ออกหาของทะเลแล้วดันเก็บได้สิ่งมีชีวิตทะเลสุดพิเศษวันสิ้นโลก - บทที่ 36
“ผมไม่ปล่อย! ถ้าปล่อยก็ต้องโดนขังห้องมืดอีก ฮือๆๆ ผมไม่เอา ผมจะไปกับพวกคุณ ช่วยพาผมออกไปเร็วเข้า!”
ชายในหีบร้องโฮลั่น จับมือซูหรานไว้แน่นเสียจนแทบเลือดไม่เดิน รอบตัวเขากิ่งไม้จำนวนหนึ่งกำลังเลื้อยคืบคลานเข้าหาใบหน้า อย่างคุกคาม
ซูหรานปวดหัวตุบๆ “ถ้าไม่อยากโดนอุดปากก็รีบพูดอะไรดีๆ ออกมา ไม่งั้นใครก็ช่วยนายไม่ได้!”
หมานอินยังครํ่าครวญอยู่ “…ผมลำบากมาตั้งครึ่งเดือน จะให้พูดดีๆ ยังไงอ๊ากกก อย่าเข้ามานะ! ผมพูดๆ! ผมมีความสุขมาก สุข เหลือเกิน อิสระสุดๆ อากาศในปั่าก็สดชื่น เสียงนกร้องดอกไม้หอม นั่งหลบแดดใต้ต้นไม้ใหญ่สบายจะตาย ไม่เคยมีชีวิตดีขนาดนี้มาก่อน ฮือๆๆ!”
กิ่งไม้ถอยกลับอย่างพึงพอใจ
ทุกคนมองภาพตรงหน้า แล้วเหนือศีรษะก็เหมือนมีจุดไข่ปลาหกจุดลอยผ่านไป
…บทละครรักบังคับแบบนี้ พวกเขาจำเป็นต้องเข้าไปยุ่งจริงๆ เหรอ?!
ซิงหลินแค่นหัวเราะเบาๆ เงยขนตาขึ้นอย่างเฉื่อยชาแล้วพูดกับต้นไม้โบราณว่า “ถ้าเจ้ามีชีวิตมาหลายพันปีจริง ก็น่าจะรู้ว่าในคำ พูดมนุษย์ อะไรจริงอะไรปลอม”
“?” หมานอินพูดอย่างเคร่งขรึม “ผมไม่ใช่มนุษย์”
ซิงหลิน “งั้นแก้ใหม่ เป็นสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่เห็นคนก็พูดภาษาคนได้”
หมานอิน “?? ซิงหลิน นายมีปัญหาอะไรกับผม! ผมแค่จับมือไอ้หนุ่มนี่แล้วมันผิดตรงไหน เขาเป็นแฟนนายหรือไงถึงต้องคอย จับผิด!”
ซูหรานหน้าแดงวาบทันที “ไม่ใช่สักหน่อย!”
มุมปากของซิงหลินเรียบตึงลง
หมานอิน “เห็นไหมล่ะ คนอย่างหมอนี่ใจแข็งยิ่งกว่าเพชร สมองทึบยิ่งกว่าท่อนไม้ จะไปมีความรักได้ยังไง!”
อวี๋ลี่พึมพำอยู่ไกลๆ “แค่สองเดือนเอง ทำไมหมอนี่ไม่กลัวตายขึ้นมาได้ขนาดนี้นะ?”
ซูหรานห้อยหัวอยู่หน้าสุด และตํ่าที่สุด จึงมองไม่เห็นสีหน้าของซิงหลินด้านหลัง แต่ท่าทางหดคออย่างรู้สึกผิดของหมานอินหลัง พูดจบ ทำให้เขาเผลอหดคอตามไปด้วย
แต่คิดอีกที เขาจะรู้สึกผิดอะไร?
