ออกหาของทะเลแล้วดันเก็บได้สิ่งมีชีวิตทะเลสุดพิเศษวันสิ้นโลก - บทที่ 83
ตอนที่ 83
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา บนโต๊ะอาหารก็เงียบไปหนึ่งวินาที
อวี๋ลี่อึ้งอยู่พักใหญ่ เกาหัวพลางพูดว่า “เอ่อ นายหมายถึงพวกเราทุกคนไปด้วยกันงั้นหรือ? ก็ได้นะ ออกเดินทางตอนบ่ายก็ยัง ทัน…”
ลู่หนีกำลังจะตื่นเต้นขึ้นมา ซูหรานก็พูดต่อว่า “แน่นอนว่าฉันไม่ได้ไปด้วย ฉันหมายถึงพวกนาย ส่วนพี่เหยียนกับพวกพี่ก็เหมือน กัน ถ้าอยากไป ก็ถึงเวลาแล้ว”
อวี๋เหยียนกับพวกงงไปหมด รีบส่ายหัวทันที
ลู่หนีกับอวี๋ลี่ชะงักไปเล็กน้อย
ซูหรานพูดกับพวกเขา “แต่ที่ฉันพูดหลักๆ ก็หมายถึงพวกนาย เพราะหลังจากขึ้นมาอยู่บนบก พวกนายก็อยู่ที่นี่มาตลอด แทบไม่ ได้ไปที่อื่นเลย”
หวงหนิงกับซูเจี้ยนเฉียงสบตากัน ก่อนจะวางตะเกียบลงอย่างลังเล
ซิงหลินจ้องซูหรานตรงๆ
ไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะพูดเรื่องแบบนี้ออกมากะทันหัน
แต่ซูหรานไม่ได้มีท่าทีล้อเล่นแม้แต่น้อย
อารมณ์ของเขาถึงกับเรียกได้ว่าสงบนิ่ง
“ตอนแรกพวกนายทำไมถึงเลือกอยู่ต่อ? ซิงหลินอยู่ต่อเพราะอยากฟืนฟูร่างกาย อวี๋ลี่เห็นเขาอยู่ที่นี่ก็เลยอยู่ตามโดยไม่คิดอะไร ลู่ หนี หมานอิน เจี่ยวหยาง ตันอิ๋ง พวกนายก็เหมือนกัน ไม่ใช่เหรอ?”
“พูดตามตรง ฉันก็หวังให้พวกนายอยู่ให้นานที่สุดเหมือนกัน” ซูหรานหลุบตาลง “ฉันอยากให้พวกนายอยู่ที่นี่ต่อไป จนกว่า ครอบครัวของฉันจะกลับมา จนกว่าวันสิ้นโลกจะจบลง…”
ดวงตาของหวงหนิงแดงขึ้นอีกครั้ง
เธอก้มหน้าลง
“แต่ความจริงก็คือ ครอบครัวของฉันกลับมาแล้ว แต่ว่าวันสิ้นโลก…ดูเหมือนจะไม่มีวันจบ”
“โลกนี้อาจเหลือเวลาไม่กี่วันแล้ว ร่างกายของพวกนายก็คงจะฝืนได้อีกไม่นานใช่ไหม?” ซูหรานเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง มองพวกเขา อย่างจริงจัง “ในเวลานี้ ควรไปทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำแล้ว”
“ในเมื่อยังมีโอกาส ก็ไปในที่ที่อยากไป ดูทิวทัศน์ที่อยากเห็น”
“การตายพร้อมเพื่อนดีๆ ฟังดูโรแมนติก แต่ก็จะทิ้งความเสียดายไว้มากเกินไป”
โต๊ะอาหารเงียบสนิท
อวี๋ลี่กับพวกอยากพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี
อวี๋ลี่หันไปมองซิงหลินโดยสัญชาตญาณ
แต่ซิงหลินกลับหยิบตะเกียบขึ้นมากินต่อโดยไม่หันกลับมา แล้วพูดว่า “มองฉันทำไม ใครอยากไปก็ไป ไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน”
ซูหรานยิ้มเล็กน้อย “พวกนายลองคิดดูให้ดีแล้วกัน”
มื้อนี้ ทุกคนกินกันด้วยความรู้สึกซับซ้อน
ก่อนจะแยกย้าย จิงหยางถอนหายใจแล้วพูดว่า “ถ้าตอนหนุ่มๆ ฉันยังไม่ได้เที่ยวรอบโลกมาก่อน ตอนนี้ก็คงอยากออกไปดูโลกใน ช่วงเวลาสุดท้ายเหมือนกัน”
หลินเซี่ยงอวี้ถอนหายใจ “คุณช่วยเงียบเถอะครับ”
ซูหรานเพิ่งหายปั่วย ไม่มีใครยอมให้เขาทำงานอะไร เขาเลยว่างจนต้องออกมานั่งบนขั้นบันไดหน้าบ้าน เอาใบผักมาให้จูจูกิน
จากทางครัวยังมีเสียงล้างจานดังมาไม่หยุด
ผ่านไปนาน ก๊อกนํ้าก็หยุด
อีกสักพัก ก็มีเงาหนึ่งมายืนข้างๆ
เขาเงยหน้าขึ้น เห็นซิงหลินยืนสะบัดมืออย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะก้มลงมาสบตากับเขา
เหมือนเพิ่งสังเกตเห็นว่าเขานั่งอยู่มุมนี้ เงือกหนุ่มจึงชะงักไปเล็กน้อย
ซูหรานหันกลับไปให้อาหารจูจูต่อ แล้วพูดว่า “ตอนที่ฉันพูดบนโต๊ะอาหาร ฉันพูดจริง นายก็ลองคิดดูเหมือนกัน”
เงือกตอบทันที “ไม่จำเป็น”
ซูหรานหัวเราะ
เขาตบที่ว่างข้างตัว “จะนั่งไหม?”
เงือกไม่ขยับ
“มานั่งเถอะ จะได้คุยใกล้ๆ”
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็มานั่งลงข้างๆ
ซูหรานพูดเบาๆ “ตอนแรกนายตั้งใจจะไปอยู่แล้ว แต่ตอนนี้กลับจะอยู่ที่นี่จนตาย ทำไมล่ะ เพราะฉันเหรอ?”
จูจูจิกใบผักไปมา แกว่งหัวไปมาอย่างไร้กังวล
คนข้างๆ ไม่ตอบ ราวกับว่าคำตอบที่ต่างฝั่ายต่างรู้ดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องพูดซํ้า
ซูหรานยิ้มบางๆ แล้วพูดว่า
“…ถึงจะไม่เคยพูดออกมาตรงๆ แต่นายก็คงรู้ใช่ไหม…ว่าฉันก็ชอบนายเหมือนกัน”
เขารู้สึกได้ว่าซิงหลินหันมามองเขาทันที
ซูหรานไม่ได้หันกลับไป แต่ใบหูแดงระเรื่อ
“แต่ช่วงนี้ สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ ไม่ใช่กำลังหาคำตอบหรอกหรือ ว่าความชอบแบบนี้มันลึกแค่ไหน? ฉันไม่เคยมีแฟนมาก่อน ยิ่งไม่ ต้องพูดถึงการคบกับผู้ชาย นายเองก็ไม่เคยมีแฟนเหมือนกัน นายอาจไม่เคยคิดเรื่องนี้ด้วยซํ้าใช่ไหม?”
