เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1329 เหตุและผลเคยให้อภัยใครเสียที่ไหน
ฉู่ลั่วจับวิญญาณมาสี่ดวง จากนั้นก็กระทืบเท้าเข้าไปสู่ปรโลก
ทันทีที่เข้าสู่ปรโลกก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนดังก้องไปทั่วปรโลก
มันทั้งเสียงแหลมและดูเศร้ามาก
ข้าง ๆ เส้นทางน้าพุเหลืองมีวิญญาณหยินล่องลอยอยู่
เพี๊ยะ ๆๆ!
“เดินเร็ว ๆ! ถ้าเดินช้าก้าวหนึ่งจะถูกเฆี่ยนหนึ่งครั้ง!”
ทันทีที่พวกฉู่ลั่วปรากฏตัว ยมทูตรับวิญญาณทั้งหมดก็เริ่ม
ดำเนินการทันที
ท้องฟ้าเป็นสีแดงเข้มราวกับมีลาวาไหลวนอยู่ข้างบนนั้น
ในแม่น้าลืมเลือนมีวิญญาณหยินดวงแล้วดวงเล่าลอยอยู่ในนั้น
“ปรมาจารย์”
ยมทูตขาวดำปรากฏตัวออกมา
ดวงตาที่แปลกประหลาดของพวกเขามองไปทางวิญญาณทั้งสี่
ดวงที่อยู่ด้านหลังของฉู่ลั่ว แล้วปล่อยแรงบีบบังคับที่มองไม่เห็น
ออกมา
วิญญาณทั้งสี่ก็หดตัวมาอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนทันที
[ปรโลกนี้ดูไม่ค่อยเหมือนกับตอนที่ไลฟ์ครั้งที่แล้วเลยนะ]
[ท้องฟ้านี่แดงขึ้นกว่าเดิมอีก! แล้ววิญญาณบนเส้นทางน้าพุ
เหลืองทำไมถึงน่ากลัวขนาดนั้นล่ะ!]
[ยมทูตรับวิญญาณน่ากลัวกว่าอีก พวกเธอไม่เห็นเหรอแค่เดิน
ช้าไปนิดเดียวก็เฆี่ยนจนลงไปกลิ้งที่พื้นร้องโหยหวนแล้ว]
[นี่มันเรื่องอะไรกัน? เมื่อกี้เหมือนว่าฉันจะเห็นปู่คนที่เจ็ดของฉัน
เลย ปู่คนที่เจ็ดของฉันตอนที่มีชีวิตอยู่เป็นคนดีนะ แค่เขาดูเป็นคนดุ
นิดหน่อยเอง ทำไมพอตายไปแล้วยังต้องมารับโทษแบบนี้ล่ะ!]
[ในแม่น้าลืมเลือนนั่นอะไรกัน? น่ากลัวจังเลย!]
ฉู่ลั่วมองปรโลกที่เปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้แล้วมองยมทูตขาว
ดำอีกที
ยมทูตขาวดำพยักหน้าให้ฉู่ลั่วเป็นการบอกว่าจัดการเรียบร้อย
แล้ว
“ปรมาจารย์ ไปเถอะครับ”
ฉู่ลั่วลากวิญญาณทั้งสี่เดินตามหลังยมทูตขาวดำไป
“นี่คือกรมการตรวจสอบ การร้องเรียนเรื่องบาปในโลกมนุษย์จะ
ถูกส่งมาที่นี่แล้วผู้พิพากษาลู่จะทำการพิจารณา”
ประตูใหญ่มืดทึบค่อย ๆ เปิดออกอย่างช้า ๆ
ข้างในดูน่าสะพรึงกลัวมาก ยมทูตรับวิญญาณทั้งสองแถวต่าง
แยกเขี้ยวดูน่าเกรงขามและดุร้ายมาก ๆ โดยเฉพาะผู้พิพากษาลู่ที่
สวมหมวกนั่งอยู่บนที่นั่งอันทรงเกียรตินั้นก็ยิ่งดูดุร้ายและสายตาก็ราว
กับคบเพลิงเลย
“เอาตัวขึ้นมา!”
ฉู่ลั่วปลดเชือกตรึงวิญญาณออก จากนั้นยมทูตรับวิญญาณก็
ก้าวเข้ามาลากวิญญาณทั้งสี่ที่ไม่เคลื่อนไหวไม่ได้ไปที่ส่วนหน้าของ
โถงใหญ่
เฉิงยวนลอยไปอยู่ข้าง ๆ ฉู่ลั่วอย่างเงียบ ๆ แล้วส่งเสียงอย่างเบา
สุด ๆ “มันเล่นใหญ่ไปหรือเปล่า!”
