ออกหาของทะเลแล้วดันเก็บได้สิ่งมีชีวิตทะเลสุดพิเศษวันสิ้นโลก - บทที่ 39
เมื่อผู้มีพระคุณลึกลับเอ่ยปากแล้ว พวกต้วนเฉิงเฟิงก็ทำได้เพียงกลับเข้าห้างอย่างว่าง่าย แม้สีหน้าของแต่ละคนจะเต็มไปด้วย ความงุนงงก็ตาม
แน่นอนว่า ยาแก้ท้องอืดช่วยย่อย อะไรนั่นไม่มีหรอก แต่ก่อนหน้านี้ไม่นาน ด้วยการสนับสนุนจากผู้มีพระคุณ พวกเขาได้อิ่มท้อง ฟืนกำลังใจ แล้วออกไปบุกสำรวจร้านรวงข้างถนนรอบๆ ห้างหลายแห่ง หนึ่งในนั้นคือร้านขายขนมแบบชั่งนํ้าหนัก วัสดุที่ขนกลับมามี แผ่นซานจา ถุงใหญ่รวมอยู่ด้วย
ตอนแรกทุกคนลองชิมไปนิดหน่อย จากนั้นมันก็ถูกโยนไปกองมุมห้องเงียบๆ เพราะค้นพบความจริงอันโหดร้ายของสิ่งนี้ยิ่งกินยิ่ง หิว
แต่ตอนนี้น่ะหรือ…
ต้วนเฉิงเฟิงครุ่นคิด
แม้ไม่เข้าใจเจตนาของผู้มีพระคุณ แต่ในเมื่อไม่มีเงื่อนไข ก็ต้องสร้างเงื่อนไขขึ้นมาเอง
เขาหันไปบอกเสี่ยวหลินว่า
“ไปเอาซานจานั่นออกมา อย่างน้อยมันก็ช่วยย่อยได้”
“ได้เลย!”
เมื่อเตรียมของเรียบร้อย ทำความสะอาดชั้นหนึ่งจนสะอาดเอี่ยม พวกเขาก็นั่งรอ
เวลาค่อยๆ ไหลผ่านไป
ผู้กำกับเย่เขย่าขาไปมา ก่อนจะอดหันมากระซิบถามต้วนเฉิงเฟิงไม่ได้
“เฮ้ นายว่าเขาจะมาด้วยตัวเองไหม…?”
ต้วนเฉิงเฟิงส่ายหน้า “ไม่รู้ แต่ที่นี่พื้นที่กว้าง ถ้าเขามาก็พักได้สบาย”
“นั่นสิ แน่นอนอยู่แล้ว” ผู้กำกับเย่ลูบคางครุ่นคิด “มาดีกว่า เขาน่าจะเป็นคนมีความสามารถ ถ้าเข้าร่วมกับเรา ต่อไปจะได้ปรึกษา กันสะดวก ก็แค่ไม่รู้ว่าอายุเท่าไหร่ ฉันต้องเรียกพี่หรือเปล่านะ ฮ่าๆ”
ที่นี่เขาอายุมากที่สุด รองลงมาคือต้วนเฉิงเฟิง ทุกวันถูกเรียกลุงจนเบื่อจะตายอยู่แล้ว
คำพูดนั้นทำให้ต้วนเฉิงเฟิงเผลอจินตนาการถึงรูปลักษณ์ของผู้มีพระคุณ
บุคคลลึกลับผู้นี้ ใจดี เอื้อเฟือ ทำความดีโดยไม่หวังชื่อเสียง ในมือมีผักและเนื้อมากมาย บ้านคงมีที่ดินสักผืน เลี้ยงสัตว์ไว้ไม่น้อย
ถ้าจำไม่ผิด ทิศที่ฝูงนกนางนวลบินมาในคืนนั้นมีหมู่บ้านเล็กๆ อยู่หลายแห่ง ผู้มีพระคุณน่าจะอาศัยอยู่แถวนั้น เพราะฉะนั้นอาจ เป็นลุงชาวสวนคนหนึ่ง
อืม… หรืออาจไม่ใช่ “ลุง” แต่อาจเป็น “คุณยาย”
