อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 55 ภัยที่เริ่มเคลื่อนไหว
ตอนที่ 55
ณ เรือนตระกูลหาน...
เกาทงหลิน มาที่นี่ด้วยใบหน้าเคร่งขรึม สภาพของตระกูลหานในเวลานี้ย่ำแย่อยู่มิใช่น้อย สูญเสียเงินในกองคลังของตระกูลไปอย่างมหาศาลถึง 50 ล้านเหรียญทอง สำคัญคือบุตรชายคนเล็กของ หานเต้าหยี บาดเจ็บสาหัสในการประลอง ไม่มีใครทราบข่าวคราวว่าย่ำแย่เพียงใด
ทำให้ เกาทงหลิน ตัดสินใจมาเยี่ยมเยือนศิษย์น้องด้วยตนเอง ทั้งยังค่อนข้างเป็นห่วงตระกูลหาน ในฐานะตระกูลคู่ค้า ที่ร่วมธุรกิจหลายอย่างกับตระกูลเกา ในเมืองหลวง…
“ท่านพ่อบ้าน... อาการบาดเจ็บของ หานเฉียง เป็นยังไงบ้าง…”
สีหน้าพ่อบ้านใหญ่ตระกูลหานไม่สู้ดีนัก…
“ข้าว่านายน้อยเกา เข้าไปพบเองจะดีกว่า…”
ภายในห้องพักฟื้น… หานเฉียง ได้สติขึ้นมาแล้ว หากแต่ใบหน้าของชายหนุ่มปูดบวมจนผิดรูป จากฝีมือของ ซุน กระดูกแตกร้าวหลายส่วนจนไม่อาจลุกจากเตียง แผลยาวด้านหน้าไม่ลึกมากนักถูกเย็บติดเป็นที่เรียบร้อย พร้อมพันผ้าไว้แทบจะรอบตัว จุดชีพจรของ หานเฉียง มีอาการบอบช้ำจากผลข้างเคียงของโอสถปลุกชีพจร คงต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน กว่าที่จะสามารถกลับมาใช้พลังลมปราณได้อีกครั้ง
ด้านข้างเตียงของ หานเฉียง มี หานเต้าหยี ที่ใบหน้ามืดดำกำหมัดแนบแน่นด้วยโทสะ ยิ่งมองบุตรชายผู้นี้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งโกรธแค้น เหยาซุน มากเท่านั้น!!
ภายในห้องยังมีบุรุษวัยฉกรรจ์อีกผู้หนึ่งอายุราวสี่สิบปีเศษ… คนผู้นี้คือบุตรชายคนโตของ หานเต้าหยี พี่ชายแท้ ๆ ของ หานเฉียง ซึ่งมีอายุห่างกันค่อนข้างมากมีนามว่า หานห้าว ใบหน้าของชายผู้นี้ดุดันน่ากลัวยิ่งกว่าผู้เป็นบิดาเสียอีก
“เป็นเพราะเมื่อคืน ข้าไม่ได้อยู่ที่นั่นด้วย… มิเช่นนั้นเจ้าสารเลวที่บังอาจเล่นงานน้องชายข้า และล่อลวงท่านพ่อให้ตกหลุมพราง คงได้ถูกข้าฉีกเป็นชิ้น ๆ แน่!!” หานห้าว เค้นเสียงออกมาด้วยโทสะ
หานเต้าหยี ถอนหายใจหนักหน่วง…
“ถึงตอนนี้จะกล่าวอันใดได้อีก?! ฉีเฟยเทียน แม้จะแสดงออกว่าเป็นคนกลางระหว่างพวกเราและตระกูลซ่ง แต่ลึก ๆ แล้ว มันถือหางฝ่ายตระกูลซ่งอย่างชัดเจน!! ทั้งยังคล้ายว่าจะสนับสนุนเจ้าเด็กนาม เหยาซุน อยู่อีกด้วย มิเช่นนั้นมือปราบฝีมือดีอย่าง มู่เจี้ยน คงไม่ติดสอยห้อยตามเจ้าเด็กนั่นราวกับเป็นองครักษ์…
เพิ่งมีรายงานจากคนของเราเข้ามา ว่าเมื่อช่วงเช้า เหยาซุน และ มู่เจี้ยน เดินทางกลับไปยังเรือนตระกูลฉี ป่านนี้เจ้าเด็กนั่นคงอยู่ภายใต้การคุ้มครองของตระกูลฉีอย่างสมบูรณ์ไปแล้ว ไม่มีทางที่พวกเราจะแตะต้องมันได้ในเขตเรือนตระกูลฉี…”
ตูม!! เสียง หานห้าว ทุบโต๊ะไม้จนแหลกละเอียด…
“สารเลว!! ข้าเคยบอกท่านพ่อหลายรอบแล้ว ว่าตระกูลฉี มันน่ารำคาญ!! เลิกสนใจตระกูลที่มันต่ำชั้นกว่าพวกเราอย่างตระกูลซ่งได้แล้ว สู้เอาเวลาหาทางทำให้พวกเราเหนือกว่าตระกูลฉีดีกว่า!!”
