เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1759 ฉันเป็นเทพต่างหาก
การลงดาบครั้งนี้พุ่งตรงไปที่ลำคอของสั่วเฟิง
น่าเสียดายที่คมของดาบยังไม่ทันได้แตะต้องคอของสั่วเฟิง ก็ถูก
มือข้างหนึ่งของเธอคว้าเอาไว้เสียก่อน
เธอจับครึ่งศีรษะซีกอันน่าสะพรึงกลัวของตัวเอง ดวงตาข้างหนึ่ง
มองสวีจิ้นอย่างเรียบเฉย แล้วหันหัวไปทางเจี่ยซี “สองวิญญาณ สอง
วิญญาณ! เหอะ!”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะถูกสวีจิ้นฟันจนศีรษะขาดครึ่งหรือไม่ เสียงพูด
ของเธอจึงช้ามาก
มือของเธอบีบแน่น ตัวดาบแตกออกเป็นชิ้น ๆ
ฉับพลันนั้นเธอสะบัดเศษดาบออกไป พุ่งตรงไปยังสวีจิ้น
เพียงแค่ตอนที่มันกำลังจะเข้าใกล้สวีจิ้น กลับถูกแขนเสื้อสีแดง
ใหญ่ขัดขวางไว้
เฉิงยวนคว้าแขนของสวีจิ้น ส่วนมืออีกข้างหนึ่งดึงเจี่ยซีมา แล้ว
รีบตรงไปที่ประตูบ้านบ้านตระกูลสั่ว
“คิดจะหนีเหรอ!”
สั่วเฟิงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว ค่ายกลของตระกูลสั่วเพิ่ม
ความแข็งแกร่งขึ้นอีก
กางกั้นตรงหน้าเฉิงยวนกับอีกสองคนที่กำลังจะจากไป
เฉิงยวนหันกลับมามองสั่วเฟิงที่ทะยานตามมา สายตาเธอหม่น
ลงเล็กน้อย
“พวกคุณไปก่อน!” จี้ไจ่พุ่งมาที่ค่ายกล ยกมือขึ้นประสานอิน
ยันต์หลายสิบแผ่นลอยออกมาตกลงบนค่ายกล ฉีกกระชากเพื่อเปิด
ช่องทางอย่างรุนแรง
ไจ๋โหรวบอก “ยวนยวน พวกเธอไปก่อนเถอะ! รีบกลับไปที่
โรงแรม ส่วนเรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง”
พวกเขายืนขวางอยู่ด้านหน้าเฉิงยวน
“ไปสิ!” ซุนหย่าจิ้งผลักเฉิงยวนทีหนึ่ง “ถ้ายังล่าช้าต่อไป พวก
เราได้ถูกล้างบางยกแก๊งแน่!”
เฉิงยวนยังไม่ทันพูดอะไรก็ถูกแขนข้างหนึ่งดึงไว้ เป็นหยวนเส้าห
ยิน
หยวนเส้าหยินดึงพวกเธอทั้งสามคนลอดผ่านค่ายกล หนีออกไป
ด้วยความเร็วสูงสุด
“จี้ไจ่ นายทำอะไร! กล้าช่วยวิญญาณร้ายอย่างนั้นเหรอ!”
จี้ไจ่สะบัดดาบของตัวเองออกมา “ใช่! ผมจะช่วย!”
นักพรตที่จ้องมองด้วยความเคืองโกรธอึ้งไปด้วยท่าทางที่เป็น
ธรรมชาติของเขา
สั่วเฟิงที่มีครึ่งหัวอันน่าสยดสยองพูดขึ้น “พวกเธอจะขวางฉัน
เหรอ?”
ไจ๋โหรว “นี่ไม่ชัดเจนอีกเหรอคะ?”
เธอมองคนตรงข้ามอีกครั้ง
สภาพครึ่งหัวที่ถูกตัดออกไป สามารถมองเห็นโครงสร้างภายใน
สมองได้อย่างชัดเจนแล้ว
ภาพนี้ทั้งเลือดสาดและน่าขนลุกนัก
แต่นักพรตลัทธิเต๋าทั้งหมดทำเหมือนไม่เห็นอะไรเลย
ซุนหย่าจิ้งเอ่ย “ตระกูลสั่วบังคับให้เกิดบุพเพสิบชาติ ก็ไม่เห็น
พวกเขาจะออกมายืนหยัดเพื่อความยุติธรรม ตอนนี้เธอยังหวังให้
พวกเขาทำอะไรอีกล่ะ?”
เธอแค่นหัวเราะ “ก็แค่กลุ่มคนที่ทรยศต่อมนุษย์เท่านั้นแหละ”
“คิดแต่จะบรรลุขึ้นสู่สวรรค์ แล้วจะมาสนใจอะไรกับวิญญาณร้าย
หรือความยุติธรรมกัน!”
น้าเสียงของเธอเบาหวิว แต่เต็มไปด้วยความดูถูก
สีหน้าของเหล่านักพรตแต่ละคนเปลี่ยนเป็นไม่สู้ดี “เธอ…เธอก็
เป็นแค่วิญญาณร้าย…”
“ดูให้ดี ๆ ฉันเป็นเทพต่างหาก! เทพของโลกมนุษย์!” พร้อมกับ
เสียงของซุนหย่าจิ้ง รอบกายของเธอก็มีกลิ่นหอมของธูปเทียน
เข้มข้นลอยขึ้นมา
นั่นคือพลังอธิษฐาน
“ดูสิ แม้แต่วิญญาณร้ายกับเทพพวกคุณลัทธิเต๋ายังแยกแยะไม่
ออก แล้วจะหวังให้พวกคุณทำอะไรได้อีก?”
เธอสะบัดแขนเสื้อ เส้นด้ายสีแดงราวกับมีชีวิตพากันแผ่กระจาย
ไปทั่วทุกทิศทาง
เพียงชั่วครู่มันก็พันรัดผู้คนที่อยู่ใกล้เคียงเข้าด้วยกันทั้งหมด
“เธอเหมือนจะสวยขึ้นนะ!”
“ตอนนี้เป็นเวลาพูดเรื่องนี้เหรอ? แต่ทำไมจู่ ๆ ฉันถึงรู้สึกว่า…”
“ผมอยากบอกคุณมาตลอดว่าผมชอบคุณ ถึงคุณจะแต่งงานไป
แล้ว ผมก็ยังชอบคุณ”
“คนโง่ คุณไม่เคยสังเกตเลยเหรอว่าฉันก็ชอบคุณเหมือนกัน?”
เส้นด้ายสีแดงพันกันยุ่งเหยิง ความรู้สึกก็สับสนวุ่นวาย
มีเพียงไม่กี่คนที่มีพลังบำเพ็ญสูงกว่าเล็กน้อยเท่านั้นที่ตัด
เส้นด้ายแดงที่พุ่งมาได้ พวกเขาทั้งหมดมองกลุ่มคนที่ยืนอยู่ตรงค่าย
กลด้วยสายตาเย็นชา
สั่วเฟิงตัดเส้นด้ายสีแดงที่ลอยมาจนขาดสะบั้น “พวกแก…อย่า
หวังว่ารอดไปสักคน!”
เธอกระโจนเข้ามาทันที พลังวิญญาณแล่นพลุ่งพล่าน ดาบเปล่ง
ประกายเย็นเยียบเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในมือของเธอ
ขณะที่ดาบของเธอฟันลงมา ร่างสิบกว่าร่างก็เข้ามาขวางหน้าไจ๋
โหรวกับจี้ไจ่