อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 79 เปลวเพลิงที่ถูกจุด
ตอนที่ 79
เมื่อ เหยาซาน นั่งในตำแหน่งตรงข้ามกับ เฟิงอี้จุน แน่นอนว่าเป็นตำแหน่งที่สูงมากกว่าศิษย์สายในระดับสูงคนอื่น ๆ ในตอนนี้ ย่อมปรากฏสายตาที่ตื่นตะลึงไม่มีผู้ใดคาดคิด ทั้งยังโยนป้ายจับจองของ เปียวเฟยฟง ทิ้งไปอย่างไม่ใยดี เป็นสิ่งที่แม้แต่ เฟิงอี้จุน ยังไม่คิดที่จะกระทำ…
“!!!!!!!!!!!” เหล่าศิษย์สายในระดับสูงล้วนเบิกตากว้าง…
“มะ…มันกล้าชิงที่นั่งของ เปียวเฟยฟง!!”
“เจ้านั่นมันบ้าไปแล้วหรือ… เปียวเฟยฟง เป็นศิษย์สายในระดับสูงสุดเทียบเท่ากับ ศิษย์พี่เฟิง ที่พร้อมจะเลื่อนเป็นศิษย์หลัก อีกทั้งยังเป็นคนนิสัยดุร้ายเหี้ยมเกรียมมาก หาก เปียวเฟยฟง และพรรคพวกกลับเข้ามาที่นี่ เจ้านั่นอาจไม่จบที่อาการบาดเจ็บสามัญ”
ขณะที่ทุกคนกำลังติติง เหยาซาน จู่ ๆ เฟิงอี้จุน ที่เป็นเสมือนผู้นำกลุ่มนี้ก็ยกมือห้ามปราม…
“ช่างเถอะ… เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับกลุ่มของพวกเรา”
เมื่อ เฟิงอี้จุน กล่าวขึ้นทุกคนก็เงียบสงบลง… ทำให้ เหยาซาน พิจารณาวิเคราะห์ได้ ว่าศิษย์สายในระดับสูงที่ฝึกปราณอัคคี คงมีอยู่ 2 กลุ่มหลัก หนึ่งคือกลุ่มของ เฟิงอี้จุน ที่นั่งอยู่ตรงนี้ และอีกกลุ่มคงเป็นกลุ่มของ เปียวเฟยฟง ที่ตนได้นั่งแทนที หากแต่ด้วยความไม่ลงรอยบางอย่างของทั้งสองกลุ่ม จึงมักจะไม่เข้ามาฝึกฝนพร้อมกัน…
“ศิษย์น้อง… ตามกฎของสำนักเราข้าไม่อาจว่าอะไรเจ้าได้ที่ไปนั่งตรงนั้น เพราะสำนักไม่มีกฎให้จับจองตำแหน่งฝึกฝน ทุกอย่างเป็นเพียงขนบธรรมเนียมที่ศิษย์สายปราณอัคคีปฏิบัติสืบต่อกันมา… แต่ข้าอยากจะขอเตือนเจ้าสักอย่าง ว่าเจ้ากำลังทำเรื่องให้ตนเองเดือดร้อน เปียวเฟยฟง ไม่ได้ใจดีคอยตักเตือนเช่นข้า แต่มันจะลงมือทันทีโดยไม่พูดพล่ามใด ๆ” เฟิงอี้จุน เค้นเสียงขึ้น
เหยาซาน ส่งเสียง หึ ผ่านลำคอมาครึ่งคำ ก่อนจะกล่าว…
“ขอบคุณศิษย์พี่เฟิง ที่ย้ำเตือน… แต่ท่านอย่ามายุ่งเรื่องของข้ามากนักจะดีกว่า…”
“นี่เจ้า!!” ศิษย์สายในด้านขวามือของ เฟิงอี้จุน บ่งบอกสถานะคนสนิท ถลึงตาเค้นเสียงขึ้นทันทีเมื่อผู้นำกลุ่มของพวกมันถูกดูหมิ่นดูแคลน… แต่ เฟิงอี้จุน ก็ได้ยกมือขึ้นห้ามปรามเอาไว้อีกครั้ง ดูเหมือนว่า เฟิงอี้จุน จะมีจิตใจที่เยือกเย็นมากกว่าที่คิด ทั้งที่บรรยากาศเต็มไปด้วยความร้อนระอุ เปี่ยมรัศมีศิษย์พี่ที่น่าเคารพอยู่ไม่น้อย…
“เข้าใจแล้ว… เช่นนั้นข้าและเหล่าสหายข้า จะไม่ยุ่งเรื่องของเจ้าตราบเท่าที่เจ้ายังไม่ล้ำเส้น แต่บอกได้หรือไม่ว่าเจ้ามานามว่าอะไร…”
“เหยาซาน เพิ่งเข้าสำนักวันนี้วันแรก... ยินดีที่รู้จัก”
เฟิงอี้จุน พยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะหลับตาลงฝึกฝนต่อ… กลุ่มศิษย์สายในที่ติดตาม เฟิงอี้จุน ไม่ค่อยเข้าใจนัก ว่าเพราะอะไร เฟิงอี้จุน จึงไม่ยอมว่ากล่าวอะไรศิษย์ใหม่ผู้นี้เลย หากแต่ทุกคนก็เคารพการตัดสินใจของ เฟิงอี้จุน จึงยอมฝึกฝนกันต่อไปไม่ปริปาก...
