เกิดใหม่ชาตินี้… ขอเป็นเจ้านิกายมาไลฟ์สด - บทที่ 1849 ฉันขอร่วมทีมกับคุณได้ไหม
“เธอยังมีหน้ามาแข่งขันอีกเหรอ!”
ไม่รู้ว่าใครพูดประโยคนั้นออกมา
เพราะเงียบมากเกินไป ประโยคนั้นจึงชัดเจนเป็นพิเศษ
มีคนดึงแขนคนที่พูด แต่คนคนนั้นกลับหัวเราะเยาะเย้ย “เธอกล้า
ทำ แล้วฉันจะไม่กล้าพูดหรือ? เธอเป็นคนที่ทรยศกับพวกเรามนุษย์
แล้ว แต่ยังกล้ามาปรากฏตัวต่อหน้าพวกเราอีก นี่มันไม่ใช่เป็นการ
ตบหน้าพวกเราหรือ?”
“พวกคุณอยากจะแข่งขันกับคนแบบนี้หรือ?”
“เธอไม่สมควรถูกเรียกว่าคนด้วยซ้า”
ฉู่ลั่วหันหน้าไปมองคนที่พูด
เขาเป็นชายอายุราวสามสิบกว่าปี รูปร่างกำยำ สวมเสื้อกล้าม
เมื่อออกแรงเล็กน้อย กล้ามเนื้อก็ปูดขึ้นมาเหมือนก้อนหินใหญ่ ๆ
“ฉันพูดผิดตรงไหน?”
เขาสบตากับฉู่ลั่ว “ตอนรวมทีม ฉันอยากรู้นักว่าใครจะกล้าอยู่
ทีมเดียวกับเธอ”
“นั่นคือเป่ยฉิน! เขาเป็นหมอดู คำทำนายของเขาไม่เคย
ผิดพลาดเลยนะ” คนข้าง ๆ อธิบาย “แต่เพื่อชดเชยจุดอ่อนด้านพลัง
วิญญาณของตัวเอง เขาจึงเสริมสร้างพละกำลังของตัวเองแทน”
“เห็นชัดเลย พละกำลังนี่เสริมขึ้นมาไม่ใช่น้อย ๆ เลยนะ!”
“เป่ยฉินบอกว่าจะแข่งเป็นทีม ดูเหมือนว่าจะต้องรวมทีมจริง ๆ
แล้ว”
“สิ่งที่เป่ยฉินทำนาย คงไม่มีทางผิดพลาดแน่”
ฉู่ลั่วเพียงแค่จ้องมองเป่ยฉินไม่กี่วินาที แล้วเบนสายตากลับไป
มองที่เวที
เพราะว่าตอนนี้…เฉียวโจวมาแล้ว
ในฐานะผู้รับผิดชอบหลักของการแข่งขันรอบที่สาม ทุกปี
เฉียวโจวจะมาประกาศกฎการแข่งขันด้วยตัวเอง
ครั้งนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
เขาเดินขึ้นไปบนเวที เห็นฉู่ลั่วที่ยืนอยู่ด้านหน้า แต่เขาเพียงแค่
กวาดตามองแวบเดียว แล้วรีบหันไปมองที่อื่น ก่อนจะเริ่มประกาศกฎ
การแข่งขันในครั้งนี้
หลังจากกล่าวคำเปิดตัวไปช่วงหนึ่ง เฉียวโจวก็ประกาศว่า “การ
แข่งขันครั้งนี้จะใช้รูปแบบการแข่งขันเป็นทีม”
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา ทุกคนต่างมองไปที่เป่ยฉินด้วยความ
ตกตะลึงและชื่นชม
เป่ยฉินเชิดคางขึ้นเล็กน้อยด้วยความภาคภูมิใจ
“รวมทีมกันตามความสมัครใจ”