“ความรู้สึกแบบนี้ มันเป็นความรู้สึกทางเพศ หรือแค่เพราะเราเหมาะจะเป็นเพื่อนกันมากเกินไป…”
ซิงหลินขมวดคิ้ว แล้วขัดขึ้น “ฉันไม่ได้แยกไม่ออกว่ามันเป็นความรู้สึกแบบไหน ที่ฉันเว้นระยะจากนาย ก็เพื่อจะดูว่านายยอมรับ ความสัมพันธ์ระดับไหนได้ต่างหาก นายคิดแบบนั้นมาตลอดเหรอ?”
“…ก็ได้ ฉันคิดแบบนั้นจริงๆ” ซูหรานยอมรับ “ฉันแยกไม่ออก”
“……”
เหมือนเงือกหนุ่มจะพูดไม่ออกไปชั่วครู่
ซูหรานเบือนหน้า แล้วหัวเราะออกมา “เอาเถอะ จริงๆ ฉันก็แยกออก”
เขาหน้าแดง พูดเสียงเบา
“…ฉันจะไม่รู้สึกแบบนี้กับผู้ชายคนอื่น”
สายตาที่มองมาจากข้างๆ ดูเหมือนจะร้อนแรงขึ้น
ซูหรานยังไม่หันไป มองไปข้างหน้าแล้วพูดช้าๆ
“…แต่ความชอบมันมีหลายระดับ นายก็น่าจะยอมรับเรื่องนี้ใช่ไหม? เป็นความชอบธรรมดา ความชอบที่อยากอยู่ติดกันตลอด เวลา หรือถึงขั้นอยากอยู่ด้วยกันจนตายแต่ถ้าถึงขั้นนั้น มันคงไม่เรียกว่าชอบแล้ว ควรเรียกว่า รัก มากกว่า”
“ซิงหลิน เราเพิ่งรู้จักกันมาแค่ห้าเดือนกว่า”
“เวลาแค่นี้ นายก็รู้ว่าไม่มีทางไปถึงขั้นนั้นได้”
“การยอมรับเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องน่าอาย ความรู้สึกของคนเรามันต้องค่อยๆ เพิ่มพูน เพียงแต่ความจริงไม่เหลือเวลาให้เรามากพอ นายอาจคิดว่าการทิ้งฉันไปจากที่นี่มันเหมือนเป็นการไม่รับผิดชอบ เหมือนการเลิกกัน แต่เรายังไม่ได้เริ่มคบกันเลย และก็ยังไม่ได้ถึงขั้น ต้องรับผิดชอบต่อกัน”
ใบผักถูกจูจูกินจนเกือบหมด
ในที่สุดซูหรานก็หันกลับมามองคนข้างๆ
เจ้าคนนี้กำลังขมวดคิ้วแน่น
ซูหรานยิ้ม แล้วเงื้อมือขึ้น ใช้นิ้วชี้แตะระหว่างคิ้วของเขาเบาๆ
“คำว่า ‘ชอบ’ มันสบายและอิสระกว่าคำว่า ‘รัก’ เพราะงั้น นายก็ควรใช้ชีวิตให้สบายและอิสระหน่อย”
“ถึงจะแยกจากกัน เราก็ยังคิดถึงกันได้ ความสัมพันธ์ระหว่างคนมันมีความหมายก็เพราะมันข้ามผ่านเวลาและระยะทางได้”
“ไม่ว่าชีวิตนี้เราจะได้เจอกันอีกหรือเปล่า นายก็จะเป็นหนึ่งในคนสำคัญที่สุดของฉัน”
“ก่อนโลกจะพัง ถ้าโทรศัพท์ใช้ไม่ได้ เราก็คิดถึงกัน ถ้ายังโทรได้ เราก็คุยกันอีกหน่อย”
“นายสามารถเล่าให้ฉันฟังว่านายไปที่ไหน เห็นทิวทัศน์แบบไหน บางทีอาจเป็นที่ที่ฉันเคยไปมาก่อน ฉันก็จะเล่าให้นายฟังว่าฉัน เคยทำอะไรที่นั่น”
“ซิงหลิน เมือง W มีภูเขาสูงมาก ท้องฟั้าบนยอดเขาสีฟั้าเหมือนทะเล กลิ่นอากาศไม่เหมือนที่นี่เลย”
“ส่วนเมือง S ทิวทัศน์แบบเจียงหนานก็สวยจริงๆ งดงามเหมือนบทกวี นั่งอยู่ริมทะเลสาบสักพัก เหมือนจิตใจก็สะอาดขึ้น”
“นายเคยบอกว่าการถ่ายภาพในโลกใต้พิภพเป็นศาสตร์ที่ว่างเปล่า แต่บนแผ่นดิน การถ่ายภาพคือศิลปะที่มีความเป็นไปได้ไม่สิ้น สุด” ซูหรานหยุดเล็กน้อย แล้วพูดเบาๆ “นายจะต้องชอบมัน”
ซิงหลินฟังเงียบๆ ตลอดเวลา
และคิ้วของเขาก็ยังไม่คลาย
เขาถามว่า “ทำไมเราไปด้วยกันไม่ได้?”
“เพราะก่อนตาย ความปรารถนาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ฉันอยากอยู่บนเกาะ ดูสถานที่ที่เลี้ยงดูฉันมาให้ดีอีกครั้งเอ๋ นายติดฉัน ขนาดนี้เลยเหรอ?”
ซูหรานพูดติดตลก แต่ซิงหลินไม่ตอบ
ซูหรานจึงพูดอย่างเก้อๆ
“ตอนนี้นายไม่ควรถามกลับหน่อยหรือว่า นายหมายถึงฉันเหรอ?”
ซิงหลินมองเขาตรงๆ
“การยอมรับเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องน่าอาย ไม่ใช่เหรอ?”
ซูหรานชะงัก
เขาก้มหน้า เงียบไปครู่หนึ่ง
“ฉันก็ไม่อยากให้นายไป”
“งั้นก็อย่าพูดแบบนี้ ซูหราน นายไม่รู้สึกหรือว่าบทพูดของนายตอนนี้มันนํ้าเน่าเกินไป?”
“…แล้วสถานการณ์จริงมันไม่ดราม่าหรือไง… ฉันไม่อยากกักนายไว้ที่นี่”
“นายเคยคิดไหม ว่าสำหรับฉัน สถานการณ์ตอนนี้อาจไม่ได้เรียกว่า ถูกกักไว้?”
