อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 56 สิ่งมหัศจรรย์ของยุทธภพในยุคเก่า และ ยุคใหม่
ตอนที่ 56
ขวานระดับ 4 จัดว่ามีน้ำหนักที่น่าหวาดหวั่นยิ่ง… การแบกไว้บนหลังทำให้ ซุน รู้สึกเหมือนร่างกายจะแหลกเป็นเสี่ยง ๆ ทุกครั้งที่ก้าวเดิน คงเพราะความแข็งแกร่งของพื้นฐานร่างกาย ซุน ในเวลานี้ ยังไม่มากพอที่จะใช้งาน อีกนานกว่าจะคุ้นชินกับน้ำหนัก 2,000 ชั่ง…
พลังวิญญาณหรือตบะในร่างที่พร่องโหว่จากการต่อสู้นั้น สามารถฟื้นฟูได้ด้วยการเข้าฌานสมาธิ แต่แน่นอนว่ามันทำได้เชื่องช้ามาก การทรงร่างหรือการใช้อาคมโบราณในแต่ละครั้ง ซุน อาจต้องเข้าฌานตลอดช่วงเวลากลางคืน ติดต่อกันยาวนับสัปดาห์เพื่อฟื้นฟู… แตกต่างไปจากพลังลมปราณที่เมื่อหมดสิ้นลงก็สามารถใช้สุราเติมเต็ม หรือไหว้วานยอดฝีมือให้ช่วยส่งพลังลมปราณฟื้นฟูให้ได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องคิดวิเคราะห์ให้ถี่ถ้วนในทุก ๆ การใช้พลัง…
กว่า 3 วันแล้ว ที่ ซุน หมกตัวภายในเรือนตระกูลฉี ใช้เวลาโดยมากไปกับการฝึกฝน ดื่มสุรา และอ่านตำราวนเวียนไปโดยไม่รู้เบื่อหน่าย เจ้าเมืองฉี ยังมีการติดต่อกลับไปยัง เตียมู่หยง เป็นระยะเพื่อสอบถามการเคลื่อนไหว…
อีกทั้ง ฉีเฟยเทียน ยังไม่ค่อยชอบที่จะไปยัง จวนเจ้าเมือง ที่แยกออกไปจากเรือนตระกูลฉีทำใดนัก… ชายชราผู้นี้เก่งกาจในด้านเลือกใช้คน จัดตำแหน่งหน้าที่ของลูกน้องอย่างลงตัว ทั้งตัดสินคดีความ ทั้งรับเรื่องร้องทุกข์ หรือแม้แต่พัฒนาความเป็นอยู่ของคนในเมือง ทุกตำแหน่งมีบุคลากรที่สามารถทำงานได้แม้ตัวเจ้าเมืองจะไม่ไปที่จวน เว้นเสียแต่ว่าจะเกิดปัญหา หรือเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นจริง ๆ เท่านั้น…
ดังนั้น ฉีเฟยเทียน จึงแวะเวียนมาคอยให้คำชี้แนะ ซุน อยู่บ่อยครั้ง แน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็คือการมาร่ำสุราชั้นดีที่ ซุน ถือครอง นับเป็นประโยชน์ร่วมกันของทั้งเด็กหนุ่มและผู้ชรา…
แต่ในเช้าวันนี้ ซุน รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของบ่าวไพร่ในเรือนตระกูลฉีที่แตกต่างออกไป ดูคล้ายวุ่นวายเดินวนเวียนกันขวักไขว่… ไม่เห็นแม้แต่เงาของ เจ้าเมืองฉี หรือคนสำคัญในตระกูลเฉกเช่นทุกวันก่อนหน้านี้ ถือเป็นความผิดสังเกตที่เด็กหนุ่มรับรู้ได้จากสัญชาตญาณ…
“ได้ยินว่าวันนี้ จะมีงานเลี้ยงฉลองการเปิดสำนักใหม่ของตระกูลซ่ง โดยที่ เจ้าเมืองฉี เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงนี้ที่เรือนตนเอง แต่จากความวุ่นวายที่เห็นนี่ ไม่น่าจะใช่งานเลี้ยงเล็ก ๆ เพื่อตระกูลซ่งแล้ว…” ซุน ลูบปลายคางเบา ๆ สีหน้าครุ่นคิด
