ออกหาของทะเลแล้วดันเก็บได้สิ่งมีชีวิตทะเลสุดพิเศษวันสิ้นโลก - บทที่ 6
ทว่าพอภาพหมู่บ้านที่พังพินาศยับเยิน ซากบ้านเรือนพังถล่ม และฝูงซอมบี้ที่เดินเพ่นพ่านไปทั่วผุดขึ้นมาในหัว ความหวาดกลัว เมื่อครู่ก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว
ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ คนเรามักเกิดอารมณ์คล้ายกับ “ช่างมันเถอะ พังไปก็พังไป” เมื่อทุกอย่างเลวร้ายถึงขีดสุดแล้ว ก็แทบไม่ เหลืออะไรให้หวาดกลัวอีกต่อไป
ซูหรานสูดลมหายใจลึก ทำใจให้เย็น แล้วก็ตระหนักถึงประเด็นหนึ่งอย่างรวดเร็ว
…มนุษย์กับชาวแก่นโลกต่างก็เกิดวิวัฒนาการงั้นหรือ
ไม่สิ ตามที่ซิงหลินพูด นั่นเรียกว่า “การกลายพันธุ์”
ซูหรานเห็นด้วย ตอนนี้หลักฐานยังไม่พอจะพิสูจน์ได้ว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับพวกเขาจะช่วยให้เอาตัวรอดได้จริง บางทีใน อนาคตอาจเกิดผลลัพธ์เลวร้ายกว่านี้ บางทีอาจมีใครบางคนเริ่มมีอาการผิดปกติไปแล้ว เพียงแต่สัญญาณเครือข่ายถูกตัดขาด ผู้คนติดต่อ กันไม่ได้ ไม่มีใครล่วงรู้เท่านั้นเอง
“เผ่าพวกคุณหนีออกมาได้กี่คน”
นํ้าเสียงของซิงหลินยังคงสบายๆ
“ไม่รู้ ตอนหนีต่างคนต่างเอาตัวรอด ไม่มีใครมีเวลามองหาคนอื่น ฉันว่ายนํ้าอยู่ในทะเลได้ไม่นานก็หมดสติ พอฟืนขึ้นมาก็อยู่บน ชายหาดแล้ว อืม…คืนที่เจอนายนั่นแหละ”
สมองของซูหรานสะดุดไปชั่วขณะ
“แล้วที่นายบอกว่าปรับตัวกับนํ้าทะเลได้แล้ว หมายความว่ายังไง นายลอยอยู่ในทะเลตั้งนาน…หมายถึงหายใจในนํ้าได้เหมือน สัตว์ทะเลงั้นเหรอ”
“ก่อนกลายพันธุ์พวกเราก็หายใจในนํ้าได้อยู่แล้ว ระบบร่างกายครึ่งหนึ่งของพวกเราเหมือนสิ่งมีชีวิตทะเล สิ่งที่ฆ่าพวกเราคือองค์ ประกอบของนํ้าทะเลของพวกนาย”
“…งั้นหลังกลายพันธุ์ นํ้าทะเลของพวกเราก็ไม่เป็นพิษกับพวกนายอีกแล้ว”
“อืม ไม่ว่านํ้าทะเลหรืออากาศก็ไม่อาจเป็นพิษต่อเราอีก แต่ร่างกายต้องใช้เวลาปรับตัวกับสภาพแวดล้อม บนบกสบายกว่า หน่อย”
ซูหรานพยายามย่อยข้อมูลมหาศาลนั้น รู้สึกว่ายังมีคำถามอีกมาก แต่กลับเรียบเรียงไม่ออก
“จริงสิ ซอมบี้คืออะไร” ซิงหลินถามขึ้นกะทันหัน
“?” ซูหรานงุนงง “พวกคุณรู้ว่าโลกเรามีภัยพิบัติเกิดขึ้นตั้งมากมาย แต่ไม่รู้จักซอมบี้เหรอ”
