อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 69 ณ เมืองหลวง
ตอนที่ 69
“เร็วเข้า อย่ามัวเสียเวลา!! ด้านหลังยังมีอีกมาก!!”
เสียงเซ็นแทรกจากด้านหน้าแถว กังวานมาถึงด้านหลัง… เป็นเสียงของทหารรักษาประตูทิศตะวันตก ที่กำลังเร่งขบวนกลุ่มพ่อค้าที่กำลังต้องการเข้าไปในเมืองหลวง แน่นอนว่าเมืองแห่งนี้มีความเข้มงวดเป็นพิเศษ เพราะเป็นสถานที่ตั้งของพระราชวังราชวงศ์ไป๋หู่ ขุมกำลังซึ่งเป็นหน่วยราชการแผ่นดินที่ปกครองทวีปแห่งนี้ ด้านกำลังทหารและมือปราบย่อมอยู่ในระดับกองทัพขนาดใหญ่…
ด้วยสถานะของ มู่เจี้ยน มือปราบระดับสูง และ ฉีลู่ชิง จากตระกูลชนชั้นพิเศษ ทำให้ทั้ง 4 คนไม่จำเป็นต้องต่อแถวขบวนร่วมกับเหล่าพ่อค้าและสามัญชน ดิ่งตรงเข้าไปที่ทางเข้าประตูเมืองทันที… เมื่อ มู่เจี้ยน แสดงป้าย มือปราบชั้นพิเศษสังกัดหน่วยเทพพยัคฆ์ เหล่าทหารยามพลันตื่นตะลึง ประสานมือโค้งตัวสุภาพ…
“ข้า มู่เจี้ยน รับหน้าที่อารักขาคุณหนูตระกูลฉี และผู้ติดตาม ขอเข้าเมือง…”
ยิ่งเห็นป้ายทองแดงของ ฉีลู่ชิง เหล่าทหารยามพลันเรียกเกี้ยวรถม้าเข้ามารับในทันที!! แต่ ฉีลู่ชิง ก็ได้ปฏิเสธไม่ต้องการให้เป็นเรื่องเอิกเกริก อยากเดินเข้าไปในเมืองด้วยตนเองมากกว่า… ซุน ที่เห็นเช่นนั้นยังอดทึ้งไม่ได้ คิดไม่ถึงว่าตระกูลชนชั้นพิเศษนั้น ไม่ดีมีอำนาจเพียงแค่วงแคบ ๆ ในเมืองตนเองเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะไปเมืองใดใน 4 ทวีปบนโลกนี้ ก็ล้วนแล้วแต่ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี…
มุมมองของ ซุน เริ่มจะเปลี่ยนแปลงไปหลังก้าวผ่านความเป็นความตายมาสักระยะ… ตระหนักรู้ตระหนักชัด ถึงปัจจัยหลักอย่างความแข็งแกร่ง สถานะชนชั้น และความร่ำรวย ว่าสำคัญเพียงใดในดินแดนแห่งนี้… มุมมองผู้เยาว์จากหมู่บ้านชนบทรกร้างก่อนหน้านี้ ไม่อาจมองเห็นฟ้าดินทั้งหมดแจ่มชัด…
“เห็นหรือไม่เล่า?! การใช้วิถีที่เรียบง่ายของเจ้า สุดท้ายมันก็ยิ่งก่อความลำบากให้ตน… ข้าพยายามบอกกับเจ้าตั้งเท่าใดแล้ว ว่าเจ้าจำต้องมีความทะเยอทะยาน เหยียบย่ำซากศพขึ้นไป เพื่อให้ได้มาซึ่งทุกสิ่ง…” เฒ่าชีเปลือย กระซิบบอกข้างใบหูของเด็กหนุ่ม
แม้ ซุน อยากเอ่ยโต้แย้ง ก็ยังไม่มีสิ่งใดในหัว…
ทุกอย่างเป็นดั่งที่ เฒ่าชีเปลือย กล่าวขึ้นจริง ๆ
“ความทะเยอทะยาน งั้นหรือ…” ซุน พึมพำขึ้นเบา ๆ ก่อนจะส่ายหน้าไปมาคล้ายลบล้างความคิดเหล่านั้น… “ไม่ได้ ตอนนี้สิ่งที่ข้าควรคำนึงเป็นอันดับแรกคือการช่วยเหลือ เหล่าซือ…” เด็กหนุ่ม ดูเหมือนจะพยายามกดความคิดบางอย่างของตนเองลงอีกครั้ง
จนเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าตนกำลังถูกครอบงำด้วยบุคลิกที่ เฒ่าชีเปลือย พยายามปลุกปั้นหรือไม่?! เพราะ ซุน รู้สึกได้ว่าจิตใจของตนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปมาก หากเทียบกับตนเองในสมัยอดีต…
เฒ่าชีเปลือย เหลือบมองพลางยกมุมปากเล็กน้อยไม่กล่าวสิ่งใด…
ระหว่างที่ผ่านเข้าประตูเมือง… มีทหารเฝ้าประตูหลายคนเพ่งมองมายัง ซุน ไม่วางตา พร้อมกับหยิบเอาแผ่นกระดาษขนาดเล็กซึ่งมีรูปวาดใช้เปรียบเทียบ มองเด็กหนุ่มและรูปวาดสลับอยู่หลายที ก่อนจะปรากฏรอยยิ้มเจือจางขึ้น แน่นอนว่าตระกูลเกา ถือเป็นตระกูลใหญ่ที่มีอิทธิพลไม่น้อยในเมืองนี้ การจะติดสินบนทหารเฝ้าประตูบางคน ย่อมมิใช่เรื่องยากเย็น ซึ่งทางเข้าเมืองทั้ง 4 ทิศของเมืองหลวงนั้น เกาถิง ได้หว่านสินบนไปจนทั่วแล้วเพื่อให้คอยเป็นหูเป็นตาสืบข่าวคราวของ ซุน…
ทหารยามคนหนึ่งแอบปลีกตัวหลบไปด้านหลัง หน้าที่ของมันมิใช่การจับกุม ขอเพียงแค่แจ้งไปยัง เกาถิง เท่านั้นก็ได้รับค่าตอบแทนมหาศาล ทหารยามหยิบเอาหยกสื่อสารขึ้น… “นายน้อยเกา… พบตัวเด็กหนุ่มที่ท่านกำลังตามหาแล้ว ด้านประตูเข้าเมืองทิศตะวันตก”
“ดีมาก!! ไว้ข้าจะตบรางวัลให้เจ้าอย่างงาม…” เสียงพึงพอใจ ดังออกมาจากหยกสื่อสาร
เมื่อทั้งสี่คนได้เข้ามาในเมืองหลวง บรรยากาศก็แปรเปลี่ยนไปในทันที ความพลุกพร่านของผู้คน บนถนนที่ทอดยาวสุดสายตาทำให้ ซุน รู้สึกตื่นเต้น… ทั้งบนท้องฟ้าในเมืองยังปรากฏวิหคขนาดใหญ่โบยบินให้เห็นประปลาย
ภายหลังทำให้ ซุน ได้รู้ว่า สัตว์อสูรพาหนะไม่ได้ถูกจำกัดเพียงแค่สัตว์อสูรบนพื้นราบเท่านั้น แต่ยังมีวิหคขนาดใหญ่ที่ถูกใช้เป็นพาหนะได้อีกด้วย ซึ่งพวกมันมีราคาที่สูงเกินเอื้อมสำหรับสามัญชน แม้แต่ตระกูลใหญ่ยังแทบไม่มีให้ปรากฏ ที่พบเจอในเมืองหลวงโดยมากจะเป็นวิหคพาหนะของเชื้อพระวงศ์จากราชวงศ์ไป๋หู่
สาเหตุที่ราคาวิหคเหล่านี้มหาศาลนั้น ก็เพราะสัตว์อสูรสายพันธุ์วิหคพาหนะ ไม่อาจสร้างเป็นสัตว์อสูรเทียมได้ พวกมันล้วนเป็นสัตว์อสูรแท้ที่รับการฝึกฝนจนเชื่อง สาเหตุที่พวกมันไม่ถูกล่าหรือกำจัดก็เพราะพวกมันอ่อนแอเกินกว่าจะนำไปใช้เป็นร่างสถิต และในสภาพที่ยังมีชีวิต วิหคเหล่านี้ก็มีราคาแพงกว่ายามที่ถูกเปลี่ยนเป็นลูกแก้วดวงจิตหลายร้อยเท่า…
ซุน ดูจะตื่นตาตื่นใจกับหลาย ๆ สิ่ง เพราะเมืองหลวงมีความยิ่งใหญ่กว่าเมืองบุปผาแดงหลายเท่า… อีกทั้งสุดปลายระยะสายตา ซุน ยังมองเห็นสิ่งปลูกสร้างขนาดมหึมาที่มียอดสูงเสียดฟ้า มองดูจากจุดนี้ยังระบุได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร…
“หอคอยสุสานเทพอสูร พยัคฆ์ขาว!!”