ในตอนนั้นเอง ที่ ซุน เห็น ฉีลู่ชิง เดินผ่านมา หากแต่ครั้งนี้นางผิดแผกไปจากทุกที ดูแต่งกายงดงาม และดูเป็นทางการมากกว่าปกติ ทั้งยังมีการแต่งเติมด้วยเครื่องสำอางบนใบหน้า ยกระดับความงามยิ่งขึ้นไปอีกขั้น… บ่งบอกถึงสถานะของผู้ที่กำลังมาเยือน ว่าไม่น่าจะใช่ระดับสามัญ…
“แม่นางฉี… ใยวันนี้งดงามกว่าทุกวันเล่า?!” ซุน เอ่ยทักทายพร้อมรอยยิ้ม ทำเอาหญิงสาวถึงกับชะงักงันไปชั่ววูบ เหลียวมองมาด้วยใบหน้าเขินอายอยู่เล็กน้อย เนื่องด้วยนางก็ไม่คุ้นชินกันตนเองในสภาพนี้ หากไม่ถูกบิดานางบังคับ คงยากที่นางจะแต่งองค์ทรงเครื่องสมบูรณ์
“ทางราชวงศ์ไป๋หู่ ได้ส่งองค์รัชทายาทลำดับที่ 9 มาร่วมแสดงความยินดี พร้อมของขวัญจากทางราชวงศ์ไป๋หู่ ในวันครบรอบก่อตั้งตระกูลฉีปีนี้… นั่นจึงเป็นเหตุให้ในเรือนค่อนข้างวุ่นวาย ทั้งข้าเองก็ยังต้องออกมาร่วมต้อนรับองค์รัชทายาทด้วย ในฐานะหนึ่งในสมาชิกคนตระกูลฉี…” นางกล่าวอธิบายตามตรง
ซุน เบิกตากว้างตกตะลึงในทันที…
“องค์รัชทายาทลำดับที่ 9 จากราชวงศ์ไป๋หู่ งั้นหรือ!!
เช่นนั้นงานเลี้ยงตระกูลซ่งตามกำหนดการเดิมเล่า?!”
“เรื่องนั้นคงต้องเลื่อนไปก่อน แต่พวกเราได้แจ้งไปยังผู้อาวุโสซ่งแล้ว เนื่องจากการมาขององค์รัชทายาทลำดับที่ 9 ค่อนข้างจะกะทันหัน ผู้อาวุโสซ่งจึงเข้าใจได้ในเรื่องนี้ และยินดีให้จัดเลี้ยงฉลองขึ้นในภายหลัง…
ซุน ตัวเจ้าเองมิใช่คนตระกูลซ่ง ไม่จำเป็นต้องออกหน้าก็ได้… แต่ทางที่ดีข้าว่าเจ้าควรแต่งกายให้สุภาพเสียบ้าง เผื่อองค์รัชทายาทเอ่ยถามถึงผู้ชนะเลิศในงานประลองเมื่อวันก่อน เจ้าอาจถูกเรียกตัวเข้าพบ…” นางกล่าวย้ำเตือนขึ้น…
ซุน รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย… แน่นอนว่าราชวงศ์ไป๋หู่ คือ 1 ใน 5 ขุมกำลังที่แข็งแกร่งพอจะตั้งตนเป็นหน่วยงานราชการแผ่นดิน เฝ้าปกครองโลกมนุษย์แห่งนี้ร่วมกันกับ ราชวงศ์เสวียนอู่ ราชวงศ์จูเชว่ สมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพ และ สมาพันธ์แห่งท้องทะเล…
โดยแต่ละขุมกำลัง ล้วนมีอาณาเขตปกครองเป็นของตนเอง และราชวงศ์ไป๋หู่ ก็รับหน้าที่ปกครองทวีปพยัคฆ์ขาว ที่ ซุน เหยียบย่ำอยู่ ณ ตอนนี้… ราชวงศ์ไป๋หู่ ยังเป็นหนึ่งในตระกูลที่คือครอง ป้ายทองคำ ซึ่งถือเป็นป้ายที่มีชนชั้นฐานะสูงสุด มิต่างป้ายอาญาสวรรค์
ณ ปัจจุบัน ป้ายทองคำ ถือครองเพียงแค่ 6 ตระกูลเท่านั้น…