เหยาซาน ค่อย ๆ หยิบเอา ตำราปราณอัคคีพื้นฐานมาเปิดอ่าน แต่ละหน้าถูกพลิกเปิดอย่างรวดเร็ว จนเกิดเสียงพรึบพรับน่ารำคาญไม่น้อย… สีหน้าของ เหยาซาน ตกอยู่ในภวังค์ ใช้เวลาไม่ถึงร้อยอึดใจก็เปิดตำราจนจบเล่ม ค่อย ๆ พยักหน้ากับตนเอง…
“แบบนี้นี่เอง… ใช้ลมปราณมิต่างเชื้อเพลิง เผาผลาญมอดไหม้ให้เกิดเปลวไฟงั้นสินะ นี่คือพื้นฐานแรกเริ่มในการสร้างเปลวเพลิงด้วยลมปราณ ยิ่งอยู่ในพื้นที่อุณหภูมิสูง การสร้างเปลวเพลิงก็จะยิ่งง่ายขึ้น…”
หลังกล่าวพึมพำแผ่วเบา เหยาซาน ก็ค่อย ๆ ยกนิ้วชี้ขึ้นด้านหน้า… ก่อนจะค่อย ๆ ตั้งสมาธิทำตามกระบวนการในตำรา ถ่ายส่งลมปราณพร้อมกับจินตนาการไปยังภาพที่มอดไหม้ ถึงจะใช้คำอธิบายในเวลาอันสั้น แต่มันมีความสลับซับซ้อนในตัวของมัน อีกทั้งหากมิใช่คนที่มีธาตุพรสวรรค์ ก็ยังยากที่จะเข้าถึงรูปแบบการเผาผลาญ…
ศิษย์สายในที่เริ่มให้ความสนใจกับ เหยาซาน อดไม่ได้ที่จะเฝ้ามองการกระทำทั้งหมด แม้จะมีความประหลาดไม่น้อยที่ เหยาซาน เข้ามาถึงพื้นที่ระยะ 3 แห่งนี้ได้… หากแต่ทุกคนก็เอนเอียงความเชื่อไปยังเรื่องที่ เหยาซาน น่าจะเป็นผู้เยาว์ฝีมือดีจากพื้นฐานตระกูลที่พวกมันไม่รู้จักหรืออาจเคยเป็นศิษย์พรรคใหญ่มาก่อนที่จะเข้าสำนักสายลมประจิม ยุทธภพนั้นกว้างใหญ่ไพศาล การจะปรากฏผู้เยาว์ที่แข็งแกร่งมาขอเข้าสำนักใหม่ ๆ นั้นมิอาจนับว่าเป็นไปไม่ได้
ทว่าการที่เด็กหนุ่มมาเปิดตำราปราณอัคคีพื้นฐาน ในขณะที่อยู่ในระยะที่ 3 ก็ออกจะเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดไปเสียบ้าง… ทั้งหลาย ๆ คนย่อมรู้ดีว่า ถึงจะเป็นตำราพื้นฐาน แต่ก็ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจในระยะเวลาที่ไม่น้อย อ่านซ้ำไปซ้ำมานับสิบนับร้อยรอบเพื่อปลดเปลื้องความเข้าใจทีละขั้นตอน พวกมันเองตอนเป็นศิษย์สายนอกครั้งแรก ยังใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะจุดเปลวเพลิงครั้งแรก…
“ไม่รู้ว่าเจ้า เหยาซาน มันเป็นใครมาจากไหน แต่หากคิดว่าการฝึกปราณอัคคีเป็นเรื่องง่ายล่ะก็คิดผิดมหันต์เลย…”
