อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 51 เหยาซุน ปะทะ ฉีลู่ชิง (2)
ตอนที่ 51
ฉีลู่ชิง กุมมือไว้ที่แก้มด้านบอบช้ำ นางไม่เคยถูกเล่นงานที่ใบหน้าเช่นนี้มาก่อน แม้แต่ตอนที่ฝึกฝนกับศิษย์หญิงสาวในสำนักเดียวกัน ก็ไม่เคยถูกเพ่งเล็งใบหน้าเช่นนี้… เพราะในเมื่อทุกคนทราบแน่ชัดว่านางคือสาวงามอันดับ 1 ของเมือง ใครกันจะกล้าแตะต้องใบหน้าของนาง?!
เสียงสาปแช่งจากเหล่าบุรุษด้านล่างเวทีดังระงมขึ้น เรื่องที่ เหยาซุน บังอาจทำร้ายอัญมณีเม็ดงามของเมืองนี้… แต่ทางด้านหญิงสาวด้วยกันกลับกู่ร้องดีใจ เพราะหญิงสาวทั่วทั้งเมืองล้วนอิจฉาในความงามของ ฉีลู่ชิง…
ฉีลู่ชิง ใบหน้าด้านชาจ้องมองมายัง ซุน ด้วยสายตาตกตะลึง…
“นี่เจ้า?! จงใจงั้นหรือ?!”
ชายหนุ่มสวมกอดอกทั้งรอยยิ้ม…
“แน่นอนสิ… หากไม่จงใจใยจะแม่นยำเพียงนั้น… เจ้าไม่พอใจที่ข้าเตะใบหน้าเจ้างั้นหรือ?! บอกไว้ก่อนนะว่า ข้านั้นเป็นสุภาพบุรุษ และให้เกียรติกับสุภาพสตรีเสมอ ไม่เกี่ยงว่าสตรีนางนั้นจะเป็นหญิงงามหรือขี้ริ้วเพียงใด…
เว้นเสียแต่ว่าสตรีเหล่านั้นจะเป็นศัตรู หรือคู่ต่อสู้บนเวทีประลอง!!
ข้าก้าวขึ้นเวทีโดยแบกรับความเสี่ยงที่จะบาดเจ็บ และตกตาย… ดังนั้นทุกคนที่ก้าวขึ้นเวทีย่อมต้องแบกรับความเสี่ยงเฉกเช่นเดียวกันกับข้าอย่างยุติธรรม!! ไม่เกี่ยวเลยว่าเจ้าจะเป็นหญิงสาว หรือคุณหนูตระกูลใด… เมื่อก้าวขึ้นมาประจันหน้ากันบนเวที เจ้าคาดหวังจะเล่นงานคู่ต่อสู้ เจ้าก็ย่อมต้องทำใจเรื่องที่จะถูกเล่นงานกลับเช่นกัน!!
บนเวทีประลองแห่งนี้ ต่อให้เป็นหญิงชรา หรือหญิงตั้งครรภ์ ข้าก็สามารถเตะพวกมันได้ทั้งสิ้นในฐานะคู่ต่อสู้ เพราะพวกเราอยู่ภายใต้เงื่อนไขและความเสี่ยงที่เท่าเทียม!! หากเจ้ากังวลเรื่องที่ข้าโจมตีใส่ใบหน้าเจ้า หวาดกลัวว่าจะเสียโฉม ก็เชิญเจ้าก้าวลงไปจากเวทีเสียตั้งแต่ตอนนี้!!”
ซุน กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงแน่นหนัก…
“!!!!!!!!!!” ฉีลู่ชิง เบิกตากว้างตกตะลึงขึ้นโดยพลัน
ก่อนที่ใบหน้าของนาง จะเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นดีขึ้น
นางปาดโลหิตที่มุมปาก พร้อมตั้งกระบวนท่าร่ายรำอีกครั้ง…
“ใครบอกกันว่าข้าเป็นกังวล… ต่อให้เจ้ากรีดใบหน้าของข้าในการประลองครั้งนี้ ก็ไม่อาจนับเป็นความผิด เพราะพวกเราต่อสู้ภายใต้เงื่อนไขที่เท่าเทียม!!”
