อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 71 สำนักสายลมประจิม
ตอนที่ 71
รุ่งเช้าวันต่อมา…
เตียมู่หยง ยังคงแสดงตัวในฐานะ รองเจ้าสำนักสายลมประจิม ปรากฏตัวให้ผู้คนได้พบเห็นโดยมิได้โจ่งแจ้งหรือดูจงใจเกินไป เพียงแค่มิให้ถูกนำไปพูดถึงว่าเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของ ซุน เท่านั้น ในเมื่อยังไม่อาจระบุตัวตนของศัตรูได้แน่ชัด การทำให้ทุกสิ่งอยู่ในสภาพกิจวัตรเช่นเดิมจึงถือเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด…
ในช่วงสายของวัน เตียมู่หยง ก็กลับมายังเขตที่พักของตน แต่กลับมีสิ่งหนึ่งที่ผิดแผกไปจากทุกครา นั่นก็เพราะในเขตพื้นที่ส่วนตัว กลับปรากฏผู้เยาว์คนหนึ่งกำลังฝึกฝนร่ายรำเพลงกระบี่ ชายชราเบิกตาโพลงขึ้นก่อนจะพุ่งทะยานตรงไปในทันที…
เมื่อเข้ามาใกล้ ก็เป็นจังหวะที่ผู้เยาว์คนดังกล่าว กำลังย่างก้าวพลิ้วไหวต่อเนื่อง วางเท้ายังตำแหน่งที่แม่นยำ 6 ครั้ง ก่อนจะตวัดกระบี่ออกไป ก่อเกิดเป็นเงากระบี่ 3 สาย เป็นทักษะการตวัด 3 ครั้งทิ้ง 9 ร่องรอย อันเป็นพื้นฐานเพลงกระบี่ของศิษย์สายใน สำนักสายลมประจิม…
“บ้าน่า… เพลงกระบี่สายลมคิมหันต์?! ใยศิษย์สายในจึงกล้าเข้ามายุ่มย่ามในเขตที่พักของข้าได้!!” ชายชราดูจะมีโทสะ หากเป็นสถานการณ์ปกติยังมินับเป็นอย่างไร แต่เวลานี้ตนเก็บซ่อนตัวคนเอาไว้ ย่อมมิต้องการให้ผู้ใดเข้ามาที่นี่
“ใคร!!” ชายชราคำรามเสียงไปคราหนึ่ง อย่างไรกับศิษย์สายในของสำนักก็มิอาจลงโทษรุนแรง
เป็นจังหวะที่ผู้เยาว์คนดังกล่าวเหลือบหันมองมา เป็นเด็กหนุ่มใบหน้าใสซื่อผู้หนึ่ง ดวงตามีประกายความฉลาด ผมเผ้ารวบรัดเป็นระเบียบ และมีเอกลักษณ์สำคัญที่ปานแดงรูปดาวห้าแฉก ที่โหนกแก้มใต้หางตาข้างขวา…
ประหลาดก็ตรงที่ ผู้เยาว์คนดังกล่าวนอกจากจะไม่แสดงท่าทีตื่นตระหนกแล้ว ยังหันมาแสดงรอยยิ้ม พร้อมประสานมือโค้งตัวสุภาพ… “ผู้อาวุโส นี่ข้าเอง…”
“!!!!!!!!!!!” เตียมู่หยง จดจำน้ำเสียงได้
“เป็นไปไม่ได้… เจ้าคือ ซุน งั้นหรือ!!”
เด็กหนุ่ม ยิ้มเขินอาย กระแอมไอแห้ง ๆ ครั้งหนึ่ง ก่อนที่ใบหน้าจะสลับเปลี่ยนเป็น ซุน อยู่สองสามลมหายใจ และกลับคืนสู่ใบหน้าของผู้เยาว์คนเมื่อครู่อีกครั้ง ประหนึ่งว่าสามารถควบคุมดังใจนึก สำคัญคือเมื่อครู่ ซุน สามารถแปลงโฉมในสภาพที่ใช้เพลงกระบี่พื้นฐานของสำนักสายลมประจิม แน่นอนว่าต้องมีความชำนาญในสมาธิระดับสูงไม่วอกแวก จึงจะกระทำเรื่องเช่นนั้นได้…
“ทะ…ทำไมเจ้า?! ใช้เพลงกระบี่สายลมคิมหันต์ได้?!”
ซุน เกาศีรษะเบา ๆ
“ก็คราวก่อนที่เจอกัน ผู้อาวุโสเป็นคนสอนข้าเองมิใช่หรือ?”
