อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 60 วันออกเดินทาง
ตอนที่ 60
วันเวลาผ่านเลยไป เหลืออีกเพียงไม่กี่วันก็จะถึงกำหนดการเดินทาง…
เรือนผู้นำตระกูลฉี…
ฉีเฟยหลง กำลังตรวจสอบเอกสารบัญชีเกี่ยวกับกิจการของตระกูลในฐานะผู้นำ… แต่จู่ ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ทั้งที่ในวันนี้ไม่มีนัดหมายกับผู้ใด ดวงตาของ ฉีเฟยหลง หรี่แคบเล็กน้อยก่อนจะวางเอกสารต่าง ๆ ลง
“เข้ามา…”
ประตูถูกแง่มออก ก่อนจะพบว่าผู้ที่เข้ามาคือ ฉีลู่ชิง บุตรสาวแท้ ๆ ของตน… ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมาก เพราะโดยปกติแล้วหญิงสาวไม่เคยเข้ามายุ่งวุ่นวายในห้องทำงานของผู้เป็นบิดามาก่อน…
“น่าตกใจจริง ๆ ที่ลูกเข้ามาหาพ่อที่นี่ได้…”
สีหน้าของนางดูเคร่งขรึม…
“ท่านพ่อ… ลูกมีเรื่องจะพูดคุยด้วย”
………………………………………..
ณ ลานฝึกตระกูลฉี
ตูม!! เสียงฟาดฟันขวานศิลา ทำลายหินยักษ์ในลานฝึกจนแหลกละเอียด
ซุน เริ่มที่จะคุ้นชินกับน้ำหนักของขวานศิลาระดับ 4 ในเวลานี้สามารถนำออกมากวัดแกว่งได้บ้างแล้ว แต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่าชำนาญ ยังคงงุ่มง่ามตามประสา… บาดแผลที่ถูกฟันฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ เหลือก็แต่รอยแผลเป็นเล็ก ๆ ให้เห็นได้เท่านั้น พื้นฐานลมปราณของ ซุน ผ่านการยกระดับขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง เป็นชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 2 แล้ว…
“ยิ่งพื้นฐานลมปราณสูงขึ้น การยกระดับด้วยสุราลมปราณ ก็เป็นเรื่องยากมากขึ้นงั้นสินะ… ช่วงชนชั้นลมปราณสีม่วงและสีครามสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว แต่เวลานี้ต่อให้เพิ่มสุราฤทธิ์รุนแรงเข้าไป ก็ยังแทบไม่รู้สึกถึงพลังที่เพิ่มพูน...” ซุน บ่นพึมพำกับตนเอง พลางถอนหายใจ
“เจ้าบ้า… หากการฝึกลมปราณมีทางลัด ไหนเลยที่โลกนี้จะมีผู้อ่อนแอ ความเร็วในการฝึกฝนของเจ้าก็นับว่ารวดเร็วกว่าคนอื่น ๆ อย่างมหาศาลแล้ว โดยมากการบ่มเพาะลมปราณในแต่ละขั้น ใช้เวลานับเดือน หรือนับปี ยิ่งเป็นชนชั้นยอดฝีมือที่ระดับพลังสูงส่ง 10 ปีไม่มีการพัฒนาก็ยังปรากฏให้เห็นอยู่มากมาย ขีดจำกัดของแต่ละคนในการฝึกฝนย่อมไม่เท่ากัน…” เฒ่าชีเปลือย กล่าวขึ้น
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ขมวดคิ้วกดต่ำ…