“นั่นสิ… เห็นมันเปิดตำราพื้นฐานพรวด ๆ เช่นนั้น ดูท่าจะไม่เข้าใจเนื้อหา… เจ้านั่นอาจจะเก่งจริง ๆ ดังที่ศิษย์พี่เฟิงว่า แต่มันน่าจะไปเข้าแผนกวรยุทธดั้งเดิมเสียมากกว่า…”
“ข้าให้อย่างมากก็ครึ่งชั่วยาม… ประเดี๋ยวมันก็กลับออกไปเอง พวกเราใกล้จะสอบเลื่อนเป็นศิษย์หลัก ควรหลีกเลี่ยงการสร้างปัญหาระหว่างนี้ ไม่ควรจะไปยุ่มย่ามกับเจ้าประหลาดนัก…”
เหล่าศิษย์สายในระดับสูงมีเป้าหมายที่ชัดเจน ในการจะเข้าเป็นศิษย์หลัก จึงมักไม่ค่อยเข้าไปวุ่นวายหรือก่อเรื่องราวเฉกเช่น ศิษย์สายในระดับต่ำ อย่างกลุ่มของ ต้วนไห่…
แม้จะมีเสียงคล้ายเหน็บแนมดูแคลนอยู่เป็นระยะ ด้าน เหยาซาน มิใช่คนที่จะใส่ใจกับสิ่งเหล่านั้น ต่อให้ถูกยั่วยุด่าทออย่างไรแต่หากมิเห็นว่าจะก่อผลประโยชน์ เด็กหนุ่มก็ทำเพียงเมินเฉย เนื่องด้วยฝึกการควบคุมจิตที่สงบมาเป็นอย่างดี ไม่หวั่นไหวกับคำพูดยั่วยุ
เวลานี้สิ่งเดียวที่สนใจคือการรวบรวมลมปราณมายังปลายนิ้วชี้เบื้องหน้า จินตนาการรูปแบบลมปราณเสมือนดั่งเชื้อเพลิงไร้มวล ดวงตาของ เหยาซาน เปล่งประกายเจิดจรัส…
“จงลุกไหม้!!”
พรึบ!
พริบตานั้นเองที่ก่อเกิดดวงไฟขนาดเล็กประหนึ่งเทียนเล่มหนึ่ง ถูกจุดขึ้นที่ปลายนิ้วชี้เหยียดตรง… แน่นอนว่ามันมิได้เป็นพลังอันยิ่งใหญ่ให้โอ้อวดอันใด แต่มันคือความสำเร็จในเวลาอันสั้นหลังจากศึกษาพื้นฐาน…
ครานี้ไม่ต้องกล่าวถึงใบหน้าเหล่าศิษย์สายในโดยรอบ กระทั่ง เฟิงอี้จุน ที่คล้ายจะมิได้ให้ความสนใจ ยังลืมตาขึ้นมาจดจ้องเด็กหนุ่มตรงหน้า พร้อมกับฉายความประหลาดใจยิ่งผ่านแววตา หว่างคิ้วยับย่นไปพร้อมกับหน้าผาก...
ทุกคนล้วนกลั้นหายใจ พยายามสงบสติอารมณ์บอกกับตนเอง ว่านั่นเป็นเพียงเปลวเพลิงสายเล็ก ๆ ที่ เหยาซาน อาจมีพื้นฐานปราณอัคคีมาก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแค่เปิดตำราพื้นฐานอีกครั้งในการรื้อฟื้น
หากแต่ดูเหมือนว่า เหยาซาน ยังมิได้พึงพอใจในความสำเร็จเช่นนี้… เด็กหนุ่มเริ่มทำการรีดเค้นลมปราณจากภายในร่าง โคจรให้มันไหลเวียนเร็วขึ้นเสมือนน้ำมันที่ราดไปบนเปลวเพลิงสายเล็ก ความรุนแรงมิได้ขึ้นอยู่กับเปลวเพลิง แต่มันขึ้นอยู่กับเชื้อเพลิง!!
“จงโชติช่วง!!”