“เหมือนเราจะวนกลับมาที่เดิมอีกแล้ว” ซูหรานถอนหายใจ แล้วเงยหน้าขึ้น “งั้นฉันถามนาย ถ้าไม่มีฉัน นายจะเลือกอยู่ที่นี่ ไหม?”
“นายไม่อยู่” ซูหรานมองเขา “ถ้าไม่มีฉัน นายคงไปจากที่นี่ตั้งนานแล้ว นายสนใจโลกใบนี้ นั่นแหละคือคำตอบ”
หน้าบ้านกลับมาเงียบอีกครั้ง
“ซิงหลิน เวลาและชีวิตเป็นสิ่งมีค่า…อย่าใช้ทั้งสองอย่างไปกับฉันคนเดียว นายจะเสียใจทีหลัง”
แสงแดดเฉียงส่องเข้ามาในบ้าน
ในเงามุมหนึ่ง อวี๋ลี่กับพวกนั่งกอดเข่าพิงกำแพงอยู่ เงยหน้าขึ้น แล้วถอนหายใจเบาๆ
แม้จะพูดอย่างนั้น แต่หลายวันต่อมา ก็ไม่มีใครหยิบเรื่องนั้นขึ้นมาพูดอีก ราวกับว่าทุกคนลืมมันไปแล้ว
ซูหรานเองก็ไม่เอ่ยถึงอีก ทำงานของตัวเองต่อไป
ต่อให้วันสิ้นโลกกำลังจะมาจริงๆ อาหารก็ยังต้องกิน จะปล่อยให้ตัวเองอดตายก่อนโลกแตกไม่ได้หรอก
ดังนั้นพวกเขาจึงออกไปทำไร่เหมือนเดิม เก็บผักเหมือนเดิม
ข้าวโพดสุกเสียที ซูหรานอยากกินข้าวโพดปิง ซูเจี้ยนเฉียงจึงพับแขนเสื้อขึ้นทันที งานปิงย่างของทั้งบ้านเขาเก่งที่สุด
ข้าวโพดที่ปิงเสร็จหอมฟุั้ง กินเข้าไปยิ่งหวานอร่อย
ซูหรานให้ฝูงนกนางนวลนำบางส่วนไปส่งที่ศูนย์การค้าและหอส่งสัญญาณ ส่วนที่เหลือก็เอาไปแจกที่ปากหมู่บ้านจนหมด
ทุกคนกินกันอย่างมีความสุข
บางทีอาจเพราะตลอดห้าเดือนกว่าที่ผ่านมา พวกเขาผ่านความทุกข์ยากมามากพอแล้ว เรื่อง “ใกล้ตายเต็มที” จึงไม่ได้ทิ้งเงามืด ไว้ในใจมากนัก
ในแอปวันสิ้นโลก หลังจากช่วงเวลาสั้นๆ ของความสิ้นหวังและความเงียบงัน ผู้คนก็กลับมามองโลกในแง่ดีอีกครั้ง
ไม่มีใครพูดถึงเรื่องรีโมตควบคุมเทอร์มินัลอีก ทุกคนคุยกันแต่ว่ายังมีของอร่อยอะไรที่ไม่เคยกินบ้าง อยากลองทำกินเองดู
บางคนก็คิดเหมือนซูหราน ว่าควรใช้เวลาสุดท้ายนี้ออกไปดูโลก เตรียมข้าวของจะออกเดินทาง
อย่างไรเสีย ตอนนี้อุปกรณ์ก็พร้อม วิธีการก็มีมาก ซอมบี้จึงไม่น่ากลัวเท่าเมื่อก่อนแล้ว
“ไปได้ไกลแค่ไหนก็ไป ไปได้ถึงวันไหนก็วันนั้น ฉันไม่อยากขดตัวอยู่ที่นี่อีกแล้ว!”
“พี่ชาย ต่อให้ไม่คิดถึงซอมบี้ก็ต้องคิดถึงอุบัติเหตุสิ นายไม่กลัวแผ่นดินไหวอีกเหรอ?”
“กลัวแล้วมีประโยชน์อะไร ซ่อนอยู่ในบ้านก็อาจโดนแผ่นดินไหวถล่มบ้านอยู่ดีไม่ใช่เหรอ [หัวเราะทั้งนํ้าตา]”
“ก็จริง…”
“สุดยอด”
“พูดถูก”
คำพูดที่ซูหรานบอกกับซิงหลินก่อนหน้านี้ล้วนมาจากใจ เขาอยากมองเกาะแห่งนี้ให้ดีอีกสักครั้ง
ดังนั้นนอกจากทำไร่แล้ว พ่อของเขาก็ขับรถพาพวกเขาเที่ยวรอบเกาะ
ทางตอนเหนือของเกาะมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย มีวัดแห่งหนึ่งที่เมื่อก่อนผู้คนมาสักการะกันคึกคัก ตอนนี้กลับถูกปกคลุมด้วย ฝุั่นหนา เงียบเหงาเปล่าเปลี่ยว
ซูหรานยืนอยู่หน้าพระพุทธรูป ไหว้อย่างตั้งใจสามครั้ง สิ่งมีชีวิตทะเลพิเศษกลุ่มนั้นคงไม่เคยผ่านวัฒนธรรมแบบนี้มาก่อน จึงทำ ตามเขาอย่างงงๆ
มีเพียงซิงหลินที่ยังคงทำตัวตามใจตัวเอง ชัดเจนว่าเขายึดหลัก “ฉันเชื่อแค่ตัวฉันเอง”
หลังจากซูหรานลุกขึ้น เขาก็แอบยัดเครื่องรางเล็กๆ ชิ้นหนึ่งใส่มืออีกฝั่าย
เงือกชะงักไปเล็กน้อย เหลือบมองเขาแล้วถามเสียงเบา
“ขโมยมาจากร้านเครื่องรางหรือไง?”
ซูหรานพูดไม่ออก
“นี่เป็นเครื่องรางที่คุณยายขอให้ฉันจากที่นี่ตอนฉันยังเด็ก อยู่กับฉันมาสิบกว่าปีแล้วนะ! เมื่อกี้ฉันก็เอาไปไหว้อีกครั้ง…ให้นาย หวังว่ามันจะคุ้มครองนายให้ปลอดภัย”
เขายังคิดอยู่เลยว่าอีกฝั่ายอาจจะพูดว่า “ฉันไม่ต้องการของแบบนี้” แต่ซิงหลินกลับก้มมองเครื่องรางเล็กๆ นั้นครู่หนึ่ง แล้วเงย หน้าขึ้นถามด้วยสายตาเข้มข้น
“ให้ฉันแล้ว แล้วนายล่ะ?”