หานเต้าหยี ขมวดคิ้วแนบแน่น ก่อนจะหันมองไปรอบ ๆ หวั่นเกรงว่าจะมีผู้ใดมาได้ยินถ้อยวาจาเช่นนี้ของ หานห้าว…
“ระวังคำพูดเอาไว้บ้าง… การพยายามล้มล้างตระกูลฉี ความรับผิดชอบมันแตกต่างกับตระกูลซ่งราวฟ้ากับเหว!! อย่าลืมว่า ตระกูลฉี เป็นตระกูลชนชั้นพิเศษที่ถือครอง ป้ายทองแดง หากเรื่องนี้รู้ถึงหูหน่วยงานราชการแผ่นดินอย่างราชวงศ์ไป๋หู่ล่ะก็ ตระกูลหาน ของพวกเราเดือดร้อนแน่…”
หานห้าว ยังคงมีอาการกระฟัดกระเฟียดอย่างรุนแรง… แน่นอนว่า หานห้าว เป็นคนที่รักน้องชายของตนเองมาก กระทั่งอาวุธอักขระประจำกายอย่าง ดาบผ่าวายุ หานห้าว ยังเลือกที่จะมอบให้กับน้องชาย ส่วนตนเองใช้เพียง ดาบสายลมเหนือ อาวุธอักขระชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินเท่านั้น!!
เกาทงหลิน ไม่อยากเข้าไปวุ่นวายกับเรื่องภายในนัก จึงตรงเข้าไปหา หานเฉียง ที่นอนอยู่…
“หานเฉียง ค่อย ๆ รักษาตัวไป ไว้แข็งแรงดีเมื่อไหร่ ค่อยกลับไปที่เมืองหลวง ข้าจะชี้แนะกับอาจารย์ และผู้ใหญ่ในพรรคราชสีห์สวรรค์ให้เจ้าเอง…”
“ฝะ…ฝากด้วย ศิษย์พี่ ข้ายังไม่อยากถูกถอดชื่อออกจากศิษย์หลักของพรรค…” หานเฉียง แทบจะหลั่งน้ำตา เพราะมันต้องใช้ความพยายามอย่างมาก กว่าจะไต้เต้าขึ้นไปถึงระดับศิษย์หลักของ พรรคราชสีห์สวรรค์ ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ขุมกำลังใหญ่ของเมืองหลวง มีชื่อเสียงเทียบเคียงกับ สำนักสายลมประจิม และ สำนักบุปผาประจิม…
แน่นอนว่าตัวของ เกาทงหลิน ก็เป็นศิษย์หลักอันดับ 1 ของพรรคราชสีห์สวรรค์ แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มผู้เยาว์ภายในเมืองหลวง…
เกาทงหลิน ถอนหายใจกำลังจะเดินออกจาก เรือนตระกูลหาน ในเมื่อการมาเมืองบุปผาแดงแห่งนี้ ไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์กับ ฉีลู่ชิง ตามที่ต้องการได้ อีกทั้งศิษย์น้องที่ติดตามมาด้วยอย่าง หานเฉียง ยังเจ็บหนักไม่อาจกลับไปที่พรรคได้พร้อมกัน ก็รู้สึกว่าตนคงหมดธุระกับเมืองแห่งนี้แล้ว…
ระหว่างทาง จู่ ๆ หานห้าว ก็ตรงเข้ามายังเด็กหนุ่ม…
“เกาทงหลิน… เจ้าคิดจะกลับไปที่เมืองหลวงแล้วงั้นหรือ?!”