สิ้นเสียงของ เหยาซาน จากดวงไฟเปลวเทียน มันแปรเปลี่ยนเป็นกองเพลิง!! จากที่ถูกจุดจากปลายนิ้วชี้ บัดนี้มันได้โชติช่วงบนฝ่ามือ ก่อตัวรูปลักษณ์งดงามเจิดจ้า ทั้งตัวของ เหยาซาน เองก็ไม่รับรู้ถึงความร้อนจากเปลวเพลิงนี้แม้แต่น้อย เพราะเปลวเพลิงถูกสร้างมาจากร่างกายของตนเองย่อมไม่ทำร้ายตนเอง…
เหล่าศิษย์พี่ที่เห็นล้วนอ้าปากค้างประหนึ่งปลายคางหนักอึ้ง!! การสร้างกองเพลิงในฝ่ามือเช่นนี้ เป็นหนึ่งในผลลัพธ์ของการสำเร็จพื้นฐานขั้นต้น เป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่เพียงพอต่อการเลื่อนขั้น จากศิษย์สายนอกเข้ามาเป็นศิษย์สายใน
ซึ่งหลังจากเป็นศิษย์สายในแล้ว จึงจะเรียนรู้การใช้เปลวเพลิงประสานเข้ากับวรยุทธอีกขั้นหนึ่ง ถือเป็นรูปแบบการฝึกที่สูงขึ้นอีกระดับ… การที่ เหยาซาน สร้างเปลวเพลิงออกได้ในลักษณะนี้ ก็ถือว่าผ่านเข้าเป็นศิษย์สายในได้ครึ่งก้าวแล้ว…
“ไม่จริงน่า… มันเพิ่งจะฝึกจริง ๆ น่ะหรือ!!”
“เหลวไหล!! ใครกันจะสร้างเพลิงในฝ่ามือได้ด้วยการเริ่มฝึกวันแรก มันต้องมีพื้นฐานอยู่ก่อนแล้วแน่ ๆ เชื่อข้าสิ!!”
เริ่มมีการโต้เถียงกันในหมู่ศิษย์สายในระดับสูง… จะมีก็แต่ เฟิงอี้จุน ที่นิ่งเงียบสนิทไม่ออกความเห็น ก่อนที่ เฟิงอี้จุน จะสูดลมหายใจลึกคราหนึ่ง อยากทดสอบอะไรบางอยู่ให้ตนเองได้เห็นกับตา…
“ศิษย์น้องเหยา… ลองมองดูรูปแบบที่ข้าโคจรพลังให้ดี”
เหยาซาน เหลือบมองเล็กน้อยมายัง เฟิงอี้จุน...
เฟิงอี้จุน ได้สร้างเปลวเพลิงในฝ่ามือขึ้นลักษณะเดียวกับ เหยาซาน...
“ลมปราณเปรียบดังเชื้อเพลิง ลมปราณไหลเวียนไปที่ใดเปลวเพลิงย่อมไหลตามไปด้วย… จินตนาการถึงลำธารสายเล็กที่หมุนวนรอบทิศ ผุดยองใยทั้งเหงื่อกาย ครอบคลุมอาภรณ์เป็นองค์ประกอบ.…”
เฟิงอี้จุน กล่าวสาธยายในรูปแบบคล้ายเคล็ดวิชาที่สรุปสั้นให้เข้าใจง่ายขึ้น ก่อนที่เปลวเพลิงจากฝ่ามือจะค่อย ๆ ขยับเคลื่อนตำแหน่งเข้ามาที่แขน จวบจนลุกท่วมอาภรณ์ แต่กลับมิอาจสร้างร่องรอยบนอาภรณ์ เพราะใช้ลมปราณแทรกซึมให้เหมือนมันเป็นร่างกายส่วนหนึ่ง
ก่อนที่เปลวเพลิงทั้งหมดจะค่อย ๆ ลุกท่วมร่างกายของ เฟิงอี้จุน อย่างสมบูรณ์ ด้วยใบหน้าที่นิ่งสงบ... หากแต่ศิษย์พี่ที่อยู่ด้านข้าง จำต้องขยับถอยหนีจากอาภรณ์เพลิงที่ เฟิงอี้จุน สร้างขึ้น แม้แต่ เหยาซาน ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามยังรู้สึกราวกับตนกำลังเผชิญหน้ากับกองเพลิงขนาดใหญ่ก็มิปาน