ซิงหลินเลิกคิ้ว “ไม่เคยได้ยินข่าวว่าพวกนายมีสิ่งนั้นปรากฏขึ้น”
“…พวกคุณยังถ่ายทอดข่าวจากฝังเราอย่างเปิดเผยด้วยเหรอ… ฝังเราระบาดไวรัสซอมบี้วันที่ 13 กุมภาพันธ์ แล้วทางพวกนายถูก ทำลายเมื่อไหร่”
“อ้อ ก็วันที่ 13 กุมภาพันธ์เหมือนกัน”
“…………”
วันเดียวกันพอดี ถึงว่า
แปลว่าหมอนี่หมดสติอยู่ในทะเลมากว่าหนึ่งเดือนแล้วงั้นหรือ
ซูหรานก้าวขึ้นชั้นสอง อธิบายอย่างพยายามเรียบเรียงคำพูด “ซอมบี้คือมนุษย์ที่ถูกเปลี่ยนสภาพ ไม่มีสติ เหลือแค่สัญชาตญาณ กัดคน แพร่เชื้อไวรัส ตอนแรกเกิดจากการติดไวรัสชนิดหนึ่ง ไวรัสนั้นลอยอยู่ในอากาศ วันที่ 13 กุมภาพันธ์วันเดียวก็มีคนติดเชื้อจำนวน มาก ถึงตอนนี้…ฉันพูดไม่ได้ว่าข้างนอกเป็นยังไง แต่ในหมู่บ้านเหลือแค่ฉันคนเดียว ตอนที่นายกลับมาเมื่อกี้อาจไม่ได้สังเกต ตามลาน บ้านสองข้างทางมีแต่ซอมบี้ ไม่มีคนแล้ว”
ซิงหลินเอียงศีรษะเล็กน้อย
เสียงของซูหรานเบาลง “ฉันไม่รู้ว่าข้างนอกหมู่บ้านตอนนี้เป็นยังไง แต่คงไม่ดีนัก ไม่งั้นคงมีคนมาช่วยแล้ว”
ทั้งเกาะเงียบงันราวกับไร้สิ่งมีชีวิต
คิดต่อไปก็พอเดาได้ว่า อีกฟากของทะเล เมืองใหญ่บนแผ่นดินใหญ่ หรือแม้แต่ทั่วทั้งดาวเคราะห์ คงกำลังเผชิญสถานการณ์เลว ร้ายไม่ต่างกัน
มีผู้รอดชีวิตกี่คนที่กำลังดิ้นรนท่ามกลางฝูงซอมบี้เหมือนเขา ไม่มีใครรู้
ซิงหลินมองเขา แล้วถามขึ้นว่า “แล้วนายไม่คิดจะออกไปดูข้างนอกบ้างเหรอ”
ซูหรานชะงัก
“ออกไปจากที่นี่ ไปตามหาพวกเดียวกัน ถ้ามีมนุษย์รวมตัวตั้งกองกำลังช่วยเหลือ จุดเริ่มต้นก็คงอยู่ในเมืองใหญ่ที่มีกำลังคนและ อาวุธครบมือ ไม่ใช่บนเกาะเล็กๆ แห่งนี้”
ซิงหลินก้าวขึ้นมาช้าๆ
เขาสูงมาก เมื่อซูหรานเงยหน้ามองตรงๆ เห็นเพียงสันจมูกโด่งและริมฝีปากบาง
“แล้วครอบครัวนายก็อยู่ข้างนอกไม่ใช่เหรอ” ชายหนุ่มเอียงศีรษะ มองอย่างพินิจ “นายไม่ห่วงพวกเขา ไม่อยากออกไปตามหา บ้างหรือ”
“……”
ชายหนุ่มตรงหน้ามีผมสีดำอ่อนนุ่มปรกหน้าผาก บังดวงตาไว้ครึ่งหนึ่ง
ใบหน้าของเขาดูขาวสะอาด งดงามเกินกว่าผู้ชายทั่วไป ปลายคางเรียวเล็ก แก้มยังมีความอวบอิ่มเล็กน้อย เป็นความขัดแย้ง ระหว่างความเป็นเด็กหนุ่มกับชายหนุ่มโตเต็มวัย ระหว่างความสุกงอมกับความใสซื่อ