“แต่จะว่าไป… ทำไมข้ารู้สึกคุ้นหูเกี่ยวกับองค์รัชทายาทลำดับที่ 9 แห่งราชวงศ์ไป๋หู่ยิ่งนัก แต่กลับนึกไม่ออกว่าเคยได้ยินเรื่องราวมาจากที่ใด?!” ซุน กล่าวขึ้นลอย ๆ พลางแสดงสีหน้าครุ่นคิด หากเป็นเนื้อหาที่เคยอ่านเจอในตำรา ปกติแล้ว ซุน จะจดจำทั้งหมดได้ขึ้นใจอยู่เสมอ…
นางถอนหายใจเล็กน้อย…
“เจ้านี่ก็นะ… อาจเพราะในการประลองครั้งที่ผ่านมา เจ้าคงเคยได้ยินชื่อเสียงขององค์รัชทายาทลำดับที่ 9 จากในหมู่ผู้เยาว์ด้วยกันผ่านหูมาบ้างกระมัง… เพราะสถานะขององค์รัชทายาทลำดับที่ 9 นอกจากจะเป็นเชื้อพระวงศ์แล้ว ในปัจจุบันยังคือครองตำแหน่งอัจฉริยะรุ่นเยาว์ของทวีปนี้อีกด้วย เป็นตำแหน่งเดียวกับ เกาทงหลิน แห่งตระกูลเกา…”
“!!!!!!!!!!!” ซุน เบิกตากว้างทันที ก่อนจะเริ่มนึกขึ้นได้ว่าระหว่างที่เฝ้าดูการแข่ง เรื่องราวของเหล่า ผู้เยาว์อัจฉริยะ มีการกล่าวขานกันอยู่ไม่น้อยในหมู่ผู้เข้าแข่งขันนับร้อย… จึงไม่แปลกที่จะข้อมูลเหล่านั้นจะแทรกซึมเข้าหู ซุน มาบ้าง แต่ด้วยความที่เป็นการได้ยินในระหว่างที่ตั้งสมาธิชมการประลอง ความทรงจำจึงไม่ชัดเจนนัก…
“หากเจ้าไม่มีชุดอาภรณ์ที่เหมาะสม ไว้ข้าจะแจ้งไปยังท่านพ่อบ้านให้จัดเตรียมไว้ให้ก็แล้วกัน… ที่สำคัญคือเจ้าอย่าได้ก่อความวุ่นวายเด็ดขาด!! แม้อุปนิสัยขององค์รัชทายาทลำดับที่ 9 ท่านจะเรียบง่าย ไม่ค่อยเคร่งครัดเรื่องขนบธรรมเนียมนัก แต่หากเจ้าไปสร้างความขุ่นเคืองขึ้นล่ะก็ ต่อให้ท่านปู่ข้าก็ไม่อาจช่วยเหลือเจ้าได้…” นางดูจะกำชับแน่นหนัก
ทำเอาชายหนุ่มใบหน้าบิดงออยู่ไม่น้อย…
“เช่นนั้นข้าก็ขออย่าให้องค์รัชทายาท เรียกข้าไปพบก็แล้วกัน…”
เมื่อ ฉีลู่ชิง เดินจากไป ไม่นานก็มีบ่าวในเรือน นำชุดอาภรณ์ที่ค่อนข้างเลิศหรูมาให้กับ ซุน เป็นอาภรณ์สีขาวขุ่นแม้จะไม่โดดเด่น ไม่มีสัญลักษณ์ตระกูล แต่ก็มีความสง่างามในทรงและเนื้อผ้า ซุน ซึ่งไม่เคยสวมใส่อาภรณ์มีราคาลักษณะนี้ ออกจะกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง
ทั้งยังมีบ่าวสตรีสองนาง มาช่วยในการแต่งกาย แต่งทรงผม ที่ปกติ ซุน มักจะรวบมัดไว้อย่างลวก ๆ ตามประสาบุรุษ ให้เป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น จนดูต่างไปจากเด็กหนุ่มซอมซ่อก่อนหน้านี้… ด้านบ่าวสตรีสองคนที่ช่วยในการแต่งตัว ดูพวกนางจะใบหน้าแดงระเรื่ออยู่ไม่น้อย…
“คุณชายเหยา ดูเหมาะกับอาภรณ์และการตกแต่งจริง ๆ” นางเอ่ยปากชมเฉย
ซุน เผยรอยยิ้มเจือจาง…
“พี่สาวทั้งสองอย่าได้เรียกข้าว่า คุณชายเหยา เลย… ข้าเป็นเพียงเด็กชนบทผู้หนึ่ง หาได้มีสถานะสูงส่งอันใด เรียกข้าว่า ซุน ก็พอแล้ว…”