“ไม่ได้การ... หากยังเป็นเช่นนี้ในงานประลองงานอภิเษก ที่เต็มไปด้วยเหล่ายอดฝีมือผู้เยาว์ในระดับทวีป ข้าคงเป็นเพียงตัวประกอบที่เข้าไปเติมเต็มตำแหน่งที่ว่างเท่านั้น… ข้าต้องหาทางเพิ่มพูนระดับชั้นพลังขึ้นไป อย่างน้อยที่สุดต้องไปให้ถึงระดับชนชั้นลมปราณสีเขียว…”
เฒ่าชีเปลือย ยกมุมปากสูง…
“หึหึ… บอกไว้ก่อนนะว่า ข้าไม่อาจสิงสู่ร่างเจ้าเพื่อกระหน่ำดื่มสุราเฉกเช่นคราวก่อนได้อีกแล้ว ตบะที่สูญเสียไปคราวก่อนของข้า ยังไม่ฟื้นฟูดีนักเลย…”
ซุน ถลึงตามองสวนกลับมา…
“วางใจเถอะ ข้าไม่คิดจะให้เจ้ามาสิงสู่ร่างข้าอีกแล้ว มันทำให้ข้ารู้สึกเหมือนว่าเจ้ากำลังพยายามควบคุมข้าทีละนิด ๆ เกิดท้ายที่สุดเจ้าต้องกลายเป็นชีเปลือยอุบาทเช่นเจ้าจะทำยังไง?! ข้านั่นคิดเอาไว้แล้ว เรื่องหนทางที่จะเพิ่มพูนลมปราณในระยะสั้น…”
“หอคอยสุสานเทพอสูร งั้นสินะ…” เฒ่าชีเปลือย เอ่ยขึ้น
“ถูกต้อง… หอคอยสุสานเทพอสูรพยัคฆ์ขาว ตั้งอยู่ที่เมืองหลวง อีกทั้งยังมีการเปิดให้เข้าไปด้านในได้อย่างอิสระตามกฎหมายราชการแผ่นดิน มีเงื่อนไขเพียงแค่ต้องเป็นคนที่มีระดับชั้นพลังต่ำกว่าชนชั้นลมปราณสีส้มลงไปเท่านั้น…
การไปเมืองหลวงในครั้งนี้ มีทั้งเป้าหมายและภารกิจอยู่ไม่น้อย ถึงแม้จะเสี่ยงอันตราย แต่ข้าก็คงต้องไปที่นั่นให้จงได้… ทางยอดฝีมืออย่าง มือปราบมู่ ก็เอ่ยปากแล้วว่าจะเป็นผู้พาข้าไปส่งยังเมืองหลวงจนถึง สำนักสายลมประจิม ทั้งยังจะประจำการอยู่เมืองหลวงไปอีกระยะหนึ่ง หากเกิดเรื่องใดก็สามารถติดต่อได้ทันที…” ซุน กล่าวขึ้นถึงเส้นทางที่วางไว้
ตามที่ได้ศึกษามาเกี่ยวกับ หอคอยสุสานเทพอสูรทั้ง 5 แห่ง โดยพื้นฐานจะมีรูปแบบหอคอยที่คล้ายคลึงกันทั้งหมด แตกต่างก็เพียงแค่สถานที่ตั้งและเป็นสุสานของราชันย์สัตว์อสูรตนใดในอดีตเท่านั้น มีนามเรียกขานแตกต่างกันทั้ง 5 แห่งได้แก่ หอคอยเทพอสูรมังกรฟ้า หอคอยเทพอสูรพยัคฆ์ขาว หอคอยเทพอสูรเต่าทมิฬ หอคอยเทพอสูรหงสาเพลิง และ หอคอยเทพอสูรกิเลนอัสนี…
หอคอยที่ตั้งในเมืองหลวงคือ หอคอยเทพอสูรพยัคฆ์ขาว ตำนานกล่าวไว้ว่าที่นี่เป็นหอคอยแห่งเดียวจากทั้งหมด 5 หอคอย ที่ยังไม่เคยถูกผู้ใดพิชิตมาก่อน... ส่วนหอคอยแห่งอื่น ๆ ที่เหลือ ล้วนแล้วแต่ถูกพิชิตโดยสามผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต เล้งซาน เหว่ยถู และ กุ่ยเยี่ยซา ส่วนโชควาสนาที่ได้รับนั้น รับรู้แค่เพียงว่ามันจะแตกต่างกันออกไป แต่เรื่องรายละเอียดของโชควาสนานั้น ไม่มีการถูกบันทึกเอาไว้…