แก้มคู่นั้นเหมือนจะขึ้นสีได้ง่าย ดวงตาคู่สวยเปียมชีวิตชีวา เวลาแตกตื่นก็เบิกกว้างเหมือนสัตว์ตัวเล็กๆ …
ซิงหลินจ้องใบหน้านั้นไม่วางตา
วินาทีต่อมา ซูหรานเชิดคางขึ้น ดวงตาดำขลับใต้เส้นผมเผยออกมา ทว่าสงบนิ่งยิ่ง
ซิงหลินชะงักไป
“จะไม่อยากไปตามหาพวกเขาได้ยังไง แต่พวกเขาติดต่อมาบอกว่าปลอดภัย ให้ฉันรออยู่ที่บ้าน ถ้าตอนนี้ฉันไม่เชื่อฟังวิ่งออกไป ก็ เท่ากับสร้างภาระให้พวกเขาไม่ใช่เหรอ”
พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินไปทางห้องนํ้า
“……” ซิงหลินตามไป นํ้าเสียงยังคงแฝงความสงสัย “พวกเขาบอกให้รอ นายก็รอจริงๆ เหรอ”
“แล้วจะให้ทำยังไง” ซูหรานเดินเข้าไป เปิดไฟ “ตอนนี้เสาสัญญาณทั่วโลกหยุดทำงาน ฉันติดต่อพวกเขาไม่ได้ตลอดเวลา รู้แค่ว่า พวกเขาออกเดินทางจากที่ไหน แต่ไม่รู้จะใช้เส้นทางไหนกลับมา ถ้าฉันออกไปแล้วดันสวนทางกัน ก็ยิ่งยุ่งกันใหญ่”
เห็นซิงหลินเดินตามเข้ามา เขาชี้ไปที่ของบนอ่างล้างหน้า “สกินแคร์กับเครื่องสำอางห้ามแตะนะ น้องสาวกับแม่ฉันกลับมาเห็น ของถูกขยับต้องโกรธแน่ ผ้าเช็ดตัวกับแปรงสีฟันเดี๋ยวฉันหยิบชุดใหม่ให้”
พูดแล้วเขาก็ย่อตัวลง เปิดตู้ใต้ซิงก์ค้นหา “นายอยากออกไปข้างนอกไหม”
ได้ยินเสียงซิงหลินลอยมาเนิบๆ จากด้านหลัง
“อืม รอร่างกายฟืนตัวแล้วจะออกไป”
“ร่างกายนายยังไม่สบายมากหรือ”
“ต้องใช้เวลาอีกสักพักถึงจะปรับตัวกับอากาศบนบกได้เต็มที่”
“งั้นตอนนี้ยังเวียนหัวอยู่ไหม” ซูหรานหันกลับมาอย่างระแวง “บอกไว้ก่อนนะ เมาออกซิเจนก็ต้องทำงานบ้าน ห้ามเบี้ยว”
เงือกหนุ่มพิงกรอบประตู แขนกอดอก รอยยิ้มล้อเลียนแต้มอยู่บนใบหน้า
“………… ใครบอกให้นายวางพลั่วเหล็กลง”
“ที่นี่ไม่มีใครแล้วนี่”
“ฉันให้นายใช้พลั่วบังไว้เพื่อถนอมสายตาคนอื่นหรือไง”
เงือกชายเหลือบมองเขา หยิบพลั่วที่เพิ่งวางขึ้นมาบังไว้ใหม่ แล้วเหลือบตามองอีกครั้ง สีหน้าคล้ายจะบอกว่า ทำตามที่นายว่า แล้วนะ
ซูหรานหน้าแดงกํ่า จ้องเขาเขม็งอย่างขุ่นเคือง
