อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 96 แผนกวรยุทธดั้งเดิม
ตอนที่ 96
หออัสนี…
เหยาซาน ก้าวเดินมายังสถานที่แห่งนี้พร้อมกับ ตงเหยียน ผู้แนะนำเช่นเคย… เสียงกึกก้องกัมปนาทดังขึ้นเป็นระยะอย่างน่าประหลาดใจ ทั้งที่ท้องฟ้ายังคงแจ่มใสไร้หมู่เมฆ ก่อนที่ เหยาซาน จะสังเกตเห็นว่า เสียงที่กึกก้องนั้นเกิดจากแท่นสูงสีทองอร่าม ที่ยอดปลายมีวัตถุเปล่งแสงทรงกลมน่าหวาดหวั่น สิ่งนี้ได้ตั้งอยู่ด้านหลังของ หออัสนี อีกทอดหนึ่ง…
“นั่นคือแท่นอัสนีทองคำ วัตถุอาคมอันทรงพลังที่ทางสำนักสายลมประจิมของเราในยุคก่อน ได้ใช้ทรัพยากรอย่างมหาศาลเพื่อขอแลกเปลี่ยนสิ่งนี้มาจากกับ สมาพันธ์แห่งท้องทะเล หนึ่งขุมห้าขุมอำนาจยิ่งใหญ่ ระดับหน่วยงานราชการแผ่นดิน...
แท่นอัสนีทองคำ ได้ดูดซับเอาเศษเสี้ยวอัสนีที่ทรงพลังมาจากมหาสมุทรกิเลนอัสนี จึงมีพลังอัสนีไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา ทั้งยังสามารถดูดซับอัสนีตามธรรมชาติเพื่อสั่งสมเก็บไว้ภายในได้อีกด้วย จึงเหมาะอย่างยิ่งในการฝึกฝนเคล็ดวิชาสายปราณอัสนี…
แต่สิ่งหนึ่งที่ศิษย์น้องต้องรู้ไว้ ศิษย์สายปราณอัสนีนั้นมีจำนวนที่น้อยยิ่งกว่าน้อยเสียอีก หากเปรียบกับหอธาตุทั้ง 8 แห่ง หออัสนีถือว่ามีสมาชิกน้อยที่สุด… แม้ว่าปราณสายอัสนีจะแข็งแกร่งมาก ทั้งพลังและความเร็วจัดว่าอยู่ในระดับสูงสุด แต่มันมีข้อเสียสำคัญ…
นั่นคือผู้ที่ฝึกฝนลมปราณสายนี้จะมีร่างกายที่เป็นจุดอ่อน ราวกับถูกเกลียดชังจากสวรรค์จนทำให้ผู้ฝึกฝนปราณสายนี้มีอายุขัยที่สั้นกว่าผู้ใช้ปราณธาตุอื่น ๆ ค่อนข้างมาก ดังนั้นจึงไม่เป็นที่นิยมเท่าใดนัก…” ตงเหยียน ยังคงเป็น ตงเหยียน ด้านข้อมูลนับว่ามีอย่างพร้อมสรรพ
เหยาซาน พยักหน้าตอบรับ ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปในทันที… ผู้อาวุโสที่ดูแลหออัสนี ย่อมรู้จัก เหยาซาน อยู่แล้ว จึงไม่ต้องกล่าวอันใดต่อกันมาก ทั้งยังรู้ดีว่าเด็กหนุ่มมักจะเปลี่ยนสลับหอธาตุฝึกฝนไปเรื่อย ๆ จากผู้อาวุโสเฟิง และผู้อาวุโสม่อ คราวนี้ก็แค่เพียงเป็นรอบของหออัสนีที่ถูกเลือกเท่านั้น…
ทุกอย่างเป็นดังภาพวันวานย้อนกลับ… เหยาซาน ยังคงพิจารณาเคล็ดวิชาอยู่เนิ่นนาน แต่สุดท้ายก็ไปขอให้ผู้อาวุโสช่วยแนะนำ จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่สถานที่ฝึก ซึ่งอยู่รอบ ๆ แท่นอัสนีทองคำ… เวลาผ่านไปกว่า 2 วัน เหยาซาน ก็สำเร็จพื้นฐานของปราณอัสนี
แม้จะรู้สึกสนใจ เพราะปราณสายอัสนีแข็งแกร่งมากในด้านการโจมตี ทั้งยังมีท่าร่างการเคลื่อนไหวในรูปแบบที่น่าสนใจ แต่สุดท้ายก็เลือกจะร่นถอย จากข้อเสียที่ร่างกายต้องแบกรับภาระมากจนเกินไประหว่างการฝึก ทั้งการดูดซับอัสนีเข้ามาในร่างก็เรียกความเจ็บปวดอย่างมหาศาล ในเมื่อมีโอกาสที่จะเลือกสรร หนทางอื่นที่ดีกว่าย่อมต้องมี…