ซูหรานเม้มริมฝีปาก ยิ้มออกมา
“เจ้าแม่กวนอิมกับพระพุทธเจ้าก็อยู่ตรงนี้”
เขาประนมมือ
“พวกท่านจะคุ้มครองฉันเอง”
ทางเหนือยังมีกังหันลม พวกเขาถ่ายรูปกันที่นั่น
มีภูเขาลูกหนึ่ง ขึ้นไปถึงยอดจะมองเห็นเมืองฝังตรงข้ามทะเล
ซูเจี้ยนเฉียงยืนเอามือข้างหนึ่งเท้าสะเอว อีกข้างชี้ไปไกลๆ บอกอวี๋ลี่กับพวกเขา
“เห็นตรงนั้นไหม? นั่นคือเมือง F มีสวนสนุกธีมชื่อดังแห่งหนึ่ง สมัยก่อนคึกคักมาก วันหยุดทีหนึ่งพ่อแม่พาเด็กๆ ไปเล่น ต่อคิว กันครึ่งวันเลย ฉันกับอี้ซินตอนกลับมาผ่านที่นั่น เหมือนข้างในยังมีคนอยู่ ถ้าคุยกันดีๆ อาจจะเข้าไปได้ เครื่องเล่นบางอย่างอาจยังเล่นได้ ด้วย”
ลู่หนีเบิกตากว้าง
“ว้าว ฉันเคยเห็นแค่ในทีวี โลกใต้พิภพไม่มีสวนสนุกแบบนี้…”
ซูอี้ซินตกใจ
“หา ทำไมล่ะ?”
“อืม เพราะที่นั่นอุตสาหกรรมพักผ่อนบันเทิงไม่ค่อยพัฒนา วงการบันเทิงก็ไม่ค่อยดี ไม่มี IP ใหญ่ๆ เท่าไร”
“อย่างนั้นเหรอ…งั้นเธอต้องไปดูจริงๆ สวนสนุกสนุกมาก!”
เด็กสาวสองคนจึงมารวมกลุ่มคุยกันอย่างออกรส
ซูเจี้ยนเฉียงพูดต่อ
“…ไกลออกไปอีกหน่อยคือเมือง M ที่นั่นของกินเยอะมาก ใครไปก็ต้องอ้วนกลับมาอย่างน้อยสิบจิน”
อวี๋ลี่เช็ดนํ้าลาย
“สถานการณ์แบบนี้ยังจะกินอาหารท้องถิ่นได้อีกเหรอ?”
ซูเจี้ยนเฉียงหัวเราะ
“เธอไม่เข้าใจหรอก มนุษย์เรามีความมุ่งมั่นเรื่องอาหารถึงขีดสุด เดินผ่านไปตอนนี้อาจยังเห็นคนตั้งแผงขายอยู่บนถนนโล่งๆ ก็ได้ ต้องให้โลกพังจริงๆ นั่นแหละ ถึงจะหยุดกิน”
อวี๋ลี่พยักหน้า
“โลกบนพื้นดินนี่เหมาะกับฉันจริงๆ”
“นั่นสิ พวกเธอมาถูกที่แล้ว”
“พวกเราก็อยากขึ้นมาบนพื้นดินเร็วกว่านี้เหมือนกัน”
“เสียดายที่แสงออโรราไม่เกิดเร็วกว่านี้ใช่ไหม?”
ซูหรานเงียบงัน
เพิ่งรู้ว่าพ่อของเขาก็พูดเพ้อเจ้อเก่งเหมือนกัน
มือของซูเจี้ยนเฉียงขยับไปอีกทาง สายตาของ “เด็กๆ” กลุ่มหนึ่งก็หันตามทันที
“เมือง N อยู่ทางนั้น เมืองหลวงโบราณพันปี เต็มไปด้วยสุสานของบรรพบุรุษ”
“ถ้าไปเหนือกว่านั้น ทิวทัศน์ก็จะเปลี่ยนไปหมด อาหารก็ไม่เหมือนที่นี่ ถ้ายังมีโอกาสผ่านฤดูหนาวอีกสักรอบ พวกเธอจะได้เห็น หิมะที่นุ่มฟู”
“หิมะแบบนั้นเหมือนทรายบนชายหาดเลย ใช้มือกำขึ้นมาแล้วมันจะไหลร่วงเป็นเม็ดๆ พอก้มดูใกล้ๆ จะเห็นว่าทุกเกล็ดหิมะมีรูป ร่างต่างกัน ไม่มีอันไหนเหมือนกัน”
“ถ้าโชคดี ตอนเช้ายังจะเห็นนํ้าค้างแข็ง ทุกกิ่งไม้ทุกใบไม้จะมีผลึกนํ้าแข็งสีขาวเกาะอยู่ ในพื้นที่ชุ่มนํ้าที่ไร้ผู้คน หมอกเช้าจะลอย เหนือผิวนํ้าแข็ง แสงสีทองส่องลงมา เหมือนแดนสวรรค์จริงๆ”
ตามคำบรรยายของเขา เหล่าสิ่งมีชีวิตทะเลราวกับหลุดเข้าไปในโลกฝันเลือนรางนั้นแล้ว
ในสายตาของพวกเขามีทั้งจินตนาการ ความอยากรู้ และความโหยหา
ซูหรานหันไปมอง เห็นว่าซิงหลินก็เหมือนกำลังเหม่อ
เมื่อรู้สึกถึงสายตาของเขา ชายหนุ่มก็เก็บสายตากลับมา มองตอบอย่างสงบนิ่ง
ซูหรานอดหัวเราะไม่ได้ เขาแตะฝั่ามือที่ห้อยอยู่ของอีกฝั่ายเบาๆ
“ไปกันเถอะ…ไปที่ต่อไป!”
พวกเขาไปเดินเล่นในสวนส้มสะดือ แต่เสียดายว่าส้มยังไม่สุก
ไปเก็บเสาวรสบนภูเขาปั่า
ไปจับปูเขียวในปั่าชายเลน
ทุกคืนล้วนเป็นมื้อใหญ่ กินจนอิ่มหนำ ลูบท้อง นอนดูดาวดูพระจันทร์
เมื่อร่างกายเหนื่อยล้าจนหมดแรง คนเราก็ไม่มีแรงจะคิดอะไร
ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้คิดอะไรจริงๆ ใช้ชีวิตผ่านวันแล้ววันเล่าอย่างไร้กังวล
จนกระทั่งแผ่นดินไหวมาอีกครั้ง
หลังความโกลาหลผ่านไป เมื่อเช็กจำนวนคน ที่ปากทางหมู่บ้านมีผู้บาดเจ็บห้าหกคน ที่เหลือปลอดภัย
แต่จางสือโทรมาบอกว่า บริเวณรอยต่อระหว่างเมืองเย่กับเมืองกวงฝังตรงข้าม แผ่นดินส่วนหนึ่งแตกร้าวและจมลงทะเลไปแล้ว อาคารจำนวนไม่น้อยก็พังถล่ม
โลกของพวกเขากำลังค่อยๆ กลายเป็นซากปรักหักพัง
“ใครช่วยบอกทีว่าทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้ ก่อนหน้านี้สถานการณ์ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ ฉันยังคิดว่าเราจะผ่านวันสิ้นโลกไปได้”
ในแอปวันสิ้นโลก มีคนโพสต์ข้อความสิ้นหวังแบบนี้ออกมา
คอมเมนต์ด้านล่าง
“ใครไม่คิดแบบนั้นบ้างล่ะ”
“ปัญหาบางอย่างมนุษย์แก้ได้ เช่น ซอมบี้ แต่บางอย่างมนุษย์ธรรมดาควบคุมไม่ได้ เช่น ภัยพิบัติธรรมชาติ”
“แต่ในบันทึกความทรงจำของโลกใต้พิภพไม่ได้บอกเป็นนัยเหรอว่าภัยพิบัติเหล่านี้อาจเกิดจากมนุษย์?”