“ศิษย์น้องเหยา… จำต้องให้ข้าทวนคำอธิบายเคล็ดวิชาหรือไม่?!” เฟิงอี้จุน ถามย้ำขึ้น
“ไม่จำเป็น… ขอบคุณศิษย์พี่เฟิงที่ชี้แนะ…”
เมื่อกล่าวจบ เหยาซาน ก็ได้หลับตาลง สร้างภาพนิมิตและรูปแบบการโคจรก่อนหน้านี้ที่เห็นมาจาก เฟิงอี้จุน เกิดภาพซ้ำไปซ้ำมาในห้วงสำนึกอย่างรวดเร็ว… เพียงไม่กี่อึดใจก็พลันลืมตาตื่นขึ้นอีกครั้ง ประกายความรู้แจ้งสาดส่องมิต่างเปลวเพลิงในฝ่ามือ…
จากนั้นก็เริ่มเกิดการไหลเวียนของเปลวเพลิง!! เริ่มเคลื่อนจากมือขวา ขยับมาที่ท่อนแขนไหลเวียนมิต่างสายน้ำไหล ก่อนที่จะผ่านเข้ามาถึงอาภรณ์!! ร่างกายซีกขวาของ เหยาซาน เริ่มอาบท่วมไปด้วยเปลวเพลิงที่ลุกโชน จากนั้นก็ค่อย ๆ กลืนกินร่างกายด้านซ้ายทีละน้อยจวบจนกระทั่งห่อหุ้มทั่วร่าง
“อาภรณ์เปลวเพลิง”
“!!!!!!!!!” จังหวะนั้น เหล่าศิษย์สายในทั้งหมดล้วนเบิกตากว้างกลมโตแทบถลนจากเบ้า แน่นอนว่าทักษะอาภรณ์เปลวเพลิง มิใช่สิ่งที่จะสามารถเรียนรู้ได้จากการเป็นศิษย์สายนอก เพราะมันถือเป็นเคล็ดวิชาระดับสูงของศิษย์สายใน ที่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ฝึกฝน เนื่องด้วยเป็นทักษะที่ค่อนข้างอันตรายมาก
เฟิงอี้จุน คือหนึ่งในคนที่ผู้อาวุโสยอมรับ และได้รับอนุญาตให้ฝึก… เหล่าศิษย์สายในคนอื่น ๆ ที่ติดตาม เฟิงอี้จุน นั้น ล้วนแล้วแต่มิอาจใช้เคล็ดวิชานี้ได้ อย่างมากก็ทำได้เพียงให้เปลวเพลิงห่อหุ้มแขนขา มือเท้าบางส่วน มิอาจห่อหุ้มได้ทั่วร่างสมบูรณ์เช่นนี้…
“ปะ…เป็นไปไม่ได้!!” พวกมันทั้งหมดล้วนอ้าปากค้าง ไม่อยากเชื่อ…
กระทั่ง เฟิงอี้จุน ยังถลึงตาตกตะลึง… คราแรกตั้งใจเพียงแค่จะทดสอบดู ว่าความสามารถของ เหยาซาน เป็นพรสวรรค์ของจริง หรือเป็นเพียงปาหี่ที่มีพื้นฐานเปลวเพลิงอยู่ก่อนแล้ว แต่แสร้งทำเป็นฝึกฝนใหม่ให้ผู้อื่นประหลาดใจ…
ทว่าหลังจากเห็นการใช้ อาภรณ์เปลวเพลิง ก็แน่ชัดแล้วว่า คนผู้นี้คืออัจฉริยะจุติ!!
“อย่าบอกนะว่า… แผนกวรยุทธประยุกต์ กำลังจะมีสัตว์ประหลาดอย่าง ลั่วชิงเหอ คนที่สองเกิดขึ้น ไม่สิ!! ลั่วชิงเหอ ยังใช้เวลาฝึกฝน อาภรณ์เปลวเพลิง ถึง 3 วันเต็ม ทั้งยังเป็นการฝึกหลังจากมีพื้นฐานปราณอัคคีมาระดับหนึ่งแล้ว
แต่ เหยาซาน แทบไม่มีพื้นฐานอะไรเลยก่อนหน้านี้
มันเป็นสัตว์ประหลาดยิ่งกว่า ลั่วชิงเหอ ไม่ผิดแน่!!”
…………………………………………………