วันถัดมา เหยาซาน มุ่งหน้าสู่ หอวารี ฝึกฝนเรียนรู้แก่นธาตุอยู่ 2 วันก็สำเร็จพื้นฐาน… ปราณวารี ในมุมมองของ เหยาซาน ถือว่ามีความน่าสนใจเช่นกัน เนื่องจากมันสามารถผันแปรให้เข้ากับ วิถีแห่งเซียนเมรัย ได้ด้วยองค์ประกอบที่คล้ายคลึง ทำให้ เหยาซาน สามารถพลิกแพลงปราณวารีเพื่อใช้ควบคุมสุราได้อีกด้วย…
วันถัดมาก็ตรงไปยัง หอเหมันต์ ใช้เวลาอีก 2 วันเช่นกันในการเรียนรู้ เคล็ดวิชาเหมันต์นั้นส่วนตัวแล้ว เหยาซาน รู้สึกว่ามันค่อนข้างฝึกฝนได้ยาก และดูจะอ่อนแอกว่าปราณสายอื่น ๆ อยู่ไม่น้อย แต่พอมันได้หลอมรวมเข้ากับสายปราณวารี จะก่อให้เกิดอานุภาพเหนือประมาณ ขอบเขตเพดานและขีดจำกัดจะถูกทำลายลงทันที จัดว่าเหมาะสมกับการฝึกวิชาผสานสองธาตุ…
แน่นอนว่าเรื่องราวของ เหยาซาน ได้สะท้านสะเทือนไปทั้งสำนัก โดยเฉพาะแผนกวรยุทธประยุกต์!! ด้วยเวลาอันสั้นก็ผ่านตำราธาตุพื้นฐานไปแล้วถึง 5 ปราณธาตุ ในแต่ละวันล้วนมีข่าวลือมากมายแพร่สะพัด จน เหยาซาน อาจเรียกได้อย่างเต็มปากว่ากลายเป็นคนดังของสำนักในเวลานี้ไปแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าข่าวลือย่อมมีทั้งดีร้าย…
เวลานี้หอธาตุทั้ง 8 แห่ง เหลือเพียงแค่ หอพฤกษา หอปฐพี และ หอโลหะ เท่านั้นที่เด็กหนุ่มยังไม่ได้เข้าไปศึกษา… แต่น่าเสียดายที่วันนี้คือต้นเดือนใหม่ ดังนั้นเท่ากับว่าถึงเวลาแล้วที่ เหยาซาน จะต้องเลือกว่าจะอยู่แผนกวรยุทธประยุกต์ต่อไป หรือจะย้ายไปที่แผนกวรยุทธดั้งเดิม…
อันที่จริง เหยาซาน ก็ยังอยากศึกษาหอธาตุอีกสามแห่งให้ครบถ้วนไปเลย… แต่หลังจากมานึก ๆ ดูแล้ว ผู้อาวุโสเถิง ก็ให้ความคาดหวังและเมตตากับตนเองอยู่ไม่น้อย ทั้งยังยอมมอบอาวุธอักขระถึง 3 ชิ้นให้กับตนเองรางวัล ดังนั้นถ้าเดือนนี้ยังอยู่ที่แผนกวรยุทธประยุกต์ต่อไป อาจทำให้ ผู้อาวุโสเถิง เสียความรู้สึกอยู่ไม่น้อย จึงตัดสินใจสลับแผนกตามเงื่อนไข…
“หอปฐพี และ หอโลหะ มุ่งเน้นไปที่ปราณคุ้มกาย ยึดถือรูปแบบการป้องกันเป็นหลัก หากกล่าวถึงความจำเป็นในการต่อสู้ ก็เรียกว่าลำดับความสำคัญของรูปแบบการป้องกันมีน้อยกว่า รูปแบบโจมตี และรูปแบบการเคลื่อนไหว ถึงข้าจะศึกษาช้าไปเล็กน้อยก็ไม่น่ามีผลอะไรนัก
ปราณพฤกษาเอง ก็มุ่งเน้นไปที่ด้านปรุงโอสถ และพลังฟื้นฟู จำเป็นต้องใช้เวลาในการศึกษาที่อาจจะมากกว่าหอธาตุอื่น ๆ เช่นนั้นเอาไว้เดือนถัดไปค่อยกลับมาร่ำเรียนก็แล้วกัน… เวลานี้ควรตอบแทนความคาดหวังของ ผู้อาวุโสเถิง เข้าแผนกวรยุทธดั้งเดิมเสียก่อน...”