“บรรพบุรุษเขาพูดแค่ว่า ‘ในสสาร X ซ่อนความจริงทั้งหมดไว้’ ไม่ได้บอกว่าภัยพิบัติเกิดจากมนุษย์ นั่นเป็นการตีความของคนรุ่น หลัง…”
“แล้วความจริงคืออะไร?”
“อาจเป็นเพราะสวรรค์ไม่อยากกินข้าว เลยทำชามข้าวตก”
“หรือสวรรค์รู้สึกว่าโลกนี้หมดหวังแล้ว เลยอยากสับไพ่เริ่มใหม่”
“[หัวเราะทั้งนํ้าตา] งั้นพวกนายเชื่อว่ามีผู้สร้างงั้นเหรอ?”
“จะมีหรือไม่มีก็ช่างเถอะ พวกมนุษย์ธรรมดาอย่างเราจะทำอะไรได้ ยังไม่สู้ไปนอน หรือคิดดูว่าถ้าเหลือเวลาอีก 24 ชั่วโมงจะทำ อะไรดี”
“ฉันอยากกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอีกสักชาม”
“ไร้ฝันจริงๆ ฉันอยากกินหม้อไฟอีกมื้อ”
“พวกนายต่างหากที่ไร้ฝัน ฉันจะบุกบ้านกุ้งล็อบเตอร์ของพี่กุ้ง ขโมยกุ้งล็อบสเตอร์ของเขามา!”
“ว่าแต่ พี่กุ้งล็อบสเตอร์ก็ไม่ได้โพสต์มานานแล้วนะ…”
ในห้องนั่งเล่นเงียบสนิท
ซูหรานวางโทรศัพท์ลง ทุกคนเงียบงัน
ไกลออกไป ซิงหลินเงยหน้าขึ้น สายตาประสานกับเขา
ซูหรานยิ้มเล็กน้อย
“มาเล่นเกมกันไหม?”
ลู่หนีเงยหน้าขึ้นถามอย่างอยากรู้
“เกมอะไร?”
“พรุ่งนี้ฉันจะไปส่งพวกนายที่ปากสะพาน แล้วพวกนายก็เดินขึ้นไป”
“ถ้าอยากเดินต่อ ก็เดินไปเลย อย่ากลับมาอีก แต่ถ้าอยากหันหลังกลับ ก็กลับมา บ้านหลังนี้จะเปิดประตูต้อนรับพวกนายเสมอ”
ทุกคนมองเขาอย่างงงงัน
“เราอย่าเสียเวลาอีกเลย ฟังเสียงหัวใจของตัวเองสักครั้งเถอะ”
วันรุ่งขึ้น อากาศดีอย่างหาได้ยาก
ช่วงนี้ฝนตกติดต่อกันมาหลายวัน นานทีปีหนที่ตื่นเช้ามาแล้วจะได้เห็นดวงอาทิตย์ตั้งแต่เช้าแบบนี้
แสงอรุณค่อยๆ ขับไล่หมอกออกไปอย่างเงียบงัน เมืองค่อยๆ ตื่นขึ้นจากความเหนื่อยล้า
รถสองคันค่อยๆ มาจอดข้างสะพาน คนกลุ่มหนึ่งลงจากรถอย่างเชื่องช้า
สะพานใหญ่อยู่ตรงหน้า รถที่จอดระเกะระกะยังคงเหมือนเดิมไม่ต่างจากเมื่อก่อน
เมืองฝังตรงข้ามสะพานดู “ว่างเปล่า” กว่าเดิมมาก เพราะอาคารสูงหลายแห่งพังถล่มไปแล้ว บริเวณชายฝังเหมือนหายไปส่วน หนึ่ง คล้ายคุกกี้ที่ถูกกัดไปคำหนึ่ง
ตันอิ๋งหันกลับมาอย่างงุนงง มองไปทางซูหราน
“พี่หราน…”
“อืม?”
เขาเหมือนอยากพูดแต่ก็ลังเล สุดท้ายรวบรวมความกล้าถามออกมา
“มันเป็นแค่เกมจริงๆ เหรอ?”
“แน่นอนสิ” ชายหนุ่มที่ยืนย้อนแสงหัวเราะเบาๆ “หรือว่านายไม่อยากไปแล้ว ฉันจะไปยืนกันพวกนายอยู่หน้าประตูบ้านได้ยังไง พวกนายก็ไม่ได้พักอยู่บ้านฉันสักหน่อย”
ตันอิ๋งยิ้มแหย
ก็จริง
อวี๋ลี่มองสะพานตรงหน้า แล้วถามขึ้นกะทันหัน
“ถ้าเราเพิ่งเดินข้ามไปแล้วสะพานมันขาดล่ะ?”
ตันอิ๋งอึ้งไปนิด
“เอ่อ… งั้นพวกเราก็ว่ายนํ้ากลับมาได้”
อวี๋ลี่เหมือนเพิ่งนึกออก
“จริงด้วย เกือบลืมตั้งค่าตัวเองไปเลย!”
จากนั้นก็ถามต่อ
“แล้วถ้าข้ามสะพานไปแล้วเราดันกลายพันธุ์จนว่ายนํ้าไม่เป็นล่ะ?”
ตันอิ๋งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“งั้น… ก็ยังมีนกนางนวลไง ให้มันพาบินกลับมา!”
“จริงด้วย เกือบลืมพวกมันไปเลย”
ลู่หนียืนอยู่ด้านหลัง มองซูหรานอย่างลังเล ก่อนจะหันไปมองซิงหลิน
ฝั่ายหลังมองซูหรานมาตลอด สายตานั้นมีบางอย่างที่บอกไม่ถูก
ซูหรานพูดขึ้น
“ไปเถอะ อย่ายืนอาลัยอาวรณ์อยู่ตรงนี้เลย ถึงจะไปจริงๆ เมืองกวงฝังนั้นก็ยังมีสัญญาณ ถ้าคิดถึงฉันก็โทรกลับมาได้”
ทุกคนมองหน้ากันไปมา ไม่มีใครกล้าก้าวออกเป็นคนแรก
จนกระทั่งซิงหลินพูดขึ้นอย่างเรียบๆ
“พวกนายไปก่อน เดี๋ยวฉันตามไป”
ทุกคนชะงัก
ซิงหลินก็จะไปด้วย…?
