ว ตอนนี้อยู่ที่สวนด้านหลัง แต่นางไม่ยอมพูดจาอะไรเลย เอาแต่ร้องไห้ฟูมฟาย จนข้ายังอดสงสัยไม่ได้ว่าเจ้าแอบไปทำมิดีมิร้ายกับหลานสาวข้าหรือไม่ นางจึงกลับมาในสภาพเช่นนั้น…”
ซุน ผงะเล็กน้อยได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะเล่าเรื่องราวที่บังเอิญไปพบเจอ เกาทงหลิน เข้า… ทำให้ ซ่งไห่เฟิง ไม่แปลกใจเลยที่นางจะตกอยู่ในสภาพดังกล่าว… ซุน จึงขออนุญาตเข้าไปเจอนาง ซึ่งชายชราก็มิได้ว่ากล่าวอันใด…
ภายในสวนด้านหลัง…
หญิงสาว กำลังนั่งหลั่งน้ำตาอยู่ริมสระ ซึ่งเวลานี้ไม่ค่อยจะหลงเหลือความสวยงามภายในสวนแห่งนี้อีกแล้ว เพราะตระกูลซ่งในปัจจุบันไม่มีกำลังจะจ้างวานบ่าวไพร่ให้เข้ามาดูแล… ซุน เองก็ไม่ถนัดนักในการที่จะปลอบประโลมหญิงสาว หากแต่เจ้าตัวรู้สึกผิดในใจที่ปล่อยให้นางถูกรังแกได้ ทั้งที่ตนเองก็อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย…
“แม่นางซ่ง… เจ้าไม่เป็นไรนะ?!” เด็กหนุ่มเอ่ยทักแผ่วเบา
นางหันกลับมา พร้อมทั้งแสดงสีหน้าตกใจยิ่ง…
“ทำไมเจ้ายังอยู่ที่นี่?!”
ซุน ถอนหายใจหนักหน่วง…
“ก็เจ้าเล่นวิ่งหนีกลับมาก่อน สุดท้ายข้าจึงต้องหลงทางในเมือง จนเดินวนกลับมาที่เดิมอย่างไร?”
นางได้ยินเช่นนั้นก็พลันเบิกตากว้าง ลุกพรวดขึ้นทันที…
“จริงหรือ!! ข้าขอโทษ ข้าลืมไปเลยว่าเป็นผู้นำทางเจ้า”
ซุน เห็นท่าทีเช่นนั้น ก็อดที่จะขบขันไม่ได้…
“สีหน้าเจ้าดูดีขึ้นมาแล้ว… ใบหน้าที่ตกตะลึงใจเช่นนี้ ยังดีกว่าใบหน้าที่โศกเศร้าเมื่อครู่เป็นร้อยเท่าพันทวี… และยิ่งหากแปรเปลี่ยนเป็นมีรอยยิ้มประดับ เจ้าจะกลับมาเป็นหญิงสาวที่น่าจดจ้องผู้หนึ่งไปโดยพลัน…”
ซ่งจื่อฮุ่ย ได้ยินเช่นนั้น ก็หน้าแดงระเรื่อขึ้นทันที…
“พะ…พูดอะไรของเจ้ากัน!!”
“ใบหน้าเคอะเขินเช่นนี้ ก็น่าจดจ้องเช่นกัน…”
นางถึงกับแข็งค้างไปทันที จากใบหน้าที่แดงระเรื่อ เริ่มลุกลามไปถึงลำคอ สุดท้ายก็มิกล้าสบตากับชายหนุ่มได้ เลี่ยงหลบพลันแทรกตัวเดินออกมา…
“รีบไปกันเถอะ… ข้าจะไปส่งเจ้าที่ประตูตะวันออกอีกครั้ง ก่อนฟ้าจะมืด…”
ซุน จับคว้าข้อมือสาวเจ้าแผ่วเบา…
“ไม่ต้องแล้ว… ข้าตัดสินใจว่าจะยังไม่ไปเมืองหลวงตอนนี้…”
แน่นอนว่าการจับคว้าข้อมือของนางนั้น มิได้มีเจตนาเป็นอื่นนอกเหนือจากพยายามจะหยุดนางเอาไว้มิให้เดินต่อ… แต่กว่าจะรู้ตัวว่าการทำเช่นนี้มิต่างกับล่วงเกินนาง ใบหน้าของ ซุน ด้านชาลงทันที กลายเป็นฝ่ายที่กระอักกระอ่วนเสียเอง รีบปล่อยมือออก...