หรือไม่ก็ไม่ใช่ลุงไม่ใช่ยาย แต่อาจเป็น “สหายชายหญิง” คนใดคนหนึ่ง
…ต้วนเฉิงเฟิงสะบัดความคิดฟุั้งซ่านทิ้งไป แล้วตั้งสติใหม่
เขายังฝึกนกนางนวลได้ ให้เชื่องราวกับทหาร ต้องเป็นผู้รู้ที่มีปัญญากว้างใหญ่ดั่งทะเลแน่แท้
ยิ่งคิด เขายิ่งประหม่า
ในวงการบันเทิงมาหลายปี เล่นหนังกับผู้กำกับดัง คว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์มาแล้ว แทบไม่มีใครหรือสถานการณ์ใด ทำให้เขาตื่นเต้นได้อีก
แต่ตอนนี้ เขากลับรู้สึกราวกับกำลังจะเผชิญหน้าภูเขาสูงตระหง่านลึกลับ เขายืนอยู่เชิงเขา เงยหน้ามองยอดที่พุ่งทะลุเมฆ ตระหนักถึงความไร้เดียงสาและเล็กจ้อยของตนเอง
เข็มนาิกาค่อยๆ เคลื่อนไปสู่สิบโมงเช้า เหงื่อเม็ดบางผุดขึ้นบนหน้าผาก
ทันใดนั้นเสี่ยวหลินก็ร้องลั่น
“มาแล้ว!”
ต้วนเฉิงเฟิงสะดุ้ง รีบลุกพรวดพร้อมคนอื่นๆ วิ่งไปยังประตูแล้วก็ต้องชะงัก
ผู้มาเยือน… กลับเป็นนกนางนวลอีกครั้ง!
พวกมันบินมาจากระยะไกลเป็นกลุ่มแน่นหนา ช่วยกันคาบถุงตาข่ายใบคุ้นตา คราวนี้ในถุงไม่ได้เป็นกะละมัง แต่เป็นถุงใบมหึมา
ถุงนั้นอัดแน่นจนโปั่งกลมแทบแตก
ในใจต้วนเฉิงเฟิงแอบผิดหวังเล็กน้อย แต่ก็รวบรวมสติ ผลักประตูออกไป
“คราวนี้เขาส่งอะไรมาอีก?”
“เขาบอกให้ช่วยไม่ใช่เหรอ ในนั้นต้องเป็นอะไรยุ่งยากแน่ๆ”
“แล้วซานจากับยาแก้ท้องอืดนี่จะเอาไว้ทำอะไร ฉันนึกว่าเขาตีซอมบี้จนคลื่นไส้…”
ต้วนเฉิงเฟิงตัดบท “พอแล้ว ไปเอาของลงก่อน!”
นกนางนวลร่อนลงตรงหน้า พวกเขาเข้าไปยกถุงตาข่าย แล้วพบว่า… หนักมาก!
คราวนี้ไม่ใช่สิบกิโลแน่ๆ อย่างน้อยก็หลายสิบกิโลกรัม นกพวกนี้แบกมาได้ยังไงกัน
ผู้กำกับเย่มองถุงสีดำอย่างงุนงง
“นี่มันอะไรกัน ทำไมเหมือนมีไอนํ้าข้างใน ยังอุ่นอยู่เลย?”
คนหนึ่งหน้าซีดเผือด
“เขาจะส่งซอมบี้เป็นๆ มาให้เราหรือเปล่า?”
ทุกคนสะดุ้ง
“หา? ซอมบี้มีอุณหภูมิร่างกายด้วยเหรอ?”
“เอ่อ… ไม่รู้สิ ใครเคยจับดูละเอียดๆ บ้าง?”
“ใครจะไปจับล่ะ ไม่ใช่พวกโรคจิตนะ!”
“แต่ถ้าเป็นจริง เขายังจับใส่ถุงได้ ทำไมจะฆ่าไม่ได้ล่ะ?”
“งั้นมันคืออะไร?”