พวกเขามองหน้ากัน ก่อนจะค่อยๆ เดินไปทางสะพานอย่างลังเล
ด้านหลังพวกเขา ซิงหลินเดินมาหยุดตรงหน้าซูหราน ก้มตาลงเล็กน้อยแล้วพูดว่า
“ฉันอยากได้จูบหนึ่งครั้ง”
ซูหรานอึ้งไป แก้มแดงขึ้นทันที
“ทะ ทำไมล่ะ?”
“อยากยืนยันดู ว่าความรู้สึกที่ฉันชอบนาย มันมากแค่ไหน”
ลำคอของซูหรานร้อนผ่าวไปด้วย
เขาก้มหน้าลง ลูกกระเดือกขยับขึ้นลง เหมือนใช้เวลาทำใจอยู่นานกว่าจะเงยหน้าขึ้น แล้วประคองใบหน้าของซิงหลินไว้ เขย่ง ปลายเท้าขึ้นเล็กน้อย…
“ฉันไม่ได้ให้จูบหน้าผากนะ”
เสียงกระซิบตํ่าๆ ผ่านข้างหู
ริมฝีปากของซูหรานถูกจูบอย่างแรงทันที
เขาสะดุ้งจนหลับตา ปลายนิ้วสั่นเล็กน้อย
ซิงหลินกดท้ายทอยของเขาแน่น ยกศีรษะของเขาขึ้น เอียงหน้าเล็กน้อย ลมหายใจของทั้งสองผสานเข้าหากัน ซูหรานรู้สึกเหมือน ลมหายใจของตัวเองถูกกลืนหายไปอย่างรุนแรง
ลางๆ เขาได้ยินเสียงสูดลมหายใจตกใจจากข้างหน้า
จูบนี้ยาวนานเล็กน้อย
และเหมือนจะยังไม่ยาวพอ
ซูหรานรู้เพียงว่าความคิดของตัวเองเหมือนถูกช่วงชิงไป ประสาทสัมผัสพร่าเลือน ร่างกายเหมือนไม่ใช่ของตัวเองอีกต่อไป
ในที่สุดซิงหลินก็ถอนตัวออก เหมือนดึงเอาวิญญาณของเขาออกมาจากริมฝีปากไปด้วย
ซูหรานหอบหายใจแรง ซิงหลินเองอกก็ขึ้นลงอย่างรุนแรง
ซูหรานก้มหน้า ปลายนิ้วแดงไปหมด ทั้งตัวเหมือนถูกต้มจนสุก
ซิงหลินถามขึ้นอีก
“จะไปแล้วนะ ยังจะก้มหน้าอยู่อีกเหรอ?”
“…”
ซูหรานกลืนนํ้าลาย แล้วค่อยๆ เงยหน้าขึ้น
เขามองอีกฝั่ายตรงๆ อย่างอาลัย เหมือนอยากจดจำภาพนี้ไว้ในใจ
ซิงหลินจ้องดวงตาของเขา นิ้วหัวแม่มือที่แนบอยู่บนแก้มลูบเบาๆ หนึ่งครั้ง
“ฉันไปแล้ว”
“…อืม” ซูหรานยิ้มให้ “ไปเถอะ อย่าลืมโทรหาฉันนะ”
ท้ายที่สุด ซิงหลินไม่ได้พูดคำว่า “ลาก่อน”
เขาเดินจากไปอย่างเด็ดขาด
แผ่นหลังค่อยๆ หลอมรวมเข้าไปในแสงยามเช้า เปล่งประกายสีทอง
ซูหรานยืนมองเงียบๆ ถอยหลังหนึ่งก้าว สองก้าว
จากนั้นก็ก้มตาลง เปิดประตูรถแล้วกลับไปนั่งที่เบาะข้างคนขับ
ที่นั่งคนขับ ซูหลิงใช้มือพยุงหน้าผาก นํ้าเสียงเหมือนคนใกล้หมดแรง
“ฉันต้องตื่นเช้าเกินไปแน่ๆ ถึงได้เห็นภาพหลอน…”
ซูหรานหัวเราะออกมา
“พี่ ไปเถอะ”
รถกลับรถแล้วขับย้อนไปทางเดิม
ระหว่างทาง สองพี่น้องคุยกันเรื่อยเปือย
“พี่ วันที่ไวรัสระบาด พี่ไปโรงพยาบาลแม่ได้ยังไง?”
“วันนั้นฉันนั่งเครื่องบินไฟลต์ตีสี่กลับมา เป็นหวัดนิดหน่อย เลยกะจะไปให้แม่จ่ายยาให้ ใครจะไปรู้ เพิ่งถึงโรงพยาบาลก็เกิดเรื่อง แล้ว”
“ถ้าวันสิ้นโลกจบลง พี่ยังจะทำงานบริษัทนั้นต่อไหม?”
“ไม่ทำแล้ว เด็ดขาด ไม่ใช่ว่าไม่มีคนมาชวนไปที่อื่น ตอนนั้นฉันคงผีเข้าจริงๆ ถึงได้ดันทุรังอยู่ที่นั่น!”
“ฮ่าๆ”
“แล้วนายล่ะ ถ้าวันสิ้นโลกจบลง คิดหรือยังว่าจะออกมาบอกเรื่องตัวเองยังไง?”
“……เอาไว้ให้วันสิ้นโลกจบจริงๆ ก่อนค่อยคิดก็แล้วกัน”
“ฮ่าๆๆ!”
เมื่อรถมาถึงหน้าบ้าน ซูหรานลงจากรถ
“พี่ พี่กลับบ้านก่อนเถอะ ฉันจะไปเดินเล่นที่ทะเลหน่อย”
ซูหลิงมองเขาอย่างจนใจ
“อารมณ์ไม่ดีขนาดนี้ ยังจะต้องไล่พวกเขาไปอีกทำไม?”