แต่หญิงสาวกลับเป็นฝ่ายพลิกข้อมือ และหันมาจับคว้ามือของ ซุน เอาไว้แทน… นางมองกลับมาหาเด็กหนุ่มทั้งรอยยิ้ม แววตาของนางดูสดใจขึ้นอย่างรวดเร็ว…
“เจ้าไม่ไปเมืองหลวงแล้วจริงหรือ?! อย่าบอกนะว่าที่เจ้ากลับมา เพราะต้องการมาพักที่นี่”
ซุน เห็นแววตาที่สดใสมีประกายของนาง รอยยิ้มสตรีที่อ่อนหวานจนสะกดสายตาให้มิอาจเคลื่อนย้าย องค์ประกอบทั้งหมดก็อดที่จะทำให้เด็กหนุ่มหน้าแดงขึ้นมาไม่ได้ พยักหน้าตอบรับเบา ๆ
“ก็นอกจากที่นี่แล้ว ข้ายังจะรู้จักที่ใดอีก?! ข้าตั้งใจว่าจะอยู่ที่นี่อีกหนึ่งเดือนแล้วค่อยเดินทางต่อ”
“จริงหรือ!!” นางดูดีใจมาก ทั้งจากน้ำเสียงและท่าที
แต่แล้ว จู่ ๆ นางก็แสดงสีหน้าเจ็บปวดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้ ซุน เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าที่ข้อมือของหญิงสาว มีอาการเขียวช้ำ ทั้งยังบวมขึ้นมาจนผิดรูปจากกระดูกที่ร้าวระบม… เพียงมองด้วยตาเปล่ายังรู้ว่าข้อมือของนางบาดเจ็บหนักเอาการ… ซุน หวนนึกถึงตอนที่นางใช้มือข้างนี้ ตบไปบนหน้าของ เกาทงหลิน และถูกปราณคุ้มกันสะท้อนกลับมาอย่างรุนแรง…
“นี่เจ้า?!”
สีหน้าของนาง กลับมาย่ำแย่อีกครั้ง…
“ที่ข้าหลั่งน้ำตา จริงอยู่ที่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะข้าโกรธแค้น เกาทงหลิน และไม่อาจทำอะไรมันได้… แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือข้อมือของข้าบาดเจ็บเกินกว่าจะหายทันได้ใน 10 วัน ไม่ต้องกล่าวถึงการประลองในงานเทศกาล เพียงแค่จะจับขวานให้มั่น ข้ายังไม่สามารถกระทำได้
ข้านั้นเสียใจกับเรื่องนี้เป็นที่สุด โอกาสจะฟื้นฟูตระกูลต้องสูญสลายไปเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบที่โง่เขลา!! หากข้าสงบสติอารมณ์ได้มากกว่า หากข้ายับยั้งชั่งใจได้มากกว่านี้… หากข้า… หากข้า…” นางเริ่มกลับมาสะอึกสะอื้นอีกครั้ง
ไม่ทราบได้ว่าเป็นสัญชาตญาณหรืออย่างไร… ซุน ได้เลือกทำในสิ่งที่ตนไม่เคยคิดที่จะทำ!! ไม่อาจทนเห็นน้ำตาของนางได้มากไปกว่านี้ เด็กหนุ่มคว้าตัวนางเข้ามาแนบชิด โอบกอดหญิงสาวไปพร้อมกับปลอบประโลมนางด้วยความอบอุ่นของร่างกายตนเอง…
“ทำใจดี ๆ ไว้ ทุกอย่างล้วนต้องมีทางแก้ไข…”
นางเริ่มที่จะฟูมฟายมากยิ่งขึ้นจนอกเสื้อของ ซุน เปียกชุม… ชายหนุ่ม ลูบไปบนศีรษะของนางอย่างแผ่วเบา พร้อมวาจาที่อ่อนโยนให้กำลังใจ… แม้นางจะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ แต่ลึก ๆ ก็สัมผัสได้นางยังเต็มไปด้วยความเศร้าสลด ที่นางได้พลาดโอกาสสำคัญ…
สุดท้าย ซุน จึงถอนหายใจออกมา และกล่าวด้วยคำพูดแน่นหนัก…
“เข้าใจแล้ว… เช่นนั้น ข้าจะยอมลงแข่งในฐานะตัวแทนตระกูลซ่ง แทนที่เจ้าให้เอง”
“!!!!!!!!!!!” หญิงสาว หยุดนิ่งไปในทันที ก่อนจะเงยหน้าขึ้นจดจ้องทั้งน้ำตา…
“นี่เจ้าล้อข้าเล่นใช่หรือไม่?!”