ต้วนเฉิงเฟิงไม่พูดพรํ่า รีบแกะถุง
ไม่ว่าจะซอมบี้เป็นหรือตาย อย่างไรก็ต้องช่วยจัดการ
เขาเกร็งกล้ามเนื้อ เตรียมพร้อม หากเปิดออกแล้วของในนั้นกระโจนออกมา
แต่เมื่อคลายปากถุง เขากลับพบว่าข้างในยังแบ่งเป็นถุงเล็กอีกหลายสิบถุง ดูเหมือนใช้ถุงเก็บอาหารธรรมดา
เขาชะงักเล็กน้อย หยิบถุงหนึ่งขึ้นมา
อุ่นจริง ไอนํ้าจับพร่า มองไม่เห็นข้างในชัดเจน
หรือจะเป็นชิ้นส่วนซอมบี้หั่นแล้ว…? แต่ซอมบี้ตายแล้วจะอันตรายอะไรอีก? แล้วซานจาจะเอาไว้ทำไม?
เขายกขึ้นส่องกับแสงอาทิตย์ กลั้นหายใจเพ่งมองผ่านถุงใส
เสี่ยวหลินอ้าปากค้าง
“เอ่อ… นี่มัน หมาล่าทู่ติง ไม่ใช่เหรอ?”
คำพูดเดียว จุดชนวนเสียงฮือฮา
หมาล่าทู่ติง?
ผัดเผ็ดกระต่ายที่พวกเขาเคยกินนั่นน่ะหรือ?
เขาบอกให้ช่วย สุดท้ายกลับส่งหมาล่าทู่ติงมาให้อีก?!
มื้อนั้นยังติดตรึงในความทรงจำ!
หลายคนไม่เคยกินเนื้อกระต่ายมาก่อน จนเสี่ยวหลินบอก ถึงรู้ว่านี่คือกระต่าย และกระต่ายอร่อยได้ถึงเพียงนี้
ผู้มีพระคุณไม่ได้ให้ภารกิจ… แต่ให้เซอร์ไพรส์!
สัญญาณเตือนภัยถูกยกเลิก ทุกคนกรูกันเข้าไปอย่างดีใจ
ขณะเดียวกัน ต้วนเฉิงเฟิงรู้สึกถึงแรงสั่นจากโทรศัพท์ในกระเปั๋ากางเกง
เขาหยิบขึ้นมา เห็นข้อความใหม่ในกล่องส่วนตัว
ชื่อผู้ใช้ “momo” พร้อมภาพโปรไฟล์เริ่มต้นเป็นเขาแน่นอน
อีกฝั่ายถามว่า
“ได้รับของหรือยัง?”
ต้วนเฉิงเฟิงรีบตอบ
“ได้รับแล้วครับ! ทำไมถึงส่งเนื้อมาให้พวกเราอีกมากขนาดนี้…?”
“ทำเผื่อไปหน่อย กินไม่หมด พวกคุณช่วยหน่อยแล้วกัน”
ต้วนเฉิงเฟิง “?”
เขาครุ่นคิดอย่างจริงจัง ครั้งหนึ่งแม่เคยพูดว่า “ทำเผื่อหน่อย” มันคือเท่าไหร่นะ…?
…ช่างเถอะ ไม่ว่าผู้มีพระคุณจะทำครั้งละเท่าไร ย่อมมีเหตุผลของเขา!
เขาพิมพ์ตอบอย่างซาบซึ้ง
“จะเรียกว่าช่วยได้ยังไง นี่คือรบกวนคุณอีกแล้วต่างหาก ขอบคุณมากครับ! หมาล่าทู่ติงคราวก่อนอร่อยมาก!”
“เหรอ พวกคุณชอบ?”
“แน่นอนครับ ทุกคนชอบมาก!”
“ดีเลย งั้นถามหน่อย ที่นั่นมีหม้อกับไฟฟั้าใช่ไหม ทำอาหารเองได้หรือเปล่า?”
“ได้ครับ เรามีหม้อหุงข้าวไฟฟั้าหนึ่งใบ กระทะสองใบ ข้าวกับผักที่คุณส่งมาก่อนหน้านี้เราก็ทำกินตามปกติ”
“ดี”
ต้วนเฉิงเฟิงรู้สึกเหมือนกำลังรายงานชีวิตความเป็นอยู่ต่อผู้นำด้วยความภาคภูมิใจ
ข้อความถัดมาปรากฏขึ้นทันที
“งั้นต่อไปทุกวันแปดโมงเช้า ฉันจะให้นกนางนวลส่งเนื้อกระต่ายสดไปให้ อย่าลืมออกมารับ”
ต้วนเฉิงเฟิงนิ่งงัน แล้วเบิกตากว้าง
…ทุกวัน?