เตียมู่หยง ใบหน้าบิดงอในทันที หวนนึกถึงเรื่องเมื่อ 4 เดือนก่อน ที่เคยท้าพนันกัน… จากนั้นก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม พร้อมกับเสียงหัวเราะที่ปะทุดังด้วยความพึงพอใจ…
“ยอดเยี่ยม!! ที่แท้ตั้งแต่วันนั้นเจ้าก็ฝึกฝนเพลงกระบี่สายลมคิมหันต์ มาโดยตลอดจนชำนาญเลยงั้นสินะ ช่างมีความเพียรพยายามที่น่าสนใจจริง ๆ”
ดูเหมือนว่าชายชราจะเข้าใจว่า ซุน ฝึกฝนมาโดยตลอด ทั้งที่ ซุน สามารถสำเร็จวิชานี้ตั้งแต่วันแรกแล้ว หากแต่เพราะ ซุน ไม่อยากเสียเวลาไปกับการอธิบายจึงส่งยิ้มพลางพยักหน้าตอบรับ ไม่ว่ายทวนกระแสน้ำแห่งความเชื่อ…
ในจังหวะนั้น จู่ ๆ เตียมู่หยง ก็แผ่ล้นจิตคุกคามถาโถมเข้าใส่เด็กหนุ่มในชั่วพริบตา!! ซุน ถึงกับแข้งขาสั่นไหวอ่อนแรง จนทำให้ทรุดตัวลง แต่ถึงกระนั้นใบหน้าก็ยังมิแปรเปลี่ยนกลับคืนสภาพ ทำให้ เตียมู่หยง ปรากฏรอยยิ้มที่พึงพอใจอย่างยิ่ง
“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเจ้าฝึกสมาธิให้ตั้งมั่น ทั้งยังใช้จี้แปลงโฉมได้ชำนาญในคืนเดียว!!”
ซุน ถอนหายใจหนัก เมื่อรู้ว่าจิตคุกคามเมื่อครู่ เป็นเพียงการทดสอบสมาธิ…
“ผู้เยาว์เคยฝึกฝนทักษะด้านนี้มาโดยเฉพาะ หาไม่แล้วคงมิกล้ากล่าวออกมาไป”
เตียมู่หลง วางมือบนไหล่ของ ซุน เบา ๆ
“เช่นนั้นแปลว่าเจ้า อยากจะเข้าสำนักสายลมประจิม ในทันทีงั้นสินะ”
“ขอรับ… หลังผ่านความเป็นความตายมาหลายครั้งหลายครา ทำให้ผู้เยาว์ทราบแท้ชัดแล้วว่า การพึ่งพาตนเองคือกฎพื้นฐาน หากตนแข็งแกร่งก็ไม่จำเป็นต้องพึงพาผู้อื่น ข้าอยากจะแข็งแกร่ง!!” น้ำเสียงของ ซุน แน่นหนักมั่นคง
“ยอดเยี่ยม… แต่บอกไว้ก่อนนะว่าการเข้าสำนักของเจ้าในครั้งนี้จะไม่มีข้าคอยช่วยเหลือ… พวกเราทั้งสองจะต้องทำเป็นว่าไม่รู้จักกันมาก่อน และเจ้าจงรีบไต่เต้าขึ้นมาเพื่อให้ถึงระดับศิษย์หลักโดยเร็ว เพื่อที่ข้าจะเสนอชื่อเจ้าเป็นศิษย์สายตรงได้ โดยมิให้เป็นที่ครหาหรือถูกสงสัย…” เตียมู่หยง กล่าวขึ้นถึงเส้นทางในสำนัก
ซุน ประสานมือตอบรับอย่างสุภาพ…
เมื่อ เตียมู่หยง สังเกตที่ใบหน้าของ ซุน ดี ๆ ก็รู้สึกถึงความไม่ธรรมดา โดยเฉพาะปานแดงรูปดาวห้าแฉกที่ใต้หางตา มันดูเปี่ยมไปด้วยอำนาจสะกดบางอย่าง ดูเต็มไปด้วยห้วงแห่งความลึกลับ…
“ปานแดงนั่น?! มีความหมายอะไรงั้นหรือ?!”
เด็กหนุ่ม ลูบไปที่แก้มเบา ๆ ตรงรอยปาน...
