ออกหาของทะเลแล้วดันเก็บได้สิ่งมีชีวิตทะเลสุดพิเศษวันสิ้นโลก - บทที่ 23
ชั้นที่ 89 ของหอส่งสัญญาณเกาะลู่อัน
“ฉันบอกแล้วว่าเราจะไป จะอยู่ต่อก็อยู่กันเองที่นี่!”
“พวกคุณไปแล้วหอคอยนี้จะทำยังไง ถ้าเกิดปัญหาขึ้นทั้งเกาะก็จะติดต่อกับโลกภายนอกไม่ได้เลยนะ!”
“ใครจะไปสนใจได้ขนาดนั้น แถมบนเกาะนี้ยังไม่รู้เลยว่ายังมีคนมีชีวิตอยู่หรือเปล่า”
“ต้องมีสิ…”
เสียงโต้เถียงดังไม่หยุด
ไม่มีใครสังเกตเห็นว่า นอกกระจกด้านหลังพวกเขา หนวดปลาหมึกเส้นหนึ่งที่ใหญ่หนาจนน่าตกใจค่อยๆ โผล่ขึ้นมาจากด้านล่าง แกว่งไกวอย่างเงียบเชียบ
ในห้อง ชายคนหนึ่งสวมเสื้อเชิ้ตลายตารางขาวดำแดง คลุมแจ็กเก็ตไว้ด้านนอก ใบหน้าเต็มไปด้วยเครา เขาดับบุหรี่แล้วเงยหน้า พูดว่า
“คุณสวี่ เรื่องอื่นไม่พูดก็ได้ แต่เครื่องสำรองที่ชั้น 87 มีคุณคนเดียวที่ใช้งานเป็น แถมกุญแจปฏิบัติการก็อยู่กับคุณ ก่อนจะไป อย่างน้อยก็ต้องทิ้งกุญแจกับคู่มือไว้ให้ผมสิ”
ชายที่ถูกเรียกว่า คุณสวี่ ผิวคลํ้า ดูอายุราวสามสิบกว่า เพิ่งเถียงกับคนอื่นมา หน้าแดงคอแดง นํ้าเสียงแข็งกร้าว
“ให้แน่นอน จะไปแล้ว ของสองอย่างนี้เก็บไว้กับผมก็ไม่มีประโยชน์อะไร!”
“งั้นก็เอาเถอะ พวกคุณจะไปก็ไป”
“หัวหน้า!” สองคนข้างชายเสื้อตารางร้องเรียกอย่างร้อนรน
“จะมัดพวกเขาไว้ที่นี่ได้หรือไง ไปเถอะ ไปกันให้หมด!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น กลุ่มคนที่โวยวายอยากออกไปต่างมองหน้ากัน
คุณสวี่เชิดคางให้สัญญาณ พวกนั้นก็แยกย้ายกันทันที เริ่มรวบรวมเสบียง ความเข้าขากันขนาดนี้ ดูก็รู้ว่าคงแอบตกลงกันมานาน แล้ว
คุณสวี่ถึงได้โล่งอก สูดลมหายใจแล้วพูดช้าๆ
“คุณไปั๋ ผมขอพูดให้ชัดก่อนนะ พวกเราจะบุกไปจนถึงฝังตรงข้าม ฐานนั่นอยู่ไกล ระหว่างทางต้องใช้เสบียงไม่น้อย”
พอได้ยินคำนี้ คนสองคนข้างคุณไปั๋ก็เผยสีหน้าระแวดระวังทันที
คุณสวี่ทำเหมือนไม่เห็น พูดต่อ
“อาหารเอาไปแค่ส่วนน้อยก็พอ ระหว่างทางหาทางเอาได้ แต่เรื่องอาวุธขาดไม่ได้ ตอนนี้ลิฟต์ใช้ไม่ได้ จากที่นี่ลงไปถึงชั้นหนึ่ง ต้องเจอซอมบี้อีกไม่น้อย อาวุธที่นี่ ผมจะเอาไปส่วนใหญ่”
ชายแว่นด้านซ้ายของคุณไปั๋รีบพูดเสียงร้อน
“หัวหน้าสวี่ พวกเราอยู่ที่นี่ อาหารก็มีวันหมด ยังต้องลงไปหาเหมือนกัน คุณเอาอาวุธไปหมด แล้วเราจะลงไปยังไง?”
“งั้นก็ต้องถามพวกคุณเองว่าทำไมยังจะอยู่ที่นี่ บอกแล้วให้ไปฝังตรงข้าม ไปเข้าฐานใหญ่ ที่นั่นก็ไม่ต้องห่วงเรื่องกินเรื่องอยู่แล้ว ไม่ใช่หรือ”
ยี่สิบนาทีก่อนหน้านี้ หอส่งสัญญาณกลางกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง
พนักงานกลุ่มนี้เฝั้าอยู่ที่นี่อย่างยากลำบากมากว่าหนึ่งเดือน ในที่สุดก็รอวันนี้มาถึง ทันทีที่สัญญาณเชื่อมต่อ ทุกคนติดต่อหา ครอบครัวของตนเอง แต่ปลายสายของคนส่วนใหญ่มีเพียงเสียงสายไม่ว่าง
หอส่งสัญญาณเกาะลู่อันทำงานปกติ หอส่งสัญญาณกลางทำงานปกติ แต่พื้นที่อื่นๆ ยังไม่ทราบสถานการณ์
คุณสวี่เป็นคนเดียวที่ติดต่อญาติได้
เขาติดต่อพ่อ ซึ่งทำงานอยู่ที่เมืองหลิน ฝังตรงข้ามเกาะ
สะพานข้ามทะเลจากเกาะลู่อันเชื่อมไปยังเมืองกวง ส่วนเมืองหลินอยู่ถัดจากเมืองกวงไปอีก ไม่ไกลเกินไป แต่ก็ไม่ใกล้
ในสภาวะปกติ ย่อมไม่มีใครยอมเสี่ยงขนาดนี้ เดินทางไกลโดยไม่มีเหตุผล
แต่พ่อของคุณสวี่บอกว่า ภายในหนึ่งสัปดาห์หลังไวรัสซอมบี้ระบาด เมืองหลินได้ก่อตั้งกลุ่มช่วยเหลือขนาดเล็ก ใช้โรงเรียน ประถมแห่งหนึ่งเป็นฐาน ตลอดกว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมา พวกเขารวบรวมเสบียง รับคนมีความสามารถ จนตอนนี้กลายเป็นฐานที่มีขนาด น่าจับตา
ในฐานมีเครื่องปันไฟสำรองหลายเครื่อง แม้ทรัพยากรจะยังขาดแคลน แต่ชั่วคราวไม่ต้องกังวลเรื่องกินเรื่องอยู่ ผู้คนสามารถใช้ ชีวิตได้ค่อนข้างปกติ ไม่ต้องหวาดผวาทุกวัน
คุณสวี่ได้ยินแล้ว ความคิดก็เริ่มเคลื่อนไหว
ตั้งแต่กว่าครึ่งเดือนก่อน เขาไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว แม้ในหอจะมีเครื่องปันไฟสำรอง นอกจากจ่ายไฟให้เครื่องหลัก ยังเหลือไฟเล็ก น้อยให้พวกเขาใช้ แต่ชีวิตแบบนี้มันอยู่ยังไง
อย่างแรก ไฟที่เหลือไม่พอเปิดลิฟต์ พวกเขาถูกขังอยู่บนยอดหอ ไปไหนไม่ได้
อย่างที่สอง ไม่รู้ว่าระบบไหนขัดข้อง ไฟทั้งหอดูเหมือนเปิดไม่ได้ พวกเขาไม่เพียงใช้แสงส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือยามคํ่าคืน ไม่ได้ แต่ทุกคืนก็ต้องอยู่ในความมืดมิด มองไม่เห็นอะไรเลย
อีกอย่าง คนกลุ่มนี้ไม่ได้มาจากแผนกเดียวกัน แต่เป็นพนักงานจากหลายชั้นที่หนีตายมารวมกัน ทุกวันนี้ยังเรียกเขาว่า “หัวหน้า สวี่” และยอมฟังบ้าง ก็ถือว่าเสี่ยงไม่น้อยแล้ว
ชีวิตที่นี่ทำให้ใจแขวนอยู่ตลอดเวลา
แต่ถ้าจะออกจากหอนี้ เขาจะไปไหน และจะทำอย่างไรให้คนกลุ่มนี้ยอมตามเขา เคารพเขา และฟังคำสั่งเขา
คุณสวี่คิดมานานกว่าครึ่งเดือน จนในที่สุดพ่อก็ให้ทางออกแก่เขา
เขาบอกพ่อว่า ฝังนี้มีคนกว่าสิบคน ล้วนเป็นช่างเทคนิคของหอส่งสัญญาณ พวกเขาไม่ได้แค่ดูแลระบบประจำวันหรือแก้บั๊ก แต่ ยังเชี่ยวชาญเทคโนโลยีสารสนเทศด้านอื่นๆ ด้วย
พ่อของเขารีบสอบถามความเห็นจากผู้รับผิดชอบฐานนั้น อีกฝั่ายแสดงความยินดีต้อนรับอย่างยิ่ง พูดคุยกันไปมา เพียงยี่สิบนาที ก็ได้ตัดสินใจเส้นทางชีวิตกันเรียบร้อย
คุณสวี่พูดต่อ
“ผมก็ไม่ได้บอกว่าจะเอาอาวุธไปหมด แค่เอาไปส่วนใหญ่ ระหว่างทางลงไปชั้นล่าง เราต้องจัดการซอมบี้ไม่น้อย ก็ถือว่าช่วยเปิด ทางให้พวกคุณแล้วไม่ใช่หรือ?”