…พวกเขาจะได้กินกระต่ายทุกวันงั้นหรือ?
ฝังหนึ่ง ทีมเจ็ดคนในห้างกลางเมืองกำลังตื่นเต้นกับอาหารที่ถูกปั้อนให้อย่างไม่คาดคิด
อีกฝัง บนโลกออนไลน์ ผู้คนจำนวนมากกำลัง “แตกสลาย” เมื่อเห็นโพสต์ใหม่ของ “พี่ล็อบสเตอร์”
เขาโพสต์ภาพหม้อไฟหม้อไฟริมชายหาด!
ก่อเตาเอง ใช้กิ่งไม้เป็นฟืน ดิบเถื่อนแต่โรแมนติกสุดๆ
ดูวัตถุดิบสิ มีทั้งปู หอยเปั๋าฮื้อ หมึกยักษ์ กุ้งทะเล หอยแมลงภู่!
“นี่มันเรื่องที่มนุษย์ทำได้เหรอ ก่อนวันสิ้นโลกฉันยังไม่เคยกินดีขนาดนี้…”
“ฉันหนีตายมาทั้งคืน แต่พี่ล็อบสเตอร์นายกำลังกินหม้อไฟ… [กระอักเลือด]”
“ตอนนายโพสต์กุ้งมังกร ฉันยังปลอบใจตัวเองได้ว่านั่นของเก่า ตอนนี้จะหลอกตัวเองยังไง [ร้องไห้]”
“ตกลงพี่ล็อบสเตอร์อยู่ที่ไหน? ฉันก็อยู่ทะเลเหมือนกัน แต่สองวันนี้เก็บได้แค่หอยกาบนิดหน่อย…”
“ฉันจะสู้กับพวกอยู่ทะเลให้รู้แล้วรู้รอด!”
“ฉันก็อยากกินหม้อไฟ [ร้องไห้] ตอนนี้หิวมาก [ร้องไห้]”
“มีใครส่งของกินมาให้ฉันบ้างได้ไหม [คุกเข่า]”
ลานบ้านตระกูลซู
หลังจากจัดการซอมบี้ตามเส้นทางขนนํ้าจนเกลี้ยง พวกเขาก็หันมาจัดการ กระต่าย ต่อทันที หม้อใบใหญ่ที่เพิ่งยกลงจากเตาเมื่อ ครึ่งชั่วโมงก่อน ยังร้อนฉ่าอยู่เลย ก่อนจะถูกฝูงนกนางนวลคาบไปส่งเรียบร้อย
เวลานี้ ซูหรานยืนอยู่หน้าประตูบ้าน สองมือเท้าเอว มองกระต่ายที่ยังเหลือเกลื่อนถนนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
อวี๋ลี่ยืนทางซ้ายของเขา ถอนหายใจแล้วพูดว่า
“ทำยังไงดี ยังเหลืออีกตั้งเยอะ โยนกลับเข้าไปในลานบ้านตระกูลหงก็ไม่นาน เดี๋ยวพวกมันก็กระโดดออกมาเองอีก”
ซิงหลินยืนอยู่ทางขวา เอ่ยเสียงเบาเรียบ
“ต่อให้เพิ่มอีกเจ็ดปากในห้างกลางเมือง ก็ยังไล่ไม่ทันความเร็วในการขยายพันธุ์ของพวกมันตอนนี้”
มุมปากซูหรานกระตุก
“งั้นก็ ช่วย กัน คิด วิธี เดี๋ยว นี้”
สัตว์ทะเลสองตนสบตากันข้ามไหล่เขา ก่อนจะเบือนสายตาหนีเงียบๆ
วิธีน่ะ… ไม่ได้คิดง่ายขนาดนั้น
หลังถูกแสงออโรรากระตุ้นมาทั้งคืน ดูเหมือนสกิลขยายพันธุ์ของกระต่ายพวกนี้จะถูกอัปเลเวลอีกขั้น พวกเขาตรวจดูแล้วพบว่า ตัวที่บุกมาถึงเส้นทางขนนํ้าทั้งหมด ล้วนล้นทะลักออกมาจากลานบ้านตระกูลหง ตอนนี้ปริมาณในนั้นเรียกได้ว่าน่าหวาดเสียว
ถ้าไม่เร่งหาทาง ใช้ให้หมด เร็วขึ้น สุดท้ายคงกลายเป็นภัยพิบัติแน่
จางสือ อวี๋เหยียน และลู่หนี ยืนอยู่ด้านหลัง กลืนนํ้าลายเงียบๆ ไม่กล้าส่งเสียง แม้แต่หมานอินก็สงบเสงี่ยมกว่าปกติ เพราะเมื่อ ครู่เพิ่งพูดจาท้าทายไว้ แล้วโดนกระต่ายขาวบินได้พุ่งใส่หน้าเต็มๆ จนเกิดปมในใจ
…ใครยังอยากกินหมาล่าทู่ติงอีก คนนั้นคือวีรบุรุษตัวจริง!