“ผู้เยาว์เพียงแค่สร้างเอกลักษณ์ใบหน้าในชัดเจนขึ้นเท่านั้น ตราบเท่าที่ยังมีรอยปานนี้ประดับใต้หางตา ต่อให้ในภาพในจินตนาการมีจมูกเล็กไปนิด ปากใหญ่ไปหน่อย ก็จะไม่มีใครสังเกตเห็นอวัยวะสามัญเหล่านั้น แต่จะเพ่งจดจำเพียงแค่รอยปานแดงที่ปรากฏเด่นชัดนี้ เป็นหลักเกณฑ์…”
เตียมู่หยง ได้ยินเช่นนั้นก็พลันเบิกตากว้าง…
“จริงด้วย!! ข้ายังนึกไม่ถึงเลยนะนี่ ทุกครั้งที่มองหน้าเจ้าก็อดไม่ได้ที่จะถูกปานแดงรูปดาวห้าแฉกนั่นสะกดสายตาไปตามสัญชาตญาณ…”
“ผู้อาวุโสเตีย… ข้าพร้อมแล้วที่จะเข้าเป็นศิษย์สำนักสายลมประจิม…” เสียงของ ซุน กล่าวขึ้นแน่นหนัก
สายตาของชายชราเพ่งมอง อดไม่ได้ที่จะพยักหน้าตอบรับ…
“นั่นสินะ… เช่นนั้นอย่างแรกที่ต้องจดจำ คือ กระบี่ฟ้าทมิฬ แห่งราชวงศ์เสวียนอู่ในมือเจ้า มันโดดเด่นเกินไป ในอดีตมันเคยเป็นของ เล้งซิ่วอิง ดังนั้นระวังอย่านำออกมาใช้ให้ผู้ใดพบเห็น… พกพากระบี่สามัญไปก่อน ไว้มีโอกาสข้าจะเสาะหากระบี่ดี ๆ มาให้เจ้าสักเล่ม…”
ซุน เพิ่งจะทราบว่า กระบี่ราชวงศ์เล่มนี้ก็มีชื่อเช่นกัน… ด้วยความที่ เตียมู่หยง เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกระบี่ ไม่แปลกที่จะรู้จักกระบี่ชั้นสูงเล่มนี้ ทั้งยังเคยเห็นว่า เหมาหมิง เป็นผู้เก็บรักษาเอาไว้หลังการตายของภรรยา…
“เอาล่ะ… ช่วงบ่ายวันนี้จะมีการเปิดรับศิษย์เข้าสำนักพอดี เจ้าเองก็ลองไปทดสอบดู แต่ข้าคิดว่าด้วยฝีมือเพลงกระบี่ของเจ้า ทั้งยังเป็นชนชั้นลมปราณสีน้ำเงิน ไม่น่าที่จะมีปัญหาอะไรในการเข้าเป็นศิษย์สายนอก...
เจ้าคิดนามที่จะใช้แฝงตัวเอาไว้แล้วงั้นสินะ?!” ชายชราถามย้ำ
ซุน ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย…
“เรียบร้อยแล้ว ขอรับ…”
…………………………………………….
ในยุทธภพนั้น รูปแบบของ พรรค และ สำนัก จะมีความแตกต่างกัน… พรรค จะมีความสัมพันธ์ภายในที่ค่อนข้างเหนียวแน่นมากกว่า เพราะโดยมากจะถูกควบคุมโดยตระกูลผู้นำพรรคเพียงหนึ่งตระกูลเป็นหลัก การรับศิษย์เข้าพรรคจึงต้องใช้เส้นสายภายในพอสมควรไม่เปิดรับในรูปแบบสาธารณะ
แต่ สำนัก นั่นจะมีความเปิดกว้างต่อการรับศิษย์มากกว่า… และตำแหน่งเจ้าสำนักจะไม่มีการถ่ายทอดตำแหน่งภายในตระกูลตนเอง แต่จะถ่ายทอดตำแหน่งตามความสามารถ มีอิสระในการรับศิษย์ ขอเพียงอยู่ภายใต้เงื่อนไขและกฎเกณฑ์ที่สำนักตั้งขึ้นมา เหมาะที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของเหล่าผู้เยาว์ที่ต้องการฝึกวรยุทธ แต่ไม่มีพรรคหรือตระกูลใหญ่คอยหนุนหลัง…
สำนักสายลมประจิม ถือเป็นสำนักที่ยิ่งใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 3 ขุมกำลังแข็งแกร่งของเมืองหลวง เคียงคู่มากับ สำนักบุปผาประจิม และ พรรคราชสีห์สวรรค์ ต่อให้ยกขึ้นเปรียบเทียบกับขุมกำลังทั่วทั้งทวีปพยัคฆ์ขาว ก็ยังติด 1 ใน 10 ขุมกำลังที่แข็งแกร่งแรกสุด
พื้นที่สำนักสายลมประจิมภายในเมืองหลวง ถือเป็นเพียงแค่ 1 ใน 10 ส่วนของทั้งหมดเท่านั้น เป็นที่ฝึกฝนของเหล่าศิษย์หลักจำนวนไม่ถึงหนึ่งร้อยคน โดยมากจะใช้เป็นสถานที่รับรองแขกเหรื่อของสำนัก และที่พักของเหล่าชนชั้นผู้อาวุโสในสำนัก เสียเป็นส่วนมาก...