“ข้าพูดเรื่องจริง… ที่เจ้าอยากสร้างชื่อเสียงในการประลอง ก็เพื่ออยากจะดึงดูดผู้คนให้หันมาสนใจเพลงขวานวายุตระกูลซ่ง และเปิดสำนักโรงฝึก แทนโรงเตี้ยมเล็ก ๆ แห่งนี้มิใช่หรือ?! ถ้าเช่นนั้น แม้ข้าจะไม่ใช่สมาชิกตระกูลซ่ง แต่ข้าก็สามารถเข้าร่วมการประลองได้ ในฐานะศิษย์คนแรก ของสำนักเพลงขวานวายุ ตระกูลซ่ง… เท่านี้เจ้าก็จะได้ไม่ต้องฝืนตัวเองจับขวานร่ายรำตลอดทั้งคืน ให้ข้าเป็นผู้รับหน้าที่ต่อจากเจ้าเอง…” ซุน กล่าวพร้อมรอยยิ้มที่อบอุ่น
หญิงสาว เผลอยกปลายนิ้วขึ้นปิดที่ริมฝีปาก พร้อมกับหลั่งน้ำตาอีกครั้ง นางไม่คิดมาก่อนเลยว่า ซุน จะให้ความสนใจกับความใฝ่ฝันของนางด้วย… น้ำตาที่พลั่งพรูออกมาของหญิงสาวในครั้งนี้ ซุน สัมผัสได้ว่าเป็นหยดน้ำตาแห่งความปิติยินดี… ชายหนุ่ม ได้แต่เผยรอยยิ้มเขินอาย ไม่รู้เช่นกันจะว่าตอบรับนางด้วยสีหน้าเช่นไร…
มือปราบมู่ ที่ลอบดูอยู่ห่าง ๆ ยังอดที่จะอมยิ้มตามไปด้วยไม่ได้…
“เด็กหนุ่มผู้นี้อุปนิสัยไม่เลวเลย สมกับที่ท่านเจ้าเมืองให้ความสนใจเป็นพิเศษ และฝากฝังให้ช่วยดูแล… หวังก็แต่ว่า ซุน จะเข้าใจความลำบากภายในการประลองครั้งนี้…”
โถงอาหาร ตระกูลซ่ง…
“อะไรนะ!! จะให้เจ้าเด็กนี่ ลงเป็นตัวแทนตระกูลเรางั้นหรือ!!” หนุ่มร่างกำยำฉายา เจ้าหมีเล็ก เป็นคนแรกที่แผดเสียงดังก้อง… รวมถึงสมาชิกตระกูลคนอื่น ๆ ที่เบิกตากว้างมิต่างกัน จนทำให้ ซ่งไห่เฟิง ที่กำลังผัดข้าวอยู่ในครัว ต้องเอี้ยวตัวมองรอดผ่านประตูครัวออกมาด้วยความสนใจ…
หญิงสาวพยักหน้าเบา ๆ พร้อมยกชูข้อมือที่บอบช้ำ
“พี่หมีเล็ก… ท่านก็ดูที่ข้อมือข้าสิ กระดูกร้าวถึงเพียงนี้ อย่างไรก็คงหายไม่ทันการประลองในอีก 10 วันแน่นอน... ข้าเข้าใจดีว่า ซุน ไม่ใช่สมาชิกตระกูลเรา แต่การประลองก็มิได้กำหนดเจาะจงมิใช่หรือ ว่าพวกเราต้องส่งรายชื่อในนาม ตระกูลซ่ง โดยตรง?!
หากพวกเรายื่นรายชื่อในนาม สำนักขวานวายุตระกูลซ่ง ที่เพิ่งถูกก่อตั้ง เท่านี้ก็น่าจะสามารถส่ง ซุน ลงเข้าชิงชัยได้… อีกทั้ง ซุน เองยังเคยเอาชนะพี่หมีใหญ่มาได้ ทั้งที่พี่หมีใหญ่ก็แข็งแกร่งพอ ๆ กันกับข้า เชื่อว่าหาก ซุน ได้เป็นตัวแทน จะต้องทำได้ดีกว่าข้าอย่างแน่นอน…” นางเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่น…
ทำเอาสมาชิกคนอื่น ๆ แสดงสีหน้าปั้นยากไปตาม ๆ กัน
จวบจนกระทั่งชายชรา ซ่งไห่เฟิง ก้าวออกมาจากครัว…
“การประลองครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญที่จะแสดงแสนยานุภาพ ของเพลงขวานวายุตระกูลซ่งให้เป็นที่ประจักษ์แก่ทุกคน... จริงอยู่ที่ ซุน จะมีความสามารถซุกซ่อน ซึ่งเหนือกว่าระดับชั้นลมปราณสีครามขั้นที่ 2 ในตอนนี้ แต่หากเอาชนะโดยไม่ใช้เพลงขวานวายุ ก็เท่ากับว่าไร้ประโยชน์…” ซ่งไห่เฟิง เค้นเสียงกล่าวขึ้น
ซุน เผยอยิ้มมุมปากซ้าย ฟันเขี้ยวมีประกาย…
“เช่นนั้นพวกท่าน ก็สอนเพลงขวานวายุตระกูลซ่ง ให้กับข้าสิ…”
…………………………………