ก็แค่สอบสวนผู้ที่ทำผิดทางวจีกรรมไม่กี่คนเอง ไม่เห็น
จำเป็นต้องทำขนาดนี้เลย
ยมทูตขาวดำได้ยินคำพูดของเฉิงยวนจึงกดเสียงกระซิบพูด
ออกมา “ไม่หรอก นี่แค่เริ่มต้นเอง”
“ชุยอันเหว่ย เป็นคนเมืองเหลียวอายุสามสิบสองปี จากการ
ร้องเรียนจากโลกมนุษย์ ทางปรโลกจพทำการสอบสวนคุณอย่างเป็น
ทางการ ณ บัดนี้!”
ผู้พิพากษาลู่เคาะไม้ปลุกสติหนึ่งที จากนั้นยมทูตรับวิญญาณ
สองตนก็ไปลากตัวชุยอันเหว่ยหรือว่าทะเลน้อมรับแม่น้าร้อยสายไป
ข้างหน้า
ชุยอันเหว่ยตกใจจนพูดอะไรไม่ออกอยู่แล้ว จึงทำได้เพียงเชื่อฟัง
ยมทูตรับวิญญาณ เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นแล้วก็สบเข้ากับสายตาที่
เป็นราวกับคบเพลิงของผู้พิพากษาลู่จึงตกใจไปอีก
“ในวันที่ยี่สิบเอ็ด เดือนธันวาคม ปีสองศูนย์หนึ่งแปด คุณได้
โพสต์แสดงความคิดเห็นโดยเป็นคำโกหกที่ว่า ‘เธอขาย อาศัยอยู่
ข้างบ้านฉันนี่เอง’ ลงบนเว็บไซต์ตาโต”
“เป็นความจริงครับ” ชุยอันเหว่ยไม่กล้าพูดโกหกภายใต้สายตา
ของผู้พิพากษาลู่
“วันที่สาม เดือนมิถุนายน ปีสองศูนย์หนึ่งเก้าคุณก็ได้แสดง
ความคิดเห็นที่ไม่ดีว่า ‘ผู้หญิงดี ๆ ไม่มีทางแต่งตัวแบบนี้หรอก แต่งตัว
น้อยชิ้นแบบนี้ก็เพื่อจะยั่วผู้ชาย’ ลงบนเว็บไซต์”
……
ผู้พากษาลู่ทำการพิจารณาคดีไปทีละประโยค
[ไม่จริงน่า! การแสดงความคิดเห็นแบบนี้ก็นับว่าเป็นการสร้าง
วจีกรรมเหรอ?]
[ความคิดเห็นที่พิมพ์ไปโดยไม่คิดก็นับด้วยเหรอ?]
[มันเป็นเสรีภาพทางการพูดนะ ฉันแค่พูดในสิ่งที่ฉันคาดเดา
เพียงเล็กน้อยนี่ก็นับว่าเป็นการสร้างวจีกรรมเช่นกันเหรอเนี่ย!]
[หึ มันต้องแบบนี้แหละ! ให้พวกคนที่ชอบสร้างเรื่องไม่ดีให้คนอื่น
ไปเรื่อยรู้เสียบ้างว่าพูดจาอะไรส่งเดชไม่ได้ ]
[อย่างนั้นก็มีข่าวเยอะมากเลยที่เขียนมามั่ว ๆ เลยน่ะสิ? ไม่แม้แต่
จะหาความจริงให้กระจ่างก็มาเขียนข่าวมั่ว ๆ กันแล้ว]
ฉู่ลั่วเห็นการพูดคุยกันในช่องแสดงความคิดเห็นก็หยิบมือถือ
เดินออกจากกรมการตรวจสอบไป
เธอมองตรงไปที่กล้องแล้วพูดออกไป “ในบรรดากรรมทั้งหมด
กรรมที่เกิดขึ้นง่ายที่สุดบ่อยที่สุดและทำร้ายคนอื่นได้แย่ที่สุดก็คือ
วจีกรรม และผลกรรมจะเกิดขึ้นจะเพิ่มขึ้นตามการแพร่กระจาย
ออกไป”
“มีคำกล่าวที่ว่าคนทางโลกไม่เชื่อในเหตุและผล แล้วเหตุและผล
เคยให้อภัยใครเสียที่ไหนกัน”
“ในบรรดากรรมทั้งสามอย่างซึ่งก็คือกายกรรม วจีกรรม
มโนกรรมนั้นการสร้างวจีกรรมเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะ
วจีกรรมเป็นประตูแห่งความทุกข์ และจุดเริ่มต้นแห่งหายนะ”