อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 84 หน่วยเทพพยัคฆ์
ตอนที่ 84
ณ พระราชวังไป๋หู่
ไป๋หู่จิวหรง องค์รัชทายาทลำดับที่ 9 หว่างคิ้วยับย่น เผยแววตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ เมื่อ มู่เจี้ยน ที่กลับมาเข้ายังหน่วยเทพพยัคฆ์ ได้เอ่ยรายงานว่า เหยาซุน ได้ถูกลักพาตัวไปโดยบุคคลปริศนากลางเมืองหลวง เวลานี้ไม่ทราบเป็นตายแน่ชัด…
“ท่ามกลางการคุ้มกันจากศิษย์พี่มู่ ยังเกิดเรื่องเช่นนี้ได้… แปลว่าคนร้ายอยู่ในระดับยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีส้มงั้นสินะ เช่นนั้นก็คงช่วยไม่ได้คงถือเป็นความโชคร้ายของ เหยาซุน ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก…” สีหน้าของนางดูจะเต็มไปด้วยความผิดหวัง อุตส่าห์ยอมมอบป้ายครองสิทธิ์เข้าประลองโดยตรงให้ หมายมั่นจะเห็นเพลงขวานชั้นยอดตามที่ได้ยินได้ฟัง กวัดแกว่งบนเวทีระดับทวีปสักครา
ทันใดนั้นดวงตาของนางก็เฉิดฉายวูบหนึ่ง…
“จริงสิ! ใยมิให้ท่านปุโรหิตช่วยพยากรณ์เป็นตายให้เล่า?!”
หากแต่ มู่เจี้ยน กลับแสดงสีหน้าสลดลง ถอนหายใจยาวพืดออกมา…
“เรื่องนั้นผู้น้อยได้ไหว้วานท่านปุโรหิตไปแล้ว หากแต่คำตอบที่ได้กลับแปลกประหลาดยิ่งนัก…”
ไป๋หู่จิวหรง เอียงคอฉงน...
“ประหลาด?”
“ท่านปุโรหิต มีทักษะพยากรณ์ชะตาที่สั่นสะท้านแผ่นดิน หากกล่าวขึ้นสิบคำ ถูกเจ็ดคำเป็นอย่างน้อย จึงมีความน่าเชื่อถือระดับหนึ่ง โดยเฉพาะการเจาะจงว่าผู้ใดเป็นผู้ใดตายนั้น มีความแม่นยำถึง 9 ใน 10 คำ จากการดึงเส้นชะตาฟ้าดินมาเปรียบวัด
แต่สำหรับ เหยาซุน นั้น ท่านปุโรหิต กลับส่ายหน้าไม่ขอรับการพยากรณ์…”
“!!!!!!!!!!” ไป๋หู่จิวหรง เบิกตากว้างทันที หากแต่แววตานั้นบ่งบอกว่ากำลังสนอดสนใจอย่างยิ่ง!! เนื่องด้วยนางเองก็มักไปไหว้วานปุโรหิตชราผู้นี้อยู่บ่อยครั้ง จากอุปนิสัยที่ชื่นชอบความท้าทายเป็นที่ตั้ง แต่นางก็ไม่เคยได้ยินว่าปุโรหิตชรา จะไม่ขอรับการพยากรณ์มาก่อน...
“เล่ามา…” น้ำเสียงของนางตื่นเต้นยิ่งนัก
“ท่านปุโรหิต หลังจากควานหาเส้นชะตาฟ้าดินของ เหยาซุน อยู่ครึ่งค่อนวัน ถอนหายใจมิต่ำกว่า 10 ครั้ง ปาดเหงื่ออีก 4 ครั้ง ส่ายศีรษะนับครั้งไม่ถ้วน ก่อนจะเอ่ยตัดพ้อขึ้นว่า…
‘แปลกยิ่งนัก… ช่างแปลกยิ่งนัก… ข้าไม่อาจค้นหาเส้นชะตาฟ้าดินของเจ้าเด็กคนนี้ได้ ไม่มีแม้แต่เค้าลางร่องรอยใด ๆ เสมือนว่าเจ้าเด็กคนที่ถูกกล่าวถึงนี้ ไม่ได้มีเส้นชะตาฟ้าดินปรากฏในโลกมนุษย์… แน่ใจแล้วหรือ ว่ามันเป็นมนุษย์?!’