ซูหรานพูดอย่างจริงจัง
“เพราะพวกเขาเพิ่งจะขึ้นมาบนบกได้ ถ้าจนตายแล้วยังเคยเห็นแค่หมู่บ้านชายฝัง ฉันคงรู้สึกว่ามันน่าเสียดายมาก”
ซูหลิงถอนหายใจ
“แต่มันจะน่าเสียดายหรือเปล่า ก็ต้องให้พวกเขาตัดสินเองสิ บางทีตอนเพิ่งขึ้นฝังใหม่ๆ พวกเขาอาจอยากไปเที่ยวเมืองบนบกให้ ทั่วจริงๆ แต่บางทีสำหรับตอนนี้ สิ่งที่พวกเขาอยากได้ อาจเป็นแค่การได้อยู่กับเพื่อนที่ดีที่สุดในวันที่โลกพังทลายก็ได้”
พูดจบ เขาก็ถอนหายใจอีกครั้ง
“เอาเถอะ ก็ไปกันแล้ว นายไปเถอะ อารมณ์ดีขึ้นแล้วค่อยกลับมา อย่าโดนแดดจนเป็นลมล่ะ”
“ครับ รู้แล้ว” ซูหรานยิ้ม
ซูหลิงกำลังจะหักพวงมาลัยขับรถเข้าบ้าน ซูหรานก็เรียกขึ้นอีกครั้ง
“…พี่ ถ้าวันสิ้นโลกจบลงจริงๆ พี่ต้องเปลี่ยนงานนะ อยู่บริษัทนั้นต่อไป สุขภาพพี่ต้องพังแน่”
ซูหลิงชะงัก ก่อนจะหัวเราะออกมา
“ได้ๆ งั้นเราก็สวดภาวนาทุกวันแล้วกัน ขอให้โลกอย่าพัง ฉันยังต้องกลับไปทำงาน”
ซูหรานหัวเราะ พลางโบกมือ
“ฉันไปก่อนนะพี่”
“ไปเถอะๆ”
เสวี่ยถวนกำลังกระโดดโลดเต้นอยู่ในลานบ้าน จูจูก็ชะเง้อมองมาทางนี้ แต่เพราะรถจอดขวางทางอยู่ พวกมันจึงวิ่งมาไม่ได้
ซูหรานจึงเอนตัวเล็กน้อย โบกมือให้พวกมัน
เสวี่ยถวนหยุดนิ่งทันที หางก็หยุดแกว่ง เอียงหัวอย่างสงสัย
ซูหรานยังเห็นแม่กำลังเปลี่ยนดอกไม้ในแจกันที่ชั้นสอง ส่วนพ่อกำลังสูบบุหรี่ที่ชั้นสาม เขาจึงโบกมือให้ทั้งคู่ด้วย
แม่มองเขาอย่างงุนงง พ่อแม้ไม่เข้าใจ แต่ก็ยิ้มพลางโบกมือกลับ
ซูหรานยิ้ม จากนั้นก็หันหลัง เดินไปทางทะเล
ดวงอาทิตย์ค่อยๆ สูงขึ้น โลกสว่างขึ้นเรื่อยๆ
คลื่นทะเลซัดขึ้นสู่ชายหาดสีทองเป็นระลอก ซอมบี้ที่นอนเกยทรายอยู่ตรงนี้ยังไม่ตื่น
ซูหรานก้าวข้ามพวกมัน เดินลงทะเล เท้าเหยียบลงในนํ้า
ก่อนหน้านี้อวี๋ลี่กับพวกไปส่งของที่เกาะร้าง ตอนกลับมาขี้เกียจว่ายนํ้าเลยขับเรือกลับมา บอกว่า “ว่างเมื่อไหร่ค่อยเอาไปคืน”
ซูหรานปลดเชือกตะขอที่ผูกกับหลักไม้จากเรือดีเซล อาศัยแรงพยุงของนํ้าดันเรือออกไปเล็กน้อย แล้วกระโดดขึ้นไป ดึงเชือก สามครั้ง เครื่องเรือก็เริ่มเดินเสียงตึกตัก
เขามุ่งหน้าไปทางใต้
วันนี้ทะเลสงบ เรือเพียงโคลงเล็กน้อย
ลมทะเลพัดผมดำของเขา เขามองประกายคลื่นบนผิวนํ้าแล้วหรี่ตาเล็กน้อย
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไร กิ่งไม้เปียกชื้นกิ่งหนึ่งเลื้อยเข้ามาในเรือ ตั้งตัวขึ้นเหมือนงู แล้วค่อยๆ ยืดขึ้นจนแตะศีรษะของเขา
เสียงสงสัยของท่านต้นไม้โบราณดังขึ้นในหัวของเขา
“……กล่องดำ?”
ซูหรานตอบด้วยนํ้าเสียงนุ่มนวล
“ใช่ ฉันจะไปหากล่องดำ”
“ลงไปไม่ได้!”
“ลงได้ ถึงไม่ต้องถ่วงนํ้าหนักก็ลงได้ ร่างกายฉันกลายพันธุ์อีกครั้งแล้ว ฉันรู้สึกได้ว่าครั้งนี้มีความสามารถใหม่”
“แต่ความร้อน… จะตาย…”
ซูหรานตอบอย่างอดทน
“ใช่ ความสามารถทนความร้อนไม่ได้เกิดขึ้น แต่ตอนที่ฉันหลับไปเมื่อสัปดาห์ก่อน ฉันค้นพบว่าจริงๆ แล้วฉันสามารถควบคุม พลังชีวิตในร่างกายตัวเองได้”
“คุณลองคิดดู เวลามนุษย์อยู่ในสภาพแวดล้อมสุดขีดแล้วหมดสติ พวกเขาไม่ได้ตายทันที พวกเขายังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่เสียสติไป เท่านั้น ถ้าตอนนั้นสามารถระดมพลังงานจากส่วนลึกของร่างกาย ส่งไปเลี้ยงหัวใจ สมอง และแขนขา ก็จะควบคุมร่างกายได้อีกครั้ง และ ฝืนไปได้อีกระยะหนึ่ง”
“เดี๋ยวฉันจะทำแบบนั้น ฉันจะใช้พลังงานของทุกเซลล์จนหมดก่อนจะตาย แต่ถ้าสุดท้ายฉันยังลอยกลับขึ้นมาไม่ได้ คุณต้องช่วย เอากล่องดำกลับไปที่หมู่บ้านนะ”
ต้นไม้โบราณเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพึมพำ
“……ความกล้าแบบนี้มาจากไหนกัน”
ซูหรานยิ้มเล็กน้อย
“บางทีการเสียสละแค่ฉันคนเดียว อาจทำให้วันสิ้นโลกจบลง เรื่องที่คุ้มขนาดนี้ ยังไม่พอให้ฉันกล้าเหรอ”
“ภัยพิบัติและการกลายพันธุ์อาจหยุดลง ทุกคนยังมีชีวิตต่อไปได้ ซิงหลินกับพวกเขาอาจจะด้วยก็ได้”
“ก็เพราะเปั้าหมายแบบนี้ รองประธานาธิบดีจิ่นอิน กับอีกสามสิบห้าคนที่ตามเธอลงไป ถึงได้เดินบนเส้นทางนี้โดยไม่ลังเล”
“พวกเราไม่กลัวตาย สิ่งที่กลัวคือ ต่อให้ตายก็ยังว่ายไม่ถึงก้นทะเล”
“ดังนั้น…”
ซูหรานดึงเชือก เรือเล็กหยุดทันที
พวกเขามาถึงตำแหน่งคุ้นเคยนั้น เขายืนขึ้นจากเรือที่โคลงเบาๆ
“หวังว่าวันนี้ทะเลจะใจดีกับฉันหน่อยนะ”
…
สองชั่วโมงก่อนหน้านั้น
บนสะพานใหญ่ กลุ่มคนกำลังค่อยๆ ขยับไปข้างหน้าอย่างช้าเหมือนเต่าคลาน
ท่ามกลางความเงียบประหลาด เสียงของเจี่ยวหยางดังขึ้นก่อน
“เมื่อกี้พวกนายจูบกันจริงๆ นะ…”
“ยังคิดถึงฉากนั้นอยู่เหรอ?!”