เขาหงุดหงิดตัวเองเหลือเกิน ทำไมหน้าแดงง่ายนัก จึงหันหน้าหนี รีบหยิบชุดอุปกรณ์อาบนํ้าใหม่ออกมา วางไว้บนเคาน์เตอร์ พูด เสียงอู้อี้ “…อย่าใช้นํ้าเยอะนะ ตอนนี้นํ้าในบ้านไม่ค่อยพอ หลังจากนี้ฉันต้องหาวิธีขนนํ้าจากชายหาดมาเพิ่ม คราวนี้นายก็…ช่างเถอะ เดี๋ยวฉันรองนํ้าให้ วันนี้เช็ดตัวด้วยผ้าชุบนํ้าไปก่อน อย่าเพิ่งสระผมเลย ดูก็ไม่ได้สกปรกมาก”
ซิงหลินเอียงหน้า มองเส้นผมเปียกที่ทิ้งตัวอยู่บนบ่า
ซูหรานหน้าแดงอีกครั้ง
เอาเถอะ ที่ว่า “ไม่สกปรกมาก” ก็เหมือนลืมตาพูดโกหกอยู่บ้าง แช่นํ้าทะเลมาทั้งวัน ยังไงก็ต้องเหนียวตัวอยู่ดี อย่างน้อยก็ไม่ได้ เปือนทรายมาก เปั่าให้แห้งน่าจะทนได้สักสองวัน…
เขายกกะละมังขึ้นวางบนอ่าง เปิดก๊อกนํ้า ต่อสู้กับใจตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ปล่อยให้นํ้าไหลสูงขึ้นจนเกือบครึ่งกะละมัง
ตลอดหนึ่งเดือนมานี้ เขายังไม่เคยใช้นํ้ามากขนาดนี้รวดเดียวเลย…ตอนนี้ในบ้านที่ได้สิทธิ์ใช้นํ้าแบบนี้ มีแค่ผักอ่อนในแปลงกับใน เรือนเพาะชำเท่านั้น
เขาวางกะละมังลงอย่างแสนเสียดาย เงือกหนุ่มมองสีหน้าเขาแล้วเอ่ยอย่างจริงใจ “ไม่อย่างนั้นนายใช้ก่อน ฉันค่อยใช้ต่อดีไหม”
ซูหรานแทบจะยกเท้าเตะเขา
“……รีบอาบไป ฉันจะไปหยิบเสื้อผ้าให้”
อีกฝังของประตู มีเสียง “ขอบคุณ” เบาๆ ลอยตามมา
ซูหรานวิ่งไปที่ห้องพี่ชาย เปิดตู้เสื้อผ้าค้นหาอย่างรวดเร็ว
โชคดีที่ไม่นานเขาก็เจอชุดโอเวอร์ไซซ์ใหม่เอี่ยมอยู่หลายชุด คิดดีๆ ถึงนึกออกว่า นี่เป็นเสื้อผ้าที่แม่กับน้องสาวเคยซื้อให้พี่ชาย
เขายังจำได้ว่า ตอนนั้นแม่บ่นอยู่เสมอว่าพี่ชายแต่งตัวทางการเกินไป ในตู้มีแต่สูทธุรกิจและเชิ้ต เรียบร้อยน่าเบื่อราวกับคุณลุง แก่ๆ
แต่ซูอี้ซินไม่เห็นด้วย เธอคิดว่าสไตล์ “ซีอีโอสายเย็นชา” ยังขายได้ดี ถ้าพี่ชายใส่แว่นกรอบทองอีกหน่อยก็จะยิ่งได้อารมณ์เข้าไป ใหญ่
แม่ลูกที่ปกติรสนิยมตรงกันกลับเถียงกันอย่างดุเดือด แม่บอกว่าพี่ชายเป็นลุงน้อยไร้ทางแก้ ซูอี้ซินสวนกลับว่าหล่อขนาดนั้นจะไร้ ทางแก้ได้ยังไง สุดท้ายทั้งคู่ตัดสินใจจัด “การแข่งขันเปลี่ยนลุค” ให้พี่ชาย แยกกันไปช้อปปิงออนไลน์ เสื้อผ้ามาถึงก็ให้พี่ชายลองใส่ แล้ว ให้ซูหรานกับพ่อเป็นกรรมการให้คะแนน ดูว่าใครรสนิยมดีกว่า
…การแข่งขันประหลาดนี้จบลงแบบเละเทะ เมื่อพี่ชายหนีไปทำงานต่างประเทศหนึ่งเดือนเต็ม พอกลับมา เสื้อผ้าพวกนั้นก็ถูกลืม สนิท นอนสงบอยู่มุมตู้