ชายแว่นถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความโมโห
“งั้นพวกเราต้องขอบคุณพวกคุณด้วยหรือไง”
ใครๆ ก็รู้ว่าหัวหน้าสวี่ขึ้นชื่อเรื่องพูดไม่ตรง ความหมายของคำว่า “น้อย” จากปากเขา เท่ากับแทบไม่มี ส่วนคำว่า “ส่วนใหญ่” ก็ คือเกือบทั้งหมด
เมื่อก่อนเล่นลูกไม้พวกนี้ในงาน ยังแค่เสียเปรียบ แต่ไม่ถึงตาย ตอนนี้ไม่เหมือนเดิม นี่คือช่วงเวลาพิเศษ ถ้าพวกนั้นเหลือให้แค่มีด ปอกผลไม้แล้วจากไป พวกเขาก็จบจริงๆ
ชายแว่นรีบหันไปกระซิบ
“หัวหน้าไปั๋!”
คุณไปั๋พูดขึ้น
“มีดยาวเหลือให้พวกเราเล่มหนึ่ง ที่เหลือพวกคุณเอาไปหมด ไม้กระบองเหลือสามอัน เสื้อกันหนาวขนเป็ดเหลือสามตัว”
คุณสวี่หรี่ตา กำลังจะพูด
“ไม่ยอมก็ไม่มีใครได้ไป กุญแจอิเล็กทรอนิกส์ประตูใหญ่ชั้นหนึ่งอยู่กับผม ผมจะปิดเดี๋ยวนี้”
“คุณ…” คุณสวี่กลั้นอารมณ์ “ได้ ได้!”
พูดจบก็หันหลังเดินออกไป
ด้านขวาของคุณไปั๋เป็นชายร่างอ้วน สีหน้าหนักใจ
“หัวหน้าไปั๋ จะปล่อยให้พวกเขาไปจริงๆ เหรอ เหลือแค่พวกเราสามคน จะประคองอยู่ได้หรือ?”
“ไม่ให้ไปแล้วจะทำยังไง เดินคนละทางก็ร่วมทางกันไม่ได้ ไม่ใช่พวกเดียวกัน ต่อให้อยู่ก็ช่วยอะไรไม่ได้”
ชายแว่นถอนหายใจ
“ไม่รู้พวกเขาจะเหลืออาหารให้เราเท่าไร ผมว่าอย่างมากก็แค่ประคองได้อีกอาทิตย์เดียว หลังจากนั้นเราต้องลงไปหาอาหาร แล้ว”
แต่ข้างล่างจะมีอาหารเหลือแค่ไหน และพวกเขาจะลงไปได้กี่ชั้น
เมื่ออาหารกับนํ้าขาด พวกเขาก็ต้องอดตายอยู่ในหอสูงแห่งนี้ทั้งเป็น
ในวินาทีนั้น แม้แต่ชายแว่นก็อดคิดไม่ได้ บนเกาะนี้ นอกจากพวกเขาแล้ว ยังมีคนมีชีวิตอยู่อีกจริงหรือ ถ้าไม่มีแล้ว… การยืนหยัด เฝั้าหอ เฝั้าสัญญาณนี้ จะมีความหมายอะไร
คุณไปั๋เพิ่งหยิบบุหรี่ออกมาจากซอง เขาหยิบไฟแช็กขึ้นมา แล้วก็ชะงักมือไว้
แม้แต่บุหรี่นี้ ก็เหลืออยู่เพียงสามมวนสุดท้ายแล้ว
เขายัดมันกลับเข้าไปในซอง ก่อนจะพูดว่า
“พวกเรายังรอดมาได้ทั้งที่ถูกซอมบี้ล้อมขนาดนี้ แล้วทำไมคนอื่นจะรอดไม่ได้ เกาะนี้มีทั้งชาวบ้านทั้งนักท่องเที่ยวตั้งเท่าไร คุณ คิดว่าตัวเองเก่งที่สุดแล้ว คนอื่นนอกจากคุณล้วนเป็นขยะ ไม่มีความสามารถเอาตัวรอดงั้นหรือ”
ชายแว่นหน้าเจื่อน
“ก็ไม่ถึงขนาดนั้น…”
ชายอ้วนช่วยปลอบ
“หัวหน้าไปั๋พูดถูก บนเกาะนี้ต้องยังมีคนมีชีวิตอยู่แน่ เพียงแต่ตอนนี้ยังติดต่อกันไม่ได้เท่านั้น เพราะงั้นเราถึงต้องเฝั้าสัญญาณนี้ไว้ ตราบใดที่สัญญาณยังอยู่ คนเป็นก็ยังมีความหวัง”
คนกลุ่มนั้นเก็บของกันเกือบเสร็จแล้ว
ใครมีกระเปั๋าก็ใส่กระเปั๋า ใครไม่มีก็ยัดใส่ถุงขยะ แบกสัมภาระเต็มอัตรากว่าสิบห่อ ยืนอยู่ตรงประตูด้วยสีหน้าเฉยชา ไม่เหมือน เพื่อนร่วมงานที่อยู่ด้วยกันมาหลายปีหรือเป็นสิบปี หากแต่เหมือนคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
หัวหน้าไปั๋ ชายอ้วน และชายแว่น นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานซึ่งรกระเกะระกะ มองดูพวกเขาเงียบๆ
ก่อนจะไป คุณสวี่พูดขึ้น
“คุณไปั๋รู้ไหมว่าทำไมคุณถึงไม่เคยได้เลื่อนตำแหน่ง เป็นคนหัวแข็งเกินไป ไม่รู้จักปรับตัว ตอนนี้มันเวลาไหนแล้ว ทุกคนหวาด กลัว ทุกคนคิดถึงแต่ตัวเอง คุณยังจะมาทำตัวเสียสละยิ่งใหญ่อะไรอีก เฝั้าอยู่ที่นี่เพื่อคนเป็นที่ยังไม่รู้เลยว่ามีกี่คน สุดท้ายอาหารหมด อด ตาย มันโง่สิ้นดี!”