ชายหนุ่มแสยะยิ้ม ก่อนจะยกขวานศิลาขึ้นมาอีกครั้ง…
“ยอดเยี่ยม… เช่นนั้นก็เข้ามา!!”
หญิงสาวร่ายรำพัดเหล็กฟาดฟันไม่หยุดยั้ง… ชายหนุ่มก็พลันตอบโต้ด้วยเพลงขวานอย่างไม่กริ่งเกรง กลายเป็นการปะทะเข้าห้ำหั่นกันอย่างไม่คำนึงถึงเพศและสถานะ… ตลอดการต่อสู้ ฉีลู่ชิง ยกมุมปากตลอดเวลาด้วยความปิติ นางไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน เพราะคู่ต่อสู้ของนางแต่ละคนล้วนแล้วแต่หวาดหวั่นต่อตระกูลของนาง…
แต่สำหรับ ซุน ผู้ที่กล้าแม้แต่จะเตะใบหน้าของนางโดยไม่ลังเล ทั้งยังทุ่มความสามารถถาโถมเข้ามาอย่างดุดัน มันจึงทำให้นางรู้สึกเข้าถึงแก่นแท้แห่งการประลองเป็นครั้งแรก!! แสดงความสามารถทั้งหมดของนางออกมาได้ เพื่อเปรียบวัดความแข็งแกร่งที่แท้จริง
ตูม! ตูม! ตูม!
เสียงปะทะดังรุนแรง… หญิงสาวใช้ความเร็วที่คล่องแคล่วกว่า หลีกเลี่ยงการปะทะตรง ๆ กับขวานศิลา แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังถูกกระแสลมกรรโชกเข้าเล่นงาน จนอาภรณ์ถูกเชือดเฉือน เปลวเพลิงที่นางสร้างขึ้นล้วนมอดดับ นางสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของ ซุน ที่เหนือกว่านางอย่างชัดเจนยิ่ง แต่นางก็ไม่ยอมแพ้ พยายามหาวิธีโจมตีในรูปแบบของตนเอง…
แต่ผลลัพธ์ที่แสดงออกมากลับกลายเป็นการส่งเสริมให้กับ ซุน มากยิ่งกว่า!! เนื่องจาก ซุน ก่อนหน้านี้ยังขาดประสบการณ์ต่อสู้จริง ในรอบที่ผ่าน ๆ มาก็แทบไม่ได้แสดงฝีมือมากนัก ดังนั้นเมื่อได้มีโอกาสปลดปล่อยความสามารถ กลายเป็นว่า ซุน เริ่มพัฒนาตนเองระหว่างต่อสู้
การโจมตีเริ่มดุดันรัดกุมมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ปฏิกิริยาตอบโต้ก็ตอบสนองฉับไวและแม่นยำขึ้น รวมถึงรูปแบบที่เริ่มมีการพลิกแพลง ใช้น้ำหนักขวานเป็นจุดศูนย์ถ่วง ผสานเข้ากับเพลงเตะในบางจังหวะ ต่อให้ ซุน ไม่เคยฝึกฝนเพลงเตะอย่างจริงจัง แต่กำลังขาของ ซุน ก็นับว่าเหนือชั้นมากจากการแบกน้ำหนัก ขวานศิลา อยู่ตลอดเวลา…
จนบัดนี้มิใช่เพียงแค่ฝ่ามือเท่านั้นที่สามารถสร้างเงาขวานให้ปรากฏขึ้นมาได้… กระทั่งตวัดเตะที่แง้มประตูสู่เจตจำนงแห่งขวาน ยังก่อเกิดภาพเงาขวานที่ทับซ้อนขึ้น ความหนักหน่วงทวีคูณอีกหลายเท่า!! ขวานศิลาการเป็นการโจมตีหนัก เพลงเตะที่ประสานกลายเป็นการโจมตีเพื่ออุดช่องโหว่ ประสานจังหวะควบคู่จนก่อเกิดกระแสลมรุนแรงบนเวที สร้างรูปแบบการโจมขึ้นมาใหม่
“ขวานวายุสลาตัน!!”