วันนี้ซูหรานทำให้พวกมันได้เห็นแสงอีกครั้ง
เห็นได้ชัดว่า ถึงจะเถียงกัน แต่รสนิยมของแม่ลูกก็ยังสอดคล้องกันอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นแนวลำลองสายสตรีทหรือสูทแฟชั่น สุดท้าย ที่ซื้อกลับมาก็ล้วนเป็นไซซ์โอเวอร์ไซซ์ จุดขายคือ คนสูง 185 ใส่เสื้อไซซ์คนสูง 190 จะดูชิลๆ หลวมๆ เท่ๆ
…ใครจะไปคิดว่าบ้านนี้จะมีผู้ชายสูงหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตรโผล่มาจริงๆ
ซูหรานยืนพิจารณาเสื้อผ้าหลายชุด
ไม่มีเสื้อกันหนาวจริงจัง แต่ตอนนี้อุณหภูมิใส่เสื้อผ้าฤดูใบไม้ผลิก็ยังพอได้ เขาเองก็ใส่ฮู้ดดี้สลับไปมาอยู่ทุกวัน
แค่ไม่รู้ว่าเงือกคนนั้นร่างกายอ่อนแอ จะรู้สึกหนาวไหม
…แต่ที่ผ่านมาก็เห็นเปลือยเปล่ามาตลอด ไม่เห็นเขาจะสั่นเลย
เป็นปลาที่บอบบางแต่ไฟแรงดีจริงๆ
ซูหรานก้มลง ค้นลิ้นชักพี่ชาย หยิบกางเกงในใหม่ทั้งแพ็กออกมา แกะซองหยิบมาหนึ่งตัว อุ้มรวมกับเสื้อผ้าเดินไปห้องนํ้า เปิด ประตูวางให้คนข้างใน
กางเกงในไม่มีไซซ์ใหญ่พิเศษ ทั้งบ้านไม่มีใครมีไซซ์พอดีกับหมอนั่น เขาไม่สนแล้ว ให้เงือกไปจัดการเองเถอะ!
ทำเสร็จ ซูหรานก็ลงไปชั้นล่าง แม่ไก่ตัวน้อยกำลังเดินวนอยู่ข้างแปลงผัก
มันยืดคอเป็นพักๆ แล้วจิกลงพื้น หากมองดีๆ จะเห็นว่ามันคาบไส้เดือนจากดิน ไม่ใช่ใบผัก
เสวี่ยถวนเดินวนรอบก้นแม่ไก่ ดูท่าทางอยากทักทายแต่ติดที่สื่อสารกันไม่ได้ เลยได้แต่ทำหน้าเขินๆ
ซูหรานอดขำไม่ได้ เดินไปเด็ดผักกาดต้นหนึ่ง นั่งยองๆ ฉีกใบผักทิ้งลงพื้น
แม่ไก่ฉลาด รู้ว่านี่คือเวลาอาหารแล้ว รีบเดินกระด๊อกกระแด๊กมากินใบผัก
มันกินเงียบมาก
ตั้งแต่กลับจากทะเล มันก็ไม่ส่งเสียงอีกเลย เหมือนเสวี่ยถวน
“จริงๆ ร้องเบาๆ บ้างก็ได้นะ” ซูหรานพูดเบาๆ “ไม่ต้องระวังตัวขนาดนั้นก็ได้”
แต่สัตว์เล็กๆ ไม่เข้าใจคำว่า “ระวังตัว” พวกมันมีแค่สัญชาตญาณเอาตัวรอด
ดังนั้น ไก่ใบ้กินข้าวอย่างมีความสุข สุนัขใบ้นั่งเฝั้าอย่างจดจ้อง ก็ดูสงบดี
ไม่นาน ซูหรานได้ยินเสียงฝีเท้าด้านหลัง พอหันไปก็ชะงักไปเล็กน้อย
ชายหนุ่มสวมฮู้ดดี้สีดำลายสตรีท กางเกงยีนส์ขาดหลวมๆ รองเท้าแตะหนังสีดำเดินเข้ามา