ทุกคนหน้าแดงแล้วโวยขึ้นพร้อมกัน
แต่เจ้าตัวต้นเรื่องกลับไม่สะทกสะท้าน สีหน้าสงบนิ่ง
เจี่ยวหยางรีบแก้ตัว
“ฉันเคยเห็นฉากแบบนั้นที่ไหนกัน ละครยังไม่จูบเว่อร์ขนาดนั้นเลย!”
อวี๋ลี่พูดอย่างจริงจัง
“อันหนึ่งปลอม อันหนึ่งจริง จะเอามาเทียบกันได้ยังไง!”
เจี่ยวหยางพยักหน้า
“ก็จริง…”
อวี๋ลี่ยืดคอ พูดอย่างฮึกเหิม
“นี่เรียกว่าอินกับอารมณ์ ไม่สิ เรียกว่าความรู้สึกมันพาไป!”
ลู่หนีเอามือปิดหน้า
“อ๊าย น่าอายจัง…”
เจี่ยวหยาง งง
“ไม่ใช่เธอจูบเอง เธอจะอายอะไร?”
ตันอิ๋งกระแอม
“ก็… ก็ยังอายนิดหน่อย…”
เจี่ยวหยางหันไปมอง แล้วตกใจ
“เฮ้ย หน้าแดงขนาดนั้นเลยเหรอ!”
ตันอิ๋งยิ่งอายกว่าเดิม
หมานอินจู่ๆ ก็พูดแทรก
“เอ่อ คือ ฉันอยากถามว่า… พวกเราจะไปจริงๆ เหรอ?”
ทันทีที่พูดจบ สะพานก็เงียบลงอีกครั้ง
ทุกคนจ้องไปข้างหน้า ขยับหนึ่งเซนติเมตรต่อหนึ่งวินาที
ถ้ามีมดอยู่ข้างทาง ตอนนี้มันคงเดินเร็วกว่า
เจี่ยวหยางทำหน้าลำบากใจ
“ฉันก็อยากถามเหมือนกัน ถึงจะอยากออกไปเที่ยวข้างนอก แต่ตอนนี้จะไปก็รู้สึกแปลกๆ … ที่สำคัญคือพวกเราเดินช้ามากเลย นะ ถ้าไม่อยากไปจริงๆ เราก็กลับได้นะ…”
ตันอิ๋งพูดอย่างงุนงง
“แปลกจัง เมื่อก่อนฉันไม่เคยเสียดายตอนต้องออกจากบ้านขนาดนี้”
หมานอินพูด
“อาจเพราะนายไม่เคยคิดว่าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเป็นบ้านมั้ง…”
ตันอิ๋งรีบพูด
“เอ่อ ก็ถือว่าเป็นนะ”
อวี๋ลี่หัวเราะ
“ครูแทบจะเลี้ยงเขาเหมือนเด็กทารกแล้ว ยังไม่เรียกว่าบ้านอีกเหรอ?”
ตันอิ๋งเกาศีรษะ
“อาจเพราะโดนแดดธรรมชาติมากขึ้น คนเลยสดใสขึ้น ตอนนี้ฉันรู้สึกว่าการมีชีวิตอยู่มันก็ดี ได้อยู่กับพวกพี่ๆ ก็ดี เพราะงั้นจะต้อง จากหมู่บ้านกับพี่หรานก็เลยรู้สึกเศร้า…”
หมานอินพยักหน้า
“จริง ต้องออกแดดเยอะๆ เพื่อเสริมวิตามินดี”
อวี๋ลี่บ่น
“แปลกเหมือนกัน เดิมทีฉันไม่ได้คิดจะไปเลย ทำไมโดนซูหรานกล่อมไปกล่อมมาก็เดินมาถึงตรงนี้แล้ว?”
เจี่ยวหยางพยักหน้า
“ใช่ เหมือนโดนสะกดจิตเลย…”
ลู่หนีก้มหน้า
“พ่อหรานคงคิดเพื่อพวกเราจริงๆ แต่พูดตรงๆ ถ้าเขาไม่ไปกับพวกเรา ฉันก็ไม่มีกะจิตกะใจจะเที่ยวแล้ว…”
ตันอิ๋งก็เดินช้าลงเรื่อยๆ
“ฉันก็เหมือนกัน…”
อวี๋ลี่ส่ายหัว
“ฉันก็คิดดูดีแล้วนะ แต่พูดจริงๆ แทนที่จะอยากเที่ยว ตอนนี้ฉันอยากรู้มากกว่าว่าถ้าซิงหลินกลับไปแล้วจะจีบซูหรานยังไง หือ? นายไม่เดินแล้วเหรอ?”
ทุกคนหันกลับไปมอง
ซิงหลินหยุดเดินแล้ว
เขาหันไปมองทางปากสะพานอย่างไม่รีบร้อน รถที่นั่นหายลับไปแล้ว
“กลับกันเถอะ”
“หา?”
ทุกคนตกใจ
อวี๋ลี่ทำหน้างง
“ถึงฉันก็คิดว่าคงต้องกลับ แต่ทำไมนายดูเหมือนตั้งใจจะกลับตั้งแต่แรกแล้ว แล้วนายออกมาทำไม?”
เงือกหนุ่มยกมุมปากเล็กน้อย พูดประโยคหนึ่ง
“ถ้าพวกเราไม่ไป เขาจะลงมือไหม ในเมื่อกับระเบิดถูกฝังไว้แล้ว ก็ให้มันระเบิดเร็วหน่อยก็พอ”
พูดจบก็หันหลังเดินกลับทันที
บนสะพานเหมือนมีจุดไข่ปลาหกลอยผ่านไป
หมานอินกับเจี่ยวหยางหันไปถามอวี๋ลี่อย่างงงๆ
“หมายความว่าอะไร?”
ดวงตาอวี๋ลี่สว่างขึ้น รีบตามไปทันที
“หมายความว่าซูหรานแกล้งส่งพวกเราออกมา เพราะจะไปทำเรื่องใหญ่ลับๆ ตอนนี้เราต้องไปจับเขาให้ได้!”
“หา?”
ปลาหมึกยักษ์กลับมามีชีวิตชีวาเหมือนเดิม หนวดโบกสะบัดอย่างคึกคัก เสียงสดใสดังลอยในอากาศยามเช้า
“ซิงหลิน นายเก่งจริงๆ นะ หลอกเอาจูบมาได้ฟรีๆ เลย!”