“มิกล้า…” พวกนางก้มหน้าลงต่ำ หลังช่วยแต่งกายเสร็จสิ้นก็รีบออกจากเรือนพักของ ซุน ไป
เพื่อความเหมาะสม ซุน จำต้องเก็บขวานและเต้าสุราเข้าไปในแหวนมิติ… แต่ก็ยังคงถือตำรานั่งศึกษาอยู่ในสวนตามเดิม หาได้สนใจเรื่องราวภายในที่เกิดขึ้น… ในตอนนี้ ซุน กำลังอ่านบันทึกในประวัติศาสตร์อยู่สองเล่ม ที่เนื้อหามีความน่าสนใจเป็นพิเศษ…
[หอคอยสุสานเทพอสูร] และ [มหาขุมทรัพย์แห่งวงกตสีรุ้ง]
หอคอยสุสานเทพอสูร… ถูกเรียกขานในอีกนามว่า สิ่งมหัศจรรย์ของยุทธภพในยุคเก่า ประวัติตามที่มีการบันทึกไว้ในยุคสมัยล่าสุด มีการบอกกล่าวถึง หอคอยสุสานเทพอสูรทั้ง 5 แห่ง… มี 4 แห่งที่กระจัดกระจายอยู่ในทวีปต่าง ๆ และอีก 1 แห่งในเขตมหาสมุทรกิเลนอัสนี ที่ถูก 1 ใน 3 ผู้ยิ่งใหญ่นาม เหว่ยถู เก็บกู้มาจากใต้มหาสมุทรเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน...
ว่ากันว่าบนยอดหอคอยทั้ง 5 เป็นสุสานที่เก็บซากร่างและจิตวิญญาณของ ราชันย์สัตว์อสูรในยุคดึกดำบรรพ์ หากแต่มีเพียงตำนานเล่าขานเท่านั้น ไม่มีหลักฐานอ้างอิงใด ๆ เกี่ยวกับยอดหอคอย… เพราะนับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้ที่เคยไปถึงยอดสุงสุดของ หอคอยสุสานเทพอสูร ได้นั้นมีเพียงแค่ 3 คนเท่านั้น นั่นคือสามผู้ยิ่งใหญ่เผ่ามนุษย์ เล้งซาน เหว่ยถู และ กุ่ยเยี่ยซา เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน...
หลังการล่วงลับไปของสามผู้ยิ่งใหญ่ ก็ไม่เคยมีใครพิชิตหอคอยได้อีกเลย… ยังมีปริศนาและความลับแอบซ่อนอยู่ภายในนั้นมากมายเหนือคณา ตำนานยังกล่าวไว้อีกว่ามีเพียงผู้ถูกเลือกแห่งยุคสมัยเท่านั้น จึงจะสามารถพิชิตหอคอยเทพอสูรทั้ง 5 แห่งได้…
ส่วน มหาขุมทรัพย์แห่งวงกตสีรุ้ง… ถูกเรียกขานในอีกนามว่า สิ่งมหัศจรรย์ของยุทธภพในยุคใหม่ เป็นสถานที่ซึ่งถูกแอบซ่อนอยู่ภายในยุทธภพแห่งนี้ ไม่มีใครล่วงรู้สถานที่ตั้งแน่ชัด ถูกสร้างขึ้นโดยสามผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน เหว่ยถู และ กุ่ยเยี่ยซา อีกเช่นกันเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน
ในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนล่วงลับเข้าสู่นิพพาน… มีการประกาศจากผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน ว่าได้สร้าง มหาขุมทรัพย์แห่งวงกตสีรุ้งขึ้น 7 แห่งกระจัดกระจายอยู่ภายในโลกมนุษย์แห่งนี้ และสถานที่เหล่านั้น ก็ได้เก็บซ่อนมรดกชั้นลมปราณสีรุ้งของ เล้งซาน เหว่ยถู และ กุ่ยเยี่ยซา เอาไว้!!