ท่านปุโรหิตว่ามาเช่นนี้ และสุดท้ายก็ปฏิเสธที่จะพยากรณ์ต่อ ผู้น้อยจึงไม่กล้ารบกวนมากไปกว่านั้น…” มู่เจี้ยน กล่าวอธิบาย สีหน้าบ่งบอกว่าไม่สบายใจเช่นกัน
ไป๋หู่จิวหรง ได้ยินเช่นนั้น ตัวก็สั่นระริก...
นางชื่นชอบบุคคลที่เปี่ยมไปด้วยความลับเช่นนี้…
การสนทนาระหว่าง ไป๋หู่จิวหรง และ มู่เจี้ยน นั้น อยู่ในเขตพื้นที่ฝึกฝนของหน่วยเทพพยัคฆ์ ดังนั้นจึงจะพบเห็นกลุ่มผู้เยาว์ในสังกัด ที่ทำการฝึกซ้อนประลองกันจนเป็นเรื่องสามัญ จวบจนกระทั่งเกิดเสียงการปะทะหนึ่งที่ก้องกังวานทั่ว 4 ทิศ แม้แต่ มู่เจี้ยน ยังสัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาจนต้องชายตาเหลียวมอง…
ก่อนจะพบว่าบนเวทีประลองที่ห่างไปไม่ไกลนั้น มีผู้เยาว์สองคนกำลังประมือกัน… หากแต่ฝ่ายหนึ่งกำลังถูกกดดันอย่างหนัก จนทำได้เพียงตั้งรับประคองมิให้พ่ายแพ้ ดวงตาของ มู่เจี้ยน เบิกกว้างทันที เนื่องด้วยคนที่กำลังถูกกดดันนั้น เป็นคนที่อยู่ในสังกัดหน่วยเทพพยัคฆ์มาแล้วถึง 4 ปี ถือเป็นศิษย์น้องที่คุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี จัดเป็นผู้เยาว์อัจฉริยะคนหนึ่ง แม้ไม่อาจเทียบอัจฉริยะรุ่นเยาว์ทั้ง 7 ของทวีปพยัคฆ์ขาว แต่ก็อ่อนด้อยกว่าเพียงไม่กี่ขั้นเท่านั้น นามว่า โจวคุนหมิง…
แต่ผู้ที่กำลังกดดัน โจวคุนหมิง นั้น มู่เจี้ยน กลับไม่รู้สึกคุ้นหน้าแม้แต่น้อย ทั้งยังดูอ่อนเยาว์กว่า โจวคุนหมิง ไม่น้อยกว่า 2 ปี หากแต่การโจมตีด้วยทวนเหล็กยาวในมือกลับดุดันทรงพลัง ทิ่มแทงเพียงครั้งเกิดเสียงหวีดหวิว ฟาดฟันเพียงครั้งดังกังวานเป็นกัมปนาท…
มู่เจี้ยน เป็นชนชั้นแนวหน้าของหน่วยเทพพยัคฆ์ เคยเห็นผู้เยาว์อัจฉริยะมาก็มาก จึงมองออกได้ในชั่วพริบตาว่าคนผู้นี้ เหนือกว่าอัจฉริยะสามัญไปไกลโข… “เด็กคนนั้น?! ไม่ธรรมดาเลย…”
ไป๋หู่จิวหรง เผยรอยยิ้มเจือจาง…
“สมเป็นศิษย์พี่มู่ สามารถมองออกได้ในพริบตา… เด็กคนนี้ไม่ธรรมดาจริง ๆ นั่นแหละ เป็นเด็กใหม่ในสังกัดหน่วยเทพพยัคฆ์นามว่า กังเฉิง…”
จากการสนทนาในเรื่องของ เหยาซุน บัดนี้ทั้งสองพลันนิ่งเงียบ และเริ่มจับจ้องการประลองมากขึ้น… กังเฉิง ระเบิดเพลงทวนสกุลกัง ฟาดฟันหนักหน่วงทำให้ โจวคุนหมิง ที่ใช้เพลงกระบี่ตั้งรับมั่นคง แสดงสีหน้าประเดี๋ยวดีประเดี๋ยวร้าย หากมิใช่เพราะพื้นฐานลมปราณของ โจวคุนหมิง สูงล้ำกว่า คงพ่ายแพ้ไปนานแล้ว…
โจวคุนหมิง มีประกายที่หางตา ก่อนจะตวัดเพลงกระบี่ระดับสูง สร้างปราการเงากระบี่แทงสวนกลับ จู่โจมรอบทิศทาง…
“ปราการกระบี่ขวางพิรุณ!!”