เขาหัวเราะเยาะ
“ผมบอกให้ก็ได้ ช่วงเวลาแบบนี้ ต่อให้บนเกาะนี้ยังมีคนรอดจริง ก็ไม่ควรไปสนใจ! พวกเขาเสียสัญญาณ รอความช่วยเหลือไม่ทัน ตายไปอย่างเงียบๆ นั่นก็เป็นชะตาของพวกเขา”
พูดจบ เขาหันหลัง โบกมือครั้งหนึ่ง คนกลุ่มนั้นก็หันหลังพร้อมกัน เปิดประตูบันไดหนีไฟ แล้วหายลับไปตรงนั้น
อีกด้านหนึ่ง ทันทีที่สัญญาณกลับมา ซูหรานรีบโทรหาแม่ ทว่าในหูมีเพียงเสียงสายไม่ว่าง
เขาโทรหาพี่ชาย ผลก็เหมือนกัน โทรหาพ่อ โทรหาน้องสาว ก็ไม่ต่าง
เขาไม่ยอมแพ้ เปิดวีแชต ส่งข้อความหาแม่ ข้างซ้ายของข้อความปรากฏวงกลมสีแดงทันที แสดงว่าส่งไม่สำเร็จ
เหมือนถูกนํ้าเย็นสาดใส่ ความยินดีเมื่อครู่หายไปจนสิ้น
“คุณใช้อินเทอร์เน็ตได้ แปลว่าหอส่งสัญญาณบนเกาะนี้ไม่มีปัญหา หอส่งสัญญาณกลางของซีกโลกนี้ก็ไม่มีปัญหา” อวี๋ลี่ขยับเข้า มาข้างเขา มองหน้าจอมือถืออย่างครุ่นคิด “งั้นก็แปลว่าหอส่งสัญญาณในพื้นที่ที่ครอบครัวคุณอยู่มีปัญหา”
ซูหรานเปิดแอปโซเชียล เหมือนเดิมทุกอย่าง ว่างเปล่า ไม่มีเนื้อหาใดโหลดขึ้นมา
สัญญาณกลับมาแล้ว แต่ก็เหมือนไม่มีอะไรกลับมาเลย
เขาเดินไปนั่งบนเก้าอี้เตี้ย มองทุกอย่างตรงหน้าอย่างเงียบงัน
ซิงหลินกอดอกมองเขา เอ่ยขึ้นหนึ่งประโยค
“คุณเคยบอกว่าแม่คุณทำงานอยู่โรงพยาบาลฝังตรงข้าม”
“อืม”
“จากฝังตรงข้ามมาที่นี่ ต่อให้ยังไงก็คงไม่ใช้เวลาถึงหนึ่งเดือน”
อวี๋ลี่เรียก
“เฮ้”
ซูหรานไม่ตอบ
เขาเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาอีกครั้ง กดโทรออกหมายเลขหนึ่ง
อวี๋ลี่ถามอย่างสงสัย
“คราวนี้จะโทรหาใคร”
ซูหรานตั้งสติ
“เบอร์ติดต่อภายนอกของหอส่งสัญญาณบนเกาะเรา”
ในชีวิตประจำวัน หอส่งสัญญาณยังทำหน้าที่รับสายขอความช่วยเหลือบางส่วน “หากมีปัญหา นอกจากโทร 110 119 120 แล้ว ยังโทรหาหอส่งสัญญาณท้องถิ่นได้” นี่คือคำประชาสัมพันธ์ในช่วงห้าปีหลัง ซูหรานจึงท่องเบอร์ของหอส่งสัญญาณบนเกาะได้ขึ้นใจ
หลังจากกดโทร เสียง “ตู๊ด…ตู๊ด…” ดังช้าๆ ผ่านไปหนึ่งนาที ก็ยังไม่มีใครรับสาย
อวี๋ลี่ถาม
“เป็นไง?”
ซูหรานส่ายหน้า
สายถูกตัดอัตโนมัติ
มีความเป็นไปได้อยู่สองทาง
ทางแรก หอส่งสัญญาณบนเกาะเคยมีปัญหา แต่ถูกซ่อมแล้ว ถ้าเป็นเช่นนั้น บนหอก็ต้องมีคนอยู่ เพียงแต่คนเหล่านั้นไม่ได้อยู่ข้าง โทรศัพท์ตั้งโต๊ะ แม้ตลอดกว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ซูหรานไม่เคยเห็นหอส่งสัญญาณเปิดไฟเลยก็ตาม
ทางที่สอง หอส่งสัญญาณบนเกาะไม่เคยมีปัญหา ที่มีปัญหาคือหอส่งสัญญาณกลาง แบบนี้ หอส่งสัญญาณบนเกาะอาจมีคนอยู่ หรืออาจไม่มีเลยก็ได้
กรณีหลังก็เป็นไปได้ สถานที่แบบนี้มีเครื่องปันไฟสำรอง เมื่อไฟดับจะเปิดทำงานอัตโนมัติ ต่อให้ไม่มีใครบำรุงรักษา ก็ยังคงเดิน เครื่องเพื่อรักษาการทำงานของอุปกรณ์หลัก
และหากโชคดี ซอมบี้ไม่ทำลายอุปกรณ์หลัก สัญญาณก็จะคงอยู่มาจนถึงตอนนี้
ซูหรานอธิบายการวิเคราะห์ของตนออกมา หนวดทั้งแปดเส้นของอวี๋ลี่ก็กางออกจากด้านหลังทันที แกว่งไกวไปมา
“งั้นเอายังไง ไปดูไหม? ฉันไปคนเดียวได้นะ เดินตามหลังคาแทบไม่เจอซอมบี้ ให้ฉันไปสำรวจก่อน ถ้าเจอผู้รอดชีวิตค่อยกลับ มาบอกพวกคุณ”
ซูหรานลังเลถาม
“นายแน่ใจหรือว่าไปคนเดียวได้”
“สู้ซอมบี้ฉันไม่ถนัด แต่แค่วิ่งไปดู ไปกลับ ไม่น่ามีปัญหา”
ซูหรานชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า
“ได้ งั้นก็รบกวนด้วย”
อาจจะเป็นการยุ่งเรื่องคนอื่นเกินไป แต่เขาก็เป็นห่วงจริงๆ ว่าถ้าบนหอยังมีคนอยู่ อาหารกับนํ้าของพวกเขาอาจไม่พอ
หอส่งสัญญาณสำคัญมาก หากยังมีเจ้าหน้าที่มีชีวิตอยู่ คนกลุ่มนี้ต้องได้รับการปกปั้อง
ยังไม่ทันที่เขาจะพูด หนวดทั้งแปดของอวี๋ลี่ก็เหยียดตรงในทันที
แม้จะรู้มานานแล้วว่าท่าทางการกลิ้งเคลื่อนที่ด้วยหนวดของหมอนี่ประหลาดแค่ไหน แต่เมื่อเห็นเขาใช้ความเร็วแบบใหม่ หมุน ตัวเหมือนล้อยางความเร็วสูง กลิ้งขึ้นผนัง ปีนขึ้นหลังคา แล้วกระโดดพรวดเดียวไปยังหลังคาบ้านข้างๆ ซูหรานก็ยังอ้าปากค้าง
หลังอวี๋ลี่จากไป เสียงชายคนหนึ่งดังขึ้นข้างๆ
“ที่ฉันพูดก่อนหน้านี้ ไม่ได้หมายความว่าแม่กับพี่ชายนายอาจตายแล้ว”
ซูหรานชะงัก
“ฉันรู้”
เงียบไปไม่กี่วินาที เขาพูดเบาๆ
“จริงๆ แล้ว… เมื่อก่อนแม่ฉันมักออกไปช่วยเหลือตามภารกิจ ช่วงห้าปีหลังภัยพิบัติเกิดบ่อย โรงพยาบาลของพวกเขาก็ยุ่งมาก”
ซิงหลินหันหน้าไปมองเขา
“นายคิดว่าเธออาจเปลี่ยนเส้นทางชั่วคราวเพื่อช่วยคน?”