ซุน อดไม่ได้ที่จะขนลุกชูชัน แม้จะรู้ว่าหอคอยสุสานเทพอสูรถือเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์แห่งยุทธภพ แต่พอได้มาเห็นกับตายังรู้สึกได้ว่ามันยิ่งใหญ่กว่าที่ได้จินตนาการไว้เสียอีก ปักใจมั่นว่าจะต้องหาโอกาสเข้าไปยังที่แห่งนั้นให้จงได้…
ในความพลุกพร่านของเหล่าผู้คนจำนวนมากนี่เอง…
จู่ ๆ เบื้องหน้ากลุ่มของ ซุน ก็พลันปรากฏร่างของชายชุดดำที่ปิดบังใบหน้าท่ามกลางฝูงชน ปกปิดร่องรอยมาอย่างมิดชิด รู้ตัวอีกครั้งคนผู้นี้ก็อยู่ห่างจากกลุ่มของ ซุน ไม่ถึง 20 ก้าวแล้ว!! ซึ่งเป็นจังหวะที่ชายผู้นั่นระเบิดท่าร่างพุ่งตรงเอามาอย่างอุกอาจ โดยที่ชาวบ้านโดยรอบไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ ว่ากำลังจะเกิดเหตุการณ์ร้าย
มู่เจี้ยน เป็นคนแรกที่สัมผัสได้ เบิกตากลมโตพร้อมชักกระบี่โดยไม่ลังเล!!
“กล้าลงมือกลางเมืองเชียวหรือ!! มันจะเหิมเกริมมากไปแล้ว!!”
กระบี่เงาวับสะท้อนกับแสงตะวันยามเย็น…
ทว่า…
กึก!
กระบี่มอง มู่เจี้ยน ที่เสือกแทงออกไป กลับถูกหยุดด้วยนิ้วมือเพียงสองนิ้วที่คีบคมกระบี่เอาไว้!! บ่งบอกถึงความแตกต่างที่มหาศาลในระดับชนชั้นลมปราณ ทำเอา มู่เจี้ยน ใบหน้าซีดเผือดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน...
“หลีกไป!”
ชายชุดดำพลิกข้อมือแผ่วเบา ร่างของ มู่เจี้ยน กลับลอยปลิดปลิวประหนึ่งไร้น้ำหนัก อัดกระแทกกับแผงสินค้าภายในตลาด จนเสียหลักเกลือกกลิ้ง!! เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นเร็วมากจนไม่ทันที่เหล่าผู้เยาว์จะสามารถรับมือ กว่าจะรู้สึกตัวเงาร่างของชายชุดดำก็ปรากฏเบื้องหน้าของ ซุน เสียแล้วพร้อมกับการสกัดจุดชีพจร 3 ครั้ง รวดเร็วดุจประกายแสงไฟ
สติของ ซุน พลันดับวูบ ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะให้ เฒ่าชีเปลือย เข้าสิงสู่ร่าง… ฉีลู่ชิง และ เหม่ยลี่ ถูกแรงกดดันของชายชุดดำจนทรุดเข่าลง มิอาจตอบสนองโต้ตอบ ก่อนที่ชายชุดดำผู้นั้นจะคว้าร่างของ ซุน ขึ้นพาดบ่าและทะยานร่างขึ้นไปเหนือหลังคาบ้านเรือน มองเห็นการกระโดดเพียง 2 ครั้ง ก็หายลับไปราวกับภูติพราย…
ตั้งแต่การปรากฏตัวจนถึงยามที่จากไป ทุกสิ่งเกินขึ้นในเวลาไม่ถึง 5 ลมหายใจที่เข้าออก... มู่เจี้ยน ที่รีบลุกยืนขึ้นมา ก็ไม่หลงเหลือเงาร่างใด ๆ ให้ติดตามอีกแล้ว เสียงของ มือปราบหนุ่ม คำรามแผดก้องดังด้วยความเจ็บใจ ทั้งที่ตนไม่ได้ประมาทแม้แต่น้อย หากทว่าความแตกต่างของชนชั้นพลังของ มู่เจี้ยน และชายชุดดำ จึงทำให้เกิดเรื่องราวเช่นนี้
…………………………………………….