ต้นไม้โบราณเอนพิงอยู่ข้างถนน กระต่ายตัวหนึ่งกำลังแทะส้นรากมันอย่างเมามัน
มันค่อยๆ ใช้รากอากาศยกเจ้าตัวน้อยขึ้น
กระต่าย “?” ปากสามแฉกยังเคี้ยวตุ้ยๆ อยู่กลางอากาศ
แล้วก็ถูกเหวี่ยงออกไปไกล
ซูหรานครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดแอปวันสิ้นโลก
เขากดเข้าไปในโพสต์ของอวี๋ลี่ อ่านคอมเมนต์ที่เต็มไปด้วยเสียงโอดครวญ พลางขมวดคิ้วครุ่นคิด
ครู่หนึ่ง เขาเลื่อนออกมา เปิดหน้าโฮม
แสงออโรราเมื่อคืนทำให้ซอมบี้ทั่วสารทิศคลุ้มคลั่ง หลายแห่งที่พักของผู้รอดชีวิตถูกบุก คนที่ต้านไม่ไหวจำต้องหนีออกมา
ผ่านคํ่าคืนแห่งการต่อสู้อันตึงเครียด พวกเขาอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง ในมือไม่มีอาหารแม้แต่น้อย ความหิวทะยานถึงขีดสุด
มีโพสต์ขอความช่วยเหลือผุดขึ้นมากมาย หวังว่าถ้ามีคนในเมืองเดียวกันเห็น จะช่วยแบ่งอาหารให้บ้าง
พวกเขาแทบไม่สนใจแล้วว่าจะมีใครฉวยโอกาสปล้น ถึงขั้นระบุที่อยู่ไว้อย่างละเอียด
เพราะเอาเข้าจริง ก็แทบไม่มีอะไรให้เสียอีกแล้ว
ดวงตาซูหรานวูบไหว เขาหันกลับมาบอกทุกคนว่า
“ไป ทำกระต่ายต่อ คราวนี้ทำให้มากกว่าเดิม อีกเยอะๆ”
ทุกคน “?”
อวี๋ลี่ระแวดระวังทันที
“ทำเยอะขนาดนั้น ใครจะกิน?”
ซูหรานยิ้มลึกลับ
“ไม่ใช่ให้พวกเรากินหรอก มีคนที่ต้องการอาหารมากกว่านี้อีกเยอะ”
เจ็ดชั่วโมงต่อมา
หมู่บ้านที่จมอยู่ในแสงสนธยา ได้เห็นภาพอันน่าตื่นตะลึง
ฝูงนกนางนวลหนาแน่นพุ่งขึ้นจากลานบ้านแห่งหนึ่ง ค่อยๆ ไต่ระดับสู่ท้องฟั้า แผ่กระจาย จัดขบวน ราวเมฆครึ้มผืนมหึมา ปกคลุมทั่วฟั้า
พวกมันแบ่งออกเป็นหลายสิบหน่วย แต่ละหน่วยมีนกหัวหน้าหนึ่งตัว แต่ละหน่วยหิ้วถุงตาข่ายใบหนึ่ง ภายในอัดแน่นไปด้วยถุง อาหารจนโปั่งตึง
แล้วพวกมันก็พร้อมใจกันบินไปทางทิศตะวันตก มุ่งหน้าข้ามทะเลไปยังฝังตรงข้าม…
จางเสี่ยวหย่าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย เวลานี้เธอกับรูมเมตอีกสามคนกำลังหลบอยู่ในห้องทดลองของมหาวิทยาลัย ทั้งสี่คนหิว จนหน้ามืดตาลาย พิงกำแพงนั่งหมดแรง