กังเฉิง สาดสายตาแวววาวขึ้น ก่อนจะจับปลายทวนหมุนร่างเหวี่ยงทวนหนึ่งรอบ เพิ่มพลังโจมตีอย่างมหาศาล ทั้งยังทำลายปราการเงากระบี่ของ โจวคุนหมิง ให้มลายสิ้นไป…
“เพลงทวนสกุลกัง… ต้านทัพนับพัน!!”
ตูม!!
ผลการปะทะแม้มองจากที่ห่างไกลจะดูเหมือนเสมอกัน… แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น เลือดลมของ โจวคุนหมิง แทบจะตีกลับหลังการปะทะ สามารถมองเห็นมือขวาที่ถือกระบี่ มีอาการสั่นไหวเริ่มไม่มั่นคง…
พริบตานั้นเองที่ด้านหลังของ กังเฉิง ที่ตั้งกระบวนท่าต่อเนื่อง ปรากฏเงาร่างสีทองของทหารเทพขึ้น อันเป็นเอกลักษณ์ที่หลายคนทราบดี ว่ามันเป็นเคล็ดวิชาใด…
“!!!!!!!!!!!” มู่เจี้ยน ที่เฝ้ามองการต่อสู้ครั้งนี้อยู่ ถึงกับเบิกตากว้างตกตะลึง…
“บ้าน่า!! นั่นมัน วิถีบรรพชนสกุลต้วน ของท่านราชครูต้วน มิใช่หรือ!!”(ตอนที่ 61)
ไป๋หู่จิวหรง เผยรอยยิ้มเจือจาง…
“ถูกต้อง… กังเฉิง นอกจากจะเข้าสังกัดหน่วยเทพพยัคฆ์ของเราแล้ว ก็ยังมีตำแหน่งเป็นศิษย์สืบทอดคนใหม่ของ ท่านราชครูต้วน ทั้งยังเป็นผู้สืบทอดเทพวิชาอย่าง วิถีบรรพชนสกุลต้วน อีกด้วย…”
มู่เจี้ยน ได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับจิตใจสะท้านไหววูบ…
เคล็ดวิชา วิถีบรรพชนสกุลต้วน เมื่อขับขานวิถีพลังนี้ จะก่อเกิดเงาร่างเทพปรากฏที่ด้านหลัง พื้นฐานทั้งหมดจะได้รับการยกระดับอย่างน่าตกใจ เป็นเอกวิชาของราชครูต้วน เทพปรมาจารย์ลำดับที่ 1 แห่งทวีปพยัคฆ์ขาว…
วิถีบรรพชนสกุลต้วน นั้นแบ่งออกเป็น 4 ขั้น… ทหารเทพ ขุนพลเทพ แม่ทัพเทพ และ จอมทัพเทพ ถึงแม้ว่า กังเฉิง จะเพิ่งฝึกฝนได้เพียงไม่นาน แต่ก็สามารถเข้าถึงขั้นทหารเทพได้แล้ว เมื่อขับขานวิถีแห่งพลัง จึงไม่ต่างอะไรกับการระเบิดพลังแฝงขึ้นในชั่วพริบตา…
ตูม!!