เกาทงหลิน ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะประสานมือโค้งตัวสุภาพ…
“ถูกต้องแล้ว… ข้าจะต้องกลับไปรายงานเรื่องของ หานเฉียง เพื่อป้องกันมิให้หลุดจากตำแหน่งศิษย์หลักของพรรค”
สายตาของ หานห้าว ดุดันขึ้นชั่วขณะ…
“หวังว่าเจ้าจะไม่กลับไปฟ้องตระกูลเจ้า เรื่องที่พวกเราตระกูลหานสูญเงินเดิมพันไปในการประลอง… เพราะมันมิได้เกี่ยวอะไรกับความสัมพันธ์และธุรกิจระหว่างพวกเราทั้งสองตระกูล เจ้าเข้าใจความหมายที่ข้าบอกหรือไม่?!”
เกาทงหลิน ได้ยินเช่นนั้น ก็เผยรอยยิ้ม…
“แน่นอนว่าข้าเข้าใจดี… แต่อย่างไรเสียข้าก็เป็นสมาชิกตระกูลเกา คงไม่อาจโป้ปดได้หากถูกถามไถ่ในเรื่องนี้…”
“นี่เจ้า!!” หานห้าว ถลึงตาขึ้นทันที…
“ต่อให้เจ้าเป็นอัจฉริยะในหมู่ผู้เยาว์ แต่เจ้ายังอ่อนแอกว่าข้ามากมายนัก ระวังปากระวังคำเอาไว้บ้าง!!”
เกาทงหลิน สวมกอดอก แววตาหาได้กริ่งเกรง...
“ท่านพี่หาน... ข้าหรือจะอยากให้ความสัมพันธ์ของพวกเราด่างพร้อย หากท่านยอมช่วยเหลือข้าสักเรื่องหนึ่ง ข้าก็จะทำเป็นลืมเลือนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองนี้… ยังไงเสียข้าก็มีสถานะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลเกาในอนาคต คงไม่มีใครกล้าคาดคั้นอะไรข้าเท่าใดนัก…”
หานห้าว ขมวดคิ้วทันที มันพอจะรู้ทราบมาว่า เกาทงหลิน เป็นเด็กหนุ่มที่เจ้าเล่ห์เพทุบาย แต่ไม่คิดว่าจะกล้าเล่นแง่หาทางเอาเปรียบตนซึ่งหน้า… ส่วนหนึ่งคงเพราะ เกาทงหลิน มั่นใจว่าไม่มีใครกล้าแตะต้องตนเอง ที่มีสถานะกำลังถูกทาบทามจาก ราชวงศ์ไป๋หู่
หานห้าว ที่มีมากกว่าทั้งอายุและพลังฝีมือ สุดท้ายก็ได้แต่กำหมัดแนบแน่น...
“เจ้าต้องการอะไรก็ว่ามา!!”
เกาทงหลิน ใบหน้าเคร่งขรึมขึ้น…
“หาทางกำจัด เหยาซุน ให้ได้!! ข้ารู้สึกไม่ถูกชะตากับเจ้าเด็กนั่น หากปล่อยมันไว้อีกไม่นานมันจะต้องสร้างความเดือดร้อนให้กับพวกเราขึ้นแน่… สู้กำจัดมันทิ้งเสียตั้งแต่ที่มันยังไม่มีชื่อเสียง ถือเป็นโอกาสที่ดีที่สุด…”
“!!!!!!!!!!” หานห้าว เบิกตากว้างขึ้น ก่อนจะเปลี่ยนเป็นแสยะยิ้ม…
“หึหึ… หากเป็นเรื่องของเจ้าเด็กสารเลวนั่น เจ้าไว้ใจได้เลย… ข้าจะหาทางเล่นงานมันแน่นอน เพื่อแก้แค้นให้กับน้องชายข้า ต่อให้มีตระกูลฉีคุ้มกะลาหัวมันอยู่ แต่นั่นก็มิใช่ปัญหาสำหรับตัวข้า หานห้าว ผู้นี้!!”