ความน่าสนใจของหอคอยทั้ง 5 ก็คือ ภายในหอคอยเหล่านั้น จะเปี่ยมไปด้วยกระแสลมปราณอันมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ภายใน การเข้าไปทำการบ่มเพาะลมปราณที่ด้านในจึงรวดเร็วกว่าภายนอกนับสิบนับร้อยเท่า ขึ้นอยู่กับว่าจะก้าวขึ้นไปบนหอคอยได้สูงมากเพียงใดเท่านั้น…
แต่หอคอยสุสานเทพอสูรก็มีกฎอันเข้มงวดของหอคอยเช่นกัน ใช่ว่าจะก้าวเดินดุ่ม ๆ เข้าไปได้อย่างปลอดภัย ภายในเต็มไปด้วยอุปสรรคนานัปการหากก้าวพลาดเพียงครั้ง นั่นหมายถึงชีวิตที่ต้องสละทิ้ง
ซุน เมื่อได้อ่านข้อมูลเหล่านั้นแล้ว ก็รู้สึกตื่นเต้นตามไปด้วย ชนชั้นยอดฝีมือเกือบทั้งหมดล้วนแล้วแต่เคยเข้าไปแสวงหาโชควาสนาในหอคอยด้วยกันทั้งสิ้น ตราบเท่าที่พื้นฐานลมปราณยังไม่ถึงชนชั้นลมปราณสีส้ม ก็ยังสามารถเข้าไปด้านในได้ปีละหนึ่งครั้ง โดยครั้งละ 36 ชั่วยาม(72 ชั่วโมง) จากนั้นก็จะถูกอำนาจแห่งหอคอย ผลักดันให้ออกมาด้านนอกทันที และต้องรอไปจนให้ถึงปีถัดไป จึงจะได้รับโอกาสเข้าไปได้อีกครั้ง ตามกฎที่หอคอยเป็นผู้กำหนด…
“ว่ากันว่าทุกคนที่เข้าไปในหอคอย จะถูกจับจ้องโดยจิตวิญญาณของราชันย์สัตว์อสูรด้านบนหอคอย… และจิตวิญญาณเดียวกันนั้น คือผู้กำหนดเลือกสรรว่าผู้ใดคือผู้ที่เหมาะสม ตามความคิดของข้าแล้ว มันช่างเป็นเรื่องที่น่าสนใจจริง ๆ
อยากรู้เหมือนกันว่าราชันย์สัตว์อสูรของดินแดนแห่งนี้ สามารถเทียบได้กับจิตวิญญาณสัตว์เทพในดินแดนที่ข้าจากมา อย่างผู้บรรลุตบะนิรันดร์ พญานาคราช และ พญาครุฑธา ได้หรือไม่…” ซุน กล่าวขึ้นทั้งรอยยิ้ม คิดคำนึงไว้แล้วว่าหลังจากพบเจอ เตียมู่หยง ก็จะหาทางไปยัง หอคอยสุสานเทพอสูรให้จงได้…
เด็กหนุ่ม ยังคงฝึกฝนตนเอง พลางศึกษาตำราอยู่ในตระกูลฉีอยู่ร่ำไป… จวบจนกระทั่งวันหนึ่ง ที่ เตียมู่หยง ได้ติดต่อกลับมายังเจ้าเมือง ฉีเฟยเทียน ว่า ณ ตอนนี้ได้กลับมาถึง สำนักสายลมประจิม เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สามารถให้ ซุน เดินทางมายังเมืองหลวงได้ในทันทีเมื่อพร้อม…
ผนวกกับเป็นช่วงเวลาที่ พ่อบ้านใหญ่ ฉีจิ้นฝู ได้จัดเตรียมวัตถุดิบในการหมักบ่มสุราที่ ซุน ต้องการได้ครบถ้วนแล้ว ตีเป็นมูลค่าเงินกว่าห้าแสนเหรียญทอง ดังนั้นปริมาณของวัตถุดิบที่หามาได้ จึงมากพอจะให้ ซุน หมักบ่มสุราลมปราณไปได้อีกหลายร้อยไห แต่แน่นอนว่ายังขาดซึ่งพื้นที่และช่วงเวลาในกระบวนการผลิตอยู่อีกอยู่พอสมควร ซุน จึงขอเก็บวัตถุดิบไว้กับตนเองก่อน เพื่อรอคอยความพร้อมอีกครั้ง…