ตูม! ตูม! ตูม!
หญิงสาวถอยร่นเป็นทางยาว การโจมตีต่อเนื่องของเพลงขวานวายุสลาตัน สลับหนักเบาต่อเนื่องรุกรับรุนแรง ทั้งยังมีกระแสลมผลักดันให้นางยากจะตีวงหลบหนี บีบบังคับให้เข้าเผชิญหน้ากับการกวัดแกว่งขวานที่น่าสะพรึง…
“ปัดกวาด!!”
ซุน วาดขวานออกไปอย่างรุนแรงในระยะประชิด… หญิงสาวที่ไม่เหลือหนทางหลบเลี่ยง ทำได้เพียงอย่างเดียวคือตั้งพัดเหล็กป้องกัน!! น่าเสียดายที่พัดโลหะ อย่างไรก็ไม่อาจป้องกันขุนเขาศิลา พังทลายเป็นเสี่ยง ๆ เมื่อเกิดการปะทะตรง ๆ
ตูม!!
แม้นางจะไม่ได้รับบาดเจ็บจากกระบวนท่านี้ แต่ศาสตราคู่กายของนางก็ถูกทำลายเป็นที่เรียบร้อย ต่อให้ยังไม่หมดสภาพ แต่ก็คงไม่อาจเปรียบวัดกับ ซุน ได้อีกต่อไปแล้ว… สายตาของชายหนุ่มและหญิงสาวจ้องประสานกัน
ซุน เผยรอยยิ้มเจือจางขึ้น…
“ใยเจ้าต้องออมมือ?!”
นางขมวดคิ้วกดต่ำ
“ออมมือ?! ข้าไม่ได้ออมมือแม้แต่น้อย ข้านั้นพ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์”
ซุน ส่ายหน้าเบา ๆ
“เจ้ายังไม่ได้ใช้ พัดอักขระ ที่เพิ่งสร้างขึ้นมาด้วยซ้ำ… แต่ใช้พัดเหล็กสามัญอันเก่าของเจ้า ในเมื่อเจ้ามิได้ใช้ความสามารถสูงสุดที่ทำได้ หากไม่เรียกออมมือ แล้วจะเรียกว่าอะไร?!”
นางเผยรอยยิ้มเบิกกว้างขึ้นเป็นครั้งแรก เป็นรอยยิ้มที่งดงามที่ ซุน ไม่เคยเห็นมาก่อน...
“ข้าไม่อยากเอาเปรียบเจ้านี่… ศาสตราอักขระมีพลังมากเกินกว่าจะนำมาใช้ในการประลอง เพราะมันเทียบเท่ากับการคดโกงผู้แข่งขันคนอื่น ๆ ที่ไม่มีศาสตราในระดับทัดเทียม…”
เด็กหนุ่ม หัวเราะขึ้น…
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! เจ้าอยู่ในสถานะที่เลือกได้งั้นหรือ?! ในเมื่อคู่ต่อสู้ของเจ้าในเวลานี้คือผู้เยาว์ที่แข็งแกร่งในเมืองนี้แล้ว!! หากไม่อยากค้างคาใจในการประลอง ก็จงหยิบมันออกมา!!”
นางได้ยินเช่นนั้นพลันใจเต้นระส่ำรู้สึกวูบวาบในใจ นางไม่เคยพบเจอบุรุษเช่นนี้… ทั้งที่ได้รับชัยชนะจากนางแล้ว แต่ยังเป็นห่วงความรู้สึกของนาง หวั่นเกรงว่านางจะค้างคาใจหลังลงไปจากเวทีประลอง…
“เข้าใจแล้ว… เช่นนั้นข้าจะต่อสู้อย่างสุดความสามารถ!!” หญิงสาวทะยานถอยหลังไปร่วมสิบก้าวใหญ่ ก่อนที่แหวนมิติในมือนางจะสาดประกาย เผยให้เห็น พัดอักขระ ที่ถูกสร้างจากโลหะสีแดงฉานเอกลักษณ์ของโลหะคงกระพัน โลหะชนิดพิเศษที่รองรับพลังจากอักขระได้สมบูรณ์!!