ส่วนพื้นที่สำคัญอีก 9 ใน 10 ส่วน จะตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองหลวงด้านทิศใต้ เป็นภูเขา 4 ลูกที่โอบล้อมทะเลสาบขนาดใหญ่ ที่นี่ถูกเรียกกันว่า ดินแดนแห่งสายลมประจิม เป็นอาณาเขตของสำนักทั้งหมด… ซึ่งเป็นสถานที่ฝึกฝนของบรรดาศิษย์สายนอกกว่าห้าพันคน และศิษย์สายในอีกกว่าหนึ่งพันคน…
หาก ซุน ต้องการอยู่ภายใต้การคุ้มครองของ เตียมู่หยง อย่างใกล้ชิด ก็จำต้องก้าวข้ามศิษย์สายนอก และศิษย์สายในเหล่านั้น เพื่อขึ้นมาเป็นศิษย์หลักที่อยู่ภายในเมืองหลวงพยัคฆ์มรรคา… ถือเป็นความท้าทายที่น่าสนใจสำหรับเด็กหนุ่ม
แม้ว่าบรรดาศิษย์สายนอก และศิษย์สายใน ณ เวลานี้จะเทียบชั้นกับ ซุน ไม่ได้ก็ตามที แต่กฎของ สำนักสายลมประจิม มีความเข้มงวดมาก จำต้องผ่านสถานะของ ศิษย์สายนอก และศิษย์สายในให้ครบเสียก่อน จึงจะขึ้นเป็นศิษย์หลักได้อย่างถูกต้อง…
ช่วงบ่ายวันนั้น…
ซุน เดินทางออกจากเมืองหลวง มายังประตูทิศใต้… การจะเข้าร่วมสำนัก ต้องเริ่มจากการเข้าเป็นศิษย์สายนอก ซึ่งจำต้องมาสมัครที่ตีนเขาลูกที่หนึ่ง โดยความเข้มงวดนั้นเริ่มต้นตั้งแต่การสมัครเข้าร่วมสำนักแล้ว…
มีกลุ่มผู้เยาว์ราว 200 คน เข้ามารวมตัวกันที่ตีนเขา ซึ่งการเปิดรับศิษย์ใหม่นั้นมีทุกวัน แต่จำนวนที่รับเข้าไปอยู่ในอัตราไม่เกิน 3 คนต่อหนึ่งวันเท่านั้น… สำนักสายลมประจิมเป็นสำนักใหญ่ จึงไม่แปลกที่จะเป็นความฝันของใครหลาย ๆ คน ผู้เยาว์บางคนมาสมัครหลายสิบหรืออาจจะหลายร้อยครั้ง โดยคาดหวังจะมีโชควาสนาผ่านการทดสอบ แต่ในความจริงแล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย…
เริ่มแรกเลยจะเป็นการตรวจสอบอายุ… โดยมีแผ่นศิลาอักขระ ที่เพียงทาบมือก็จะปรากฏอายุขัยแท้จริงของคนผู้นั้นออกมาไม่อาจที่จะคดโกงได้ ซึ่งทางสำนักจะรับเพียงศิษย์ที่อายุไม่เกิน 20 ปีมาฝึกฝนเท่านั้น…
เงื่อนไขที่สองคือพื้นฐานลมปราณ ต้องไม่ต่ำกว่าชนชั้นลมปราณสีครามขั้นที่ 1 จึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วมสำนักแห่งนี้… และเงื่อนไขที่สาม จะต้องมีการแสดงวรยุทธออกมาต่อหน้า อาจารย์ฝึกสอน 3 คน ที่ด้านหน้า แน่นอนว่าทั้งสามคือผู้ที่จะคัดเลือก ผู้เยาว์ 3 คน ให้ผ่านการทดสอบ นี่คือขั้นตอนทั้งหมดที่ ซุน รับรู้ก่อนจะมาที่นี่…
ซุน หรี่ตาแคบลงเล็กน้อย…