“จำนวนคนในทีมต้องมีอย่างน้อยสามคน มากสุดสิบคน ทีมที่มี
คนน้อยกว่าสามคนหรือมากกว่าสิบคนจะไม่สามารถเข้าสู่พื้นที่การ
แข่งขันได้”
“การแข่งขันครั้งนี้คือ…”
เขาเว้นช่วง “การล่า”
“ภายในเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงที่กำหนด ทีมไหนล่าได้มากที่สุด และ
ทีมไหนอยู่รอดได้นานที่สุด ก็จะเป็นผู้ชนะ”
“และหัวหน้าทีมของแต่ละทีมเมื่อเข้าสู่สนามแข่งแล้ว พลัง
วิญญาณจะหายไปหมด ถ้ามีใครสังหารหัวหน้าทีมนั้นได้ ทั้งทีมนั้นก็
จะถือว่าไม่ผ่านการแข่งขัน”
“หัวหน้าทีมคือคนที่มีพลังวิญญาณแข็งแกร่งที่สุดในทีม”
ฉู่ลั่วมองเฉียวโจวที่ไม่กล้าแม้แต่จะมองเธอ แล้วยกมุมปากขึ้น
เล็กน้อย
ดีมาก
ทุกอย่างล้วนมุ่งเป้าไปที่เธอทั้งนั้น
“ตอนนี้เริ่มจับทีมได้ ทีมที่จับเสร็จแล้วสามารถเข้าไปได้เลย”
การเข้าไปก่อนย่อมได้เปรียบในการยึดพื้นที่ที่ดีกว่า
ทันใดนั้น หลายคนเริ่มรวมทีมกัน ทั้งยังแอบสังเกตฉู่ลั่วในตอนนี้
ด้วย
เป็นไปตามคาด ไม่มีใครรวมทีมกับเธอ
เป่ยฉินที่รวมทีมเสร็จแล้วพร้อมสมาชิกทีมทั้งเก้าคน ยืนอยู่ที่
ทางเข้า มองฉู่ลั่วอย่างเย็นชา “ฉันอยากรู้จริง ๆ ว่าวันนี้ใครกล้ารวม
ทีมกับฉู่ลั่ว”
เขาพูดจบ ก็ได้ยินเสียงร้องดีใจดังขึ้นมา “ลูกพี่ พวกเรารวมทีม
กันนะครับ!”
หลิงฟางมุดออกมาจากฝูงชน
เผชิญหน้ากับสายตาดุดันของเป่ยฉิน แล้ววิ่งตรงไปหาฉู่ลั่ว
เป่ยฉินมองหลิงฟางอย่างเย็นชา ส่วนหลิงฟางหลบสายตาของ
เขา
“ลูกพี่ พวกเราอยู่ทีมเดียวกันนะครับ!”
ฉู่ลั่วพยักหน้าเบา ๆ
จากนั้นหลิงฟางพูดเสียงเบา “แต่พวกเรามีแค่สองคนนะ!”
ตอนนี้คนที่ยังไม่ได้เข้าไปในค่ายกลอิ๋งเซียงทั้งหมดต่างจับตา
มองฉู่ลั่ว พวกเขากำลังรอดูว่าฉู่ลั่วจะมีสมาชิกคนอื่นอีกหรือไม่
กระทั่งมีเงาร่างหนึ่งเดินมาหยุดข้างฉู่ลั่ว “ขอโทษนะคะ ฉันขอ
ร่วมทีมกับคุณได้ไหม?”
เป็นหญิงสาวอายุราวยี่สิบต้น ๆ มัดรวบผมหางม้าสูง
เธอไม่ได้แตกต่างจากผู้บำเพ็ญคนอื่นมากนัก แต่สิ่งที่โดดเด่น
ที่สุดคือวัตถุทรงยาวสีเขียวที่สะพายอยู่บนหลัง และกำไลเงินรูปงูกิน
หางบนข้อมือ
ฉู่ลั่วกวาดตามองสิ่งของบนหลังเธอ แล้วก้มลงมองกำไลข้อมือ
นั้น “ได้”