“……อืม”
แม่ของเขา กับคุณตา เป็นคนประเภทเดียวกัน
ตอนหนุ่ม คุณตาเคยเป็นทหาร มีความรู้สึกรับผิดชอบต่อผู้คนและสังคมอย่างยากจะหลีกเลี่ยง หลังภัยพิบัติเกิดถี่ขึ้น เขาเคยคิด จะเข้าร่วมทีมช่วยเหลือของทางการ แต่ทีมไม่รับคนอายุเกินสี่สิบห้า ตอนนั้นคุณตาเกือบเจ็ดสิบแล้ว
พ่อแม่ต่างก็ห้าม บอกว่าอายุมากแล้ว ให้ปล่อยเรื่องพวกนี้เป็นหน้าที่ของคนหนุ่มสาว แต่คุณตากลับติดต่อเพื่อนทหารเก่า ดื้อดึง ออกไปช่วยเหลืออยู่ดี
ในช่วงหนึ่งถึงสองปีนั้น พวกเขาเคยกลับมาอย่างปลอดภัยหลายครั้ง
แต่เหตุผลที่ภัยพิบัติน่ากลัว ก็เพราะมันมักคาดเดาไม่ได้
ท้ายที่สุด คุณตาก็เสียชีวิตในพื้นที่หลังภัยพิบัติ
และส่วนแม่ของเขา แม้ปากจะคอยเกลี้ยกล่อมพ่อของตนอย่างแข็งขัน แต่ตลอดห้าปีมานี้ เธอเองก็ออกปฏิบัติการช่วยเหลือร่วม กับทีมอยู่บ่อยครั้งไม่น้อย
เธอรักงานของตนเอง รักจนสลักการช่วยชีวิตผู้คนไว้ลึกถึงกระดูกสันหลัง ที่ใดต้องการเธอ ที่นั่นเธอจะไปโดยไม่ลังเล
ซูหรานเปิดปากพูด เสียงเชื่องช้าและหนักแน่น
“ฉันคิดว่า…หรือจะบอกว่าฉันเชื่อ แม่จะไม่เป็นอะไร คืนนั้น วันที่การติดเชื้อไวรัสซอมบี้ตามธรรมชาติยุติลง ฉันได้รับโทรศัพท์ จากพ่อ สัญญาณฝังเขาฟืนขึ้นมาอย่างกะทันหัน คนแรกที่เขาโทรหาก็คือแม่”
“พ่อบอกว่าแม่กับพี่ชายอยู่ด้วยกัน แม้ไม่รู้ว่าทั้งสองไปเจอกันได้อย่างไร แต่พวกเขาปลอดภัยดี ไม่กลายพันธุ์ พวกเขาฉลาด ขนาดนั้น ฉันเชื่อว่าพวกเขาจะดูแลตัวเองได้ และหาทางกลับบ้าน”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง
“แต่ไวรัสซอมบี้ก็เป็นภัยพิบัติเหมือนกัน ที่ใดมีภัยพิบัติ ที่นั่นย่อมมีคนต้องการความช่วยเหลือ เราติดต่อกันไม่ได้ ฉันไม่รู้ว่าแม่กับ พี่ชายเจออะไรระหว่างทางกลับมา แต่พวกเขาต้องมีเหตุผลของตัวเอง ถ้าพวกเขาเปลี่ยนเส้นทางกลางคัน นั่นต้องเป็นเพราะในทิศทาง ใหม่ มีเรื่องที่สำคัญกว่ารออยู่”
คำพูดสิ้นสุดลง เขาก็เงียบไปเนิ่นนาน
ซูหรานมองไปข้างหน้า แสงแดดและท้องฟั้าสีครามสะท้อนอยู่ในดวงตา
ผ่านไปนาน เขาจึงหันกลับมา ยิ้มให้ซิงหลิน
“สิ่งที่ฉันทำได้…ก็มีแค่เชื่อใจพวกเขา และรอให้พวกเขากลับมาเท่านั้น”
ซิงหลินมองเขาอยู่นาน
อีกฟากหนึ่ง ชั้นที่ 89 ของหอสัญญาณ
หลังจากคนกลุ่มนั้นจากไป เหลือเพียงสามคนที่เริ่มตรวจนับเสบียงที่ยังเหลืออยู่
“ไอ้สวี่ลี่ซินคราวนี้ยังถือว่าพูดแล้วทำจริง อาหารมันไม่ได้เอาไปเยอะนัก” ชายแว่นพึมพำ
“ก็เพราะกุญแจอิเล็กทรอนิกส์ของประตูชั้นล่างอยู่กับผู้อำนวยการไปั๋ ถ้ามันไม่รักษาคำพูดก็คงออกไปไม่ได้” ชายร่างอ้วนถอน หายใจ “แต่ของแค่นี้ก็น่าจะพอให้เราประทังชีวิตได้แค่สิบกว่าวัน”
บนโต๊ะทำงานตรงหน้า วางขนมพอง อาหารกึ่งสำเร็จรูป และนํ้าดื่มบรรจุขวดหลายลัง
เอาเข้าจริง การหาอาหารได้มากขนาดนี้ก็แทบจะเรียกว่าปาฏิหาริย์
เพราะของเหล่านี้ไม่ได้ถูกรวบรวมมาจากชั้น 89 เพียงชั้นเดียว ต่อให้พนักงานจะชอบซ่อนขนมในโต๊ะทำงานแค่ไหน ก็ไม่มีทาง สะสมได้มากขนาดนี้
ทั้งหมดคือผลลัพธ์จากการฝั่าขึ้นไปยังสี่ชั้นด้านบนซํ้าแล้วซํ้าเล่า ตลอดกว่าหนึ่งเดือนหลังภัยพิบัติ
หอสัญญาณแห่งนี้มีทั้งหมด 93 ชั้น นอกจากอาหาร พวกเขายังโชคดีหิ้วเตาไฟฟั้าขนาดเล็กกลับมาได้สองเครื่อง กับหม้ออีกสอง ใบ
กินของสดก่อน แล้วค่อยกินของที่มีสารกันเสีย
หลายวันที่ผ่านมา พวกเขาอาศัยกฎข้อนี้แบ่งสรรอาหารอย่างเป็นระบบ และเอาชีวิตรอดมาจนถึงตอนนี้
แต่เพราะยังไม่สามารถกำจัดซอมบี้ในสี่ชั้นบนได้หมด พื้นที่เคลื่อนไหวของพวกเขาจึงยังจำกัดอยู่แค่ชั้น 89
แม้แต่ซอมบี้ในชั้นนี้เอง ก็ยังไม่ถูกจัดการจนหมด
เวลานี้ ทั้งสามอยู่ในโถงทำงานขนาดใหญ่กลางชั้น นอกจากห้องทำงานของผู้อำนวยการไปั๋ด้านหลังที่เปิดประตูค้างไว้ ห้องอื่นๆ ที่ล้อมรอบเป็นวงกลมล้วนปิดสนิท และเป็นระยะก็จะมีเสียงกระแทกประตูดังขึ้นจากภายใน
ในตอนแรก เสียงเหล่านี้ทำให้พวกเขานอนไม่หลับ แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็เริ่มชิน บางครั้งยังพอมีอารมณ์จะวิจารณ์ว่าใครเสียงดัง เกินไป หรือใครกระแทกประตูได้ดุดันเหลือเกิน
ผู้อำนวยการไปั๋หยิบกล่องบุหรี่ที่ว่างเปล่าขึ้นมาพลิกไปมา ก่อนจะเอ่ยว่า
“เอาละ อย่าเพิ่งคิดไกล บางทีพอเรากินของพวกนี้หมด ความช่วยเหลือก็อาจจะมาถึงแล้วก็ได้ หิวกันไหม ถ้าหิวก็กินก่อนเถอะ”
ชายแว่นส่ายหน้า
“ไม่ครับ ยังไม่หิว เดี๋ยวค่อยว่ากัน”
ชายอ้วนถอนใจอย่างซาบซึ้ง
“ผู้อำนวยการไปั๋ใจนิ่งจริงๆ ถ้าไม่มีคุณคุมอยู่ ผมคงไม่รอดมาถึงตอนนี้”
ผู้อำนวยการไปั๋หยิบปากกาขึ้นมาขว้างใส่
“ว่าใครกัน”
โครม!
เสียงบางอย่างกระแทกกระจกดังขึ้นจากด้านหลัง
พวกเขาคิดว่าเป็นนกบินชน แต่พอหันไปมอง กลับเห็นหนวดสีเทาเข้ม เส้นใหญ่ผิดธรรมชาติ แนบอยู่กับกระจก กำลังเลื้อยช้าๆ
“กรี๊ดดด!”
เสียงกรีดร้องดังลั่น
“โครม! โครม! โครม!”