โจวคุนหมิง ไม่อาจต้านรับเพลงทวนของ กังเฉิง ในตอนที่ใช้วิถีบรรพชนสกุลต้วนได้เลยแม้กระผีกเดียว กระบี่ในมือลอยละล่องขึ้นสู่ท้องฟ้า ล้มตัวเสียหลักในจังหวะสุดท้าย… ก่อนจะปรากฏปลายทวนที่หันชี้เบื้องหน้าห่างเพียงคืบ ทำให้ โจวคุนหมิง ยิ้มออกมาด้วยความขมขื่น…
“ข้าขอยอมแพ้… สมแล้วที่เป็นศิษย์สืบทอดของท่านราชครูต้วน”
กังเฉิง ประสานมือสุภาพ แสดงความเคารพในฐานะศิษย์น้อง ก่อนจะยื่นมือออกไป เพื่อฉุดดึง โจวคุนหมิง ให้กลับมาลุกยืน… “ข้าชนะได้เพราะเทพวิชาของอาจารย์ บอกตามตรงว่ารู้สึกเหมือนคดโกงศิษย์พี่โจวยังไงก็ไม่รู้…”
“หึหึ… มีแต่เจ้าเท่านั้นแหละที่รู้สึกเช่นนั้น การเอาเคล็ดวิชาที่ดีที่สุดออกมาใช่ มันนับว่าถูกต้องแล้ว จะเรียกว่าคดโกงได้เยี่ยงไรกัน…” โจวคุนหมิง แม้พ่ายแพ้แต่ก็โกรธเคืองไม่ลง เพราะ กังเฉิง นับว่าเป็นศิษย์น้องเล็กในสังกัดหน่วยเทพพยัคฆ์ ทั้งยังมีนิสัยที่ดีมากผู้หนึ่ง จนกลายเป็นที่รักใคร่ของทุกคนในหน่วยด้วยเวลาอันสั้น
มู่เจี้ยน ที่เฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ อดไม่ได้ที่ถอนหายใจหนักหน่วง…
“ทำไมยุคนี้จึงปรากฏสัตว์ประหลาดในรุ่นเยาว์มากมายนัก รู้สึกโชคดียิ่งที่ในยุคสมัยของข้าเมื่อ 10 ปีก่อน มิได้มีคนอย่าง เหยาซุน และ กังเฉิง ปรากฏตัวออกมา หาไม่แล้วข้าเองคงยากที่จะรับตำแหน่งอัจฉริยะรุ่นเยาว์ในตอนนั้น…”
ไป๋หู่จิวหรง สวมกอดอด ใบหน้าเชิดสูง…
“ศิษย์พี่มู่ ท่านมองข้ามอะไรไปหรือป่าว?! แม้จะมีคนอย่าง เหยาซุน หรือ กังเฉิง ปรากฏสักเท่าใดก็ตามแต่ ทว่าผู้ที่จะก้าวสู่จุดสูงสุดในหมู่รุ่นเยาว์แห่งยุค จะเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจาก ไป๋หู่จิงหรง ผู้นี้!!
การประลองในอีก 4 เดือนข้างหน้า ข้าจะแสดงให้ท่านได้เห็นเอง…” รอยยิ้มของหญิงสาว ที่แต่งกายเฉกเช่นบุรุษอยู่เป็นนิจ เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
…………………………………………….
ณ สำนักสายลมประจิม
หลังจากที่ช่วงค่ำ เหยาซาน ได้คืนตำราให้กับหออัคคีเป็นที่เรียบร้อย ก็กลับมายังเขตที่พัก… ภายในกระท่อมหลังเล็ก เด็กหนุ่มก็พบกับ ตันเหมา ที่นอนหมดสภาพ คาดว่าคงจะถูกเคี่ยวเข็ญจากหอพฤกษามาไม่น้อย…
“ศิษย์พี่ตัน ดูสภาพไม่ค่อยดีเลยนะ?”
ตันเหมา เหลียวมองตามเสียงอย่างอ่อนแรง…
“กลับมาแล้วหรือศิษย์น้องเหยา… หลงนึกว่าเจ้าจะมีสภาพย่ำแย่เช่นเดียวกันข้าเสียอีก...”
เหยาซาน เกาศีรษะเล็กน้อยด้วยความฉงน...