คิดได้เช่นนั้น เหยาซาน ก็พลันโดดขึ้นวิหคพาหนะ หลังจากเข้าไปรับโอสถรากฐานฟ้าดินจากหอหมื่นโอสถเป็นที่เรียบร้อย ก็บินข้ามทะเลสาบใหญ่ใจกลางสำนัก มุ่งหน้าสู่ขุนเขา ลูกที่ 1 และลูกที่ 2 อันเป็นเขตพื้นที่ของ แผนกวรยุทธดั้งเดิม… แน่นอนว่าระหว่างขุนเขาทั้งสองลูก ก็มี [ตำหนักชี้ทาง] เฉกเช่นเดียวกับแผนกวรยุทธประยุกต์
เหยาซาน แม้จะเคยนั่งวิหคพาหนะบินวนมายังขุนเขาลูกที่ 1 และ ลูกที่ 2 อยู่บ่อยครั้ง หากแต่ยังไม่เคยลงไปด้านล่างแม้สักครั้งเดียว เหตุก็เพราะก่อนหน้านี้ตนนับว่าเป็นคนของแผนกวรยุทธประยุกต์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ขุนเขาลูกที่ 3 และลูกที่ 4 จึงไม่อาจที่จะเพ่นพ่านในเขตของแผนกวรยุทธดั้งเดิมได้ มิเช่นนั้นจะถือเป็นการผิดกฎสำนัก แน่นอนว่ากฎข้อนี้ถูกตั้งขึ้นจากความไม่ลงรอยกันของศิษย์ระหว่างทั้งสองแผนก ที่ต่างก็เชื่อมั่นว่าแผนกของตนมีความเป็นหนึ่ง
แม้แต่ในหมู่ศิษย์หลัก ยังมีการแบ่งแยกเป็นสองฝ่ายที่ไม่ลงรอยกันเลย… ซึ่งผู้นำของศิษย์หลักแผนกวรยุทธดั้งเดิมนั้น คงหนีไม่พ้นศิษย์หลักลำดับที่ 1 อย่าง เจี่ยโย่วเทียน ผู้มีตำแหน่งเป็นถึง 1 ใน 7 อัจฉริยะรุ่นเยาว์ของทวีปนี้
และผู้นำศิษย์หลักแผนกวรยุทธประยุกต์ ก็คือศิษย์หลักลำดับที่ 2 ลั่วชิงเหอ อัจฉริยะดาวรุ่งดวงใหม่ของสำนัก ซึ่งในการคัดเลือก 7 อัจฉริยะรุ่นเยาว์เมื่อ 2 ปีก่อน ในตอนนั้น ลั่วชิงเหอ ที่อายุยังน้อย จึงยังไม่มีความสามารถมากพอในการช่วงชิงตำแหน่ง แต่หากเป็น ณ ตอนนี้แล้ว เรียกได้ว่ามีคุณสมบัติที่ครบถ้วนอย่างยิ่ง
ทั้งคู่ถือที่เป็นหน้าเป็นตาของสำนักสายลมประจิมในยุคนี้เลยก็ว่าได้… แต่เพราะความไม่ลงรอยของทั้งสองแผนก ผนวกกับสองผู้อาวุโสสูงสุดที่เป็นคู่แข่งกัน ก็ย่อมต้องทำให้ทั้งสองผู้เยาว์ มีการกระทบกระทั่งกันอยู่บ่อยครั้ง…
เหยาซาน แสดงสีหน้ากังวลเล็กน้อย เมื่อมองไปยังขุนเขาทั้งสองลูกที่ตั้งตระหง่านเบื้องหน้า…
“เอาเถอะ ยังไงเสียข้าก็มีตำแหน่งศิษย์ผู้ทรงเกียรติของสำนัก มีอิสระในการเข้าร่วมทั้งสองแผนก ดังนั้นข้าคงจะไม่ถูกดึงเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างทั้งสองแผนกกระมัง?!”