ดังนั้น ซุน จึงตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ว่าจะเดินทางในทันที…
ช่วงเช้าวันนั้น ก่อนออกเดินทาง…
ซุน และ มู่เจี้ยน จัดเตรียมสัมภาระพร้อมสรรพ การเดินทางจากที่นี่ไปยังเมืองหลวง หากใช้อาชาสามัญก็คงกินเวลาอยู่ไม่น้อย แต่ด้วยอำนาจเกรียงไกรของตระกูลฉี จึงมีสัตว์อสูรพาหนะที่จัดเตรียมเอาไว้ให้ คะเนว่าคงใช้เวลาไม่ถึง 7 วันเท่านั้น
ซุน และ มู่เจี้ยน เข้ามาร่ำลาเจ้าเมือง ฉีเฟยเทียน อย่างเป็นทางการอีกครั้ง… ชายชราเผยรอยยิ้มยินดี แม้ใจจะนึกเสียดายผู้เยาว์มีความสามารถ แต่ก็ไม่คิดที่จะขัดขวางเส้นทางเดินของผู้ใดเช่นกัน…
“กิ้งก่ายักษ์สามหาง ที่ข้าจัดเตรียมไว้ให้พวกเราเดินทาง มีขนาดตัวที่ใหญ่เกินไปไม่อาจเข้ามาในเขตชุมชนของเมืองบุปผาแดงได้ ฉะนั้นพวกเจ้าจะต้องขี่ม้าเดินทางไปก่อนราว ๆ ครึ่งวัน แล้วค่อยไปสลับเปลี่ยนพาหนะเป็น กิ้งก่ายักษ์สามหาง ที่หัวเมืองทะเลทรายฝั่งตะวันออก หวังว่าจะไม่ลำบากเกินไป…” ฉีเฟยเทียน กล่าวขึ้นกับทั้งสองซึ่งเข้าใจเรื่องนี้ดี และไม่ใช่ปัญหาใดในการสลับพาหนะ ขอเพียงช่วยร่นระยะเดินทางและความสะดวกสบายไปได้อีกหลายเท่า…
มู่เจี้ยน ตรงเข้าไปประสานมือสุภาพ…
“ผู้น้อยต้องขออภัยด้วย ที่ต้องไปจากเมืองนี้ก่อนกำหนดการเดิม… หวังว่าท่านเจ้าเมืองจะมิโกรธเคืองกัน”
“หึหึ…ข้าจะโกรธเจ้าได้เยี่ยงไร ที่เจ้ามาประจำอยู่ในเมืองบุปผาแดงแห่งนี้ ยังไงก็เป็นเพียงภารกิจชั่วคราว มีหรือที่ข้าจะกล้ากักตัวอัจฉริยะจากหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ของราชวงศ์ไว้เนิ่นนาน ต่อให้เจ้าไม่จากไปในวันนี้ อีก 1-2 เดือน เจ้าก็ต้องจากไปอยู่ดีนั่นแหละ…” ฉีเฟยเทียน กล่าวด้วยรอยยิ้มชรา
ซุน เป็นอีกคนที่ประสานมือสุภาพ…
“ขอบคุณท่านเจ้าเมืองที่ช่วยดูแลผู้เยาว์มาโดยตลอด… ทั้งยังลำบากกว้านซื้อตำรา และช่วยคัดลอกมาให้ผู้เยาว์อีกมากมาย ถือเป็นเกียรติยิ่งนักที่ได้รับการอนุเคราะห์จากผู้ยิ่งใหญ่เช่นท่าน…”
ชายชราปัดมือเบา ๆ พลางถอนหายใจ
“อย่าคิดมาก... ข้าชื่นชอบคนมีความสามารถ ทั้งเจ้ายังเป็นคนรู้จักของสหายข้า ดังนั้นอย่างไรข้าก็ต้องช่วยเหลือเจ้า… หากภายภาคหน้าเจ้าได้เป็นใหญ่เป็นโตเหนือข้าผู้นี้ ก็อย่าลืมชายแก่เจ้าเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ก็แล้วกัน ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!”