ทั้งสองคนล้วนมีจุดประสงค์เดียวกัน ดังนั้นการเจรจาจึงจบสิ้นลงอย่างง่ายดาย…
……………………………………
ณ เรือนตระกูลฉี…
ซุน เห็น ฉีเฟยเทียน ตื่นเต้นกับ ขวานจักรพรรดิ ถึงเพียงนั้น ก็อดที่จะฉงนใจไม่ได้ อาจเพราะ ซุน เพิ่งจะเคยก้าวเข้ามาสู่ยุทธภพ จึงไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับความยิ่งใหญ่ในระดับตำนานมากมายนัก… หากแต่ในเมื่อ มีนามของผู้ยิ่งใหญ่อย่าง เล้งซาน เข้ามาเกี่ยวข้อง ซุน ก็เชื่อว่าขวานจักรพรรดิเล่มนี้ คงถือเป็นหนึ่งในศาสตราที่ยอดเยี่ยมอย่างแน่นอน...
ท่ามกลางประวัติศาสตร์ มีศาสตรานับหมื่นนับแสนที่ปรากฏในยุทธภพ ขวานจักรพรรดิ สามารถขึ้นอยู่ในทำเนียบร้อยศาสตราได้ ย่อมแปลว่ามูลค่าของมันย่อมไม่อาจประเมินค่า… ยังดีที่สภาพของมันดูเก่าแก่คร่ำครึ มีอายุมานับหมื่นปี ทั้งยังไม่ค่อยได้ถูกนำออกมาใช้งาน ถูกเก็บไว้เพื่อระลึกถึงผู้ล่วงลับเสียมากกว่า… ดังนั้นหาก ซุน หยิบมาใช่ในบางครั้งคราว คงไม่เป็นที่สะดุดตาเท่าใดนัก…
“ภรรยาของ เหล่าซือ มีนามว่า เล้งซิ่วอิง… ในอดีตตัวเหล่าซือและภรรยาเคยอยู่ที่ทวีปเต่าทมิฬมาก่อน ดังนั้นภรรยาของเหล่าซือที่มาจากตระกูลเล้ง ตระกูลผู้นำพรรคมังกรฟ้า มากน้อยอย่างไรคงเกี่ยวข้องกับพรรคมังกรฟ้าสาขาหลัก ในวันที่พรรคมังกรฟ้าล่มสลายลง คาดว่าขวานเล่มนี้คงถูกส่งผ่านมายังนาง จนมาถึง เหล่าซือ และถึงมือผู้เยาว์ในปัจจุบัน…” ซุน อธิบายไปตามการคาดเดา
“เป็นเช่นนี้นี่เอง… ข้านั้นชื่นชอบเรื่องราวในประวัติศาสตร์เป็นพิเศษ ดังนั้นพอได้มาเห็นศาสตราเก่าแก่เช่นนี้แล้ว มันอดใจไม่ได้จริง ๆ ที่จะเรียกเจ้ามา เพื่อขอชมเชยมันเป็นบุญตา” ฉีเฟยเทียน อดไม่ได้ที่จะกล่าวขึ้น
ซุน หันมองไปรอบ ๆ หากสังเกตดี ๆ โดยมากที่นี่จะมีหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในยุทธภพเป็นหลัก… ด้วยสถานะของตระกูลฉี รวมถึงตำแหน่งอันสูงล้ำของ ฉีเฟยเทียน จึงไม่ใช่เรื่องยากเลย ที่จะสะสมรวบรวมหนังสือตำรามากมาย จากทั้งภายในทวีปและต่างทวีปมาไว้ที่นี่…
ด้านเด็กหนุ่มที่ชื่นชอบอ่านตำราศึกษาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับที่นี่อย่างมาก... ชายชราเห็นท่าทีของเด็กหนุ่ม ก็พอจะเข้าใจได้ หวนนึกถึงตนเองขึ้นมาในทันที จากอุปนิสัยที่คล้ายคลึง หากแต่ในด้านโอกาส ซุน อาจจะมีน้อยยิ่งกว่า…
“ช่วงเวลา 20 วันที่เหลือนี้ หากเจ้าสนใจ จะเข้ามาอ่านตำราที่นี่ ข้าก็ไม่ว่าอะไร… และหากสนใจเล่มใดเป็นพิเศษ ก็ให้รีบบอกเสียแน่เนิ่น ๆ เพื่อที่ข้าจะได้สั่งคนช่วยคัดลอกให้เจ้าเพิ่มเติม…”
ซุน ได้ยินเช่นนั้นพลันเบิกตากว้างตื่นเต้นทันที…
“ขอบคุณท่านเจ้าเมืองที่เมตตา… เช่นนั้นข้าขอฉบับคัดลอกทั้งหมดในห้องนี้เลยได้หรือไม่?!”