จบการพึมพำ เหยาซาน ก็พลันดีดตัวจากหลังวิหคพาหนะ ลงที่ตำแหน่งด้านหน้า ตำหนักชี้ทาง… สายตาของหมู่ศิษย์นับพันโดยรอบ เหลียวมองมาด้วยความไม่เป็นมิตรนัก… สาเหตุเพราะข่าวลือของ เหยาซาน ได้แพร่กระจายลงยังฝั่งของแผนกวรยุทธดั้งเดิมด้วยเช่นกัน
สำคัญกว่านั้น… ในเขตแผนกวรยุทธดั้งเดิม ไม่เหมือนกับแผนกวรยุทธประยุกต์ ที่จะคอยมี ตันเหมา ตงเหยียน หรือแม้แต่ เฟิงอี้จุน และพรรคพวก คอยแก้ต่างเรื่องข่าวลือทั้งหมดให้… เป็นเหตุในแผนกนี้มีเพียงข่าวลือในแง่ร้ายเสียเป็นส่วนใหญ่ ทั้งยังเต็มไปด้วยผู้ที่ริษยายามเห็น วิหคพาหนะโฉบบินไปมา ก่นด่าตามหลังอยู่เป็นประจำ…
เหยาซาน กระแอมไอแห้ง ๆ แต่ก็ไม่สนใจสายตาโดยรอบ มุ่งหน้าเข้าสู่ตำหนักชี้ทางทันที… ซึ่งภายในตำหนักเวลานี้ ผู้อาวุโสเถิง หัวหน้าแผนกวรยุทธดั้งเดิม ได้เฝ้ารออยู่ก่อนแล้ว เพราะได้รับการติดต่อเข้ามาว่าเดือนนี้ เหยาซาน จะสลับมายังแผนกของตน
แน่นอนว่าสายตาของ ผู้อาวุโสเถิง เต็มไปด้วยความคาดหวัง เผยรอยยิ้มชราที่เปี่ยมไปด้วยความดีใจ… “ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ในที่สุดเจ้าก็มา!!”
เหยาซาน ประสานมือสุภาพคราหนึ่ง…
“คารวะผู้อาวุโสสูงสุด…”
ผู้อาวุโสเถิง ตบไหล่ของ เหยาซาน เบา ๆ
“ไม่ต้องมากพิธี… เจ้ามาแผนกข้าก็ดีแล้ว จะได้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งเสียที ว่าแผนกของข้านั้น แข็งแกร่งกว่าแผนกของตาแก่จางเป็นสิบเท่า!!”
เหยาซาน ได้ยินเช่นนั้น ก็พลันขืนยิ้ม แม้จะรู้ว่าทั้งสองผู้อาวุโสไม่ค่อยจะลงรอยกันนัก แต่ก็ไม่คิดว่าถึงขั้นถากถางกันจนเป็นเรื่องสามัญ แน่นอนว่าก่อนที่ เหยาซาน จะมาที่นี่ ก็พบเจอว่า ผู้อาวุโสจาง กล่าวในลักษณะที่คล้าย ๆ กัน ทั้งยังกำชับให้ตนรีบกลับมาแผนกวรยุทธประยุกต์ ในเดือนหน้าอีกด้วย…
หากจะกล่าวถึงแผนกวรยุทธดั้งเดิมนั้น จะมีอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น 8 หอศาสตรา แต่ทั้งหมดก็ใช่ว่าจะเป็นการฝึกอาวุธอย่างครบถ้วนทั้ง 8 หอ ยังมีบางหอที่มุ่งฝึกฝนเคล็ดวิชาไร้ศาสตราด้วยเช่นกัน… ซึ่งทั้ง 8 หอหลัก จะแบ่งออกเป็น หอกระบี่ หอดาบ หออาวุธลับ หอทวน หอพลอง หอดัชนี หอหมัดมวย และหอยุทธภัณฑ์
เหยาซาน ประหลาดใจเล็กน้อย ที่ไม่มีหอฝึกสำหรับเพลงขวานจึงเอ่ยถามไปตรง ๆ ซึ่ง ผู้อาวุโสเถิง ก็ได้คำตอบด้วยเหตุผลว่าที่นี่คือสำนักเพื่อฝึกฝนชาวยุทธ ดังนั้นจึงมุ่งเน้นศาสตราและเคล็ดวิชาสำหรับชาวยุทธเป็นหลัก