เสียงกระแทกประตูจากห้องรอบด้านรุนแรงขึ้นในทันที บานประตูสั่นสะเทือนถ้วนหน้า
หนวดนั้นยกตัวขึ้นเล็กน้อย ปลายแหลมราวกับสว่าน เล็งตรงมาที่กระจก เหมือนกำลังจะพุ่งทะลุเข้ามา
ทั้งสามตาแทบถลน เสียงกรีดร้องประสานกันสูงลิ่ว
ผู้อำนวยการไปั๋เป็นคนแรกที่พุ่งเข้าห้องทำงาน ชายแว่นกับชายอ้วนกรีดร้องตามเข้าไป ปิดประตูสุดแรง ใช้ทั้งหลังและมือดัน บานประตูไว้ หัวใจเต้นรัวจนแทบหลุดออกมา
“นั่นมันอะไร เอเลี่ยนเหรอ โลกภายนอกกลายเป็นแบบนี้ไปแล้วหรือไง” ชายแว่นร้องไห้เสียงสั่น
เสียงกระจกแตกดังแหลมจากด้านนอก
ชายอ้วนเสียงเปลี่ยน
“มันเข้ามาแล้ว เข้ามาแล้ว ทำยังไงดี”
หน้าผากผู้อำนวยการไปั๋มีเหงื่อเย็นไหล
“ดันประตูไว้ เงียบก่อน อย่าเพิ่งพูด”
ในความเงียบ เสียงหัวใจเต้นดังชัดเจนราวถูกขยาย
เหงื่อเย็นไหลลงตามแก้ม ฝั่ามือชุ่มชื้น
ท่ามกลางความหวาดกลัวไร้ขอบเขต แค่การสั่นไหวเพียงเล็กน้อยของอากาศก็ทำให้หัวใจพวกเขากระตุก
ข้างนอก…มีเสียงโต๊ะถูกเลื่อน
…เหมือนแก้วใบหนึ่งถูกชนล้ม กลิ้งไปกับพื้น
มันแตก เสียงแหลมบาดหู น่าจะเป็นแก้วใบที่สวี่ลี่ซินเคยใช้
ตอนแรก พวกเขาตั้งใจฟัง แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงการคลานผิดปกติใดๆ
ไม่กี่วินาทีต่อมา เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นกะทันหัน
มันเดินวน ไม่ใช่การหลงทาง แต่เหมือนกำลังตรวจตราทั้งโถง ก่อนจะหยุดอยู่ตรง…หลังประตูของพวกเขา
ทั้งสามแข็งทื่อราวกับหิน
“คือว่า…”
เสียงผู้หญิงดังขึ้นแผ่วเบาจากด้านนอก
ทั้งสามสะดุ้ง มองหน้ากัน
ผู้หญิง?!
“ฉันหิวมาก ขออาหารของพวกคุณกินหน่อยได้ไหม”
อกของทั้งสามกระเพื่อมแรง ชายแว่นกับชายอ้วนมองหัวหน้าด้วยสายตาไร้ที่พึ่ง บนใบหน้าผู้อำนวยการไปั๋ปรากฏความตกตะลึง ปนลังเล หลังจากครุ่นคิด เขาขมวดคิ้ว ส่งสัญญาณให้ทั้งสองหลบ แล้วค่อยๆ เปิดประตู
ด้านนอก ยืนอยู่คือเด็กสาวคนหนึ่ง
ผมสั้นสีดำสนิท สวมเพียงเสื้อไหมพรมขาดรุ่งริ่ง กับกางเกงยีนส์
เมื่อเห็นผู้อำนวยการไปั๋ เธอยิ้มอย่างอ่อนแรง
“สวัสดีค่ะ”
ผู้อำนวยการไปั๋ยังคงระแวดระวัง
“…แล้วหนวดของเธอล่ะ”
อวี๋ลี่กลิ้งไปตลอดทางลงมาถึงฐานหอสัญญาณ ตอนนั้นหนวดของเขาขาดไปแล้วสามเส้น
อืม เรื่องแบบนี้พูดไว้ล่วงหน้าไม่ได้จริงๆ ต่อให้เป็นกลางวันแสกๆ บนดาดฟั้า ก็ยังมีโอกาสเจอซอมบี้ที่กำลังอาบแดดอย่างสงบ สุข โชคดีที่ในย่านที่พักอาศัย สิ่งที่หาได้ง่ายที่สุดก็คือมีดทำครัว เวลาเขาฟันตัดหนวดของตัวเองทีไร ก็ทำได้อย่างคล่องแคล่วเสมอ
ตอนนี้ร่างกายที่เบาขึ้นมากทำให้เขาเงยหน้ามองหอสูงตรงหน้าได้อย่างสบาย
หอคอยมีผนังกระจกเต็มพื้นที่ทั้งสี่ด้าน แสงแดดสะท้อนกระทบจนแสบตา
มองคร่าวๆ ก็เห็นโครงสร้างของแต่ละชั้นได้ไม่ยาก พื้นที่ทำงานอยู่ตรงกลาง เป็นโถงเปิดขนาดใหญ่ ล้อมรอบด้วยห้องทำงานที่ กั้นแยกออกมาเป็นสัดส่วน ซอมบี้นับไม่ถ้วนยืนอึ้งอยู่บ้าง ขดตัวอยู่ตามมุมบ้าง
จะมีคนรอดชีวิตอยู่จริงหรือเปล่า
อวี๋ลี่ครุ่นคิด
…ขึ้นไปดูเองก่อนแล้วกัน
หนวดห้าเส้นเหยียดตึงในทันที พาร่างที่แข็งตรงของเขากลิ้งไปข้างหน้า เขาใช้ปุั่มดูดเกาะกระจก แล้วกลิ้งไต่ขึ้นไปตลอดทาง
ดวงอาทิตย์แขวนอยู่สูง หากมีใครมองเห็นภาพนี้เข้า คงอดสงสัยไม่ได้ว่านี่กำลังถ่ายหนังปั๊อปคอร์นแนวปลาหมึกถล่มอะไรสัก อย่างอยู่หรือเปล่า
อวี๋ลี่กลิ้งไต่ขึ้นไปแบบหมุนรอบตัว 360 องศา แม้มุมมองจะหมุนเร็ว แต่เขาก็ยังเห็นภาพในแต่ละชั้นได้อย่างชัดเจน
ชั้นหนึ่ง ไม่น่าจะมีคน
ชั้นสอง ก็ไม่น่าใช่
ชั้นสาม…
ชั้นสี่…
ใบหน้าของซอมบี้นับไม่ถ้วนวูบผ่านสายตา เขากลิ้งขึ้นมาจนถึงชั้น 89 ในที่สุดก็พบความแตกต่าง
ด้านหลังของชั้นนี้ หรือด้านที่หันหลังให้เขา มีกระจกแตกอยู่สองบาน ลมพัดหวีดหวิวเข้าไปด้านใน
พื้นที่โถงเปิดทั้งชั้น ไม่มีซอมบี้สักตัวเดียว สะอาดผิดปกติ
ที่นี่จะมีคนอยู่ไหม
เขารีบคลานเข้าไป เก็บหนวดทั้งหมด
สิ่งแรกที่สะดุดตาคืออาหารที่กองรวมกันอยู่บนโต๊ะทำงานกลางโถง ทำให้เขามั่นใจมากขึ้นว่าที่นี่มีคน หรืออย่างน้อยก็เคยมีคนอยู่
แต่เขาไม่ได้ตะโกนถามทันทีว่ามีใครอยู่ไหม กลับเดินเงียบๆ วนตรวจรอบพื้นที่ทำงานทั้งหมด ก่อนจะหยุดสายตาที่ห้องทำงาน ห้องหนึ่งซึ่งปิดประตูอยู่
เขาเดินเข้าไป คิดอยู่ไม่กี่วินาที แล้วยกมือเคาะประตู
ปึง ปึง ปึง
ด้านในตอบรับอย่างกระตือรือร้นในทันที
อวี๋ลี่ถอยหลังไปสองก้าว แล้วไปเคาะประตูห้องข้างๆ
ปึง ปึง โครม
ห้องนี้ดูจะกระตือรือร้นยิ่งกว่า
เขาเช็ดเหงื่อ แล้วไปเคาะห้องถัดไป
ตึง ครืน ปึง
กระตือรือร้นเกินไป กระตือรือร้นเกินไปจริงๆ
เขาเคาะไปเรื่อยๆ จนถึงห้องตรงกลาง คราวนี้ยังไม่ทันยกมือ เสียงกระแทกประตูก็ดังปึงปึงจากด้านใน พร้อมเสียงหายใจฟั่อของ ซอมบี้
เขาไปเคาะห้องข้างๆ อีกห้อง แล้วอีกห้อง…
สุดท้ายก็ได้ข้อสรุป ทุกห้องมีแต่ซอมบี้ เหล่าผู้รอดชีวิตที่เคยเคลื่อนไหวอยู่บนชั้นนี้ คงจะประสบเคราะห์กรรมกันไปหมดแล้ว
เขาออกจากชั้นนี้ ไต่ขึ้นไปตรวจสอบอีกสี่ชั้นที่เหลือ ยืนยันว่าไม่มีคนรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว ก่อนจะจากไปอย่างเสียดาย
และไม่กี่นาทีก่อนหน้านั้น ในห้องทำงานตรงกลางของชั้น 89
ด้านหลังของเด็กสาว พลันแผ่หนวดออกมาถึงแปดเส้น ชายสามคนรีบปิดปาก ถอยหลังไปหนึ่งก้าว หลังชนประตู
หนวดพริ้วไหว ยื่นเข้าหาพวกเขา ทั้งสามกระแทกประตูซํ้าแล้วซํ้าเล่า ราวกับหวังจะชนทะลุออกไป เสียงสูดลมหายใจดังฟั่อใน ลำคอ ถูกทำให้ตกใจจนกรีดร้องไม่ออกแล้ว