“เรื่องของอายุ และพื้นฐานลมปราณ ทุกคนคงทราบเงื่อนไขสองข้อนี้ดีอยู่แล้ว ดังนั้นทุกคนที่มารวมกันยังตีนเขาย่อมผ่านสองเงื่อนไขแรกได้ทั้งหมด… แปลว่าการทดสอบเข้าสำนักที่แท้จริง ก็คือการแสดงวรยุทธให้อาจารย์ฝึกสอนทั้งสามคนพิจารณางั้นสินะ…”
เด็กหนุ่มลูบปลายคางเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าอาจารย์ฝึกสอนที่เป็นคนพิจารณา เป็นเพียงชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นปลายเท่านั้น… ซึ่งความจริงแล้ว ก็นับว่าเพียงพอต่อการสอนสั่งศิษย์สายนอก ที่โดยมากจะเป็นเพียงชนชั้นลมปราณสีคราม…
ซุน ได้ยินเสียงแว่วดังถอนหายใจอยู่ข้าง ๆ มองดูเป็นชายหนุ่มผู้หนึ่งร่างกายซูบผอมดูขี้โรค จดจ้องลำดับการทดสอบ เป็นตัวเลขลำดับที่ 145 และเมื่อ ซุน หันมองลำดับทดสอบของตนเอง ก็พบว่าเป็นลำดับที่ 144 ก่อนหน้าเด็กหนุ่มซูบผอมผู้นี้เพียงลำดับเดียว…
ยามนี้ผู้ที่ทดสอบเพิ่งจะเป็นลำดับที่ 18 เท่านั้น ซุน จึงค่อนข้างที่จะว่าง เลยคิดจะชวนเด็กหนุ่มข้าง ๆ พูดคุยเพื่อฆ่าเวลา…
“ถอนหายใจทำไมหรือ พี่ชาย?”
ชายหนุ่มคนดังกล่าวเหลือบมองที่ ซุน…
“ไม่มีอะไร… ข้าเพียงแค่เหนื่อยใจที่วันนี้ อาจารย์เจียง มาเป็นหนึ่งในสามผู้พิจารณาการทดสอบ คนผู้นั้นค่อนข้างจะเข้มงวดหัวแข็ง มีหลายครั้งที่ อาจารย์เจียง ไม่เลือกผู้ใดให้ผ่านการทดสอบเลย ดังนั้นจากตำแหน่งที่ควรจะผ่านการทดสอบ 3 คน มักจะเหลือเพียงแค่ 2 คนในวันที่ อาจารย์เจียง เป็นผู้พิจารณา…” ชายคนดังกล่าวอธิบาย
“งั้นหรอกหรือ?!” ซุน กล่าวพลางลูบปลายคางเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยถามต่อ…
“ดูเหมือนว่า พี่ชาย จะรู้จักอาจารย์หลายคนในสำนักนี้ดีงั้นสินะ ขนาดนิสัยส่วนตัวของ อาจารย์เจียง ผู้นั้นท่านยังทราบได้”
ทันทีที่ ซุน เอ่ยถามขึ้น ปรากฏว่าชายร่างผอมดังกล่าวกลับยืดอกผ่าเผย ประหนึ่งเป็นการอวดโอ้ความรู้ของตนด้วยความภาคภูมิใจ เกี่ยวกับข้อมูลภายในสำนักสายลมประจิม…
“หึหึ… เจ้าถามได้ถูกคนแล้ว!! ทั้งรายชื่ออาจารย์ฝึกสอน และเหล่าผู้อาวุโส ทั้งตำหนักต่าง ๆ ในสำนัก หรือแม้แต่ศิษย์เอกที่ถูกจับตามอง แทบไม่มีสิ่งใดในสำนักสายลมประจิมที่ข้าไม่รู้จัก!! เพราะมันเป็นความฝันตั้งแต่เยาว์วัยของข้า ที่จะเข้าร่วมสำนักแห่งนี้ให้ได้!! เป็นเวลาเกือบ 2 ปี กว่า 245 ครั้งที่ข้าเข้ามาขอรับการทดสอบ แม้จะไม่เคยผ่าน แต่ข้าก็ไม่เคยย่อท้อ!!”
ซุน ถึงกับใบหน้าบิดเบี้ยว…
“อะไรนะ?! เข้าทดสอบมา 2 ปี กว่า 245 ครั้งเนี่ยนะ!!”