ผู้ชายจับมือกันแล้วไง ไม่ได้ผิดกฎหมายสักหน่อย
คิดได้ดังนั้นก็ตั้งคอขึ้นใหม่ สีหน้าตรงไปตรงมา
ถึงอย่างนั้น การจับมือกันแบบนี้ตลอดก็เมื่อยจริงๆ
เพียงความคิดแวบผ่าน ข้างๆ ก็มีรากอากาศเส้นหนึ่งยื่นมา คั่นกลางระหว่างเขากับหมานอินอย่างสุภาพ
ทั้งสองก้มมอง
ต้นไม้โบราณรออย่างเข้าใจโลก
ซูหราน “…ไม่งั้นเราปล่อยมือกัน แล้วไปจับอันนี้แทนดีไหม?”
หมานอิน “ต่างอะไรกับส่งผมให้ศัตรู?”
ซูหราน “ต่างตรงที่จับอันนี้ไม่เมื่อย ฉันจับได้ตลอด แต่ถ้าจับนาย อาจเผลอมือหลุด แล้วนายก็โดนขังห้องมืดอีกรอบ”
หมานอินเงียบไป ก่อนปล่อยมือ แล้วไปคว้าปลายรากอากาศด้านหนึ่ง
ซูหรานจับอีกด้าน
ในที่สุดทั้งคู่ก็เว้นระยะห่างกันได้เล็กน้อย มุมเอียงของซูหรานจากแนวดิ่งก็ลดลงนิดหนึ่ง
เขาถอนหายใจ “แล้วสรุปมันเกิดอะไรขึ้น นายมาโดนต้นไม้นี่ขังไว้บนเกาะได้ยังไง?”
หมานอินเริ่มเล่าอย่างห่อเหี่ยว
หลังโลกใต้พิภพถูกลาวาหลั่งไหลเข้าท่วม ทุกคนต่างหนีตาย เขาหมดสติไปอย่างรวดเร็ว
ซูหรานบอกว่าตรงนี้ข้ามได้ เขาฟังเวอร์ชันเดียวกันมาแล้วสามรอบ
หมานอินทำหน้าเคือง แต่ก็ยอมเล่าแบบเร่งความเร็วไปยังตอนที่ตื่นขึ้นกลางทะเล เขาเห็นเกาะอยู่ข้างหน้า และเลยเกาะไปไกลๆ ก็คือแผ่นดินใหญ่
เดิมทีตั้งใจจะว่ายรวดเดียวถึงฝัง แต่พอผ่านเกาะไป กลับเจอกลุ่มซอมบี้จากใต้ทะเลรุมโจมตี
เหนือศีรษะทุกคนมีจุดไข่ปลาลอยผ่านอีกครั้ง
…นายเคยสู้กับพวกนั้นด้วยเหรอ?!
หมานอินบอกว่าเขารบกับพวกซอมบี้อยู่สามร้อยยก สุดท้ายจบด้วยการหนีหัวซุกหัวซุน
จึงตัดสินใจขึ้นเกาะร้างพักฟืนสักสองสามวัน ค่อยออกเดินทางใหม่ คราวหน้าจะอ้อมไม่ให้เจอซอมบี้ในทะเลอีก ใครจะคิดว่าจะ มาเจอต้นไม้โบราณมีจิตสำนึก แล้วโดนขังห้องมืดเสียได้…
“ผมรับรู้ความคิดมันได้” หมานอินพูดอย่างหดหู่ “มันอยู่บนเกาะนี้มาพันกว่าปีแล้ว สมัยก่อนมีมนุษย์ขึ้นเกาะบ่อยๆ มันชอบ มนุษย์ ชอบฟังเรื่องราวบนแผ่นดิน เพราะมันอยู่ไกลเกินเอื้อม ได้แต่ฟังจากปากพวกเขา”
“มันอยากรู้บ้านเกิดของพวกเขา อยากรู้ว่าบนแผ่นดินมีคนอื่นทำอะไรกันบ้าง มันเฝั้ารอทุกวันว่าพรุ่งนี้จะมีมนุษย์มาอีก แต่ไม่รู้ ตั้งแต่เมื่อไหร่ มนุษย์ก็ไม่มาอีกเลย มันรอแล้วรออีก หลายปีผ่านไปก็ไม่มีใครสักคน ทั้งผิดหวังทั้งโดดเดี่ยว”