ทางด้านเพลงขวานนั้นเป็นอาวุธหนัก ทวงท่าแม้จะแข็งแกร่งไร้เทียมทาน หากแต่มันเชื่องช้าเกินไป ทั้งยังฝึกฝนได้ยากยิ่ง ไม่เหมาะสำหรับชาวยุทธ แต่เหมาะสำหรับการออกศึกสู่รบ มุ่งเน้นการเข้าปักหลักในสมรภูมิ ดังนั้นแล้ว เพลงขวาน จึงจะมีการฝึกฝนภายในกองกำลังทหาร เสียมากกว่าสำนักฝึกยุทธทั่ว ๆ ไป…
เหยาซาน ได้ยินเช่นนั้นก็เข้าใจได้ทันที… พื้นเพเคล็ดวิชาเพลงขวานวายุตระกูลซ่งนั้น ก็เป็นทักษะวิชาสำหรับประจันหน้าในสงครามจริง ๆ ท่วงท่าต่าง ๆ จึงมีความเป็นสามัญไม่มีพลิกแพลง เน้นการทำลายเป็นวงกว้างมากกว่าการเคลื่อนไหว…
แต่ส่วนตัวแล้ว เหยาซาน ก็ไม่เคยนึกเสียใจที่ตนได้ฝึกเพลงขวานตระกูลซ่งมาเป็นอันดันแรก ๆ เพราะการเริ่มต้นจากเส้นทางที่ยาก ยิ่งทำให้เส้นทางต่อจากนั้นมีความมั่นคง… ยามนี้ขวานศิลาที่เคยตกลงในทะเลสาบ เด็กหนุ่มก็ได้ทำการเก็บกู้คืนมาแล้ว ถึงจะไม่นำออกมาใช้แต่ก็พกพาไว้ในแหวนมิติสำหรับฝึกฝน หากร่างกายดูฝืดเคืองก็จะแอบหยิบมันออกมากวัดแกว่ง เพื่อเสริมส่งร่างกายตนเองให้แข็งแกร่งอยู่เสมอ…
แผนกวรยุทธดั้งเดิม ไม่ได้กำหนดว่าให้ศิษย์เลือกฝึกฝนแค่หอใดหอหนึ่ง สามารถเลือกฝึกฝนได้ตามใจต้องการขึ้นอยู่กับความสามารถ ไม่มีข้อกำจัดเรื่องธาตุพรสวรรค์เฉกเช่นแผนกวรยุทธประยุกต์…
ดังนั้นศิษย์โดยมากจะเลือกฝึกที่ หอศาสตราวุธเป็นหลักซึ่งมีอยู่ด้วยกัน 5 หอ… จากนั้นก็ฝึกเสริมด้วยเคล็ดวิชาจากหอวรยุทธไร้ศาสตราอย่าง หอดัชนี และหอหมัดมวย เพื่อป้องกันตนเองยามฉุกเฉินไร้อาวุธคู่กาย… ส่วนทางด้าน หอยุทธภัณฑ์ จะมุ่งเน้นไปที่เรื่องการหลอมอาวุธและชุดเกาะเป็นหลัก ถือเป็นหอตัวเลือกเฉพาะทางที่ดี สำหรับผู้ที่มีพรสวรรค์ในด้านนี้
“เหยาซาน... ตำหนักชี้ทาง ของแผนกข้าจะแตกต่างไปจากแผนกวรยุทธประยุกต์ พวกเราไม่มี [ผนึกชี้ทาง] ที่จะบ่งบอกธาตุพรสวรรค์ แต่พวกเราจะมี [ข่ายอาคมจิตวิญญาณร้อยศาสตรา] คอยชี้นำว่าศาสตราประเภทใดจะปรากฎรัศมีที่เคียงคู่กับชะตาของเจ้า…
ได้ยิน รองเจ้าสำนักเตีย กล่าวว่าเจ้ามีคุณลักษณะคล้าย ผู้เป็นที่รักของศาสตรา สามารถหยิบจับศาสตราใดก็พลันมีรัศมีบางอย่างก่อเกิดขึ้น ข้าอยากรู้เหมือนกันว่า สายตาของท่านรองเจ้าสำนักเตียที่ได้ชื่อว่า ผู้เป็นที่รักของกระบี่ จะมีความแม่นยำจริง ๆ หรือไม่… ตามข้ามาสิ!” ผู้อาวุโสเถิง กล่าวพลางเดินนำหน้าตรงไป
เหยาซาน ขมวดคิ้วเล็กน้อยฉงนใจขึ้น…
“ข่ายอาคมจิตวิญญาณร้อยศาสตรา?!”