ช่วงค่ำวันนั้น…
ซุน ค่อย ๆ กลับมาได้สติอีกครั้ง รู้สึกสะลึมสะลืองุนงง… ก่อนจะหันมองสำรวจไปรอบ ๆ ภาพเหตุการณ์ที่ถูกชายชุดดำเล่นงาน ก็พลันไหลเข้ามาในห้วงความทรงจำ เด็กหนุ่ม เร่งสำรวจตนเองว่าบาดเจ็บหรือถูกพันธนาการหรือไม่ แต่ก็ปรากฏเพียงตนเองนอนอยู่บนเตียงในห้องที่ปิดทึมเท่านั้น…
“ฟื้นแล้วงั้นหรือ?!” สุ่มเสียงหนึ่งดังจากภายในห้อง โดยมีแสงสว่างจากเปลวเทียนเป็นจุดสังเกตได้เท่านั้น… ดวงตาของ ซุน ตกตะลึงในทันที พร้อมกับจิตใจที่เบ่งบานขึ้น เพราะชายที่อยู่เบื้องหน้า ก็คือคนที่ ซุน ต้องการมาหาที่เมืองหลวงแห่งนี้ สหายเพียงคนเดียวของ เหยาหมิง ที่ ซุน เคยพบเจอ...
“ผู้อาวุโสเตีย!!”
เตียมู่หยง แย้มยิ้มชรา พยักหน้าตอบรับเบา ๆ
“อย่าบอกนะว่า ท่านก็คือชายชุดดำผู้นั้น!!” ซุน โพล่งถามขึ้นทันที
เตียมู่หยง พยักหน้าตอบรับอีกคราหนึ่ง… ซึ่งมันก็ทำให้ ซุน ต้องแสดงสีหน้าฉงน...
“เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ?! ทำไมผู้อาวุโสต้องชิงตัวข้ามาด้วยวิธีการเช่นนั้น?!”
ชายชราถอนหายใจหนักหน่วง…
“นั่นก็เพราะว่าตั้งแต่ที่เจ้าเข้าเขตเมืองหลวง เจ้าก็ตกอยู่ในการเฝ้าจับตามองของศัตรูในทุกฝีก้าว หากปล่อยให้เจ้าเข้ามาลึกกว่านั้น หรือศัตรูเริ่มเคลื่อนไหว ก็จะยิ่งเป็นเรื่องยากที่ข้าจะเข้าปกป้องเจ้าให้ทันท่วงที…
ข้าจึงตัดสินใจชิงลงมือก่อนศัตรู ทั้งยังต้องใช้สถานะที่แอบซ่อนตัวตนเพื่อให้ศัตรูสับสนไปอีกขั้น อย่างน้อยในตอนนี้ร่องรอยของเจ้าก็ได้เลือนหายไปจากเมืองหลวงแล้ว ทำให้ยากที่จะหาเบาะแสต่อไปได้…”
“!!!!!!!!!!” ซุน เบิกตากว้างขึ้นทันที แต่หลังจากที่วิเคราะห์ปะติดปะต่อเหตุการณ์ก็ได้เข้าใจอย่างรวดเร็ว ซึ่งนับว่า เตียมู่หยง ลงมือได้รอบคอบอย่างมาก...