พริบตาที่พัดอักขระถูกนำออกมา บรรยากาศโดยรอบพลันร้อนฉ่าขึ้นทันที…
“นี่เป็นการใช้ต่อสู้ครั้งแรก ข้าคงไม่อาจควบคุมพลังมหาศาลของมันได้ ระวังตัวให้ดีนี่คือ พัดอัคคีร่ายรำ ศาสตราประจำกายของข้า…”
ซุน สัมผัสได้ถึงอากาศโดยรอบที่ลุกไหม้ ตัวพัดมีความร้อนมิต่างเปลวเพลิง ผู้เดียวที่สามารถถือครองและใช้งานมันได้ มีเพียง ฉีลู่ชิง ที่ทำพันธสัญญากับอาวุธอักขระชิ้นนี้เท่านั้น นางและตัวพัดคือนายบ่าวที่ผูกพัน เฉกเช่นเดียวกับที่ ซุน เคยทำกับแหวนมิติ(ตอนที่ 25)
เด็กหนุ่ม กำขวานศิลาไว้อย่างแนบแน่นรู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่ง… ซุน ที่เริ่มก้าวเข้าสู่เส้นทางของผู้ฝึกยุทธ ในเวลานี้กลายเป็นหนึ่งในผู้ที่เสพติดการต่อสู้ไปโดยไม่รู้ตัว หยิบยกเต้าสุรากระดกสามคำรวด ปลุกจิตวิญญาณให้ฮึกเหิมถึงขีดสุด…
สายตาของทั้งสองจับจ้องกัน…
ไม่จำเป็นต้องมีสัญญาณใด ๆ
ระเบิดท่าร่าง พุ่งตรงเข้าหาอีกฝ่าย!!
“ระบำพัด เทพหงสาสยายปีก!!” เปลวเพลิงอาบท่วมร่างของหญิงสาว ก่อรูปเป็นวิหคเพลิงขนาดใหญ่ กางปีกอัคคีครอบคลุมเวทีประลองให้แดงฉาน…
ซุน ดวงตาเจิดจ้ามีประกาย ก่อนจะยกชูขวานศิลาเหนือศีรษะ ปรากฏเงาค้อนสวรรค์ขนาดใหญ่ขึ้นกลางเวทีประลอง…
“เพลงขวานวายุตระกูลซ่ง… บดทำลาย!!”
ตูม!!
การปะทะรุนแรงจนพื้นเวทีบางส่วนถูกทำลายลง เงาร่างวิหคเพลิง และเงาค้อนสวรรค์หักล้างกันจนเลือนหายไปทั้งคู่… ที่น่าตกใจกว่านั้นก็คือ ขวานศิลา ที่เป็นเพียงขวานฝึกฝน ย่อมไม่อาจทนต่อการปะทะกับอาวุธอักขระ ตัวขวานแหลกสลายกลายเป็นเศษหิน…
แต่ทว่า… พัดอัคคีร่ายรำ แม้จะไร้รอยบุบสลาย หากด้วยแรงปะทะที่เกิดขึ้น มันจึงหลุดออกจากมือของหญิงสาว ปลิวกระเด็นลอยสูงจนไปตกด้านนอกเวทีประลอง…
ฝุ่นควันกลบทับร่างของชายหนุ่มและหญิงสาว จึงยังไม่มีใครผู้ผลการปะทะ… ทุกสายตาล้วนจับจ้องด้วยความตื่นเต้น เมื่อสายลมโชยค่อย ๆ ผ่านพัด จึงเริ่มปรากฏผลการประลอง… ฉีลู่ชิง ยืนแข็งค้างแน่นิ่ง โดยมีหลังเท้าของ ซุน ที่ยกค้างเอาไว้ ห่างจากใบหน้าของนางไม่ถึงหนึ่งคืบ…
เป็นคำตอบที่ชัดเจน ว่า ซุน ชะงักเท้าเอาไว้
หยุดกระบวนท่าเพลงเตะ ก่อนจะถูกตัวนาง…
“หากข้าจะเตะหน้าเจ้าอีกครั้ง ก็ดูจะใจร้ายเกินไป ในเมื่อผลลัพธ์การประลองมันออกมาแล้ว…” เด็กหนุ่ม กล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้ม…
หญิงสาว ส่งเสียง หึหึ ในลำคอ…
“การพูดขณะที่เท้าเจ้า แทบจะแนบใบหน้าของข้า… มันไม่ได้ทำให้เจ้าดูดีขึ้นมาเลยจริง ๆ การประลองครั้งนี้ ข้า ฉีลู่ชิง ขอยอมรับความพ่ายแพ้…”
เมื่อนางประกาศออกมาเอง กรรมการบนเวที ก็พยักหน้าตอบรับ…
“ผู้ชนะเข้าสู่รอบชิง… ได้แก่ เหยาซุน แห่งสำนักขวานวายุ ตระกูลซ่ง!!”