เด็กสาวแสดงให้ดูเสร็จ ก็เก็บหนวดกลับอย่างอ่อนแรง
“แบบนี้พอไหมคะ หนวดพวกนี้เป็นของฉันจริงๆ แต่ฉันไม่ใช่คนไม่ดีนะ ไม่กินพวกคุณหรอก ฉันกินแค่อาหารปกติเท่านั้น”
ชายแว่นกับชายอ้วนยังคงปิดปากแน่น ลูกตาสั่นไหว หันไปมองผู้นำที่ยืนอยู่ตรงกลาง
…หัวหน้า ช่วยพูดอะไรสักอย่างสิ
ผู้อำนวยการไปั๋ใช้เวลาตั้งสติอยู่นานกว่าจะเปล่งเสียงออกมา
“…เธอเป็นมนุษย์หรือ เปลี่ยนสภาพมาเป็นแบบนี้งั้นเหรอ”
เด็กสาวส่ายหน้า
“ฉันเกิดมาเป็นแบบนี้ค่ะ ฉันมาจากโลกใต้พิภพในก้นทะเล พวกเราทั้งเผ่ามีระบบของสิ่งมีชีวิตทางทะเลอยู่ในร่างกาย”
“คนใต้พิภพ?!” ชายแว่นปล่อยมือออกแล้วร้องขึ้นเสียงหลง “นี่มันมีแต่ในนิยายไซไฟไม่ใช่หรือไง”
ไม่กี่นาทีต่อมา
หลังจากเปิดประตู ตรวจสอบจนแน่ใจว่าซอมบี้ในห้องข้างนอกสงบลงแล้ว คนสามคนกับปลาหมึกหนึ่งตัวก็ออกมา
พวกเขามองเด็กสาวที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนที่นั่งทำงาน มือสองข้างอุ้มขนมปังแห้ง กินอย่างตะกละตะกลาม ก็อดรู้สึกสงสารไม่ได้
เด็กสาวกินไป แนะนำตัวไป เธอชื่อ ลู่หนี อายุสิบแปดปี
โลกใต้พิภพถูกลาวาท่วมจนพินาศ เธอหนีออกมากับพี่ชาย แต่ถูกคลื่นซัดแยกจากกัน
พอฟืนขึ้นมา เธอก็อยู่ในทะเลใกล้เกาะนี้แล้ว ว่ายขึ้นฝัง เข้ามาในเขตเมือง แต่ซอมบี้น่ากลัวเกินไป เธอไม่กล้าปะทะตรงๆ หลาย วันที่ผ่านมาเลยได้แต่หลบเลี่ยง แทบไม่ได้กินอะไร
เมื่อวานมีพายุฝนกระหนํ่า ลมแรงจัด พัดเธอมาถึงหอคอยแห่งนี้
“เธออยู่มาตั้งแต่เมื่อวานแล้วเหรอ” ชายแว่นเกือบพ่นนํ้าที่เพิ่งดื่มเข้าไป
ลู่หนีพยักหน้า เสริมว่า
“ถ้าพูดให้ถูก ตอนนั้นฉันอยู่ตํ่ากว่านี้สองชั้น ค่อยๆ ไต่ขึ้นมาค่ะ”
“เดี๋ยวนะ แล้วทำไมไม่ไต่ลงไป หนวดของเธอดูดกระจกได้ไม่ใช่เหรอ”
ลู่หนีทำหน้าลำบากใจ
“ฉันเดินต้องมองทางตลอด แต่ฉันกลัวความสูง ไม่กล้ามองลงข้างล่าง ก็เลยลงไม่ได้ ได้แต่ไต่ขึ้นมา”
ทั้งสามคนเงียบงัน
ผู้อำนวยการไปั๋หมุนกล่องบุหรี่ในมือ คิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถาม
“แล้วทำไมถึงเพิ่งเข้ามาตอนนี้”
ลู่หนีดูเขินขึ้นมานิดหน่อย
“พวกคุณทะเลาะกันเสียงดัง…”
ชายแว่นรีบพูด
“อ้อ ตกใจใช่ไหม”
“ฉันฟังเพลินไปหน่อย ไม่อยากรบกวน เลยตั้งใจรอให้พวกเขาไปก่อนค่อยเข้ามาค่ะ”
ทั้งสามคน
“…หืม”
แก้มของลู่หนีแดงขึ้นเล็กน้อย
“ขอบคุณที่รับฉันไว้นะคะ ไม่อย่างนั้นฉันคงถูกแดดตากจนกลายเป็นปลาหมึกแห้งอยู่บนหอนี่แล้ว”
พอย่อยบทสนทนาชวนงงทั้งหมดเสร็จ ปัญหาก็กลับมาวางอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง
ตอนนี้ จากสามปากกลายเป็นสี่ปาก อาหารที่เหลืออยู่ เวลาที่จะประทังชีวิตได้ ก็ยิ่งสั้นลงไปอีก
อวี๋ลี่กลับมารายงานกับพวกเขาอย่างน่าเสียดาย เขาไม่พบผู้รอดชีวิตบนหอส่งสัญญาณเลย
หรือบางทีคนเป็นอาจซ่อนตัวได้แนบเนียนเกินไป อย่างไรเสียเขาก็หาไม่เจอ
ซูหรานมองหนวดทั้งแปดที่ขาดกระจัดกระจายของเขา มุมปากกระตุกเล็กน้อย
“ลำบากแล้วนะ ไปพักเถอะ…”
อวี๋ลี่ใช้ มือที่ขาด ไม่เป็นชิ้นเป็นอันของตน ค่อยๆ ไต่ข้ามกำแพงออกไป ซูหรานทอดสายตามองหอส่งสัญญาณสูงตระหง่านนั้น แล้วถอนหายใจเบาๆ
ตกคํ่า เขาออกไปหาของ เพราะจะมีนํ้าขึ้นใหญ่อีกครั้ง
อวี๋ลี่กับซิงหลินไปกับเขาด้วย
สถานที่ที่ไปก็ยังเป็นชายหาดเดิมจากเมื่อวาน เพราะตรงนั้นยังมีหอยนางรมอยู่มาก เขาอยากเก็บกลับมาเพิ่ม
หมู่ดาวพราวเต็มท้องฟั้า ทางช้างเผือกเลือนรางให้เห็นเป็นช่วงๆ
ซูหรานหยิบหอยนางรมขึ้นมาหนึ่งตัว ตอนที่ลุกขึ้นยืนก็เห็นซิงหลินกำลังใช้มือถือถ่ายท้องฟั้ายามคํ่าคืน
เขาถามอย่างสงสัย
“ถ่ายชัดไหม”
ซิงหลินก้มดูภาพที่ถ่ายไว้
“ไม่ชัดเท่ามองด้วยตาเปล่า”
ซูหรานเดินเข้าไปใกล้
“เห็นพวกช่างภาพมืออาชีพ เขายังต้องเอาไปปรับค่าบนคอมพิวเตอร์ก่อน ถึงจะดึงท้องฟั้าออกมาได้สวย”
พอมองดูจริงๆ ทางช้างเผือกในภาพจางจนแทบมองไม่ออก
ซูหรานสังเกตว่าแถบภาพตัวอย่างด้านล่างมีรูปอยู่มากมาย ท้องฟั้าสีฟั้า เมฆขาว แสงอาทิตย์ยามเย็น ดูเหมือนถ่ายจากมุมระเบียง ชั้นสามของบ้านพวกเขา ในภาพยังมีต้นกล้าเขียวอ่อนในแปลง และดอกไม้ที่ผลิบานอยู่ท่ามกลางวัชพืช
เขาเผลอมองไปที่ใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่ม
อีกฝั่ายกำลังจดจ่อกับการปรับ “พารามิเตอร์” อย่างตั้งใจ คล้ายพยายามตั้งค่าให้เหมาะกับการถ่ายกลางคืน เพื่อจะถ่ายใหม่อีก ครั้ง
จู่ๆ ซูหรานก็เอ่ยถามเสียงเบา
“ทำไมถึงไม่ใส่ใจแม้แต่ตัวเองล่ะ”
ซิงหลินชะงัก
ระหว่างคนทั้งสองเงียบงันลงในพริบตา
ไกลออกไป อวี๋ลี่เพิ่งแงะหอยนางรมตัวหนึ่ง เอาเนื้อข้างในเข้าปาก พลางอุทานอย่างชื่นชมว่า “สดมาก สดจริงๆ”
ส่วนมุมนี้ เสียงลมหายใจสองสายขึ้นลงสลับกันอยู่ท่ามกลางความเงียบ
คำถามของซูหรานมาอย่างกะทันหัน แต่ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่ามันมีที่มาอย่างไร
ผ่านไปครู่หนึ่ง ซิงหลินเงยตาขึ้น ยกมุมปาก
“ในบรรดาคำถามตั้งมากมาย เลือกถามแค่นี้เหรอ”
เขาหาตัวเขาเจอได้อย่างไร เหตุใดจึงทำเรื่องที่ขัดกับนิสัยของตัวเองโดยสิ้นเชิง
ชัดเจนว่ามีคำถามมากมายวางอยู่ระหว่างพวกเขา
ใบหูของซูหรานร้อนผ่าวเล็กน้อยใต้แสงราตรี
แต่เขารู้ว่าอีกฝั่ายมองไม่เห็น ก็เลยไม่ใส่ใจนัก
เขาตอบตรงไปตรงมา
“ก็แค่อยากรู้”
ซิงหลินก้มตาลงอีกครั้ง ปรับค่าการถ่าย เขาไม่ได้ตอบคำถามนั้นโดยตรง แต่ถามด้วยนํ้าเสียงเรียบๆ
“นายคิดว่าการสืบพันธุ์เป็นเรื่องสำคัญมากไหม?”