หัวใจซูหรานไหววูบ
“ในความทรงจำของมัน ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไปตั้งแต่เช้ามืดวันหนึ่ง ก่อนฟั้าสาง ท้องฟั้ามีแสงประหลาดสว่างขึ้น ภายใต้แสงนั้น มันรู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไป ต่อมาแสงนั้นปรากฏอีกหลายครั้ง ครั้งหนึ่งมันพบว่าตัวเองสามารถแกว่งกิ่งไม้ได้ อีกพักหนึ่งก็พบว่าราก อากาศกับรากใต้ดินล้วนควบคุมได้”
“มันรู้สึกเหมือนมีชีวิตขึ้นมา คล้ายจะเป็นมนุษย์ขึ้นนิดหน่อย”
“แต่สุดท้ายมันก็ไม่ใช่มนุษย์ มันยังอยากได้มนุษย์จริงๆ”
“พอเจอผม ปฏิกิริยาแรกคือจะรั้งผมไว้ ผมบอกไปหลายครั้งว่าผมไม่ใช่มนุษย์ เป็นเผ่าพันธุ์ใต้พิภพ! มันก็บอกว่าไม่ต่างกัน… ส่วน ผมเอง ไม่รู้ทำไมวิวัฒนาการให้ปล่อยกระแสไฟฟั้าจากปลายเท้าได้ เลยใช้วิธีนี้ขอความช่วยเหลือ…”
“แต่ทุกครั้งต้องสะสมไฟก่อนพักหนึ่ง เลยร้องขอได้แค่ทุกสองสามวัน… แต่ช่วงสะสมไฟเหมือนจะสั้นลงเรื่อยๆ” พูดถึงตรงนี้ นํ้า เสียงเขากลับร่าเริงขึ้น “เมื่อกี้ตอนพวกคุณยั่วผม ผมเพิ่งรู้ว่าแค่แปั๊บเดียวก็ปล่อยไฟได้อีกแล้ว เจ๋งไหมล่ะ เฮะๆ!”
เจ๋งงั้นเหรอ!
ทุกคนทำหน้าเอือม หมานอินก็กลับมาทำหน้าละห้อยอีกครั้ง
ซูหรานถอนหายใจ “งั้นตอนปล่อยไฟครั้งแรก นายยังไม่รู้ว่าพวกเราขึ้นเกาะแล้ว?”
“ไม่รู้เลย ผมเพิ่งเอะใจตอนมันเริ่มเคลื่อนไหวใหญ่โตนี่แหละ”
ซูหรานคาดว่ากระบวนการคงเป็นแบบนี้: ต้นไม้โบราณอาจรับรู้ตั้งแต่พวกเขาขึ้นเกาะ แต่ยังนิ่งเฉย จนหมานอินปล่อยไฟตามนิสัย ต้นไม้รู้ว่าพวกเขารู้แล้วว่าแหล่งสายฟั้าอยู่ข้างหน้า ความลับปิดไม่อยู่ จึงเริ่มลงมือ
คนอื่นก็คิดได้เช่นกัน
อวี๋ลี่ตะโกนจากไกลๆ “งั้นเจ้าต้นไม้โบราณ แค่ไม่อยากให้พวกเราพามันไปใช่ไหม เราไม่ได้คิดจะพาไปเลย ไม่มีใครอยากพามันไป! ถึงจะเป็นเพื่อนกัน แต่มิตรภาพก็เปราะบางนะ ตัดได้ก็ตัด วางพวกเราลงก่อนได้ไหม?”
หมานอินชะงัก กำลังจะโวยวาย กิ่งไม้เส้นหนึ่งก็ห้อยลงแตะหน้าผากเขาเบาๆ
เขาสั่นสะท้านเล็กน้อย ไม่กี่วินาทีต่อมาก็เผยสีหน้าร้ายกาจ “มันบอกว่าเดิมคิดว่ามีผมคนเดียวก็พอแล้ว แต่ตอนนี้รู้สึกว่าถ้ามีคน หลายๆ คนอยู่ด้วยกันคงครึกครื้นดี!”