“ทำไมข้าต้องสภาพย่ำแย่?! ไม่เห็นว่าจะมีเรื่องอันใดให้ต้องเหนื่อยหน่าย”
“งั้นหรอกหรือ… ดูท่าจะเป็นแค่กับแผนกของข้างั้นสินะ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าแผนกพฤกษาจะลำบากลำบนเช่นนี้ ไหนจะต้องศึกษาตำราพืชพันธุ์ชนิดต่าง ๆ ทั้งยังเจาะจงละเอียดในทุกตำแหน่ง กิ่ง ก้าน ราก ใบ เมล็ด จำนวนของมันก็มีตั้งนับพันนับหมื่น
อีกทั้งพืชพันธุ์เหล่านั้น ยังต้องมีขั้นตอนเร่งกระบวนการเติบโตที่จำแนกไปอีกร้อยพันหมื่นแปรไม่ซ้ำแบบ เพียงครึ่งวันยังทำเอาข้าจะบ้าตายเสียให้ได้… เจ้าดูนี่สิ!!” ตันเหยา เปิดแหวนมิติของตน ปรากฏตำราหนาเท่าความยาวนิ้วหัวแม่มือ จำนวนเกือบสิบเล่มหล่นร่วงลงมา หากนำมาเรียงซ้อนกันคงสูงได้เกือบครึ่งตัวตน
“นี่ยังเป็นแค่ส่วนหนึ่งนะ!! ข้าถูกบังคับให้ศึกษาตำราเหล่านี้ให้แตกฉานภายใน 2 เดือน ตั้งใจเข้าสำนักใหญ่เพื่อฝึกวรยุทธให้แข็งแกร่งแท้ ๆ แต่กลับต้องมากลายเป็นคนสวน และหนอนตำราเสียอย่างนั้น!!” ตันเหยา สบถเหยียดยาว พรรณนาถึงความลำบากของตนเอง แต่เท่าที่ เหยาซาน ได้ฟังก็ไม่เห็นว่าจะลำบากลำบนอะไรนัก
เชื่อว่าส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะ ตันเหยา ถูกเลี้ยงดูมาในฐานะนายน้อยตระกูลใหญ่เสียมากกว่า เมื่อเผชิญหน้ากับเรื่องละเอียดอ่อนเช่นนี้ จึงรู้สึกหนักหนาสาหัสไปกว่าความเป็นจริง…
เหยาซาน หยิบตำราเหล่านั้นมาเปิดอ่านคร่าว ๆ มันแทบไม่ต่างจากตำราพฤกษาศาสตร์ทั่วไป หากแต่มีความละเอียดมากยิ่งกว่า ทั้งยังแฝงไว้ด้วยรูปแบบการใช้ลมปราณเสริมส่งเพื่อกระตุ้นการเจริญเติบโตของพฤกษาเหล่านั้น…
เด็กหนุ่มลูบปลายคางเบา ๆ สีหน้าครุ่นคิด…
“ที่แท้ หอพฤกษา จำเป็นต้องใช้เวลาในการศึกษาตำราเช่นนี้ด้วย… ดูท่าข้าคงต้องเลือก หอพฤกษา เป็นอันดับท้าย ๆ ในการเข้าศึกษาเสียแล้ว อาศัยการอ่านตำราของศิษย์พี่ตัน ช่วงค่ำคืนไปพลาง ๆ ก็น่าจะดีกว่า…”
เหยาซาน หลังจากเข้าฌานสมาธิเพื่อบำเพ็ญตบะเสร็จสิ้น ก็จะใช้เวลาที่เหลือจิบสุราพลางนั่งอ่านตำราพฤกษา ทำเช่นนี้ไปจนถึงเช้า… ส่วน ตันเหมา แทบจะนอนสลบไสลตลอดทั้งคืน ซึ่งคราแรก เหยาซาน ก็ประหลาดใจเช่นกัน เพราะเพียงแค่การอ่านตำราไม่น่าจะทำให้ผู้ฝึกฝนลมปราณอ่อนล้าได้ถึงเพียงนี้
แต่หลังจากที่ตนได้ศึกษาตำรา ก็จึงค่อยเข้าใจว่าขั้นตอนเร่งกระบวนการเติบโตของพฤกษา จะใช้ลมปราณแทนน้ำเลี้ยง ส่งลมปราณเข้าไปเพื่อให้พืชพันธุ์เติบใหญ่อย่างรวดเร็วให้เหมาะสมกับการใช้งาน จึงเป็นสาเหตุให้ ตันเหมา มีความเหนื่อยล้าจากสภาวะลมปราณพร่องโหว่…
รุ่งเช้า…
ตันเหมา เดินโซเซออกจากที่พักราวกับร่างไร้วิญญาณ… เหยาซาน ได้แต่ยิ้มเยาะเบา ๆ เชื่อว่าอีกไม่นาน ตันเหยา ก็คงจะปรับตัวได้ เพราะชายผู้นี้มีความพยายามสูงส่งมาก หาไม่แล้วคงไม่บ้าคลั่งมาทดสอบเข้าสำนักสายลมประจิมตลอด 2 ปี
เป็นจังหวะที่ ตงเหยียน เข้ามาหา เหยาซาน ตามที่ได้นัดหมายไว้เช่นกัน…
“ศิษย์น้องเหยา… ตกลงเจ้าได้ข้อสรุปแล้วหรือยัง ว่าวันนี้จะไปที่หอธาตุใด ต่อจากหออัคคี?!”
เหยาซาน ปริยิ้มพร้อมกับพยักหน้าตอบรับ…
“ข้าจะไปที่ หอวายุ…”
…………………………………………….