“อิทธิพลของตระกูลเกา มีมากถึงเพียงนั้นเชียวหรือนี่!!” เด็กหนุ่ม เอ่ยขึ้นพึมพำ
เวลานั้นเอง ที่ เตียมู่หยง ใบหน้ามืดดำลงอีกระดับ…
“หากศัตรูเป็นเพียงตระกูลเกา ข้าคงดีใจกว่านี้… ปัญหาคือตัวตนของศัตรูยิ่งใหญ่มากไปกว่านั้น!! ตั้งแต่ที่ทราบข่าวร้ายของ เหยาหมิง จากเจ้าเมื่อเดือนก่อน ข้าก็ได้ทำการสืบเรื่องราวด้วยตนเองอย่างจริง โดยเริ่มต้นจากตระกูลเกา…
ทำให้ได้รู้มาว่าแท้จริงแล้วเบื้องหลังของตระกูลเกา มีองค์กรใต้ดินขนาดใหญ่คอยหนุนหลังอยู่ และชื่อขององค์กรนั้นก็คือ กลุ่มมังกรทอง…”
“กลุ่มมังกรทอง?!” ซุน หดนัยน์ตาแคบลง…
“ถูกต้อง… กลุ่มมังกรทอง เป็นขุมอำนาจมืดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเวลานี้เลยก็ว่าได้ ไม่มีใครทราบตัวตนผู้นำของพวกมัน หรือแม้แต่เหล่าแกนนำทั้ง 10 คน ก็ยังมีข้อมูลเล็ดลอดออกมาเพียงน้อยนิด และมีเพียงสมมุติฐานเท่านั้น ไม่มีหลักฐานยืนยันเพื่อเอาผิด… หนึ่งในนั้นคือ เกาเทียนฉี อดีตผู้นำตระกูลเกา ที่ประกาศถอนตัวจากยุทธภพไปแล้วเมื่อหลายสิบปีก่อน...
ว่ากันว่า กลุ่มมังกรทอง นี่แหละ ที่เป็นสาเหตุหลักในการล้มสลายของ พรรคมังกรฟ้าสาขาหลัก ที่ทวีปเต่าทมิฬเมื่อ 40 ปีก่อน... สิ่งนี้บ่งบอกถึงความแข็งแกร่งที่น่ากลัวของ กลุ่มมังกรทอง จนแม้แต่สมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพ ยังต้องให้ความสนใจกับกลุ่มองค์กรใต้ดินนี้…”
ซุน ดวงตาเบิกโพลงขึ้นทันที…
“เช่นนั้นก็แปลว่า เหล่าซือ ถูกจับตัวไปโดย กลุ่มมังกรทอง งั้นหรือ!!”
เตียมู่หยง พยักหน้าตอบรับเบา ๆ
“แม้จะไม่มีหลักฐานชี้ชัด แต่จากความเห็นของข้า มีโอกาสเป็นไปได้ถึง 8 ใน 10 ส่วน… ที่สำคัญคือสมาชิกในองค์กรนี้ แทรกซึมอยู่เป็นจำนวนมากในยุทธภพทั่วทั้ง 4 ทวีป แม้แต่สมาชิกองค์กรด้วยกัน ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีใครเป็นสมาชิกในองค์กรตนเองบ้าง จนกลายเป็นจุดแข็งของกลุ่มมังกรทองที่ยากต่อการสืบค้น…”
ซุน กำหมัดแนบแน่น ไม่คิดว่าศัตรูจะหยั่งรากลึกถึงเพียงนี้ ไหนเลยที่ผู้เยาว์ตัวเล็ก ๆ อย่างตนจะสามารถเผชิญหน้าต่อกรได้โดยลำพัง รู้สึกราวกับภาพของ เหล่าซือ ค่อย ๆ ห่างไกลออกมาทุกชั่วขณะ
เตียมู่หยง ลุกเดินตรงมาหา ซุน พร้อมกับวางมือบนไหล่ของเด็กหนุ่มเบา ๆ สีหน้าของชายชราดูคล้ายจะเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวด…
“ซุน… มีเรื่องหนึ่งที่ข้าต้องบอกและสารภาพกับเจ้า ดูเหมือนสาเหตุที่ทำให้ เหยาหมิง ต้องเผชิญเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ ทั้งหมดเป็นเพราะตัวข้าเองที่แวะไปเยี่ยมเยือนพวกเจ้าในวันนั้น…”
ซุน ดวงตาเบิกกว้างขึ้นทันที ก่อนจะเหลือบมองประสานสายตา…
“ทะ…ท่านว่าอะไรนะ!!”
……………………………