“หืม”
“เคยได้ยินไหม ถ้าทุกคนไม่ยอมมีลูก มนุษยชาติก็จะสูญพันธุ์”
“…เคย ได้ยินผู้ใหญ่ในหมู่บ้านพูด”
ซิงหลินหัวเราะเบาๆ
“บนดิน ใต้ดิน ก็เหมือนกัน”
“ฝังพวกนายก็เร่งให้มีลูกเหมือนกันเหรอ”
“ไม่ โลกใต้พิภพไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นมานานแล้ว ผู้หญิงส่วนใหญ่รู้สึกจากใจจริงว่าการสืบต่อชีวิตเป็นเรื่องสำคัญ ต่อให้ไม่มี คนที่รัก ต่อให้ต้องตาย พวกเธอก็อยากมีชีวิตที่สืบทอดจากตัวเอง”
ซูหรานนิ่งงัน
“ฟังดูเหลือเชื่อใช่ไหม แต่นั่นแหละคือผลลัพธ์ที่รัฐบาลต้องการ ความห่วงใยจอมปลอมที่ดำเนินมานับพันปี การแทรกแซงความ คิดแบบไวรัส เพื่อให้ทั้งเผ่าพันธุ์ดำรงอยู่ต่อไป…แล้วจากนั้นล่ะ?”
ซิงหลินพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก
“ความสามารถในการสืบพันธุ์อ่อนแอลงเรื่อยๆ โรคทางพันธุกรรมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาคิดว่าทั้งหมดเป็นเพราะสภาพแวดล้อม ใต้ดิน แค่ได้ออกไปก็จะมีทางรอด”
“แต่จะขึ้นสู่พื้นดินก็ไปไม่ได้ จะสร้างฐานเอาชีวิตรอดแบบปิดบนพื้นดิน ตัดปัญหาการเมืองออกไป พวกเขาก็พบว่าผลลัพธ์ไม่ ต่างจากอยู่ใต้ดิน งั้นก็เปลี่ยนสภาพแวดล้อมไปเลย ไปอวกาศ? แต่วิธีนี้ก็ยังใช้ไม่ได้”
“รอบด้านล้วนเป็นกำแพงเหล็ก ถ้าโลกนี้มีผู้สร้างจริง งั้นก็ชัดเจนว่าเขาต้องการให้เราตาย แต่คนกลุ่มนั้นกลับเชื่อว่าต้องมีทาง รอด ขอแค่มีชีวิตอยู่ ก็จะหามันเจอ”
ซูหรานตะลึงงัน
ซิงหลินหยุดมือ แล้วเงยตาขึ้นมองซูหรานอีกครั้ง
เขาใช้สายตานำพาให้ซูหรานมองไปยังท้องฟั้า
“รู้ไหม ตอนที่พวกเราออกสู่ห้วงอวกาศ เราได้รู้อะไรบ้าง”
“…อะไร?”
“จักรวาลไร้ขอบเขต แต่ไม่มีที่ใดเป็นของเรา นอกจากโลก”
“เราพยายามค้นหาดาวเคราะห์ที่อาศัยได้ ทุกครั้งที่พบเปั้าหมายและส่งยานสำรวจไป สุดท้ายก็พบว่าใช้ไม่ได้เลย”
“เราพยายามสร้างสถานีอวกาศเพื่ออยู่อาศัย ส่งคนขึ้นไปทดลองหนึ่งพันคน ทุกคนทยอยปั่วยเป็นโรคทางพันธุกรรมหายากภายใน หนึ่งปี ร่างกายทรุดโทรมอย่างรวดเร็วภายในเจ็ดสิบสองชั่วโมง ต่อให้รีบส่งกลับโลก ก็ยังมีครึ่งหนึ่งตายระหว่างทาง”
ซูหรานยิ่งตกตะลึง
“ฉันจำได้ว่ามนุษย์เราเคยอยู่บนสถานีอวกาศได้นานกว่าพันวัน ก็ไม่เห็นมีนักบินอวกาศเป็นโรคแบบนี้”
“ใช่สิ” นํ้าเสียงของซิงหลินแฝงแววเย้ยหยัน
“ดูเผินๆ ร่างกายเราดูแข็งแกร่งกว่า เทคโนโลยีก้าวหน้ากว่า แต่ความจริงแล้ว พวกเรากลับเปราะบางกว่าพวกนายมาก”
“ไม่ว่าจะดิ้นรนอย่างบ้าคลั่งเพื่อมีชีวิตต่อไปแค่ไหน คำตอบก็วางอยู่ตรงหน้าแล้ว และพวกเรา…” ชายหนุ่มยิ้มบางๆ อย่างไร้ อารมณ์
“คนรุ่นนี้ หรือหลายรุ่นก่อนหน้า หลายสิบรุ่น ล้วนเป็นผลผลิตของความบ้าคลั่งที่ไม่มีจุดจบ ไม่มีความหมาย”
หัวใจของซูหรานสั่นสะเทือน เขาตกอยู่ในความเงียบ
ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่า โลกภายในของชายตรงหน้าว่างเปล่าเพียงใด
เขามองทุกอย่างทะลุปรุโปร่งเร็วเกินไป จึงไม่ยึดถือสิ่งใดที่วันหนึ่งต้องพังทลาย รวมถึงตัวเขาเองด้วย
แต่ถึงอย่างนั้น…
“ซิงหลิน” ซูหรานเรียกเสียงเบา “นายคิดว่า อนาคตของมนุษยชาติจะเป็นอย่างไร”
ซิงหลินชะงัก หลบสายตาไปทางอื่น
“นายไม่อยากฟังคำตอบของฉัน”
ซูหรานอ้าปากแล้วก็ปิด ลังเลอยู่หลายครั้ง ก่อนจะพูดอย่างสับสน
“แต่ซิงหลิน ถ้าโลกนี้มีผู้สร้างจริง และเขาต้องการให้พวกนายตาย แล้วทำไมถึงทำให้พวกนายกลายพันธุ์ ให้โอกาสมีชีวิต ส่ง พวกนายขึ้นฝัง ถ้าเขาต้องการฆ่าพวกเรา แล้วทำไมถึงทำให้พวกเรากลายพันธุ์เช่นกัน ให้โอกาสเราแข็งแกร่งขึ้น”
“ฉันไม่คิดเลยว่าทางที่อยู่ตรงหน้าจะเป็นทางตัน อาจแค่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าต้องใช้วิธีไหน…แต่ฉันก็คิดว่า ขอแค่มีชีวิตอยู่ ก็ยังมีหวัง จะหามันเจอ”
“แน่นอน ฉันไม่เห็นด้วยกับวิธีของรัฐบาลพวกนายเลย การล้างสมองให้ผู้หญิงเสี่ยงชีวิตเพื่อสืบพันธุ์มันบิดเบี้ยวเกินไป ฉันไม่ ฉลาดพอจะคิดทางออกที่ดีได้ แต่ต้องมีทางเลือกที่ดีกว่านี้อยู่ที่ไหนสักแห่งแน่นอน”
“แต่ถ้าตัดปัจจัยยุ่งเหยิงพวกนั้นออกไป จริงๆ แล้วนายเองก็ไม่ได้ยอมรับ ‘การล่มสลาย’ อย่างสงบใช่ไหม”
“ไม่อย่างนั้นนายคงไม่กลับบ้านกับฉัน ไม่ถ่ายภาพพวกนี้ ไม่คิดว่าเมื่อร่างกายฟืนตัวขึ้นบ้างแล้วจะออกไปดูโลกภายนอก นายยัง สนใจโลกใบนี้อยู่ ไม่ใช่หรือ”
ซูหรานพูดเสียงตํ่า
“งั้นก็ลองมองมันให้ดีอีกครั้ง…มองตัวนายเองด้วยได้ไหม?”