ทั้งที่เขาเป็นคนเอาเสื้อผ้าไปให้เอง แต่ตอนนี้สมองกลับค้างไปชั่วขณะ
ลุคนี้ออกแนวฮิปฮอปเต็มตัว ทำให้เงือกดูสูงใหญ่เข้ากันดี ไม่รู้สึกขัดตาหรือแปลกประหลาด ด้วยใบหน้าหล่อเหลาคมคาย กลับ ดูเหมือนไอดอลตัวท็อปกำลังจะขึ้นเวที
ที่สำคัญที่สุด
หมอนั่นมัดผมแล้ว
ผมดำยาวถูกรวบเป็นหางม้า ใบหน้าคมสวยเผยออกมาทั้งหมด มีเพียงปอยผมบางๆ ตกข้างหน้าผาก เพิ่มความสบายๆ ให้ ใบหน้าที่โดดเด่นเกินไปนั้น
ซิงหลินลูบหลังคอเดินออกมา พอสบสายตาซูหรานก็ชะงัก แล้วพูดโดยสัญชาตญาณว่า “นายบอกว่าใช้ยางรัดผมได้”
ก่อนหน้านี้หลังซูหรานวางเสื้อผ้าไว้ เขาได้ยินเงือกถามหลังประตูว่าจะใช้ที่คาดผมหน้าโต๊ะกระจกได้ไหม ซูหรานก็ตอบว่าได้
ใช้ได้แน่นอน แค่เขาไม่คิดว่า มัดผมแล้วจะดู…
“มองจนตาค้างเลยเหรอ” เงือกเลิกคิ้ว ถามยียวน
ซูหราน “…………พูดบ้าอะไร!!”
ซิงหลินหัวเราะเบาๆ เดินมาหยุดด้านหลังซูหราน ล้วงมือในกระเปั๋า ก้มดูแม่ไก่จิกผัก
“วันนี้ทำไมพามันไปทะเล”
เงาร่างสูงใหญ่ทอดทับลงมา ซูหรานสะดุ้ง หันกลับไป มือที่ฉีกใบผักชะงักเล็กน้อย
“ก็ฉันไปช่วยมันก่อนจะไปทะเล ถ้าไม่ได้มีหนอนวิ่งไล่ ฉันอาจไม่ไปทะเลเลยก็ได้…อาจจะกลับบ้านตรงๆ เลย!”
ดวงตาสีนํ้าเงินเข้มของซิงหลินกลอกไปมองมือที่สั่นเล็กน้อยของอีกฝั่าย
“อ๋อ…” เขาลากเสียงอย่างมีนัย “งั้นนายก็มีนิสัยพกกรรไกรตัดเล็บติดตัว?”
หัวใจซูหรานกระตุกแทบจะเผลอบีบนิ้วตัวเอง
“…ก็ใช่ ไม่ได้เหรอ”
“ได้สิ” เงือกยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ก่อนจะพูดขึ้นลอยๆ “กางเกงในมันคับนิดหน่อย”
“!” ซูหรานแทบกัดลิ้นตัวเอง
“…ก็ไม่มีทางเลือก กางเกงในพี่ฉันไซซ์ใหญ่สุดแล้ว ถ้าคับก็ไปหาทางยืดเอาเองสิ”
“ยืดยังไง”
“…………ก็ใช้มือดึงสิ ไม่งั้นจะใช้อะไร”
พวกเขากำลังทำอะไร คุยอะไรกันอยู่เนี่ย
ซิงหลินยกนิ้วแตะริมฝีปาก เหลือบมองใบหูที่แดงจัดจนแทบหยดเลือดของอีกฝั่ายอย่างไม่ให้รู้ตัว
“ที่นายบอกว่าถูกหนอนไล่ เป็นยังไง”
ซูหรานพยายามรวบรวมสติ ชี้คางไปที่แม่ไก่ “มันเป็นไก่บ้านพี่จ้าว ไก่ตัวอื่นโดนกัดตายหมด ศพเน่าแล้วมีหนอน ตอนฉันไปช่วย มัน หนอนพวกนั้นกลายพันธุ์ วิ่งไล่ฉัน แต่พอถึงชายหาดมันก็ตายหมด…”
สายตาของซิงหลินเลื่อนไปจากปลายหูของซูหราน มายังแม่ไก่
เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “เมื่อคืนบนท้องฟั้ามีปรากฏการณ์ประหลาด ปรากฏการณ์แบบนั้นตามทฤษฎีไม่ควรเกิดในละติจูด นี้ใช่ไหม”
ในที่สุดซูหรานก็สงบลง
“ใช่ พวกเราชั่วคราวเรียกแสงนั้นว่าแสงออโรรา ก่อนหน้านี้มันปรากฏหลายครั้ง ทุกครั้งที่เกิด ซอมบี้จะกระสับกระส่าย สัตว์กับ พืชก็ผิดปกติ นายล่ะ เมื่อคืนรู้สึกไม่สบายตรงไหนไหม”
ซิงหลินย่อตัวลงข้างเขา นิ้วยาวหยิบใบผักจากพื้น เขย่าเรียกแม่ไก่
“ถ้าพูดถึงไม่สบาย ตั้งแต่ออกจากโลกใต้พิภพ ร่างกายฉันก็ไม่เคยสบายเลย ถึงมีการเปลี่ยนแปลงอื่นเกิดขึ้น ฉันก็แยกไม่ออก เมื่อคืนแค่ได้ยินเสียงประหลาด เป็นเสียงซอมบี้เหรอ”
“ใช่”
ซูหรานลังเลเล็กน้อย ก่อนถามว่า “เทคโนโลยีโลกใต้พิภพของพวกนายลํ้าหน้ากว่าเรามาก จะมีวิธีแก้ไวรัสซอมบี้ไหม”
“ถ้ารัฐบาลกับนักวิจัยยังมีชีวิตอยู่ ก็อาจมี” ชายหนุ่มหยุดชั่วครู่ แล้วยิ้มเยาะบางๆ “แต่ก็ยังทำนายการเกิดลาวาไม่ได้ไม่ใช่หรือ”
ซูหรานสัมผัสได้ว่า หมอนี่มีท่าทีห่างเหินต่อบ้านเกิดและเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์อย่างยิ่ง ชะตากรรมของพวกนั้นจะอยู่หรือตาย ดู เหมือนไม่ได้ใส่ใจนัก
ซิงหลินเงยขนตาขึ้น มองเขาตรงๆ
“ ‘พวกนาย หมายถึง?”
ซูหรานแทบตามความคิดเขาไม่ทัน
ซิงหลินยกมือ เอาใบผักที่แม่ไก่ไม่สนใจไปแตะต้นแขนเขา
“นายบอกว่า พวกเราชั่วคราวเรียกแสงนั้นว่าออโรรา”
“อ้อ ใช่” ความคิดซูหรานเริ่มสับสนอีก “ตอนไวรัสเพิ่งระบาด ในหมู่บ้านยังมีคนรอดอยู่บ้าง ทุกคนเลยเคยคุยกันเรื่องนี้”
แม้ช่วงนั้นเขาแทบไม่ออกจากบ้าน แต่พี่ชายบ้านข้างๆ คอยส่งข่าวให้
“หลังจากนั้นบางคนก็ออกไป ที่เหลือก็ค่อยๆ ตาย…”
ซิงหลินมองเขาอย่างครุ่นคิด
ซูหรานไม่อยากพูดต่อ ลุกขึ้นปัดกางเกง “นายหิวไหม ใกล้เที่ยงแล้ว นายไม่มีของต้องห้ามกินใช่ไหม”
“ไม่มี”
“งั้นฉัน”
จู่ๆ มือขวาของเขาก็ถูกจับไว้
ชายหนุ่มจับมือเขาไว้ แล้วค่อยๆ แงะนิ้วออกทีละนิ้ว ปลายนิ้วเย็นเฉียบลากผ่านฝั่ามือ
“ทำไมยังไม่ทำแผล”
ซูหรานชะงัก
เงือกที่นั่งยองๆ เงยตามอง “ไม่เจ็บเหรอ”
“……”
ตุบ
เสียงหัวใจเต้นหนักชัดเจนในอก
ซูหรานแทบจะหนีเตลิดออกไป