การออกมาประกาศในครั้งนั้นของ เล้งซาน ได้ทำให้ยุทธภพถึงกับสั่นสะเทือน!! แต่โอกาสที่จะเข้าไปยัง มหาขุมทรัพย์แห่งวงกตสีรุ้ง นั้นมิใช่เรื่องง่าย… สถานที่ตั้งของ มหาขุมทรัพย์ทั้ง 7 แห่ง จะถูกปิดกั้นไว้ในมิติคู่ขนานที่ไม่อาจหาได้ด้วยวิธีการสามัญ จำเป็นต้องใช้กุญแจชิ้นสำคัญในการเปิดประตูสู่มิติคู่ขนานดังกล่าว…
สิ่งนั้นถูกเรียกว่า… ตราแห่งวงกต
ตราแห่งวงกตทั้ง 7 ชิ้น ถูกครอบครองโดย ตระกูลเล้ง 3 ชิ้น ตระกูลเหว่ย 2 ชิ้น และตระกูลกุ่ย 1 ชิ้น ส่วนอีกหนึ่งชิ้นสุดท้ายนั้น ไม่มีใครทราบว่าถูกเก็บรักษาไว้โดยผู้ใด ทั้งยังไม่มีข้อมูลให้สืบค้นได้อีกด้วย…
แม้ว่า ตราแห่งวงกต จะมีผู้ครอบครองเอาไว้ แต่ก็ใช่ว่าผู้ครอบครองจะสามารถเปิดประตูสู่ มหาขุมทรัพย์แห่งวงกตสีรุ้ง ได้โดยง่าย ยังมีความลับและปริศนาอีกมากมายซุกซ่อนอยู่ หลังการล่วงลับของสามผู้ยิ่งใหญ่ตลอดหนึ่งหมื่นปี มหาขุมทรัพย์แห่งวงกต เคยถูกเปิดขึ้นมาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น เมื่อราว ๆ 7,000 ปีก่อน โดยตราแห่งวงกต ลำดับที่ 6
แน่นอนว่าทันทีที่ ประตูมหาขุมทรัพย์ถูกเปิดออกมา ชาวยุทธจำนวนนับหมื่นนับแสน จากขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่ต่าง ๆ ล้วนเคลื่อนไหวในทันที หมายมั่นจะครอบครองมรดกชั้นลมปราณสีรุ้งกันทั้งสิ้น เนื่องด้วยอำนาจแห่งชนชั้นลมปราณสีรุ้งนั้น เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าผู้คนในยุคนี้จะสามารถจินตนาการไปถึง…
แต่สุดท้าย ผู้ที่สามารถช่วงชิงมรดกดังกล่าวมาไว้ในครอบครองได้สำเร็จ ก็ยังคงเป็นทายาทตระกูลเล้ง จากพรรคมังกรฟ้าเช่นเคย… หากแต่สิ่งที่ตระกูลเล้งได้กลับออกมาหลังพิชิต มหาขุมทรัพย์แห่งวงกตสีรุ้ง ลำดับที่ 6 ในครั้งนั้น ยังคงเป็นปริศนาจวบจนปัจจุบัน ไม่เคยถูกนำออกมาแสดงเบื้องหน้ายุทธภพ…
ซุน เมื่อได้อ่านบันทึกเหล่านี้ คราแรกก็ยังรู้สึกให้ความสนใจเท่านั้น… แต่พอได้ศึกษาลึกลงไปในตำราบันทึก ก็พบว่ามีภาพร่างคร่าว ๆ ของ ตราแห่งวงกต กุญแจสำคัญสู่ประตูแห่งมหาขุมทรัพย์ ให้ได้เห็น…
มันทำให้ เด็กหนุ่มจิตใจสั่นสะท้านในทันที…
เพราะภาพร่างของ ตราแห่งวงกต ที่เห็นในบันทึก…
ตรงกับป้ายโลหะประหลาดที่ ซุน พบเจอในหีบโลหะของ เหยาหมิง!!(ตอนที่ 24)
…………………………………………………….