ฉีเฟยเทียน ใบหน้าบิดเบี้ยวไปโดยพลัน
“อะไรนะ!! เอาทุกเล่มเลยงั้นหรือ!! ด้วยเวลาเพียงแค่ 20 วัน ดูท่าข้าคงต้องเกณฑ์บัณฑิตนับร้อยมาช่วยคัดลอกแล้วกระมัง…”
ซุน หยิบเงินออกมา หนึ่งแสนเหรียญทอง โดยไม่ลังเล…
“นี่เป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมด ผู้เยาว์ยินดีจ่ายค่าจ้างวานในการคัดลอก…”
ฉีเฟยเทียน หรี่ตาแคบลงเล็กน้อย… ในดินแดนแห่งนี้ ผู้คนมักมุ่งเน้นไปที่ความแข็งแกร่งเป็นหลัก ยอมทุ่มเททุกสิ่งให้กับการฝึกฝนวรยุทธ และบ่มเพาะลมปราณ… น้อยคนนักที่จะยอมจ่ายเงินจำนวนมากถึงเพียงนี้ เพื่อที่จะซื้อตำรา แสดงให้เห็นว่า ซุน ให้ความสำคัญกับความรู้ไม่น้อยไปกว่าพลังฝีมือ…
ชายชราเผยรอยยิ้มขึ้น…
“เข้าใจแล้ว… ในเมื่อเจ้าต้องการทั้งหมด ข้าก็จะหาทางจัดการให้ หนังสือตำรากว่า 7 ใน 10 ส่วนที่อยู่ในห้องนี้ น่าจะกว้านซื้อได้ทันทีจากภายในเมืองบุปผาแดง… ส่วนที่ไม่อาจหาซื้อได้ ข้าจะเร่งให้คนคัดลอกให้กับเจ้าก็แล้วกัน…”
เด็กหนุ่ม ประสานมือสุภาพ…
“ขอบคุณท่านเจ้าเมืองฉี…”
นับจากวันนั้น… บ่าวตระกูลฉี ก็มักจะเห็น ซุน หมกตัวอยู่ในพื้นที่สวนพฤกษาเป็นส่วนมาก โดยจะมีสิ่งของ 3 สิ่งติดตัวเด็กหนุ่มอยู่เสมอ… หนึ่งคือขวานศิลาระดับที่ 4 ที่ ซุน ใช้โซ่รัดพันติดตัวไว้ด้านหลังจนเป็นเอกลักษณ์ สองคือเต้าสุราที่แขวนไว้ข้างเอวซึ่งมักจะยกกระดกอยู่เป็นนิจ และสุดท้ายคือหนังสือตำราในมือ ที่แทบจะเปิดอ่านศึกษาอยู่ตลอดเวลา เก็บเกี่ยวภูมิความรู้ใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับดินแดนแห่งนี้…
…………………………………………