เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1653 รู้ที่มา
เธอกำแขนของสวีจิ้นแน่นขึ้น ดวงตาแปลกประหลาดของเธอ
เผยแววน่าสะพรึงกลัวออกมาเล็กน้อย พลังหยินที่เพิ่งถูกกดทับลงไป
เมื่อครู่ ตอนนี้กลับเริ่มปะทุขึ้นมาอีกครั้ง
พลังหยินจากวิญญาณร้ายหลายดวงค่อย ๆ คืบคลานขึ้นมาบน
ร่างของเธอ ราวกับจะย้อมเธอให้กลายเป็นวิญญาณร้ายไปด้วยกัน
สวีจิ้นขมวดคิ้วด้วยความเจ็บปวด “พวกเขาทุกคนสบายดี”
เฉิงยวนกลับไม่ได้แสดงสีหน้าโล่งใจแม้แต่น้อย เธอปล่อยมือ
จากแขนเขา ร่างทั้งร่างทรุดลงคุกเข่ากับพื้นด้วยความเจ็บปวด
เหลือแสน ก่อนจะทนไม่ไหวอีกต่อไป ร้องไห้ออกมาอย่างควบคุม
ไม่ได้
สวีจิ้นค่อย ๆ ย่อตัวลงไป แล้วโอบกอดเฉิงยวนไว้ในอ้อมแขน
เธอถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอมตั้งแต่เด็ก ไม่เคยต้องผ่านความ
ทุกข์ยากอะไรในชีวิต
แต่เฉิงยวนก็ไม่ใช่คนอ่อนแอ เฉิงยวนแทบไม่เคยร้องไห้เลย
สวีจิ้นรู้จักเธอมานานหลายปี เขาไม่เคยเห็นเธอร้องไห้สักกี่ครั้ง
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดสุดจะกลั้นแบบนี้
“ขอโทษ! ข้าปกป้องพวกเขาไว้ไม่ได้!”
ฉู่ลั่ว “…”
การต้องมองลูกหลานในบ้านตายไปทีละคน ในขณะที่ผู้ใหญ่ยัง
มีชีวิตอยู่อย่างราบรื่น นี่จะเป็นเรื่องดีสำหรับผู้ใหญ่เหรอ?
ไม่ใช่เลย มีแต่จะยิ่งรู้สึกเจ็บปวดมากขึ้นเท่านั้น
ฉู่ลั่วย่อตัวลง มือแตะเบา ๆ บนศีรษะของเฉิงยวน ขับไล่พลังหยิน
ที่เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ บนร่างของอีกฝ่าย
จากนั้นเธอก็ยกมือขึ้น เก็บวิญญาณร้ายเล็ก ๆ เหล่านั้นที่อยู่
ข้างกายเข้าไปในแผ่นยันต์ทั้งหมด
หลายชั่วโมงต่อมา
สั่วเฟิงปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าฉู่ลั่ว ท่าทางและสีหน้าต่างเคร่งขรึม
มาก “ไม่ทราบว่าเจ้านิกายได้กำจัดวิญญาณร้ายบนตัวเสี่ยวอิงหรือ
ยัง?”
สั่วอิงตามหลังเธอมา ตอนนี้สภาพของสั่วอิงคือกำลังก้มหน้า สี
หน้าซีดเซียว คนทั้งคนดูผอมโซลงอย่างน่ากลัว
ประกอบกับเหตุการณ์ผิดปกติเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ทำให้เธอหด
ไหล่สั่นเทาราวกับเป็นนกที่ตื่นตระหนก
ฉู่ลั่ว “กำจัดไปแล้วค่ะ”
สั่วเฟิงชะงัก เธอหรี่ตามอง “จริงเหรอ? ฉันได้ยินว่าวิญญาณร้าย
พวกนั้นวิ่งมาที่โรงแรม กระทั่งเข้าไปในห้องของเฉิงยวนด้วย เจ้า
นิกาย วิญญาณร้ายพวกนั้นถูกกำจัดจริง ๆ แล้วเหรอ?”