มุมนี้กลับสู่ความเงียบอีกครั้ง
ดวงดาวส่องประกายอยู่เต็มฟากฟั้า ในความมืดนั้น คนสองคนมองกันและกัน ดวงตาสีนํ้าเงินเข้มของชายหนุ่มสะท้อนแสงดาว ลึกลํ้ายิ่งกว่าเดิม
…
“ว้าว พวกนายดูสิ ฉันเจอหอยแฝดตัวหนึ่ง!”
ไกลออกไป อวี๋ลี่ยืนตัวตรง โบกมือแรงๆ ในมือเกี่ยวหอยนางรมตัวมหึมา
ซูหรานสะดุ้ง หลุดออกจากการสบตาที่ทำให้เขาเผลอเหม่อ
เขาขยับตัวเล็กน้อย มองข้ามไหล่ซิงหลินไป แล้วอุทานด้วยความทึ่ง
“ใหญ่มาก!”
“ใช่ไหม พวกนายว่าฉันควรแกะมันตรงนี้เลยไหม”
ซูหรานคว้ามือของซิงหลินไว้
ซิงหลินก้มมองลงมา
มือของเขายังเย็นเหมือนเดิม อุณหภูมิร่างกายของคนจากโลกใต้พิภพตํ่ากว่าปกติ แต่มือของซูหรานกลับอบอุ่นอย่างชัดเจน
ชายหนุ่มกำมือเขาแน่น ยิ้มให้ ดวงตาดำส่องประกายราวท้องฟั้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว
“ไปเถอะ ไปดูใกล้ๆ กัน”
1 เมษายน อากาศแจ่มใส
เช้าตรู่ ทั้งสามคนย้ายต้นกล้ากะหลํ่าปลี ดอกกะหลํ่า พริก และข้าวโพด ลงปลูกในแปลง
หลังอาหารกลางวัน ซูหรานยกเก้าอี้เตี้ยออกมานั่งในลานบ้าน หยิบแผนผังเส้นทางลำเลียงนํ้าที่เคยวาดไว้ก่อนหน้าออกมา แล้ว เริ่มครุ่นคิด
หลายวันมานี้ทุกอย่างสงบเรียบร้อย เขาเพิ่งมีเวลาคิดเรื่องต่างๆ อย่างจริงจัง
ซิงหลินถือแก้วเคลือบออกมา มือหนึ่งล้วงกระเปั๋า ดื่มนํ้าไปพลาง แอบมองเขาจากด้านหลัง
หนวดของอวี๋ลี่ขยับไปมาอย่างไม่อยู่นิ่ง
“อะไร ซูหราน จะไปปล้นอีกแล้วเหรอ”
“…ฉันแค่อยากหาพันธุ์เมล็ดเพิ่ม”
ก่อนหน้านี้ตอนสร้างระบบลำเลียงนํ้า เขากับซิงหลินบุกเข้าไปสิบเอ็ดบ้าน สุดท้ายเจอแค่เมล็ดฟักทองหนึ่งถุง
ตอนนี้ต้นกล้าส่วนใหญ่ในโรงเพาะย้ายลงแปลงหมดแล้ว แต่ในแปลงยังมีที่ว่างอยู่บ้าง
ซูหรานไม่อยากปลูกพืชซํ้ากับที่มีอยู่…เท่าที่ปลูกตอนนี้ก็พอให้พวกเขากินแล้ว
“ในหมู่บ้านน่าจะยังมีบ้านที่เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้” ซูหรานครุ่นคิด ก่อนจะขีดเส้นลงบนแผนที่
“ฉันคิดว่าไปทางทิศใต้ก็ดี ตรงนั้นมีบ้านปั้าหง ฉันจำได้ว่าบ้านเขามีเมล็ดพันธุ์เยอะ เดินต่อไปยังผ่านบ้านปั้าใหญ่ของฉันด้วย”
ว่างก็ว่างอยู่แล้ว พวกเขาเลยตัดสินใจทำทันที
ตลอดหนึ่งวันครึ่งถัดมา พวกเขาบุกเข้าไปได้อีกห้าบ้าน เก็บเสบียงมาได้ไม่น้อย
เย็นวันที่สอง ในที่สุดก็มาถึงหน้าบ้านปั้าหง
พอมาถึงตรงนี้ ซูหรานถึงนึกขึ้นได้ว่า กว่าหนึ่งเดือนครึ่งที่ผ่านมา เขาไม่เคยเห็นเงาของคนในบ้านนี้เลย
หลังเข้าไปในลาน พวกเขาล็อกประตู ซูหรานใช้วิธีเดิม ยืนตะโกนเรียกเสียงดังในลาน ซิงหลินกับอวี๋ลี่ยืนประจำที่หน้าประตูชั้น ล่าง ซ้ายขวา คอยดักรอ
แต่ซูหรานตะโกนอยู่หลายครั้ง ก็ไม่เห็นซอมบี้พุ่งออกมา
ทั้งสามคนเริ่มสงสัย
หรือว่าข้างในไม่มีใครเลย ครอบครัวปั้าหงหนีออกไปหมดแล้ว?
เข้าไปในบ้าน พวกเขาตรวจดูห้องนั่งเล่นคร่าวๆ ก็ยังไม่เห็นซอมบี้ จนเดินไปถึงบันได ถึงได้เห็นภาพชวนขนลุก ซอมบี้สามตัว เบียดกันอยู่ในเงามืดตรงมุมบันได
ตรงหน้าพวกมันมีประตูบานหนึ่ง ทั้งที่ทั้งสามเดินมาอยู่ด้านหลังแล้ว พวกมันก็ยังไม่รู้ตัว หรือไม่ก็ไม่มีเวลาสนใจ มือแห้งผอมทั้ง หกข้างข่วนประตูอย่างบ้าคลั่ง เสียงแสบหูดังไม่หยุด
“มันทำอะไรกันน่ะ ในห้องนั้นมีอะไร?” อวี๋ลี่กระซิบถามอย่างระแวง
ซูหรานก็รู้สึกแปลก
“…ไม่รู้ จัดการพวกมันก่อนค่อยว่า!”
เสียงปึงปังไม่กี่ครั้ง ซอมบี้ทั้งสามก็ถูกกำจัด อวี๋ลี่ลากร่างพวกมันออกไป ซูหรานกับซิงหลินยืนหน้าประตู แนบหูฟัง…ข้างใน เหมือนมีเสียงซ่าๆ เบาๆ
“ยังมีชีวิต” ซูหรานพูดด้วยเสียงลม
ซิงหลินตอบอย่างระมัดระวัง
“ไม่แน่ว่าจะเป็นคน”
…สุดท้ายซูหรานก็ยังตะโกนถาม
“ข้างในมีใครไหม?”
ซ่า…ซ่า…ไร้เสียงตอบรับ
อวี๋ลี่เดินเข้ามา ทั้งสามสบตากัน
ซูหรานถอยหลังหนึ่งก้าว หลังพิงกำแพงซ้าย ยื่นมือไปจับลูกบิดประตู
ซิงหลินกับอวี๋ลี่ถอยไปทางขวา เตรียมรับมือกับสิ่งมีชีวิตไม่ทราบชนิด
ซูหรานสูดหายใจลึก หมุนลูกบิด แล้วดึงเปิด
…กระต่ายขาวแน่นขนัดพุ่งทะลักออกมาจากด้านใน