เสียงกู่ร้องก้องดังไปทั่วทั้งพื้นที่ เนื่องด้วยคู่นี้นับเป็นต่อสู้ที่สนุกที่สุดหากเทียบกับทุกรอบที่ผ่าน ๆ มา ทั้ง ฉีลู่ชิง และ เหยาซุน ต่างแสดงพลังฝีมือกันออกมาได้จนน่าทึ่ง แสดงความสามารถอย่างหมดเปลือก ชนิดที่ว่าไม่ต้องค้างคาใจกันในภายหลัง…
ซุน เผยรอยยิ้ม พลางยื่นมือออกไปหมายจับมือกระชับความสัมพันธ์ แต่นางหันหลังกลับในทันทีปฏิเสธที่จะจับมือกับชายหนุ่ม ทำเอา ซุน ยิ้มแห้งเคาะเขินอยู่ไม่น้อย… หญิงสาวเหลือบมองไปยังเศษซากขวานศิลาที่พังทลายลงไป สีหน้าของนางก็แสดงความกังวลขึ้นมาในทันที…
“เจ้าสูญเสียอาวุธประจำกายก่อนถึงรอบชิงเช่นนี้ จะดีแล้วงั้นหรือ?! หานเฉียง แตกต่างจากข้า เพราะตระกูลหานมีดาบอักขระเป็นอาวุธประจำกายให้ หานเฉียง ใช้มาหลายปีแล้ว ความชำนาญในการใช้ ย่อมมีมากกว่าตัวข้าที่ยังไม่คุ้นชิน
อีกทั้ง หานเฉียง ยังมีพื้นฐานลมปราณและวรยุทธที่เหนือกว่าข้า ฝึกฝนวิชามาจากพรรคใหญ่ในเมืองหลวง โดยมีอัจฉริยะรุ่นเยาว์อย่าง เกาทงหลิน คอยชี้แนะ… โอกาสชนะของเจ้า ยังหลงเหลืออีกงั้นหรือ?!”
เด็กหนุ่มสวมกอดอก แสร้งครุ่นคิดหนัก…
“นั่นสินะ… เมื่อไม่มีก็คงไม่ต้องใช้กระมัง…”
หญิงสาว ใบหน้าบิดงอในทันที
ไม่อาจเข้าใจความนึกคิดของ ซุน ได้แจ่มแจ้ง
ซุน ทอดสายตามองไปยัง หานเฉียง ที่ยืนอยู่ข้างเวทีประลอง… สายตาของสองบุรุษหนุ่มที่จับจ้องกันและกัน ราวกับมีประกายไฟที่มองไม่เห็นก่อตัวขึ้นในอากาศ… รอยบาดหมางของทั้งคู่ค่อย ๆ ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ แต่สิ่งที่มีผลกระทบมากที่ คงหนีไม่พ้นการเดิมพันมหาศาลที่อยู่เบื้องหลังการต่อสู้ครั้งสุดท้ายนี้…
“ได้เวลาตัดสินกันเสียที… 50 ล้านเหรียญทอง เหลือแค่เพียงเอื้อมมือ…”
…………………………………………