ซุน พลันยิ้มแห้งทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น…
“ผู้เยาว์อย่างข้า จะมีโอกาสเป็นใหญ่เป็นโตเหนือเจ้าเมือง จากตระกูลชนชั้นพิเศษอย่างผู้อาวุโสได้ยังไงกัน…”
ฉีเฟยเทียน แสยะยิ้มชรา ดวงตาเพ่งมอง…
“ก็ไม่รู้สิ เรื่องของอนาคตอะไรก็เกิดขึ้นได้ และข้าเองก็มีลางสังหรณ์เช่นนั้น… แต่แน่นอนว่ากว่าเจ้าจะก้าวขึ้นถึงจุดนั้นได้ คงต้องเผชิญบททดสอบอีกมากมายนัก อย่าเพิ่งรีบถอดใจเสียล่ะ…”
ซุน ถึงกับกลืนน้ำลายฝืนเคืองเบา ๆ ไม่รู้จะตอบรับออกไปเช่นไรด้วยซ้ำ… บรรยากาศรอบ ๆ ห้องออกจะดูมืดครึ้มอยู่พอสมควรจนรู้สึกได้ แต่แล้ว จู่ ๆ ดวงตาของชายชราก็เบิกโพลงสูง ประหนึ่งว่านึกเรื่องสำคัญอันใดออก…
“จริงสิ!! ผู้ที่จะไปยังเมืองหลวง ไม่ได้มีเพียงแค่พวกเราสองคน… ไหน ๆ ก็ได้ไปในเส้นทางเดียวกันแล้ว ข้าขอฝากคนอีก 2 คนติดตามไปกับพวกเจ้าด้วย ทั้งสองมีธุระที่เมืองหลวงเช่นกัน… กิ้งก่ายักษ์สามหาง ติดเกี้ยวขนาดใหญ่ไว้บนหลัง สามารถรองรับคนได้นับสิบ ดังนั้นพวกเจ้าจะไม่รู้สึกอึดอัดระหว่างการเดินทางแน่นอน...” ฉีเฟยเทียน จู่ ๆ ก็เอ่ยขึ้นมา โดยเป็นเรื่องที่ทั้ง ซุน และ มู่เจี้ยน ไม่ได้รับรู้มาก่อนเลย…
“ใครงั้นหรือ?!” ซุน กดหัวคิ้วต่ำลง…
จังหวะนั้น ประตูเรือนก็พลันเปิดขึ้น…
พร้อมหญิงสาวสองคนที่เดินเข้ามา…
ชายชราผายมือออกไปด้วยรอยยิ้ม…
“พวกนางนั่นไง?!”
“!!!!!!!!!!!” ซุน เบิกตากว้างขึ้นทันที เมื่อพบเจอหญิงสาวทั้งสอง…
“แม่นางฉี?! แม่นางเหม่ย?!”
สองหญิงสาวผู้เป็นศิษย์หลักอันดับ 1 และ อันดับ 2 ของ สำนักหงส์สราญ แต่งกายรัดกุมพร้อมออกเดินทาง… สำหรับ เหม่ยลี่ นั้น คือหญิงสาวใบหน้าจิ้มลิ้ม หนึ่งในขบวนเดินทางของ ฉีลู่ชิง ในตอนที่ไปต่อสู้กับอสรพิษทะเล (ตอนที่ 10)
เหม่ยลี่ นางนับเป็นผู้เยาว์ฝีมือดีคนหนึ่งของเมือง เข้าถึงรอบ 16 คนสุดท้ายในการประลองเมื่อคราวก่อน แต่เมื่อเปรียบวัดกับ ฉีลู่ชิง ที่เป็นหญิงสาวด้วยกัน ยังนับว่าห่างไกลกันพอสมควร นางจึงดูไม่เป็นที่สะดุดตานัก… แต่ ซุน ก็พอจะจดจำนางได้อยู่บ้าง
ฉีลู่ชิง ใบหน้าเชิดหยิ่งตามนิสัย หันมองมายังเด็กหนุ่มเล็กน้อย…
“บอกไว้ก่อนนะว่า การไปเมืองหลวงของข้า มิได้เกี่ยวข้องอันใดกับเจ้า… แต่ตัวข้าและศิษย์น้องเหม่ย ได้รับการเชื้อเชิญจาก สำนักบุปผาประจิม หนึ่งในสามขุมกำลังใหญ่ของเมืองหลวงให้เข้าร่วมสำนักจากความสามารถ พวกเราจึงแสวงหาการพัฒนาเช่นเดียวกัน…”
ซุน ได้ยินเช่นนั้น ไหนเลยที่จะกล่าวสิ่งใดได้…
นอกจากเกาศีรษะเบา ๆ ใบหน้างุนงง…
……………………………………….