ทุกคน “…………”
ซูหรานถามอย่างสุขุม “เอ่อ ต้นไม้โบราณ นายใฝั่ฝันถึงแผ่นดินใหญ่ไหม? งั้น… ไปกับพวกเราดีไหม?”
คนอื่นๆ “?!”
สีหน้าตะลึง แม้จะเป็นข้ออ้างหนีตาย ความคิดนี้ก็แปลกเกินไปแล้ว
จางสือพูดเสียงมึนๆ จากไกลๆ “พี่หราน ไม่สิ ท่านหราน ไม่ใช่ว่าผมจะเถียงนะ แต่มันหนักตั้งหลายตัน พี่อวี๋กับลู่หนีก็ยกไม่ขึ้น จะพามันไปยังไง?”
ลู่หนีหมุนสมอง แววตาวาบขึ้น “แต่มันใช้กิ่งกับรากเหมือนมือได้นี่ บางทีมันอาจว่ายนํ้าได้ก็ได้?”
อวี๋เหยียนรีบพยักหน้า “ใช่ สัตว์หลายชนิดเกิดมาก็ว่ายนํ้าได้ เป็นความสามารถที่วิวัฒน์เพื่อความอยู่รอด… ปีศาจที่มีจิตสำนึกก็ น่าจะเหมือนกัน!”
…กิ่งไม้โบราณเริ่มแกว่งไกว เหมือนกำลังขยับแขนขา จินตนาการถึงความเป็นไปได้นั้น
หมานอินเห็นความหวังหลุดพ้นจากห้องมืด ดวงตากลอกไปมา ก่อนรีบเสริม “ใช่สิ ถ้าว่ายไปถึงฝังได้ ก็มีมนุษย์มากมายคอยอยู่ เป็นเพื่อนนาย ครึกครื้นกว่าเดิมอีก!”
กิ่งไม้ยิ่งเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว ราวกับสนใจแนวคิดนี้มากขึ้น
มันปล่อยกิ่งลง แล้วแตะหน้าผากหมานอินอีกครั้ง
ซูหรานถาม “มันว่าอะไร?”
หมานอินตอบ “มันบอกว่าปัญหาคือรากมันหยั่งลึกเกินไป ถอนออกไม่หมด”
อวี๋ลี่ “งั้นเราก็ขุดสิ”
จางสือ “ใช่ๆ ผมยังมีพลั่วเหล็กอยู่!”
ซูหรานฉวยจังหวะเสนอ “พลั่วเล่มเดียวไม่พอ พวกเรามีกันหกคน ต้นไม้โบราณ เอาแบบนี้ไหม ปล่อยพวกเรากลับบ้านก่อน พอ เอาพลั่วมาเพิ่มแล้วจะกลับมาช่วยนาย?”
หมานอินทำหน้าร้ายกาจอีกครั้ง “มันบอกว่ากลับได้แค่สองคน”
อวี๋ลี่ “จะดีใจอะไร ยังไงคนที่ปล่อยก็ไม่ใช่นาย”
หมานอิน “……”
ซูหรานหันไปสบตาเพื่อนๆ
ไม่ว่าจะเวิร์กหรือไม่ก็ต้องลอง อย่างน้อยดีกว่าติดอยู่บนเกาะนี้เป็นคนปั่า
เรือดีเซลยังใช้ไม่ได้ คนที่ว่ายนํ้าด้วยแรงตัวเองไปถึงฝังได้มีแค่สิ่งมีชีวิตทะเลสามคน
ซิงหลินเป็นคนแรกที่เบือนหน้า “เหนื่อย ไม่อยากว่าย”
“……” ซูหรานเหลือบมองเขา ก่อนถามลังเล “งั้นอวี๋ลี่กับลู่หนีไปไหม? บ้านฉันยังมีพลั่วอีกเล่ม บ้านลุงฟางที่พวกนายอยู่ก็น่าจะ มี แล้วลองไปหาตามบ้านอื่นๆ ด้วย… หาได้กี่เล่มก็เอามาให้หมด”
ถ้าจะขุดรากทั้งหมดจริงๆ คงใช้เวลาครึ่งวัน นั่นหมายความว่าพวกเขาอาจต้องค้างคืนบนเกาะ อาหารก็ต้องเตรียม
จะหวังผัดข้าวกับข้าวสวยคงยาก ถึงบ้านจะมีซาลาเปากับหมั่นโถว แต่ก็แช่แข็งอยู่ ปลาหมึกยักษ์สองตัวก็ไม่รู้ใช้หม้อนึ่งยังไง
จะกินขนมกรุบกรอบอย่างเดียว ซูหรานก็รู้สึกหดหู่
สุดท้ายเขาให้ อวี๋ลี่ เอาหม้อเหล็กกับผักมาด้วย บอกตำแหน่งนํ้าซุปหม้อไฟให้หยิบมาพร้อมกัน
ดวงตาอวี๋ลี่เป็นประกายหม้อไฟ ในที่สุดก็จะได้กินหม้อไฟในตำนานแล้ว!