“หรือว่าเจ้านิกายจะปกป้องพวกวิญญาณร้ายเพื่อเฉิงยวนกันล่ะ”
ฉู่ลั่วนั่งขัดสมาธิหลับตา มือทั้งสองข้างประสานกัน ก่อนจะกล่าว
ด้วยท่าทีสงบนิ่งว่า “ในเมื่อหัวหน้าตระกูลสั่วไม่เชื่อฉัน ถ้าอย่างนั้นก็
รอดูว่าจะมีวิญญาณร้ายมารบกวนคุณสั่วอีกหรือเปล่าค่ะ”
สั่วเฟิง “ถ้ามีขึ้นมาล่ะ?”
ฉู่ลั่ว “ถ้ามีก็คงไม่ใช่พวกที่มาวันนี้ค่ะ”
เธอค่อย ๆ ลืมตาขึ้น สายตาไร้คลื่นอารมณ์ใด ๆ พลังวิญญาณ
ค่อย ๆ โอบล้อมร่างกายของเธอ “ถ้าหัวหน้าตระกูลสั่วไม่เชื่อฉัน แล้ว
มาหาฉันทำไมคะ”
สั่วเฟิง “…เจ้านิกายอย่าลืมนะ พวกเรามีข้อตกลงกันอยู่”
ฉู่ลั่วยกยิ้ม “ฉันทำตามข้อตกลงนั้นแล้วค่ะ”
สั่วเฟิงกัดฟันจ้องมองฉู่ลั่ว ผ่านไปครู่หนึ่งจึงหัวเราะเยาะ “ดู
เหมือนเจ้านิกายจะตั้งใจปกป้องพวกวิญญาณร้ายนั่นเสียแล้ว”
ฉู่ลั่วเลิกคิ้ว “ดูท่าหัวหน้าตระกูลสั่วจะตัดสินว่าฉันไม่ได้กำจัด
พวกวิญญาณร้ายให้สินะคะ! ถ้าอย่างนั้นหลักฐานล่ะคะ? หัวหน้า
ตระกูลสั่วมีหลักฐานหรือเปล่า?”
ไม่รอให้สั่วเฟิงพูด ฉู่ลั่วก็หลับตาลงอีกครั้ง รักษาท่าทางการ
บำเพ็ญเช่นเดิม “คุณไม่มี แต่กลับมั่นใจว่าฉันไม่ได้กำจัดวิญญาณ
ร้ายให้”
“แสดงว่าหัวหน้าตระกูลสั่วรู้ที่มาของพวกวิญญาณร้ายเหล่านั้น
อย่างชัดเจนใช่ไหมคะ?”
สั่วเฟิงเบิกตากว้างทันที
ใบหน้าเหี่ยวย่นนั้นเผยความประหลาดใจที่ไม่เข้ากับอายุของเธอ
เลยแม้แต่น้อย
สั่วอิงที่อยู่ด้านหลังหัวหน้าตระกูลสั่วก็แสดงสีหน้าแบบเดียวกัน
เธอเหลือบมองสั่วเฟิงโดยไม่รู้ตัว จากนั้นก็รีบหลบสายตาไปอย่าง
รวดเร็ว
สั่วเฟิงคืนสีหน้าเป็นปกติโดยเร็ว “เจ้านิกายพูดอย่างนี้
หมายความว่ายังไงกันแน่?”
ฉู่ลั่วตอบ “เช่นเดียวกันกับที่หัวหน้าตระกูลสั่วสงสัยฉัน ฉันก็
สงสัยหัวหน้าตระกูลสั่วเหมือนกันค่ะ”
บรรยากาศในห้องรับแขกพลันตึงเครียดขึ้น
ฉู่ลั่วแสดงท่าทีเย็นชา นั่งขัดสมาธิบำเพ็ญ
คนตระกูลสั่วที่อยู่ตรงข้ามต่างโกรธเคืองกับท่าทีเช่นนี้ของเธอ
แต่ก็พูดอะไรไม่ออก
ส่วนสั่วอิงดึงแขนเสื้อของสั่วเฟิงเบา ๆ พูดเสียงค่อยว่า “หัวหน้า
ตระกูลคะ หนูเชื่อเจ้านิกายค่ะ พวกเรา…พวกเรากลับกันเถอะ!”
สั่วเฟิงค่อย ๆ หลับตาลงแล้วลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้สีหน้า
เปี่ยมด้วยความเมตตา “ก็ได้ ทำตามที่เสี่ยวอิงพูด พวกเราจะกลับไป
ก่อน”