“เสี่ยวหย่า ทำยังไงดี พวกเราจะไปหาอะไรกินที่ไหน?” รูมเมตคนหนึ่งถามเสียงอ่อนแรง
จางเสี่ยวหย่าขมวดคิ้วไม่ต่างกัน
หลังไวรัสซอมบี้ระบาด ช่วงแรกสำหรับพวกเธอยังพอทนไหว
แม้ต้องขังตัวอยู่ในหอพักไม่กล้าออกไปไหน แต่พวกเธอตุนขนมไว้มากพอ กินอยู่ได้เกือบครึ่งเดือน
ทว่าครึ่งเดือนผ่านไป การช่วยเหลือก็ยังไม่มา เพื่อหาอาหาร พวกเธอจำต้องออกจากตึกหอพัก เริ่มต้นชีวิตเสี่ยงตาย
มุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่ “อาจจะ” มีของกิน ซูเปอร์มาร์เก็ตหน้าโซนหอพัก ร้านข้าวหม้อดิน ร้านหมาล่าทั่ง ร้านชานม ร้านเคเอฟซี พวกเธอล้วนบุกเข้าไปมาแล้ว
บางแห่งยังพอมีเหลือ บางแห่งว่างเปล่า
ระหว่างทางเคยเจอเพื่อนที่ใจดี และก็เคยเจอเพื่อนที่น่ากลัว
บางคนตาย บางคนจากไป
มีเพียงพวกเธอสี่คนที่ไม่เคยแยกจากกัน คอยพยุงกันฝั่าฟันมาจนถึงร้านผัดหมี่ข้าวหน้ามหาวิทยาลัย โชคดีที่ในร้านยังมีซองเครื่อง ปรุงสำเร็จรูปเหลืออยู่จำนวนมาก
พวกเธออาศัยอยู่ในนั้น กินผัดหมี่ข้าวติดกันเป็นเดือน จนหน้าขึ้นสิว ปากเป็นแผลร้อนใน แต่ก็ยังอดทนผ่านมาได้
ใครจะคิดว่าเมื่อคืน แสงออโรราปรากฏขึ้น ซอมบี้พังประตูร้านเข้ามา พวกเธอผลักมันออกไปได้ชุดหนึ่ง แต่แล้วซอมบี้จากทุกทิศ ก็โอบล้อม
ถอยกลับร้านไม่ได้ ทำได้เพียงหนีเข้ามาในมหาวิทยาลัย
ตอนนี้ผ่านไปเกือบยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้วโดยไม่มีอาหารแม้คำเดียว ทั้งหิวทั้งกระหาย แรงกายแทบหมดสิ้น
จางเสี่ยวหย่าคิดถึงร้านขายของชำเล็กๆ ในมหาวิทยาลัยแห่งเดียว เมื่อคืนตอนหนีผ่านไป ที่นั่นก็ถูกกวาดเกลี้ยงแล้ว
ถ้าจะหาอาหารอีก ก็ต้องออกจากมหาวิทยาลัย
แต่ความจริงคือ พวกเธออยู่ชั้นสามของตึกทดลอง และซอมบี้ที่ตามขึ้นมาเมื่อคืนยังคงวนเวียนอยู่ในโถงทางเดินด้านนอก
บางส่วนอยู่หน้าห้อง บางส่วนคงยังอยู่สองชั้นล่าง
ถ้าเปิดประตูออกไป พวกมันจะตื่นทันที
และด้วยสภาพตอนนี้ พวกเธอไม่มีแรงพอจะรับมืออีกแล้ว
คิดไปคิดมา ดวงตาก็เริ่มรื้น
จะทำยังไงดี… อดทนมาถึงขนาดนี้แล้ว จะต้องจบลงตรงนี้จริงๆ เหรอ?