หลังวันอันตื่นเต้นหวาดเสียว แผนการก็ค่อยๆ กลับสู่โหมดทัศนศึกษาฤดูใบไม้ผลิ เขาโบกหนวดไปมา เสียงหวานระรื่น
“ฝากไว้กับผมเถอะ~ จะขนมาหมดเลย~”
หลังจากทั้งสองคนนั้นจากไป บรรยากาศก็พลันกระอักกระอ่วนขึ้นเล็กน้อย
สี่ผู้เคราะห์ร้ายยังคงถูกห้อยหัวอยู่บนต้นไม้ จ้องตากับหมานอินที่ติดอยู่ในหีบอย่างช่วยไม่ได้ แต่ละคนอยู่ในท่าทางที่ไม่สบายตัว เอาเสียเลย
เสียงพึมพำอ่อนแรงลอยมาจากด้านหลังของจางสือ
“อา… เหมือนผมเห็นแม่แล้ว…”
ต้นไม้โบราณชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ วางพวกเขาลงบนพื้น
จางสือดีดตัวลุกทันที “แม่เพิ่งบอกว่าไม่ต้องคิดถึงแม่แล้ว!”
ต้นไม้โบราณเงียบงัน มันรัดพวกเขาแน่นกว่าเดิม แล้วยกไปวางใต้ต้นไม้ให้เรียงแถว นั่งติดกันเป็นระเบียบ
ซูหรานมุมปากกระตุก จางสือทำหน้าเหมือนกินมะระ
“พวกเราหนีไม่รอดหรอก ปล่อยหน่อยไม่ได้หรือไง?”
ต้นไม้โบราณตอบด้วยความเงียบงัน ว่าไม่ได้
ซูหรานถอนหายใจ “ช่างเถอะ รออวี๋ลี่กับลู่หนีกลับมาก่อนแล้วกัน”
เวลารอคอยช่างน่าเบื่อผิดปกติ
พอเลือดไม่คั่งอยู่ที่ศีรษะแล้ว สติก็ค่อยๆ ฟืนคืน
อวี๋เหยียนเอ่ยถามหมานอินอย่างอยากรู้ว่า ช่วงนี้เขากินอะไรบ้าง หรือเหมือนเธอที่แทบไม่ได้กินอะไรเลย
หมานอินถอนหายใจเสียงแก่เกินวัย “ผลไม้ปั่าบนเกาะนี้ ไม่มีชนิดไหนที่ผมไม่เคยโดนปั้อน ผมถึงขั้นฝันว่าตัวเองกลายเป็นนก ขี้ ออกมายังมีกลิ่นหอมผลไม้ติดมาด้วย”
อวี๋เหยียน “……”
จางสือ “ผมเรียกพี่หมานได้ไหม? พี่บอกว่าความสามารถปล่อยไฟฟั้านั่นกลายพันธุ์ออกมาเอง? โคตรเจ๋งเลยนะ พี่เหยียนก็เจ๋ง มาก ไม่ใช่แค่มีเหงือก ยังเรืองแสงได้ ไม่กินข้าวก็อยู่ได้ ทำไมผมไม่กลายพันธุ์มีอะไรพิเศษบ้าง!”
หมานอินงุนงง “หืม ไม่ใช่ว่าทุกคนเป็นแบบนี้เหรอ?”
จางสือ “แน่นอนไม่ใช่สิ คนส่วนใหญ่แค่ร่างกายแข็งแรงขึ้นนิดหน่อย ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงใหญ่โต ใช่ไหมพี่หราน?”
ซูหรานพยักหน้า “อืม”
หมานอินชี้จางสือ “เมื่อกี้ผมอยากถามแล้ว เขาเป็นหลานคุณหรือ?”
จางสือรีบตอบ “ใช่ครับ”
หมานอิน “แล้วผมล่ะ?”
จางสือ “พี่”
หมานอิน “ทำไม?”
จางสือ “เพราะคุณปูั่เลี้ยงข้าว”
หมานอินหันไปทางซูหราน ตะโกนเสียงจริงใจ “ท่านบรรพบุรุษ!”
จางสือ “???”
ทำไมนายก็เลื่อนขั้นด้วย!
“……” ซูหรานเหลือบตามองเขา “ชอบกินเนื้อกระต่ายไหม?”
หมานอินตาเป็นประกาย “ยังไม่เคยกิน แต่คิดว่าน่าจะชอบ!”
ซูหรานเบือนสายตาออก สีหน้าสงบนิ่ง “……อืม”
ได้รับการยอมรับจาก “บรรพบุรุษ” หมานอินดีอกดีใจ พูดคุยจ้อกับอวี๋เหยียนและจางสือต่อไปอย่างคึกคัก กิ่งไม้ของต้นไม้ โบราณลอยไหวอยู่ข้างๆ ฟังอย่างสนอกสนใจ
ไม่มีใครสังเกตว่า มุมหนึ่งเงียบผิดปกติ
ซูหรานหลุบตาลง
ทางขวามือของเขาไร้เสียงโดยสิ้นเชิง เงียบจนแทบไม่ได้ยินแม้แต่ลมหายใจ
เขานั่งอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกแปลกๆ ขยับก้นเล็กน้อย แต่ก็ยังนั่งไม่สบายอยู่ดี
เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ความคิดจึงล่องลอยไปไกล
กระทั่งเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหูอย่างไม่ทันตั้งตัว
“ทำไมไม่พูดอะไร?”
ซูหรานชะงัก
“……คนที่ไม่พูดคือนายต่างหาก”
อีกฝั่ายไม่ยืนยันไม่ปฏิเสธ
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาถามเหมือนพูดไปเรื่อย “คิดอะไรอยู่?”
ซูหรานเอ่ยเสียงแผ่ว “……คิดถึงเรื่องหนึ่งตอนประถม”
สายตาจากทางขวาหันมาทางเขา
ซูหรานมองตรงไปข้างหน้า พูดช้าๆ
“ตอนประถมฉันมีเพื่อนสนิทคนหนึ่ง เรานิสัยเข้ากันได้ดี ชอบอะไรเหมือนกัน เขาทนความแปลกแยกของฉันได้ ความ กระตือรือร้นของเขาก็ไม่ทำให้ฉันรำคาญ เราแทบไม่เคยทะเลาะกันเลย แต่ก่อนขึ้นมัธยมต้น เราดันทะเลาะกันครั้งใหญ่”
“คุณคิดไหมว่าฉันกำลังจะเล่าว่าเราทะเลาะกันเรื่องอะไร?”
“……”
“ไม่ใช่หรอก เพราะฉันลืมไปแล้วว่าเริ่มทะเลาะกันยังไง จำได้แค่ว่าตอนนั้นฉันไม่คิดว่าตัวเองผิด แต่พอมาย้อนคิด เขาก็ไม่ได้ผิด เหมือนกัน เราต่างมีเหตุผลของตัวเอง แต่พอนึกถึงตอนทะเลาะ ฉันก็ยังโกรธเขา… แล้วก็โกรธตัวเองด้วย”
เขาพูดวกวน ไร้จุดหมาย อีกฝั่ายเพียงฟังเงียบๆ
ก่อนถามขึ้นว่า “ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน?”