เธอไม่ยอมแพ้ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา พวกเธอใช้พาวเวอร์แบงก์ที่เก็บได้ตามทางยื้อชีวิตแบตเตอรี่ไว้
แต่ตอนนี้พาวเวอร์แบงก์หมดเกลี้ยง โทรศัพท์เหลือเพียงสามสิบเปอร์เซ็นต์สุดท้าย
เธอเปิดแอปวันสิ้นโลก เห็นโพสต์หนึ่งกำลังขอความช่วยเหลือ
อีกฝั่ายก็เหมือนพวกเธอ ถูกโจมตีเมื่อคืนจนเสียหายหนัก ตอนนี้เสบียงหมดสิ้น เจ้าของโพสต์ระบุพิกัด หวังว่าถ้ามีคนในเมือง เดียวกันเห็น จะช่วยเหลือเขาได้
ในคอมเมนต์ มีคนอีกมากที่อยู่ในสภาพเดียวกัน ระบุพิกัดอย่างละเอียด
จางเสี่ยวหย่ากัดริมฝีปาก แล้วพิมพ์ข้อความหนึ่ง
“พิกัด เมือง X มหาวิทยาลัย A ตึก 10 ชั้นสาม ห้องทดลอง พวกเราติดอยู่ที่นี่ อาหารกับนํ้าหมดแล้ว ถ้าใครอยู่ใกล้มหาวิทยาลัย ช่วยพวกเราได้ไหม? ไม่ต้องช่วยมาก แค่ช่วยล่อซอมบี้หน้าห้องออกไปบ้าง พวกเราจะหาทางหนีเองได้ คนที่สนใจติดต่อหลังไมค์ได้ค่ะ”
หลังโพสต์ออกไป ตอนแรกเธอยังมีความหวัง รีเฟรชหน้าหลังบ้านไม่หยุด
ต่อมาเริ่มรู้สึกละอาย
โลกแบบนี้ ใครจะยังมีแรงมาช่วยคนอื่น?
สุดท้ายคือความสิ้นหวัง
เธอกอดโทรศัพท์เงียบๆ มองท้องฟั้าที่ค่อยๆ ถูกแต้มด้วยเมฆสีเพลิงยามเย็น ข้างกาย รูมเมตทั้งสามค่อยๆ เงียบลง
พวกเธอหลับไปแล้ว หลับอย่างเงียบงัน อ่อนล้า
เปลือกตาของเธอเองก็เริ่มหนักลงเรื่อยๆ
ก่อนสติจะจมสู่ความมืด เธอคิดเลือนรางนอนเถอะ… ถ้าหลับไปแบบนี้ตลอดกาล บางทีก็อาจเป็นวิธีตายที่ไม่เลวร้ายนัก
……
ซ่าซ่า
มีเสียงเบาใส คล่องแคล่ว ดังแว่วเข้ามา
“เสี่ยวหย่า เสี่ยวหย่า ตื่นเร็ว!”
เธอถูกเขย่าจนสะดุ้งลืมตา พบว่ารูมเมตทั้งสามตื่นหมดแล้ว
ฟั้ามืดสนิท ห้องเรียนไม่มีไฟ พวกเธอเปิดไฟฉายจากโทรศัพท์ ส่องขึ้นสู่ท้องฟั้ายามคํ่า
จางเสี่ยวหย่าหันไปมองนอกหน้าต่างด้วยความงุนงง
…บนท้องฟั้ายามราตรี เหมือนมีเงานกหนาแน่นบินเป็นกลุ่มใหญ่ พวกมันช่วยกันหิ้วตาข่ายประหลาดใบหนึ่ง ภายในดูเหมือนมี ของบางอย่าง
เธอลุกขึ้น รีบเดินไปเกาะหน้าต่างอย่างตกตะลึง
“นั่นมันอะไร?”
“ไม่รู้สิ พวกเราตื่นมาก็เห็นแล้ว เอ๊ะ เสี่ยวหย่า ดูสิ เหมือนมันกำลังบินมาทางเราเลย!”
จะว่ามาทางพวกเธอก็ไม่เชิง ดูเหมือนกำลังมุ่งหน้าเข้ามาในเขตมหาวิทยาลัยมากกว่า
และแล้วฝูงนกก็โผเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย ดูคล้ายจะเลี้ยวไปตามถนนสายหลัก ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะเฉียดผ่านพวกเธอไป
แต่ในวินาทีถัดมา ราวกับพวกมันสังเกตเห็นแสงไฟฉายจากหน้าต่าง
นกตัวนำปรับทิศกะทันหัน
แล้วทั้งฝูงก็พุ่งตรงมาทางพวกเธออย่างแม่นยำ