“ไม่รู้ หลังทะเลาะกัน เราไม่มีใครยอมเริ่มขอโทษ ฉันเรียนต่อมัธยมต้นใกล้บ้าน เขาไปโรงเรียนเอกชน ปีหนึ่งเราเคยนัดเจอกันครั้ง หนึ่ง วันนั้นเหมือนไม่เคยทะเลาะกันเลย เล่นกันสนุกมาก แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้ติดต่อกันอีก”
“เขามีมหาวิทยาลัยในฝัน ผลการเรียนก็ดี คงสอบติดแล้วมั้ง บางทีเรียนจบก็คงทำงานอยู่เมืองนั้นไปแล้ว”
ซูหรานหยุดเล็กน้อย ก่อนพูดต่อ
“……หลายปีมานี้ ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ ฉันก็สงสัยว่าตัวเองทำผิดอะไรไหม ตอนนั้นควรขอโทษหรือเปล่า ถ้าขอโทษแล้ว มิตรภาพของเราจะยืนยาวกว่านี้ไหม… แต่มีอย่างหนึ่งที่ฉันรู้ชัด สิ่งที่ฉันเลือกจะยืนหยัด แม้คนอื่นจะคิดว่าผิด แม้ผลลัพธ์จะผิด ฉันก็ไม่ เคยคิดว่าการตัดสินใจลงมือทำในตอนแรกนั้นผิด”
เขาก้มหน้าลง
“ต่อให้ย้อนกลับไปอีกครั้ง ฉันก็ยังเลือกทำแบบเดิม นี่คงเป็นข้อเสียของฉัน แก้ไม่ได้ แต่ฉันก็คิด… ถ้าเจอเรื่องแบบนั้นอีก ฉัน ควรทำยังไงดี? ทำยังไงถึงจะไม่เสียเพื่อนไป?”
ไม่กี่วินาทีต่อมา เสียงหัวเราะเบาๆ ดังจากข้างกาย
“ซูหราน นายคิดเรื่องวันนี้หนักเกินไปหรือเปล่า จำเป็นต้องจริงจังขนาดนั้นเลย?”
“……เพราะฉันคิดไม่ออกจริงๆ”
“นายคิดว่า ตราบใดที่ยังไม่รู้ความจริงของสายฟั้า ถ้ามันมีความเป็นไปได้แม้เพียงเสี้ยวว่าจะเกี่ยวข้องกับแสงออโรรา นายก็ไม่ อยากพลาดมัน นายไม่คิดว่าตัวเองทำผิด แต่ผลลัพธ์มันผิด และตอนนี้นายอาจยังรู้สึกว่าทำให้พวกเราลำบาก”
ซูหรานเม้มปาก เหลือบมองอีกฝั่ายอย่างกระอักกระอ่วน
“ที่นายพูดก็ไม่ผิด… แต่ฉันต้องเสริมหน่อย ที่บอกว่าทริปวันนี้มีแค่ฉันที่เอาจริงเอาจัง มันทำให้ฉันหงุดหงิดเหมือนกัน เหมือนฉัน เป็นคนโง่”
“ขอโทษ”
ซูหรานชะงักอย่างไม่ทันตั้งตัว
ชายคนนั้นถูกเถาวัลย์รัดแน่น ขยับแขนขาไม่ได้
เขาเอนพิงลำต้น ดวงตาเลื่อนมามองซูหรานอย่างสงบ
“งั้นคนที่ควรขอโทษก็ควรเป็นฉัน ไม่ใช่เหรอ? เราต่างมีจุดยืนของตัวเอง แต่คนที่พูดจาเหน็บแนมก่อนคือฉัน”
ริมฝีปากซูหรานขยับเล็กน้อย
“เพราะฉันเงียบ นายเลยเริ่มไม่สบายใจ?” ซิงหลิน ยกมุมปากนิดๆ เสียงตํ่าลง “ซูหราน ต่อให้เป็นฉัน ก็มีช่วงเวลาที่อยากพูดกับ ใครสักคน แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง เลยเลือกเงียบเหมือนกัน”